Mag-log inทำเหมือนห่วง ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่ากิดากานต์นอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาลมาตั้งสามวัน เขาเรียกว่าห่วงประสาอะไร ไม่เห็นโผล่หัวไปเยี่ยมสักวัน!
ผิดหวังอยู่ลึกๆ แล้วถุงผ้าสีเทาก็ถูกจับโยนเข้าไปในตู้เอกสารข้างผนังไปอย่างไม่ใยดี...
อารมณ์ของเธอขุ่นมัวตั้งแต่เช้า กาแฟดำยามเช้าน่าจะทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาได้...เกล็ดกาแฟสำเร็จรูปถูกตักออกจากขวดด้วยใจจดจ่อ ทีละช้อนอย่างเชื่องช้า แล้วตามด้วยน้ำร้อนจัด ไอขาวพวยพุ่งลอยขึ้นเหนือแก้วกาแฟอย่างอ้อยอิ่ง
เสียงโทรศัพท์จากกระเป๋าเสื้อดังขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ทำลายอารมณ์ที่กำลังจะดีขึ้นให้หม่นลง เพราะปลายสายคือผู้ช่วยที่รู้ใจ
“มีอะไรบ๊อบบี้โทรมาแต่เช้า”
“อาทิตย์นี้ บ้านดอนย่านาง คุณแม่ว่างมั้ยคะ” สาวสองผมทองผิวเป็นสีขาวจัด กรอกเสียงผ่านมือถือมาอย่างรู้ใจ
และทุกครั้งคำตอบที่ผู้ช่วยคิดว่าจะได้ก็คือ...กี่โมง?
กิดากานต์ไม่มีทางปฏิเสธกิจกรรมที่แสนชื่นชอบเหล่านี้ไปได้!
“คิดดูก่อน”
มีคนผิดหวังในคำตอบไปแล้วหนึ่ง แต่เขาก็ยังจะกรีดเสียงตามออกมาอีกว่า “ไม่ได้นะแม่ รอบนี้เค้าจัดเต็ม ลุงอู๊ดก็รับปากแล้วด้วย คุณแม่จะมาชิ่งอย่างนี้ไม่ได้นะคะ”
“ก็บอกว่าคิดดูก่อน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่นี่” กิดากานต์ตอบพร้อมกับเผลอกดยิ้มลงมุมปากไปไม่รู้ตัว
“งานนี้จะขาดแม่ไม่ได้นะคะ มันเป็นงานรับน้องใหม่ เอาให้สุดเหวี่ยงกันเลยค่ะคุณแม่!”
“ปริญญ์เค้าไม่ไปหรอก”
เจ้าของใบหน้าที่เปลี่ยนมาเคร่งขรึมบอกออกมาในทันที
“คุณแม๊เป็นหัวหน้า คุณแม๊สั่งได้ค่ะ”
“เค้าไม่ชอบอะไรพวกนี้ เปลี่ยนแผนอื่นซะเถอะ”
“แล้วรถแห่มันไม่สนุกตรงไหนอ่ะแม๊ ถ้ามีพวกเราหมอปริญญ์ต้องชอบสิคะแม๊”
“เอางี้ ถ้าบี้ชวนหมอปริญญ์ได้ ฉันก็จะไป” กิดากานต์กัดฟันบอกออกไปแล้วกดวางสายทันที
ฉับพลันอารมณ์แย่ๆ ก็ถูกตีขุ่นข้นขลั่กขึ้นมาเลยทีเดียว จากที่คิดว่ามันจะดีอยู่แล้ว...รถแห่งานบุญคือกิจกรรมโปรดของพวกเราชาวโรงพยาบาลช้าง กิดากานต์คือสาวสวยที่มีอีกด้านที่หลายคนคาดไม่ถึง เธอชอบความลูกทุ่งโจ๊ะๆ ฟังเพลงหมอลำเช้าเย็น แถมร้องคลอได้เพราะไม่แพ้ต้นฉบับ มันเป็นความชอบที่หลงใหลมาตั้งแต่เด็กๆ
และเป็นเหตุผลเด็ด ที่ทำให้เธอต้องเลิกกับปริญญ์...
ปริญญ์บอกไม่ชอบไลฟ์สไตล์นี้ของเธอ หล่อนบอกชอบ R&B Kpop และทนอยู่กับเธอไม่ได้อีกต่อไป หากยังจะเปิดฟังแต่เพลงหมอลำลูกทุ่ง ที่แฟนเด็กไม่เคยอิน และรำคาญอย่างสุดๆ
แก้วกาแฟถูกปล่อยให้เย็น สองมือกำแน่นเข้าหากันอยู่นาน แต่ก็ยังไม่คลายอารมณ์โกรธระคนอับอาย ต่อเหตุผลเลิกราที่สุดบ้า และนั่นก็ทำให้เธอสูญเสียความมั่นใจ จนเป็นสาเหตุที่ต้องใส่หูฟังแทบตลอดเวลา
เธอไม่กล้าจะฟังเพลงที่ชอบต่อหน้าคนอื่นอีกเลย แต่ก็โชคดีเหลือเกินที่โรงพยาบาลช้างแห่งนี้ สามารถทำให้เธอพอจะเผยตัวตนความชอบออกมาได้บ้าง
แต่ถ้าปริญญ์เอาตัวเข้ามาอยู่ในโลกใบนี้ของเธออีกครั้ง เธอควรจะทำตัวยังไงดี ขนาดเมื่อกี้บ๊อบบี้ชวนเธอก็ยังไม่กล้าจะตอบรับในทันที
ปมชีวิตของผู้คน มันมีเล็กใหญ่แตกต่างกัน แต่ทว่าในความเจ็บช้ำหม่นหมองเหล่านั้น มันคงไม่แตกต่างกันเสียเท่าใด
กาแฟยังไม่ทันถูกจิบ สายเรียกเข้าจากบ๊อบบี้ก็ดังเข้ามาอีกครั้ง
“อื้อ...ว่ายังไง”
“หมอปริญญ์ตกลงค่ะแม่!”
“ฮะ!? ว่ายังไงนะ”
“แม่ฟังไม่ผิดค่ะ หมอปริญญ์บอกจะไปด้วย ไปเต้นรถแห่กับพวกเราด้วยค่ะแม๊”
“เค้ารู้จักรู้เปล่าเหอะว่ารถแห่คืออะไร”
“หมอรู้ค่ะ ตกลงคุณแม่ไปนะค้า”
คราวนี้บ๊อบบี้เป็นฝ่ายชิงตัดสายก่อน ปล่อยให้อีกคนได้แต่นั่งมึนงงสับสน ปริญญ์ไม่มีทางรู้แน่ๆ ว่ารถแห่นั้นคืออะไร
จะให้โทรบอกโทรห้าม ก็ไม่เหลือเบอร์ในมือถือกันอีกแล้ว ดังนั้นคนเดือดจึงรีบเดินออกจากห้องทำงาน สะโพกที่ยังไม่หายดี ทำให้การเดินเร็วของกิดากานต์ต้องหยุดพักครึ่งทาง เพราะความปวดมันเล่นงานให้ต้องขบฟันเข้าหากันแน่น แต่ก็พยายามฝืนใจเดินเข้าสู่อาคารพยาบาล ซึ่งตอนนี้มีครวญช้างเพิ่งจะนำช้างเข้ามาทำการล้างแผล แต่ระหว่างที่หมอปริญญ์กำลังเตรียมยาอยู่นั้น
คนที่มากมายความฟุ้งในหัว ก็พาตัวเองไปยืนเคียงข้างทั้งเสียงถอนหายใจฟืดฟาด จนอีกคนที่ยังสวมแว่นดำหันมามอง
“คีย์กำลังจะล้างแผลให้คุณยายสร้อย ช่วงนี้พี่ไม่ต้องออกมาก็ได้นะ ให้หายดีก่อนแล้วค่อยออกมา”
“ยกเลิกนัดกับบ๊อบบี้ซะ”
คำเด็ดขาด ส่งผลให้คนฟังถอนหายใจเอือมระอา
“พี่อูนจะทำลายความสุขคนอื่นทำไม”
“พี่บอกว่าให้ยกเลิกไง คีย์รู้จักเหรอว่าเค้าจะชวนไปไหน”
“ไปเที่ยวรถแห่ แล้วมันแปลกตรงไหนเหรอคะ”
“เค้าไม่เรียกว่าเที่ยว”
“ไม่ต่างกันหรอก” ปริญญ์ตอบโต้ไปอย่างไร้อารมณ์ ทั้งที่อีกฝ่ายกำลังปั่นให้มันร้อนเป็นไฟ
“หมอลำลูกทุ่ง สิ่งที่คีย์เกลียดทั้งนั้น ได้โปรดอย่าเอาตัวเข้ามาอยู่ในโลกของพี่อีกเลยนะ”
ตอนท้ายในน้ำเสียงกึ่งขอร้องนั้น มันทำเอาอีกคนถึงกับวางขวดยาลงกับโต๊ะ แล้วหันไปคุยกันทั้งตัว
“โลกของพี่กับคีย์มันอยู่ด้วยกันไม่ได้เหรอ”
“จำไม่ได้รึไงว่าพี่เคยถามแบบนี้กับคีย์มาก่อน เฮอะ! เราอยู่ใกล้กันไม่ได้ แต่นี่อะไร คีย์จะโผล่มาที่นี่ทำไม!?” กิดากานต์กัดฟันพูดให้เบาที่สุด แต่ก็เร้นไว้ด้วยความเจ็บปวดที่สุดเช่นกัน
"ถ้ารู้ว่าพี่ทำงานอยู่ที่นี่ คีย์ก็คงไม่เลือกมา"
"รู้แล้วก็ทำเรื่องย้ายออกไปซะสิ"
"ถ้าคีย์ผิด คีย์จะไป แต่นี่พี่อูนเป็นคนผิดเต็มๆ"
"พี่ผิดอะไร"
"ก็พี่เล่นเปลี่ยนชื่อจนคีย์เข้าใจผิด จะเปลี่ยนทำไม"
"เปลี่ยนเอาความจัญไรออกจากชีวิต แต่คิดว่าคงจะไม่ได้ผลซะละมั้ง"
"รู้ตัวป่ะ พี่น่ะเหมาะกับความจัญไรแบบนี้แหละ"
“ยกเลิกนัดเค้าซะ! จะไปฉลองอะไรที่ไหนก็ได้ แต่ไม่ใช่อะไรแบบนั้น”
“พี่ก็เป็นแบบนี้ พอเถียงไม่ได้ ก็มีแต่จะเผด็จการใส่” ปริญญ์พูดออกมาเหมือนระอาใจ แต่ก็อดที่จะอมยิ้มออกมานิดๆ ไม่ได้ มันเลยกลายเป็นท่ากวนประสาทที่ทำให้อีกคนเค้นเสียงออกมาว่า “แต่พี่ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จไม่ใช่เหรอ”
“สำเร็จทุกครั้งมากกว่า แต่ครั้งนี้คีย์จะดื้อแล้วนะ”
กิดากานต์ถึงขั้นยกมือกุมขมับ รีบหลับตาสะกดจิตสะกดใจไม่ให้ตะโกนแหกปากออกมา
“ตามใจ! ถ้าไม่ชอบหรือรำคาญยังไง พี่ก็จะไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกัน”
“งั้นที่ผ่านมาที่คอยห้ามแบบนั้น เรียกว่าสนใจกันได้มั้ยคะ”
“เรียกว่าเธอจะทำให้พี่หมดสนุกต่างหากล่ะ”
“ไม่ไปได้ยังไงคะป๊า ตั๋วเค้าก็จองให้หมดแล้ว แล้วอูนก็แค่ไปช่วยงาน ยังไม่ได้ย้ายสักหน่อย”“หนูไม่ต้องมาใช้คำว่าสักหน่อยกับป๊า แค่หนูป่วยแค่นิดเดียว หัวใจป๊าก็เจ็บปวด...”พูดยังไม่ทันจะจบ ลูกสาวขี้วีนก็สวนกลับทันที“อย่ามาลิเกค่ะป๊า”“ป๊าไม่ได้ลิเก แต่คราวนี้ป๊ายอมไม่ได้”“ก็บอกแล้วว่าแค่ไปช่วยงาน”“อูนเอาคำว่าแค่ช่วยงานมาอ้างให้ป๊าตายใจ ไปลาออกเลย ลูกสาวคนเดียวป๊าเลี้ยงได้ ไม่ต้องทำงานเป็นหมอแล้ว ป๊านอนไม่หลับสักวันเพราะเรื่องหนูนี่แหละ”“ป๊าลองเป็นช้างสิ ถ้าป่วยมาแล้วไม่มีหมออย่างอูน ป๊าจะรู้สึก”“หนูอย่ามาแช่งป๊านะ”“ไม่ได้แช่ง แต่ป๊าเองไม่ใช่เหรอที่เลี้ยงหนูมาให้รักสัตว์ ป๊าเองไม่ใช่เหรอที่ชอบช้างมากที่สุด หนูก็เดินตามทางที่ป๊าเคยขีดไว้ให้แล้วไง หนูจะสี่สิบแล้ว หนูถึงขอให้เลิกยุ่งกับชีวิตหนูสักที”“ก็หนูทำตัวน่าเป็นห่วง ให้ตายยังไงป๊าก็ไม่ยอมให้หนูไปลำปาง”“งั้นป๊าก็ต้องช่วยหนูแล้ว
“กวนประสาท...ฮือ ทำไงดี เด็กต้องตกใจแน่ๆ ตาพี่แดงไปหมดเลย”ว่าแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิด มันก็ดันมาเกิดกลางทาง และหากจะพากันไปทั้งสภาพนี้ มันคงแย่พอๆ กับการไม่ไปร่วมขบวน ดังนั้นคนทั้งคู่เลยพากันกลับไปล้างหน้าที่บ้านอีกรอบ“แว่นคีย์ที่พี่เคยซื้อให้อยู่ไหนอ่ะ ใส่อันนั้นพรางตาได้ดีนะ” ปริญญ์บอกคนที่ยืนล้างหน้าอยู่ในครัว“อยู่บนห้องอ่ะ หยิบให้หน่อย”และเมื่อปริญญ์เดินกลับลงมาอีกครั้ง เธอก็เดินเข้าไปสวมกอดผ่านแผ่นหลังกันไปอย่างอ่อนโยน“เลิกเกลียดคีย์เรื่องเพลงน้า”“คนพูดน่ะพูดง่าย”“คีย์ขอโทษ ตอนนี้คีย์อยากเห็นคุณมีความสุข เพลงพวกนั้นมันแค่ข้ออ้างของคนปากเสีย ไม่ได้ขอให้คุณให้อภัยนะคะ แต่อยากให้เข้าใจว่า มันไม่ใช่สิ่งที่คีย์คิดจริงๆ เพราะเพลงที่คีย์ไม่ชอบจริงๆ อ่ะคือเพลงเพื่อชีวิต พี่ก็น่าจะรู้ตั้งแต่เราคบกันแรกๆ”“ไม่ใช่แค่นี้ใช่มั้ยที่โกหกพี่”“มันนานมากแล้วอ่ะ จำไม่ค่อยได้...”“แล้วที่ทำน่ะ เพราะเข้าใจว่าพี่ยังรั
จริงดั่งที่เข้าใจมาตลอด ยิ่งปริญญ์พยายามทำให้อีกคนเจ็บมากเท่าใด แต่หัวใจของเธอกลับเจ็บยิ่งกว่า เธอมองเห็นความอ่อนล้าเหล่านั้นก็อยากจะโผเข้าไปกอด แต่หากจะทะเล่อทะล่าแสดงออกไปเช่นนั้น คนที่มีปมแน่นในใจ คงไม่ยอมเปิดใจให้กันง่ายๆเธอเลยทำได้แค่แสร้งทำเป็นว่าไม่เข้าใจ หญิงสาวไม่พูดอะไร นอกจากการเดินเข้าไปหา แล้วค่อยๆ เอนตัวลงนอนหนุนตักคนที่รักสุดหัวใจนั้นไปเงียบๆ“อืมม์...คีย์คะ คือจริงๆ ไม่ต้องพาไปก็ได้นะ เดี๋ยวพี่ไปเองก็ได้”นั่นไงล่ะ ปริญญ์คิดเอาไว้ไม่มีผิด ว่าจะต้องได้ยินอะไรแบบนี้ ดังนั้นจากที่เคยนอนหงาย ก็ค่อยๆ พลิกตัวเข้าไปกอดกันเอาไว้เพียงหลวมๆ ศีรษะได้รูปทำท่าส่ายหน้า ไม่ยอมรับข้อเสนอนั้น ก่อนจะงึมงำบอกออกมาว่า“ของีบสักห้านาทีนะ แค่ห้านาที หมดเวลาแล้วปลุกเลย”“เหนื่อยเหรอคะ”“ค่ะ ปีนขึ้นปีนลง มาหลายตัวด้วย”“ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปช่วย”“ถึงพี่อยู่คีย์ก็ไม่ยอมให้พี่ทำหรอก”“งั้นนอนพักดีกว่ามั้ย ไม่ต้องไปหรอกเนาะ”“ไม่เอา ขอแค
และยิ่งกิดากานต์ปฏิเสธกันเท่าใด อีกคนก็ยิ่งอยากฟาดกันให้ราบคาบเสียแต่ตอนนี้ หญิงสาวเอาแต่ยืนหายใจฟืดฟาด จ้องหน้าไม่พอใจอยู่อย่างนั้น“ก็บอกว่าจะเข้าไปส่งไง”“ก็แล้วจะเข้าเมืองไปทำไม”“จะไปส่งเมียตัวเองมันผิดตรงไหน”“เมียไหนกันแน่ ที่แน่ๆ พี่ยังไม่ใช่เมียเธอ ยัยเด็กคนไหนล่ะที่อยากไปหา มันไม่ใช่แค่อยากไปส่งพี่หรอก”และนี่ก็กลายเป็นการยืนยันว่า พวกเธอยังคงไม่เชื่อใจกันอย่างชัดเจน“ไม่อยากเป็นแล้วเหรอ ไหนเมื่อคืน...”พูดยังไม่ทันจบ อีกคนก็ทุบกำปั้นลงไหล่กันไม่เบานัก“เลิกพล่ามถึงตอนนั้นได้ป่ะ”“ความจริงคนเรามันออกมาตอนนั้นไม่ใช่เหรอ”“แล้วมันจะเป็นไปได้ไง ในเมื่อเธอไม่ได้ต้องการฉันจริงๆ”“.........................”เมื่อไม่อยากจะเถียง ปริญญ์ก็ทำเพียงยิ้มเยาะใส่หน้า เป็นท่ากวนประสาทที่อีกฝ่ายอยากจะตะโกนใส่หน้าให้สุดเสียง“ไม่ต้องด้อยค่ากันถึงขนาดนั้นก็ได้”“เปล่
“มันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ นะอูน”“นี่คีย์เค้าคิดว่าอูนกลับไปมีอะไรกันกับพี่แทคงั้นเหรอคะ ป้าขา...เราไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ นะคะ” กิดากานต์พูดเสียงแหบแห้งออกมาจากใจที่อ่อนล้า“ป้าจะไม่ลงรายละเอียดนะ ให้คุยกันเอง”“ไม่ได้มีจริงๆ นะคะ”“ไปคุยกันเอาเอง เพราะเจ้าปริญญ์มันก็ไม่ฟังใคร มันเชื่อที่ตามันเห็น”“ก็หนูอธิบายเค้าตั้งหลายครั้งแล้วว่าไม่ได้ทำๆ ถึงว่าสิ พอพูดถึงพี่แทคเมื่อไหร่แล้วคีย์จะกลายเป็นคนบ้าไปเลย”หลังจากวางสาย กิดากานต์ก็เพิ่งจะมานั่งคิดทบทวนว่า ปริญญ์เริ่มเปลี่ยนแปลงแหนงหน่ายกันตั้งแต่เมื่อไร และก็ถึงกับน้ำตาซึมว่ามันเกิดหลังจากสาเหตุนั้นจริงๆ เหตุการณ์ในครั้งนั้นเธอมั่นใจว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นถึงแม้กฤษกรจะทรงแบดดูกินไม่เลือกในเวอร์ชั่นผู้ชาย แต่เขาจะให้เกียรติเธอเสมอ จนกระทั่งตอนนี้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขายังดีอยู่ ก็เพราะเขาไม่เคยหาจังหวะรังแกกันเลยสักครั้งแต่แล้วในขณะที่นั่งไล่เรียงไทม์ไลน์อย่างรวดเร็ว พลันอีกหนึ่งความสงสัยก็ผุดขึ
“โอเค คีย์อาจจะขอผิดเวลา แต่ขอให้มั่นใจกับอะไรกว่านี้อีกสักหน่อย คีย์จะกลับมาขอคบอีกครั้ง”“มั่นใจเรื่องอะไรคะ”“ไว้ถึงเวลาแล้วจะบอกค่ะ”“เรื่องที่พี่เคยถามน่ะเหรอ”ทันทีปริญญ์ก็แสยะยิ้มเครียดออกมา ทำเอาอีกคนยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก“นอนเถอะ...จะได้หายเร็วๆ ไว้หายแล้วค่อยคุยกัน”“ค่ะ”แล้วตอนนี้เราเป็นอะไรกัน เป็นเรื่องน่าปวดหัวที่ไม่มีใครกล้าตั้งมันขึ้นมาเป็นคำถาม...ตั้งแต่ที่ปริญญ์เดินเข้ามาจุ๊บหน้าผากก่อนออกไปทำงาน กิดากานต์ก็กลับไปเป็นคนคลั่งรักได้อย่างเงียบๆ สมองมันแล่นแปลบปลาบ ฉายแต่ภาพซ้ำๆ ที่ทำเอานอนหน้าร้อนเป็นสีระเรื่อปริญญ์เป็นเพียงคนเดียวในชีวิต ที่รู้จักร่างกายเธอดียิ่งกว่าผู้ใด การเคลื่อนไหวอย่างรู้ใจและแสนจะช่ำชอง มันพร้อมจะหลอมละลายกายที่เกร็งสั่น ให้ปวดมวนไปทั่วร่างด้วยความกำซาบฝ่ามือเจ้าเล่ห์ปาดฉวัดเฉวียนเฉียดผ่าน แต่ไม่แตะต้องเพชรเม็ดงามที่ฉ่ำลื่นจนเจ้าตัวต้องถอนหายใจซ้ำซากด้วยความอึดอัด เพราะ







