Home / LGBTQ+ / เพรงพ่าย / เยื่อใย

Share

เยื่อใย

Author: ลลนล
last update Last Updated: 2025-11-04 23:12:18

เดชะบุญฟิล์มดำของเธอทำให้อีกฝ่ายคงไม่มีทางเห็นหน้าเจื่อนๆ ของกันได้ เฝือกอ่อนที่ดามคออยู่ของกิดากานต์ทำให้ความเป็นห่วงที่พยายามกลบมันไว้ กลับเผยตัวตนออกมาจนรู้สึกหมั่นไส้ตัวเอง

เมื่อไรเธอจะควบคุมตัวเองได้เสียที เธอเกลียดเลือดลมฟุ้งซ่านนี้เต็มทน เกลียดที่ใบหน้าสวยๆ นั้นยังทำให้ใจเต้นแรงได้เสมอ

ให้ตายเหอะ เธอลืมรักที่ผ่านมาทั้งเจ็ดคนไปได้อย่างไร พวกหล่อนๆ ทั้งหลาย เธอจำได้แค่ชื่อ ไม่เหมือนผู้หญิงคนนั้นที่ยังหมุนตัวมองกันมาจนรถเข้าจอดที่โรงจอดรถ

“ป้ายทะเบียนกรุงเทพนี่”

“อ๋อใช่ หมอปริญญ์เคยบอกว่าเคยทำงานกับหมออูนมาก่อนนี่นา”

ได้ยินอย่างนั้น กิดากานต์ก็ถึงกับกัดฟันแน่น หลับตาปิดลงเพื่อควบคุมสติ เพียงชั่วขณะก็ลืมตาขึ้นมาถามกันชัดๆ ว่า

“ปริญญ์ พุทธพัลลภ?”

“ใช่ครับ”

“....................”

หญิงสาวทำเพียงแสยะยิ้ม อารมณ์ใดๆ ไม่หลงเหลือ ตัวมันชา ขามันสั่น ใจเต้นรัว เหมือนเกลียดกลัวอะไรสักสิ่ง แต่เธอก็ไม่ได้คิดที่จะหมุนตัวกลับ หากแต่ยังอยากยืนตั้งรับรออยู่ตรงนี้

หญิงวัยสามสิบแปด เธอผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร เลยไม่คิดจะหนี อยากอยู่ตรงนี้ รออยู่ตรงนี้ รักครั้งนั้นเธอไม่ได้ผิด คนที่ควรจะไปจากที่นี่ไม่ใช่เธอ แต่เป็นคนที่เพิ่งจะโผล่มาใหม่ต่างหาก

และการโผล่ออกมาจากรถ พร้อมกับแว่นกันแดดสีดำ มันช่วยปกปิดแววตากันได้ดีทีเดียว แต่เมื่อการประจันหน้าครั้งแรกได้เริ่มขึ้น แม้จะมีระยะที่ห่างกันหลายสิบเมตร

แต่ความซีดเจื่อนของใบหน้าปริญญ์ที่เห็นมาแต่ไกล ก็ส่งผลให้เกิดความน่าสงสารโผล่แว้บขึ้นมาในใจคนมองได้แค่ชั่ววินาที ก่อนที่เธอจะจัดการมันอย่างสิ้นซาก เพราะเจ้าวายร้ายหน้าหยกคนนั้น ควรจะอยู่กับความรู้สึกผิดไปตลอดทั้งชีวิต หรือถ้ายังไม่รู้สึก เธอเองก็จะเป็นผู้หยิบยื่นให้เสียเอง

“สวัสดีค่ะลุงอู๊ด สวัสดีค่ะพี่อูน”  ปริญญ์เอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม หากมองผาดๆ คงดูไม่ออกว่า เธอกำลังฝืนกับตัวตนภายในของตัวเองมากขนาดไหน

แต่กิดากานต์มองออก...

ดังนั้นเธอจึงหยิบยื่นรอยยิ้มเย็นชา แสร้งทำว่ายังป่วยอยู่ส่งไปให้ เล่นเอาคนใส่แว่นดำถึงกับเก็บสีหน้าซีดสลดตัวเองเอาไว้ไม่ไหว

“พลายจุมพลเค้าเป็นอะไรล่ะ” กิดากานต์เข้าเรื่องไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“ทำได้แค่แช่ดีเกลือรอขาลดบวมก่อนค่ะ วันนี้น่าจะเอกซเรย์ได้”

“แล้วแผลคุณยายสร้อยล่ะ” กิดากานต์ถามถึงช้างพังอายุเจ็ดสิบปีที่ชื่อสร้อยสังวาล ซึ่งป่วยมาด้วยอาการแผลฝีที่ขาซ้าย

“เริ่มตื้นขึ้นแล้วค่ะ”

เมื่อสองสาวเริ่มรับส่งงานกัน ลุงอู๊ดก็พาตัวห่างออกไปจนไม่อยู่ในบริเวณเดียวกันเสียแล้ว

“มีรับเคสใหม่เข้ามามั้ย”

“มีค่ะ ข้อมูลถูกบันทึกประจำวันไว้แล้วค่ะ พี่หมอตรวจเช็คดูได้เลยค่ะ”

“ได้ เดี๋ยวไปดูที่ห้องเดี๋ยวนี้แหละ” กิดากานต์ว่าหน้าเฉยเมย แสดงชัดว่าไม่ได้ยินดียินร้าย อ่านอารมณ์ใดๆ ภายใต้แววตาเย็นชานั้นไม่ออกเลย

และเมื่อปริญญ์ทำท่าจะเดินตาม คนที่มีเฝือกดามคอ ก็หมุนตัวกลับมาหาทั้งตัว

“ไม่ต้องตามมา”

“อย่าหันบ่อยสิ”

“................”

กิดากานต์เกลียดน้ำเสียงที่แฝงความห่วงใยแบบไม่คิดปกปิดนั้นเข้าใส้ เธอทำได้เพียงเหยียดยิ้มน้อยๆ พอให้คนมองรู้สึกหงุดหงิด

“ระวังบ้าง อย่าให้มันกำเริบ”

กระดูกคอบาดเจ็บ...อุบัติเหตุทางรถยนต์ของพวกเธอทั้งสองคน มันยังคงเป็นความทรงจำที่ยากจะลืม คราวนั้นทั้งคู่นั่งจับมือ สวมเฝือกคอคนละอัน แม้มันจะเป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวอย่างสุดๆ แต่พวกเธอกลับรู้สึกว่าอบอุ่นที่ยังมีกันและกัน และรอดมาจากอุบัติเหตุครั้งนั้นได้อย่างหวุดหวิด

“.................”

กิดากานต์ไม่เปล่งเสียง และเดินหน้าจากไปได้อย่างไม่แยแส...ห่วงกันงั้นหรือ ปริญญ์ก็แสดงออกอย่างนี้เหมือนกันกับทุกๆ คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งนั้นแหละ อย่าได้ใจอ่อนเป็นอันขาด!

เจ้าของร่างผอมบางเดินเข้าห้องส่วนตัว เพื่อที่จะเปิดคอมพิวเตอร์ เพื่ออ่านบันทึกการรักษา เครื่องปรับอากาศถูกเปิด เสียบปลั๊กกาน้ำร้อน ม่านมูลี่ถูกปรับให้เห็นบรรยากาศเบื้องนอกผ่านหน้าต่างกระจก หญิงสาวยืนกอดอก แล้วเพ่งมองไปยังต้นไม้ใหญ่ที่รกครึ้ม

ยังรักกันอยู่หรือเปล่า หรือความโกรธมันทำลายคำนั้นไปจนไม่เหลือหรอแล้ว เธอถึงได้รู้สึกครึ่งๆ กลางๆ แต่เอียงไปหาความหงุดหงิด จนไม่ได้ยินเสียงหวีดกาน้ำร้อนที่บอกว่าเดือดพร้อมมากแล้ว แต่ดันกลับมาสะดุ้งเอากับแค่เสียงเคาะประตูหน้าห้อง

“เชิญค่ะ” กิดากานต์บอกออกไปอย่างคนใจลอย แล้วเดินไวๆ ไปหากาต้มน้ำที่ยังหวีดเสียงเตือน และมันก็เงียบลงหลังจากที่อีกคนเข้ามายืนในห้อง พร้อมถุงผ้าที่หิ้วมาด้วย

“อะไรอีก?”

เจ้าของห้องหันกลับไปถาม หัวคิ้วกดแน่นเข้าหากันอย่างไม่คิดปกปิดความรู้สึก เพราะตอนนี้ไม่มีใครแล้วนี่ เธอไม่จำเป็นจะต้องเกรงใจใคร

“เปลี่ยนใช้อันนี้ดีกว่าค่ะ” ปริญญ์พูดแบบไม่สบตา แล้วค่อยๆ วางถุงผ้าสีเทานั้นลงบนโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย

“อะไร?”

“.................”

ปริญญ์ไม่ตอบ แต่ยังเลือกที่จะเมินหลบตาพลางทำท่าชี้นิ้วลงที่ลำคอ ซึ่งเธอกำลังหมายถึงเฝือกอ่อนดามคอที่อีกคนกำลังสวมอยู่

“ไม่เป็นไร ไม่จำเป็น”

“พี่เคยบอกว่าแบบนี้ดีกว่า แบบใช้รอกดึงไง”

“ฉันรู้”

“ถ้าจะรังเกียจ มันก็ของที่พี่ซื้อให้นั่นแหละ เอาคืนไป มันไม่จำเป็นกับคีย์แล้ว”

“ก็ดี งั้นก็กลับออกไปซะ”

“จะคุยกันดีๆ ไม่ได้เหรอคะ อายคนเค้านะ พี่จะทำให้คนอื่นสงสัยเอานะว่าเราเคยมีเรื่องอะไรกันมา”

“ในห้องนี้ไม่มีใคร ฉันไม่ได้ซุกใครเอาไว้ จะต้องอายใครมิทราบ”

คนที่ยังสวมแว่นดำถึงกับแหงนมองเพดาอย่างระอา ต่อคำแซะแดกดันนั้นแบบร้อนวูบไปทั้งตัว

“หมายถึงเวลาต่อหน้าคนอื่นค่ะ”

“ฉันก็ไม่อยากให้ใครรู้จักช่วงชีวิตที่เลวร้ายของฉันเหมือนกันนั่นแหละ”

“โอเคค่ะ งั้นก็สบายใจหน่อย โตๆ กันแล้ว”

“งั้นก็ออกไปได้แล้ว จะทำงาน” พูดจบก็หันหลังให้ ทั้งภาษาพูด ภาษากาย คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม คนรักเก่าที่กำลังแสบๆ คันๆ ต่อท่าทีดังกล่าวเลยหมุนตัวจะเดินออกประตู แต่ก็ต้องชะงักเท้า เมื่ออยู่ๆ เจ้าของห้องก็พูดขึ้นว่า “แว่นนั่น...ก็ถอดคืนกันมาด้วยสิ”

“ไม่ได้ค่ะ อันนี้มันยังจำเป็นกับคีย์อยู่”

บอกออกไปแล้ว กว่าอีกคนจะหมุนทั้งตัวกลับมาหาด้วยความไม่พอใจ ก็มีเพียงบานประตูที่ถูกปิดงับลงไปอย่างเบามือ

แว่นกันแดดอันนี้ มันยังจำเป็นต่อปริญญ์ ผู้ที่ยังอยากจะปกปิดดวงตา ที่อาจจะฟ้องความรู้สึกที่ไม่มั่นคงออกไปให้อีกคนได้ค้นพบ

และมันน่าจะเป็น...เยื่อใยสุดท้าย ที่อาจจะไม่ท้ายสุด ในเมื่อชะตาเหวี่ยงให้ต้องกลับมาเจอคนที่ทั้งรักทั้งเกลียด

ยังมีชิ้นอื่นเหลืออีกหรือเปล่านะ?

หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่หลังจากเลิกกับกิดากานต์ พอเลิกกับคนต่อๆ มา เธอก็จะมาแค่ตัว ไม่เอาอะไรออกมาเลย เพราะกลัวว่ามันจะเป็นเยื่อใยที่เหนียวแน่นเช่นนี้หรือเปล่า

เฮ้อ...พอกลับมาเจอกันอีกครั้ง ความรู้สึกที่เพิ่งตกผลึกก็เริ่มชัด ชัดจนกลัวใจตัวเองเลยล่ะ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เพรงพ่าย   ออกมาหาได้มั้ย

    “ไม่ไปได้ยังไงคะป๊า ตั๋วเค้าก็จองให้หมดแล้ว แล้วอูนก็แค่ไปช่วยงาน ยังไม่ได้ย้ายสักหน่อย”“หนูไม่ต้องมาใช้คำว่าสักหน่อยกับป๊า แค่หนูป่วยแค่นิดเดียว หัวใจป๊าก็เจ็บปวด...”พูดยังไม่ทันจะจบ ลูกสาวขี้วีนก็สวนกลับทันที“อย่ามาลิเกค่ะป๊า”“ป๊าไม่ได้ลิเก แต่คราวนี้ป๊ายอมไม่ได้”“ก็บอกแล้วว่าแค่ไปช่วยงาน”“อูนเอาคำว่าแค่ช่วยงานมาอ้างให้ป๊าตายใจ ไปลาออกเลย ลูกสาวคนเดียวป๊าเลี้ยงได้ ไม่ต้องทำงานเป็นหมอแล้ว ป๊านอนไม่หลับสักวันเพราะเรื่องหนูนี่แหละ”“ป๊าลองเป็นช้างสิ ถ้าป่วยมาแล้วไม่มีหมออย่างอูน ป๊าจะรู้สึก”“หนูอย่ามาแช่งป๊านะ”“ไม่ได้แช่ง แต่ป๊าเองไม่ใช่เหรอที่เลี้ยงหนูมาให้รักสัตว์ ป๊าเองไม่ใช่เหรอที่ชอบช้างมากที่สุด หนูก็เดินตามทางที่ป๊าเคยขีดไว้ให้แล้วไง หนูจะสี่สิบแล้ว หนูถึงขอให้เลิกยุ่งกับชีวิตหนูสักที”“ก็หนูทำตัวน่าเป็นห่วง ให้ตายยังไงป๊าก็ไม่ยอมให้หนูไปลำปาง”“งั้นป๊าก็ต้องช่วยหนูแล้ว

  • เพรงพ่าย   ใช้ของด้วยกัน

    “กวนประสาท...ฮือ ทำไงดี เด็กต้องตกใจแน่ๆ ตาพี่แดงไปหมดเลย”ว่าแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิด มันก็ดันมาเกิดกลางทาง และหากจะพากันไปทั้งสภาพนี้ มันคงแย่พอๆ กับการไม่ไปร่วมขบวน ดังนั้นคนทั้งคู่เลยพากันกลับไปล้างหน้าที่บ้านอีกรอบ“แว่นคีย์ที่พี่เคยซื้อให้อยู่ไหนอ่ะ ใส่อันนั้นพรางตาได้ดีนะ” ปริญญ์บอกคนที่ยืนล้างหน้าอยู่ในครัว“อยู่บนห้องอ่ะ หยิบให้หน่อย”และเมื่อปริญญ์เดินกลับลงมาอีกครั้ง เธอก็เดินเข้าไปสวมกอดผ่านแผ่นหลังกันไปอย่างอ่อนโยน“เลิกเกลียดคีย์เรื่องเพลงน้า”“คนพูดน่ะพูดง่าย”“คีย์ขอโทษ ตอนนี้คีย์อยากเห็นคุณมีความสุข เพลงพวกนั้นมันแค่ข้ออ้างของคนปากเสีย ไม่ได้ขอให้คุณให้อภัยนะคะ แต่อยากให้เข้าใจว่า มันไม่ใช่สิ่งที่คีย์คิดจริงๆ เพราะเพลงที่คีย์ไม่ชอบจริงๆ อ่ะคือเพลงเพื่อชีวิต พี่ก็น่าจะรู้ตั้งแต่เราคบกันแรกๆ”“ไม่ใช่แค่นี้ใช่มั้ยที่โกหกพี่”“มันนานมากแล้วอ่ะ จำไม่ค่อยได้...”“แล้วที่ทำน่ะ เพราะเข้าใจว่าพี่ยังรั

  • เพรงพ่าย   รู้ใจ

    จริงดั่งที่เข้าใจมาตลอด ยิ่งปริญญ์พยายามทำให้อีกคนเจ็บมากเท่าใด แต่หัวใจของเธอกลับเจ็บยิ่งกว่า เธอมองเห็นความอ่อนล้าเหล่านั้นก็อยากจะโผเข้าไปกอด แต่หากจะทะเล่อทะล่าแสดงออกไปเช่นนั้น คนที่มีปมแน่นในใจ คงไม่ยอมเปิดใจให้กันง่ายๆเธอเลยทำได้แค่แสร้งทำเป็นว่าไม่เข้าใจ หญิงสาวไม่พูดอะไร นอกจากการเดินเข้าไปหา แล้วค่อยๆ เอนตัวลงนอนหนุนตักคนที่รักสุดหัวใจนั้นไปเงียบๆ“อืมม์...คีย์คะ คือจริงๆ ไม่ต้องพาไปก็ได้นะ เดี๋ยวพี่ไปเองก็ได้”นั่นไงล่ะ ปริญญ์คิดเอาไว้ไม่มีผิด ว่าจะต้องได้ยินอะไรแบบนี้ ดังนั้นจากที่เคยนอนหงาย ก็ค่อยๆ พลิกตัวเข้าไปกอดกันเอาไว้เพียงหลวมๆ ศีรษะได้รูปทำท่าส่ายหน้า ไม่ยอมรับข้อเสนอนั้น ก่อนจะงึมงำบอกออกมาว่า“ของีบสักห้านาทีนะ แค่ห้านาที หมดเวลาแล้วปลุกเลย”“เหนื่อยเหรอคะ”“ค่ะ ปีนขึ้นปีนลง มาหลายตัวด้วย”“ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปช่วย”“ถึงพี่อยู่คีย์ก็ไม่ยอมให้พี่ทำหรอก”“งั้นนอนพักดีกว่ามั้ย ไม่ต้องไปหรอกเนาะ”“ไม่เอา ขอแค

  • เพรงพ่าย   ถ้ายังรักกัน

    และยิ่งกิดากานต์ปฏิเสธกันเท่าใด อีกคนก็ยิ่งอยากฟาดกันให้ราบคาบเสียแต่ตอนนี้ หญิงสาวเอาแต่ยืนหายใจฟืดฟาด จ้องหน้าไม่พอใจอยู่อย่างนั้น“ก็บอกว่าจะเข้าไปส่งไง”“ก็แล้วจะเข้าเมืองไปทำไม”“จะไปส่งเมียตัวเองมันผิดตรงไหน”“เมียไหนกันแน่ ที่แน่ๆ พี่ยังไม่ใช่เมียเธอ ยัยเด็กคนไหนล่ะที่อยากไปหา มันไม่ใช่แค่อยากไปส่งพี่หรอก”และนี่ก็กลายเป็นการยืนยันว่า พวกเธอยังคงไม่เชื่อใจกันอย่างชัดเจน“ไม่อยากเป็นแล้วเหรอ ไหนเมื่อคืน...”พูดยังไม่ทันจบ อีกคนก็ทุบกำปั้นลงไหล่กันไม่เบานัก“เลิกพล่ามถึงตอนนั้นได้ป่ะ”“ความจริงคนเรามันออกมาตอนนั้นไม่ใช่เหรอ”“แล้วมันจะเป็นไปได้ไง ในเมื่อเธอไม่ได้ต้องการฉันจริงๆ”“.........................”เมื่อไม่อยากจะเถียง ปริญญ์ก็ทำเพียงยิ้มเยาะใส่หน้า เป็นท่ากวนประสาทที่อีกฝ่ายอยากจะตะโกนใส่หน้าให้สุดเสียง“ไม่ต้องด้อยค่ากันถึงขนาดนั้นก็ได้”“เปล่

  • เพรงพ่าย   รู้เป็นคนสุดท้าย?

    “มันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ นะอูน”“นี่คีย์เค้าคิดว่าอูนกลับไปมีอะไรกันกับพี่แทคงั้นเหรอคะ ป้าขา...เราไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ นะคะ” กิดากานต์พูดเสียงแหบแห้งออกมาจากใจที่อ่อนล้า“ป้าจะไม่ลงรายละเอียดนะ ให้คุยกันเอง”“ไม่ได้มีจริงๆ นะคะ”“ไปคุยกันเอาเอง เพราะเจ้าปริญญ์มันก็ไม่ฟังใคร มันเชื่อที่ตามันเห็น”“ก็หนูอธิบายเค้าตั้งหลายครั้งแล้วว่าไม่ได้ทำๆ ถึงว่าสิ พอพูดถึงพี่แทคเมื่อไหร่แล้วคีย์จะกลายเป็นคนบ้าไปเลย”หลังจากวางสาย กิดากานต์ก็เพิ่งจะมานั่งคิดทบทวนว่า ปริญญ์เริ่มเปลี่ยนแปลงแหนงหน่ายกันตั้งแต่เมื่อไร และก็ถึงกับน้ำตาซึมว่ามันเกิดหลังจากสาเหตุนั้นจริงๆ เหตุการณ์ในครั้งนั้นเธอมั่นใจว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นถึงแม้กฤษกรจะทรงแบดดูกินไม่เลือกในเวอร์ชั่นผู้ชาย แต่เขาจะให้เกียรติเธอเสมอ จนกระทั่งตอนนี้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขายังดีอยู่ ก็เพราะเขาไม่เคยหาจังหวะรังแกกันเลยสักครั้งแต่แล้วในขณะที่นั่งไล่เรียงไทม์ไลน์อย่างรวดเร็ว พลันอีกหนึ่งความสงสัยก็ผุดขึ

  • เพรงพ่าย   ไม่แฟร์

    “โอเค คีย์อาจจะขอผิดเวลา แต่ขอให้มั่นใจกับอะไรกว่านี้อีกสักหน่อย คีย์จะกลับมาขอคบอีกครั้ง”“มั่นใจเรื่องอะไรคะ”“ไว้ถึงเวลาแล้วจะบอกค่ะ”“เรื่องที่พี่เคยถามน่ะเหรอ”ทันทีปริญญ์ก็แสยะยิ้มเครียดออกมา ทำเอาอีกคนยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก“นอนเถอะ...จะได้หายเร็วๆ ไว้หายแล้วค่อยคุยกัน”“ค่ะ”แล้วตอนนี้เราเป็นอะไรกัน เป็นเรื่องน่าปวดหัวที่ไม่มีใครกล้าตั้งมันขึ้นมาเป็นคำถาม...ตั้งแต่ที่ปริญญ์เดินเข้ามาจุ๊บหน้าผากก่อนออกไปทำงาน กิดากานต์ก็กลับไปเป็นคนคลั่งรักได้อย่างเงียบๆ สมองมันแล่นแปลบปลาบ ฉายแต่ภาพซ้ำๆ ที่ทำเอานอนหน้าร้อนเป็นสีระเรื่อปริญญ์เป็นเพียงคนเดียวในชีวิต ที่รู้จักร่างกายเธอดียิ่งกว่าผู้ใด การเคลื่อนไหวอย่างรู้ใจและแสนจะช่ำชอง มันพร้อมจะหลอมละลายกายที่เกร็งสั่น ให้ปวดมวนไปทั่วร่างด้วยความกำซาบฝ่ามือเจ้าเล่ห์ปาดฉวัดเฉวียนเฉียดผ่าน แต่ไม่แตะต้องเพชรเม็ดงามที่ฉ่ำลื่นจนเจ้าตัวต้องถอนหายใจซ้ำซากด้วยความอึดอัด เพราะ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status