Masuk“หลบหน่อยค่า! หลบหน่อยค่า!”
ร่างบางรีบวิ่งแหวกผู้คนเข้าห้างสรรพสินค้า หลังได้ยินเสียงโฟนอินบอกโปรโมรชั่นลดราคาสำหรับรายการสินค้าที่เข้าร่วมในสัปดาห์นี้ ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศไม่ได้ช่วยให้กรอบหน้าหวานหายชื้นเหงื่อ หญิงสาวรีบหยิบไก่ย่างชิ้นโตและผักผลไม้ใส่รถเข็นอย่างเร่งรีบ หางตามองซ้ายขวาด้วยกลัวว่าจะมีใครมาแย่ง แม้ขนาดตัวจะเล็กกว่าบรรดาแม่บ้านที่มามุงซื้ออย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เบียดได้คือเบียด เจ็บตัวจากการถูกกระแทกนิดๆ หน่อยๆ แต่มันคุ้มหากเทียบกับความประหยัดที่จะได้จากการช้อปปิ้งครั้งนี้
“ให้ตายเถอะ ฉันควรได้ไก่มากกว่าสามแพคด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่ายัยมนุษย์ป้านั่นมาแย่งไปจากมือนะ”
รสริน โวยวายหลังจากคิดเงินเสร็จเรียบร้อย หล่อนพ่นลมหายใจเหนื่อยหอบ ยกน้ำดื่มทีเดียวหมดขวด
“เท่าที่ได้มาก็เยอะแล้วพี่ อย่าไปคิดมากเลย”
พิมพ์มาดา บอกกับพี่สาวด้วยรอยยิ้มสดใส หากเปรียบรสรินเป็นม้าสาวจอมพยศ ตัวเธอก็คงเป็นแมวน้อยขี้อ้อนแสนอ่อนหวาน สองพี่น้องแตกต่างโดยสิ้นเชิง ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นสายเลือดเดียวกัน
“เยอะที่ไหน พี่อุตส่าห์ตั้งเป้าไว้ที่ห้าแพค ได้มาแค่สามจะพอกินถึงสิ้นเดือนนี้ไหมล่ะ” คนถูกแย่งของบ่นไม่เลิก อีกตั้งสองอาทิตย์กว่าจะถึงสิ้นเดือน ที่รีบมาแย่งของลดราคากับพวกแม่บ้านคนอื่นๆ ก็เพราะต้องการประหยัดเงินค่าอาหารนี่แหละ
“เอาน่าพี่รส พิมพ์ว่าเรารีบกลับบ้านไปทำกับข้าวให้แม่กินดีกว่า ป่านนี้แกรอแย่ละ” พิมพ์มาดาลูบแขนพี่สาว อยากให้อีกฝ่ายใจเย็นๆ
“นั่นสิ… เราก็ออกมาหลายชั่วโมงละ กลับบ้านเถอะพี่เป็นห่วงแม่เหมือนกัน” พอนึกถึงมารดาคนอารมณ์ร้อนก็ได้สติขึ้นมา รสรินและพิมพ์มาดาช่วยกันขนของที่ซื้อมาใส่หลังรถ ก่อนจะขับเคลื่อนยานยนต์ออกสู่ท้องถนนกว้างใหญ่ ใช้เวลาไม่นานก็ถึงบ้านหลังน้อยแสนอบอุ่น หญิงกลางคนรีบออกมาช่วยยกของ รสรินร้องลั่น
“แม่ไม่ต้อง! เดี๋ยวหนูกับพิมพ์ทำเอง” เธอรีบดึงถุงพลาสติกออกจากมือมารดา
“แม่ออกมาทำไมจ๊ะ อากาศข้างนอกเริ่มเย็นแล้ว เข้าบ้านเถอะ” พิมพ์มาดาพูดเสียงอ่อนหวาน แต่นัยน์ตาแอบดุในท่าที
“ตื่นเต้นอะไรกันยกใหญ่ แม่แค่อยากช่วย”
มาลา ส่ายหน้าให้กับความเยอะของบุตรสาวทั้งสอง ถึงกระนั้นในใจกลับยิ้มปิติเมื่อรู้ว่าลูกเป็นห่วง
“พวกหนูทำเองได้ แม่ไปนั่งเถอะจ้ะ”
พิมพ์มาดาดันเอวมาลาให้เดินเข้าบ้าน คนเป็นแม่จำต้องเลยตามเลย ได้แต่ยืนมองลูกรักช่วยกันขนข้าวของพะรุงพะรัง
“ซื้ออะไรมาเยอะแยะลูก มีตังค์เหรอ”
“ของมันลดราคาจ้ะแม่ พี่รสเลยรีบตุนไว้” พิมพ์มาดาตอบพลางยิ้ม รสรินถือของตามหลังมาติดๆ กล่าวว่า
“หนูกลัวว่ากับข้าวที่เรามีจะอยู่ไม่ถึงสิ้นเดือนน่ะ”
“กับข้าวที่มีทั้งของสดของแห้งก็มากพอแล้วลูก” มาลามองไปยังถุงซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ต่ำกว่าห้าใบ
“ส่วนใหญ่ของที่พี่รสเลือกซื้อก็เพื่อแม่ทั้งนั้นเลยนะ ผลไม้เอย ผักเอย และแถมไก่ย่างของโปรดให้ด้วย” บุตรสาวคนเล็กจัดแจงให้มารดาฟัง มาลาถึงกับส่ายหน้า
“รสเอ๊ย… อย่ามาพะวงเรื่องแม่นักเลยลูก เงินทองมีก็หัดซื้อของที่ตัวเองอยากได้บ้าง ไอ้ตัวแม่จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ มีแค่ไหนกินแค่นั้นจะเป็นไรไป”
มาลาพูดอย่างปลงตก เรื่องความเป็นความตายไม่มีใครในโลกหลีกหนีพ้น และเธอก็รู้ตัวเองดี
เวลาที่เหลือจึงอยากอยู่กับดวงใจให้ได้มากที่สุด
“แม่อย่าพูดแบบนั้นสิจ๊ะ แม่ยังแข็งแรง ยังอยู่กับพวกหนูได้อีกนาน” พิมพ์มาดาเสียงอ่อน พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล
“คนเราทุกคนต้องตายลูก ไม่ช้าก็เร็ว” มาลาเตือนสติ ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “แม่เองก็ออดแอดๆ โรคที่เป็นก็ใช้เงินใช้ทองเยอะ ตายไปก็ดีเหมือนกัน ลูกเต้าจะได้ไม่ลำบาก แม่น่ะ…”
“หนูจะหาเงินมารักษาแม่เอง” รสรินโพล่งขึ้น
“ที่รสทำงานตัวเป็นเกลียวทุกวันนี้ก็มากพอแล้วลูก ไหนจะยัยพิมพ์อีก แทนที่จะได้เรียนกลับต้องมาดรอปเพราะแม่”
มาลารู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ บุตรสาวควรมีอนาคตที่ดีกว่านี้หากเธอสิ้นลมหายใจไปซะ
“พิมพ์โอเคจ้ะ เรียนเมื่อไหร่ก็เรียนได้ ตอนนี้พิมพ์ยังมีแรงอยู่ ก็อยากทำงานช่วยพี่รสหาเงินรักษาแม่อีกทาง” พิมพ์มาดามองหน้ารสริน น้ำตาค่อยๆ รินไหล ผิดกับพี่สาวที่เข้มแข็ง แววตามุ่งมั่นแม้ต้องเจอเรื่องหนักหน่วงในชีวิต
“เดี๋ยวหนูจะหางานทำเพิ่ม คาดว่าเดือนหน้าจะพอให้แม่ได้ฟอกไต” รสรินเตรียมวางแผน
“แต่แม่ว่า…”
“ไม่มีแต่!” รสรินรีบตัดบท หญิงสาวจับมือผู้มีพระคุณขึ้นแนบแก้ม “แม่ต้องหายนะ แม่ต้องอยู่กับพวกเราตลอดไป”
ถึงเธอจะไม่ใช่ลูกสายเอาอกเอาใจเหมือนพิมพ์มาดา แต่ไม่ว่าจะทำอะไรรสรินก็นึกถึงหน้าแม่เสมอ ยิ่งตอนนี้ท่านป่วย เธอในฐานะบุตรสาวคนโตก็อยากดูแลให้เต็มที่ ตอบแทนบุญคุณที่มาลาให้ชีวิตและลมหายใจ เพราะการมีชีวิตอยู่ต่อของแม่คือความหวังอันสูงสุด เป็นเพียงปรารถนาเดียวที่เธออ้อนวอนต่อสวรรค์ทุกวินาที
.....................................................
เป็นอีกครั้งที่ศรุตต้องส่ายหัวให้กับความดื้อรั้นของบุตรชาย แววตาคมมองการกระทำเบื้องหน้านิ่ง ศรันเขวี้ยงปาข้าวของใส่ติ๋มและหวานอย่างบ้าคลั่ง เด็กชายวัยเจ็ดขวบเหมือนยักษ์มารที่กำลังเดือดพล่าน ไม่สนสิ่งใดนอกจากความต้องการของตัวเอง
“ออกไปให้หมด! บอกให้ออกไป!”
คำๆ นี้ได้ยินจนชินชา ศรุตโบกมือให้ทั้งสองออกไปจากห้อง เขาตัดสินใจเดินไปหาร่างท้วมป้อมด้วยตัวเอง ศรันกอดอกหันหน้ามองทางอื่น ทำราวกับรังเกียจคนเป็นพ่อเต็มประดา
“เมื่อไหร่จะหยุดทำแบบนี้สักทีรัน” น้ำเสียงที่ใช้เริ่มเข้มข้น ศรันไม่ตอบ แสร้งทำหูทวนลมในขณะที่ศรุตเริ่มโมโห
“พ่อชักทนกับความดื้อรั้นของเราไม่ไหวแล้วนะ”
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาพยายามใจเย็น พยายามมองโลกในแง่ดี หวังว่าสักวันศรันจะเลิกเอาแต่ใจแล้วกลับมาเป็นเด็กที่น่ารักคนเดิม แต่เปล่าเลย… ยิ่งเขาปล่อยปละละเลยให้ลูกรักแสดงฤทธิ์เดชมากเท่าไหร่ กลับกลายเป็นยิ่งฝังนิสัยแย่ๆ ให้ลงรากลึกจนแทบกู่ไม่กลับ
“พี่เลี้ยงกี่คนๆ เราก็อาละวาดจนเขาต้องลาออกไปหมด รันจะเอายังไง รันบอกพ่อมาเลย” ศรุตพ่นลมหายใจหนักหน่วง ประโยคสุดท้ายของบิดาทำให้ศรันค่อยๆ หันหน้ามาสบตา
“อยากได้แม่กลับคืน ให้ได้ไหมล่ะ?!”
น้ำเสียงแข็งกระด้างติดห้วนจัด ศรุตสะอึก ก้อนแข็งๆ ตีตื้นจุกลำคอ นัยน์ตาคมเริ่มสั่นไหวยามฟังความต้องการของเด็กน้อย และเหมือนศรันจะรู้ทัน เขาแสยะยิ้มร้ายกาจ
“ถ้าให้ไม่ได้ก็ออกไป ไม่ต้องมายุ่ง! ไม่ต้องมาสนใจ!”
เด็กน้อยชี้นิ้วไล่ ไม่เกรงกลัวอีกฝ่ายเลยสักนิด
“รัน” ศรุตเสียงอ่อน
“บอกให้ออกไปไง!”
เด็กชายตะคอกใส่ ศรุตไม่ยอมออกไปไหน นั่งมองหน้าลูกชายนิ่ง ศรันหงุดหงิดที่คนเป็นพ่อยังอยู่ในห้อง เขาจึงลุกเดินเข้าห้องน้ำเพื่อตัดปัญหา ปิดประตูเสียงดังตามแรงอารมณ์ ศรุตยกมือเสยผมพลางเป่าปาก เริ่มกังวลหนักขึ้นเรื่อยๆ และคำพูดของมารดาก็แล่นเข้ามาในหัว ที่ว่าให้พาศรันไปพบหมอจิตเวช หรือบางทีเขาควรเชื่อท่าน ขืนปล่อยให้นานกว่านี้คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเอง
“เดี๋ยวเปิดรับสมัครพี่เลี้ยงให้ทีนะ”
เขาโทรสั่งเลขาส่วนตัว คุณนิภาทันออกมาได้ยินพอดี หญิงกลางคนถึงกับส่ายหน้าเอือมระอา
“หามาสักร้อยคนเลยตารุต” คนเป็นแม่แดกดัน
“คุณแม่” ศรุตลากเสียง “อย่าซ้ำเติมกันนักเลยครับ แค่นี้ผมก็ปวดหัวจะแย่แล้ว” ลูกชายยกมือกุมขมับ นวดคลึงเบาๆ เพื่อคลายความเครียด
“เย้ เมียท้องแล้วโว๊ย!!!”ศรุตดีใจแหกปากตะโกนร้องลั่นบ้านหลังจากรสรินยืนยันถึงการมีทายาทตัวน้อยๆ ศรันกระโดดโลดเต้นไปกับบิดา เขาเองก็อยากมีน้องมานาน จะได้มีเพื่อนเล่นก็คราวนี้“ท้องแล้วเหรอ?” คุณนิภาที่ลุ้นอยู่รีบถาม“ครับแม่ รสบอกว่าขึ้นสองขีดครับ”เสียงเข้มตื้นตัน ประคองเมียรักให้นั่งลงบนโซฟา“แต่รสอยากไปตรวจให้แน่ใจอีกทีค่ะ เผื่อมันไม่ชัวร์”รสรินยังไม่อยากดีใจไปก่อน ทว่าพอได้ยินเมียรักพูดเช่นนั้นศรุตก็เริ่มคอตก“อ้าว… หมายความว่าไงอ่ะ จะไม่ท้องเหรอ” ถ้าไม่ท้องเห็นทีคนที่เสียใจที่สุดไม่แคล้วเป็นเขากับเจ้าลูกชายตัวดีแน่ศรันทำหน้าเศร้าตามพ่อ…“ไปกันใหญ่แล้วค่า รสคิดว่าน่าจะท้องแต่แค่อยากได้ความมั่นใจเท่านั้น”แน่ล่ะ! หล่อนอยากกินแต่ของเปรี้ยวของดอง ปกติเคยชอบกินของแบบนี้เสียที่ไหน กลับบ้านไปคราวก่อนมารดาก็ทักว่าอวบขึ้น มีน้ำมีนวลผิวพรรณผ่องใส คนเป็นแม่แนะนำให้ซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ เพราะอาการที่รสรินเป็นคืออาการของคนที่กำลังจะขึ้นแท่นเป็นคุณแม่“ไปตรวจก็ดีนะลูก จะได้ฝากท้องด้วยเลย”คุณนิภาเอ็นดูรสรินมาก ตั้งแต่มีเธอคนนี้มาเป็นลูกสะใภ้บ้านหลังนี้ก็มีแต่ความสุข หญิงสาวปฏิบัติตัวดีทุกกร
รสรินมีอาการดีขึ้นตามลำดับเพราะได้รับการรักษาอย่างดีเยี่ยม… หรืออีกนัยหนึ่งคือได้บุรุษพยาบาลหน้าหล่อคอยประคบประหงมเจ้าหล่อนตลอดเวลา“คุณไม่ทำงานหรือคะ?”เสียงหวานเอ่ยถาม เธอนอนพักฟื้นมาห้าวันแล้วก็ยังเห็นเขาเฝ้าไม่ห่าง หนำซ้ำยังชอบไล่คนอื่นให้กลับบ้านไวๆ เพื่อที่ตัวเองจะได้อยู่กับหญิงสาวสองต่อสอง แต่ไม่ทั้งหมดนะ เพราะมีอยู่สองคนที่ศรุตไม่กล้าไล่คือ มาลาและพิมพ์มาดา“งานทำเมื่อไหร่ก็ได้ เมียป่วยอยู่ ต้องเฝ้าเมีย” ศรุตตอบหน้าตาย ทำเอาคนถามถึงกับอายม้วน โชติและคุณนิภาส่ายหน้ามองด้วยรอยยิ้ม คนป่วยหยิกเนื้อหนาเต็มแรงหนึ่งที“เจ็บนะ หนอยแน่! หยิกมาได้เดี๋ยวจับปล้ำคาเตียงซะเลยนิ” ศรุตไม่สลด ทำท่าจะกระโจนเข้าใส่หญิงสาว“ฮึ่มๆ” คุณนิภากระแอมไอเรียกร้องความสนใจ บุตรชายหันไปมองมารดาแล้วทำหน้าทะเล้น“อะไรกันครับคุณแม่ อยากได้หลานเพิ่มอีกคนไม่ใช่หรือครับ” ได้ทีเจ้าลูกชายก็เอาใหญ่ คุณนิภาบอกว่าอยากได้หลานเพิ่มแต่ขอเป็นผู้หญิงนะ เพราะจะได้จับแต่งตัวคุยเรื่องไฮแฟชั่นกับตน ศรันเป็นเด็กผู้ชายไม่พอ อีกทั้งยังเป็นเด็กที่ชอบเก็บตัวเงียบและอยู่คนเดียวเป็นหลัก ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ดีหน่อยที่ช่วงหลังเริ่มเข้า
“เธอเป็นใคร เข้ามาในบ้านนี้ได้ยังไง!” รสรินที่ตัดสินใจเดินมาดูถึงกับผงะ เมื่อเห็นว่ามีผู้หญิงหน้าตาสวยจัดจ้านคนหนึ่งกำลังถ่ายเทเครื่องเพชรของคุณนิภาใส่ถุงผ้าสีดำอย่างลวกๆ“ยัยบ้านี่! สาระแนนักนะ” ผู้บุกรุกกัดฟันกรอด รีบจัดการกับสิ่งของมีค่าโดยไม่สนใจมดแมลงน่ารำคานอุตส่าห์สืบจนรู้ว่าวันนี้คุณนิภาไปนอนค้างบ้านเพื่อน อีกทั้งศรุตก็กลับดึกเพราะติดประชุมใหญ่ พระเจ้ายังส่งนังผู้หญิงน่ารำคานมาขัดขวางทางของเธออีก“อย่านะ เธอไม่มีสิทธิ์ขโมยของๆ คนในบ้านหลังนี้!”รสรินไม่เห็นด้วยกับการกระทำต่ำช้า เธอพยายามยื้อยุดฉุดกระชากถุงผ้าสีดำมายังตน“นังพี่เลี้ยงจอมจุ้น ทำไมหะ? หรือว่าหล่อนอยากเก็บเอาไว้ใส่เอง อย่าคิดนะว่าฉันรู้ไม่ทันเธอ” โจรสาวเดือดดาล“เธอเป็นใคร แล้วรู้จักฉันได้ยังไง”รสรินแปลกใจ ผู้หญิงคนนี้ทำทีเหมือนรู้จักกับเธอมาก่อน ทั้งๆ ที่เธอมั่นใจว่าแม้แต่หน้าของหล่อนเธอก็ไม่เคยเห็น“ฉันเป็นใครไม่สำคัญ แล้วที่ฉันพูดมันผิดไหมล่ะ หล่อนเองก็อยากได้ของเหล่านี้จนตัวสั่น!”“ฉันไม่นิยมอยากได้ของๆ คนอื่น” รสรินตอบโต้“หล่อนจะคิดยังไงก็ช่าง ถอยไป!”ผู้บุกรุกผลักร่างบางให้พ้นทาง“ฉันไม่ให้ไป เธอจะไปไหนไม
“หนักค่ะ” ร่างบางร้องบอก รสรินอายจนไม่กล้าสบตาคนเบื้องบน“เพิ่งเสร็จใครเขาหนักกัน แบบนี้เขาเรียกว่าโล่งเบาสบายตัว” ศรุตยักคิ้วเย้ายวนด้วยรอยยิ้ม รสรินจึงทุบไหล่เขาไปหนึ่งทีแก้เขิน“คนบ้า!” ดูหล่อนทำหน้าเข้า ผู้หญิงอะไรน่ารักน่าชัง น่าฟัดน่าขยี้“มีความสุขไหม” แววตาหนุ่มประกายวับ ยิ่งเขาพูดเสียงนุ่มทุ้มรสรินก็ยิ่งอายจนไม่กล้ามองหน้า มือหนาต้องจับปลายคางบังคับให้หล่อนสบตาด้วย“ว่าไง สุขหรือไม่”เขารู้ว่าหล่อนยังใหม่นักสำหรับเรื่องอย่างว่า“ฉัน” เกิดมาไม่เคยคิดว่าต้องทำอะไรแบบนี้ รสรินก็แค่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง หล่อนใช้ชีวิตเรียบง่ายไปวันๆ ทว่าต้องพลิกผันเจอผู้ชายเพลย์บอยตัวฉกาจอย่างเขา“มันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยรสริน เดี๋ยวอีกหน่อยเราก็ต้องหมั้นและแต่งงานกันในที่สุด”“คุณพร้อมที่จะแต่งงานแล้วหรือคะ” รสรินถาม“แล้วทำไมฉันต้องไม่พร้อมด้วยล่ะ” ศรุตถามกลับ มีแต่เธอที่ชอบปฏิเสธเขาท่าเดียว“ก็คุณเคยบอกว่าคุณยังไม่ เอ่อ… ยังไม่รักฉัน” พูดแล้วก็หลบตา เม้มปากอิ่มแน่น“แต่ตอนนี้รักแล้วไง” เสียงเข้มแหบพร่ากระซิบ“อะไรกัน ทำไมความรู้สึกเปลี่ยนไวนักล่ะคะ”ตกลงหล่อนจะไว้ใจเขาได้ไหมเนี่ย“จริงๆ ก็น่าจ
“มะ ไม่!”รสรินปฎิเสธทั้งๆ ที่ร่างกายพร้อมมอบให้แก่เขา หญิงสาวไม่ได้อยากเป็นแบบนี้เลยสักนิด แต่เธอห้ามตัวเองไม่ได้“ไม่ให้ก็จะเอา หิวมานานแล้ว จะกินให้เกลี้ยงเลย”คนเอาแต่ใจไม่แคร์ รสรินเกลียดนักเชียว ถ้าคิดจะบังคับกันตั้งแต่แรกแล้วจะพูดขอให้มากความทำไม“คนบ้า อะ อื้ม!”เสียงหวานถูกกลืนลงลำคอเมื่อริมฝีปากหยักหนาเคลื่อนปิดทับเรียวปากนุ่ม ศรุตสอดลิ้นเข้าไปยังวังวนเสน่หา ดูดรัดลิ้นเล็กไร้เดียงสาจนสติของสาวเจ้าแตกกระเจิง จุมพิตเร่าร้อนมาพร้อมความอ่อนหวานจนไม่อาจขัดขืน รสรินเริ่มปล่อยกายไปกับความละมุนที่เขามอบให้ ศรุตจึงคลายข้อมือเรียวทั้งสองข้างที่เขาตรึงไว้ในทีแรก เพราะมั่นใจว่าเธอไม่คิดต่อต้านอีกต่อไปรสรินยกมือคล้องลำคอแกร่ง หัวใจของศรุตเบิกบานยิ่งกว่าต้นไม้ที่ได้รับน้ำทิพย์ เขากอดรัดร่างแน่งน้อยแล้วจูบแลกลิ้นดูดดื่ม“อื้ม พะ พอก่อนค่ะ”รสรินต้องเป็นฝ่ายร้องห้ามเพราะหล่อนหายใจไม่ทัน ศรุตยอมถอนเรียวปากออกอย่างเสียดายแต่ไม่เป็นไร เรือนร่างนี้ยังมีอะไรให้เขาได้ค้นหาอีกเยอะ“ไปที่เตียงกันนะ”เสียงทุ้มกระซิบ เขาจัดการอุ้มเจ้าหล่อนเดินไปยังเตียงกว้าง บรรจงวางร่างบางอย่างทนุถนอม รสรินไม่ละสา
“ทำบ้าอะไรของคุณ ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะ!”รสรินโวยวาย มองซ้ายแลขวาด้วยกลัวว่าจะมีใครมาเห็น โดยเฉพาะเด็กชายวัยเก้าขวบที่กำลังนั่งระบายสีอยู่ที่ห้องนั่งเล่น“กลิ่นหอมน่ากินจังเลย” นอกจากไม่ปล่อยเขายังทำหน้ามึน“ปล่อย!” เจ้าหล่อนตาแข็ง มือเรียวดันแผงอกกว้างไว้มั่น ไม่ยอมให้เขาบดเบียดเนื้อตัวง่ายๆ“ถ้าลูกชายคุณมาเห็นจะทำยังไง ทำไมถึงได้ทำอะไรประเจิดประเจ้อแบบนี้”“อ่ะๆ พูดแบบนี้แสดงว่าต้องทำในที่ลับตาคนใช่ไหมจ๊ะ”ชายหนุ่มยิ้มยียวน โน้มใบหน้าชิดแก้มนวล รสรินรีบหันหนีแทบไม่ทัน“คนบ้า!”ให้ตายเถอะ เพราะแบบนี้ไงหล่อนถึงไม่อยากทำงานกับเขาแล้ว ผู้ชายเจ้าเล่ห์จอมมารยา จ้องแต่จะหาเรื่องรังแกไม่เว้นวัน“ยิ่งดิ้นยิ่งตื่นนะจ๊ะ” เสียงเข้มแหบพร่า ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดใบหูเล็ก รสรินสะท้านทรวง“ทุเรศ!” หล่อนไม่รู้จะสรรหาคำใดมาด่าเขาแล้ว คนอย่างศรุตยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ“ปากดีเสียจริงแม่พี่เลี้ยงคนสวย มามะ ขอดูดปากชิมรสชาติหน่อยสิ อยากรู้นักว่าจะเผ็ดร้อนเหมือนวาจาหรือเปล่า”ศรุตพยายามบังคับกรอบหน้าหวานให้รับจูบดุเดือด หญิงสาวดิ้นหนีสุดชีวิต มือเรียวทั้งผลักทั้งดันอกกว้างจนคนตัวโตเซซังแทบล้ม รสรินรีบวิ่งหนีขึ






![บอสขาอย่าหื่น [ซีรี่ส์ภาคต่อ บอสขาอย่าอ่อย]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
