LOGINเสียงพิณบรรเลงคลอเบาๆ จากเรือนดนตรีด้านนอกลมทะเลทรายยามราตรีพัดผ่านม่านผ้าลินินบางสีทอง สะบัดช้า ๆ คล้ายละอองแสงดาวไหลลงมาในห้องหอ
ห้องหอของราชวังถูกประดับด้วยผอบทองคำ น้ำมันหอมกลิ่นดอกบัว และเทียนร้อยเล่ม แสงนวลของมันสะท้อนผิวหินอ่อนสีครีมจนดูราวกับอยู่ในโลกของเทพเจ้า
กลางห้องบนเตียงกว้างปูผ้าลินินขาวปักดิ้นทอง เนทาเรียนั่งก้มหน้างามในชุดเจ้าสาวที่บางเบา ริมฝีปากเธอสั่นน้อย ๆ ด้วยทั้งความประหม่าและความสุข ดวงตาฉ่ำน้ำตาเมื่อคิดถึงภาพฟาโรห์ที่สาบานรักต่อหน้าประชาชนทั้งแผ่นดิน
ประตูบานใหญ่เปิดออก ราเมเซสเสด็จเข้ามา ทรงคลุมเพียงผ้าลินินสีขาว พระอังสาและแผ่นอกเปล่งประกายแกร่งอย่างนักรบ ดวงเนตรเข้มที่เคยมองด้วยความเย็นชา บัดนี้กลับอ่อนโยนเหมือนสายน้ำไนล์
“เนทาเรีย… นี่คือคืนของเรา”
เขาก้าวเข้ามานั่งตรงหน้า ยกพระหัตถ์แตะปลายคางเธอแผ่วเบาก่อนจะกดจูบลงบนหน้าผาก อุ่นจนเธอสะท้าน สองมือที่เคยเย็นจากทองคำและดาบศึก ลูบไล้ต้นคอและแผ่นหลังของเธออย่างคนรักมากกว่ากษัตริย์
เนทาเรียหลับตารู้สึกว่าทุกสัมผัสเป็นเพลิงอุ่นที่ละลายหัวใจ เธอค่อย ๆ ยื่นมือแตะอกเขา รับรู้จังหวะเต้นแรงของหัวใจผู้ครองสองแผ่นดิน
เสียงพิณแผ่วลง… เหลือเพียงเสียงลมหายใจสองคนในห้องหอราเมเซสเอื้อมปลดสายชุดบางของเธออย่างแผ่วช้า เผยผิวขาวเนียน ที่สะท้อนแสงเทียนราวกลีบบัว นางสั่นเบา ๆ แต่ไม่ถอย ดวงตาสบกัน สั่นระริก
“อย่ากลัว ข้าจะอ่อนโยน” เขากระซิบ
ริมฝีปากเขาแตะบนไหล่ไล่ลงมาถึงอกอ่อน มือใหญ่ลูบแผ่นหลังและเอวบางในจังหวะที่หัวใจเต้นแรงขึ้น ความอุ่นร้อนจากกายเขาแผ่ซ่านเข้ามา ทำให้เธอแทบละลาย
หญิงสาวหายใจแรง ยกมือจับแขนเขาแน่น เสียงครางเบา ๆ หลุดจากริมฝีปากอย่างห้ามไม่อยู่ ความหวานและความร้อนคละคลุ้งอยู่ในอากาศราวน้ำผึ้งและไฟ
ดวงตาของเขามองนางอย่างไม่มีอะไรซ่อนเร้น ไม่ใช่เพียงตัณหาแต่คือแรงอารมณ์ของคนที่รักจนแทบทำลาย
“เนธาเลีย…”
“ข้ารอมานานเหลือเกิน… เพื่อได้สัมผัสเจ้าด้วยความรัก ไม่ใช่เพียงพิธี ไม่ใช่เพียงอำนาจ…”
นางยิ้มบาง ๆ ปลายนิ้วนางสั่นแต่หัวใจเต้นแรง
“คืนนี้… ข้าเป็นของท่านแล้ว ราเมเซส” “ยอดรักของข้า…”
เขาช้อนมือใต้คางนางก้มลงจูบแรก… อ่อนโยนและเนิ่นนานจนเหมือนลมหายใจถูกถ่ายเทกันผ่านปลายลิ้นเขาเลียริมฝีปากนางก่อนจะกดจูบอีกครั้งลึกกว่าเดิมและนางก็จูบตอบ ใจเต้นระรัว มือโอบหลังเขาไว้แน่น
จ๊วบ... อืมมม... จ๊วบ...
เสียงจูบดังในห้องเงียบมือเขาลูบผมของนาง แล้วเลื่อนลงไหล่ แล้วมาหยุดที่อกที่สั่นเบา ๆ ใต้ผ้าบาง
“เจ้าสั่น… เจ้ากลัวข้าหรือ?”
“ข้า… สั่นเพราะอยากให้ท่านแตะข้าเหลือเกิน…”
เขาหัวเราะนุ่มมือเขาเลื่อนผ่านผ้าบาง ถอดชิ้นสุดท้ายของอาภรณ์แห่งเจ้าหญิงออกจากร่างนุ่มนวลและเมื่อเนื้อนางเปลือยเปล่าต่อหน้าเขาเขาก็เปล่งเสียงในคอ คล้ายคำสวดแทบกระซิบ
“เจ้าคือบทกวีของข้า… ทุกส่วนของเจ้าคือถ้อยคำที่ข้าอยากเลียทุกรสหวาน” เขาก้มลง จูบไหล่นางเลื่อนลงจูบยอดอกข้างหนึ่ง ก่อนจะเปิดริมฝีปาก ดูดดึงอย่างแนบแน่น
“อ๊าาา… ราเมเซส…”
“ยอดรัก… ท่าน…”
เขาใช้ลิ้นวนรอบยอดอก ก่อนจะกัดเบา ๆ และดูดอีก
มือหนึ่งขยี้อกอีกข้าง ราวกับปรนเปรอให้นางสั่นสะท้านทั้งร่าง เขาไล้ลิ้นลงกลางลำตัว ผ่านหน้าท้องแบนราบ ลงไปที่เนินนุ่มกลางกลีบหอมที่เริ่มเปียกชื้นนางบิดตัวด้วยแรงเสียวที่ยังไม่เคยได้รู้มาก่อน“ข้าจะยังไม่ครอบครองเจ้า… แต่ข้าจะปรนเปรอเจ้าจนเจ้าขอร้องให้ข้าเข้าไปด้วยใจของเจ้าเอง…”
เขาแยกขานางออกเบา ๆ จูบดอกไม้กลางกายอย่างรักใคร่แล้ว ใช้ลิ้นร้อนแตะกลางกลีบเปียกแฉะ อย่างอ้อยอิ่ง เขาไม่รีบร้อน เขาเพียงละเลียดกลีบดอกนุ่มด้วยปลายลิ้น
“อ๊า… อ๊าาา… ข้า… ข้าจะขาดใจ…”
“ยอดรัก… เจ้า… ทำให้ข้าหวั่นไหวเกินไป…”
เขายิ้มบนต้นขานาง แลบลิ้นเลียขึ้นทีละเส้นกลีบวนบนเม็ดเสียวจนเสียงนางสั่น
จ๊วบ... แจะะ... จ๊วบบบ…
เขาดูดแรงสลับเบา เลียวนแล้ววนอีก แตะ… ขยี้… ลึกแต่ไม่สอดและนางตัวสั่นไปหมด สะโพกยกขึ้นรับลิ้นเขาเองโดยไม่รู้ตัว
“ข้า… ข้าจะ อ๊า อา เรซ… อือ…!!”
เขายังไม่หยุด ยังเลียต่อจนเธอเสร็จซ้ำอีกครั้ง น้ำใสทะลัก กลีบเปียก มือจิกผ้าปูลมหายใจขาดห้วง ร่างเกร็ง เขาคลานขึ้นมา ปากยังเปื้อนน้ำรักของเธอ ริมฝีปากเขาแนบกับหน้าผากนางเบา ๆ
“ข้าอยากเห็นเจ้าปลดปล่อยจากปากข้าอีกสักครั้งก่อนเจ้าจะยอมให้ข้า…เพราะเจ้าคือยอดรัก ไม่ใช่เพียงหญิงที่จะถูกครอบครอง”
“เจ้าคือราชินีที่ข้าจะบูชาทั้งหัวใจ และปลายลิ้นของข้า…”
เสียงลมหายใจเธอขาดห้วงร่างบอบบางของคนตัวเล็กสั่นระริกบนแท่นบรรทมทองต้นขาเกร็งรัดแน่น หน้าอกกระเพื่อมแรงตามจังหวะหัวใจที่เหมือนจะระเบิดออกจากอก
เธอเพิ่งปลดปล่อยไปไม่ใช่ครั้งเดียว แต่มากกว่านั้น…จากปากเขาจากนิ้วของเขาจากการเล้าโลมที่อ่อนโยนราวกับถูกบูชาแต่ก็ร้อนแรงเกินกว่าร่างใดจะทานทน
เขา… ยังไม่ได้ครอบครองเธอเลยแม้แต่นิด แต่เขาทำให้เธอสั่น กรีดร้อง และปล่อยน้ำรักออกมาจนแทบหมดตัว
ริมฝีปากของเขายังชุ่มไปด้วยน้ำหวานจากกลีบดอกไม้ของเธอ
และในขณะที่ร่างเธอกำลังคลายเกร็งจากความสุขซ้อนซ้ำ เขาก็ค่อย ๆ ถอนนิ้วออกจากโพรงฉ่ำที่ยังคงตอดขมิบเบา ๆ อยู่ปลายนิ้วเขาเปียกชุ่มเงาวาวด้วยน้ำใสที่ไหลออกมาจากกายของเธอเอง“ดูสิ…” เขากระซิบ
“เจ้าสวยแม้กระทั่งตรงนี้ หวานเสียจนข้าหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น”
เขายกนิ้วนั้นขึ้น… มองมันราวกับเป็นของล้ำค่าก่อนจะค่อย ๆ แลบลิ้นออกมา… แล้ว เลียปลายนิ้วของเขาอย่างช้า ๆ
แจะะ... จ๊วบบบ...
เสียงนั้นน่าขายหน้าแต่นางกลับไม่อาย ร่างเธอร้อนวูบน้ำตาคลอเบ้าเพราะเขาทำเหมือนร่างกายของเธอคือของศักดิ์สิทธิ์ คือสิ่งที่เขา "รัก" จริง ๆ
เขาดูดนิ้วแรงขึ้น ดูดแบบเดียวกับที่เขาเคยดูดยอดอกเธอ แววตาเขาไม่ละจากใบหน้าเธอเลยแม้แต่นิด
“ข้าชอบรสชาติของเจ้า… มันหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งจากแม่น้ำไนล์”
“และข้าจะทำให้เจ้าปล่อยรสนี้… บนลิ้นข้า… ทุกคืน”เสียงลมหายใจในห้องบรรทมดังสลับกันระหว่างสองร่างแผ่นหลังของเนธาเลียชื้นเหงื่อ สะโพกยังสั่นระริก ปลายนิ้วของเธอเกาะต้นแขนเขาไว้แน่นเหมือนจะหลุดลอยหากปล่อย
นางเสร็จแล้ว... ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากลิ้นเขาจากความรักที่ทั้งหวานลึกทั้งร้อนแรงราวเปลวเพลิงใต้ทราย แต่นี่คือคำคืนของการบรรจบเป็นหนึ่งเดียว
เมื่อเธอพริ้มตาหลับ หายใจสะท้าน และกระซิบเสียงแผ่ว
“เข้ามา… เมสยอดรัก… ข้าพร้อมแล้ว…”
ฟาโหห์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ค่อย ๆ จับปลายท่อนร้อนของตน…ซึ่งบัดนี้แข็งจัด ร้อนฉ่า และเต้นตุบ ๆ อย่างโหยหาเขานำมันแนบกับดอกไม้ที่บานสะพรั่งและฉ่ำเยิ้มของราชินีผู้เป็นยอดรัก
มือเขาสั่นเล็กน้อยเพราะนี่ไม่ใช่เพียงการร่วมรัก แต่คือการ “ครอบครอง” หัวใจ วิญญาณ และร่างนาง… อย่างแท้จริง
เขาก้มลง จูบหน้าผากนางแผ่วเบา ก่อนจะกระซิบชิดหูนางด้วยเสียงที่แทบไม่ต่างจากคำสาบาน
“ข้าจะไม่รีบ...ข้าจะเข้าไปทีละนิด…ให้เจ้ารู้ว่า... ไม่มีใครลึกถึงหัวใจเจ้าได้ นอกจากข้า…”
เขาขยับเอวกดสะโพกช้า ๆ ปลายหัวบาน ค่อย ๆ แหวกกลีบนุ่มเข้าไป… กลีบของเธอ ดูดรัดมันไว้แน่น เสียงแฉะเบา ๆ ดังขึ้นทันที
เธอเกร็งนิ้วจิกแขนเขา ดวงตาเบิกเล็กน้อย แต่ไม่มีความกลัว มีเพียงเสียงหอบและดวงหน้าที่แดงจัด
“อ๊าาา… ยอดรัก…”
เรือหลวงค่อยๆ เทียบท่าที่ขอบวังใหญ่เมื่อดวงจันทร์ลอยสูงเหนือท้องฟ้าแห่งนครวาสเรต แสงจันทร์สีเงินสะท้อนบนผิวน้ำไนล์ ราวกับกระซิบถึงโชคชะตาที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ราเมเซสเงียบงัน ไม่เอ่ยคำใด พระหัตถ์ใหญ่คลุมผ้าทอสีเข้มปักลายทองลงบนร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาว ซึ่งยังคงสั่นเทิ้มจากเหตุการณ์บนเรือ ร่างของเธอเปื้อนเหงื่อและน้ำรัก รอยแดงจากสัมผัสหยาบกร้านของพระองค์ยังคงปรากฏบนผิวบอบบางรามแซสอุ้มหญิงสาวขึ้นจากเรือด้วยความระมัดระวัง แขนแข็งแกร่งโอบรัดร่างแน่นราวกลัวว่าเธอจะหายไปในอากาศยามค่ำคืน หญิงสาวนิ่งเงียบ หัวใจของเธอปวดร้าวราวถูกกรีดด้วยคมมีด เธอรู้สึกถึงน้ำหนักของความรักและความเจ็บปวดที่ ราเมเซสฝากไว้ในร่างกายและจิตวิญญาณของเธอ หญิงสาวอยากตะโกนถามเขาว่าทำไมต้องทำร้ายเธอเช่นนี้ แต่คำพูดทั้งหมดติดอยู่ในลำคอราวถูกคำสาป ผนึกไว้พระวรกายสูงใหญ่พาร่างบางผ่านโถงหินอ่อนอันยิ่งใหญ่ของวัง มุ่งตรงไปยังห้องสรงน้ำส่วนพระองค์ อ่างหินอ่อนขนาดใหญ่เต็มไปด้วยน้ำอุ่นที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำมันหอมจากดอกบัว แสงจากคบเพลิงที่ฝังตามผนังสะท้อนบนผิวน้ำ ราวกับดวงดาวที่หล่นลงมาในวังราเมเซสค่อยๆ
แต่คำพูดของเธอถูกกลบมิดด้วยริมฝีปาก ที่บดขยี้ลงมาอีกครั้ง จูบนั้นดิบเถื่อนยิ่งกว่าครั้งก่อน ลิ้นร้อนแทรกเข้ามาในปากเธอราวกับต้องการกลืนกินทุกส่วน รสคาวเลือดจากริมฝีปาก ที่แตกยังคงค้างอยู่ ผสมกับกลิ่นเหงื่อและความร้อนจากพระวรกายใหญ่ที่กดทับลงมาราเมเซสไม่รออีก พระหัตถ์เลื่อนลงต่ำ ฉีกผ้าที่เหลืออยู่จนร่างของอาริสาเปลือยเปล่าต่อหน้าแสงคบเพลิง เอ็นร้อนของพระองค์ ที่แข็งตัวเต็มที่จากความหึงหวงและแรงโทสะ กดลงบนกลีบดอกไม้ที่ยังไม่พร้อม หญฺงสาวสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงความร้อนนั้น ใหญ่โต ร้อนผ่าวราวเหล็กหลอมที่พร้อมแทงทะลุทุกอย่างเข้ามา“เจ้าคิดถึงมันใช่ไหม?!”พระองค์คำราม ขณะที่มือใหญ่บีบที่อกเธอแน่นจนเธอครางออกมา รามเมเซสไม่ให้เวลาเธอปรับตัว สอดลึกเข้าไปในตัวเธออย่างรวดเร็วและรุนแรง สุดลำจนเธอรู้สึกเหมือนถูกฉีกขาดจากภายในเสียงแจะดังขึ้นเมื่อร่างกายทั้งสองปะทะกัน เสียงเนื้อกระทบเนื้อที่เปียกชื้นด้วยเหงื่อและน้ำรักที่เริ่มไหลซึมหญิงสาวกัดฟันแน่น น้ำตาไหลพรากลงแก้ม“ท่าน... เจ็บ....”แต่ราเมเซสไม่ฟัง พระองค์โยกสะโพกเ
“มันไม่ใช่แบบที่ท่านคิด ฉัน.. เขาไม่ได้แตะต้องฉัน!” เธอก้าวเข้ามาอีกก้าว “ฉันแค่ไม่อยากให้มีเลือดคนบริสุทธิ์ไหลเพราะฉันอีก” พระหัตถ์ใหญ่กำด้ามคทาทองแน่น เส้นเลือดที่ข้อมือปูดขึ้น“เพราะเจ้า? ทุกอย่างในวังนี้พังเพราะเจ้า แล้วเจ้าก็ยังกล้ามาพูดเรื่องความบริสุทธิ์?” น้ำเสียงนั้นแผดเผาจนแม้ขุนนางที่ยืนใกล้ต้องหลบสายตา“ราเมเซส...” เสียงเธอสั่น “ข้าขอเพียงชีวิตของเขา”คำว่า “ขอเพียงชีวิตของเขา” กลายเป็นประกายไฟ แววตาของพระองค์มืดวาบทันที ความโกรธที่ไม่รู้เหตุผลปะทุขึ้นราวเปลวเพลิงในทะเลทราย“ชีวิตของมันงั้นหรือ?”พระองค์ก้าวลงจากบัลลังก์ช้า ๆ เสียงรองเท้าทองกระทบหินเป็นจังหวะก้องหัวใจทุกคนในลาน“เจ้าร้องขอชีวิตชายอื่น…ต่อหน้าข้า?”ร่างบางถอยหลังเพียงครึ่งก้าว แต่ไม่หลบสายตา“เขาไม่ใช่ศัตรูของท่าน เขาช่วยฉัน”“ช่วยเจ้า หรือแย่งเจ้าจากข้า!” พระสุรเสียงดังก้องเธอสะอื้นในคอ น้ำตาไหลพราก &
“ไม่มีมนตราใดลบล้างชะตาที่เราผูกไว้เองได้... แต่เราสามารถ เลื่อนมัน หรือ ผ่อนแรงมัน ได้ หากเจ้ากล้าอยู่ในเงามืด โดยไม่ส่งเสียงให้ดวงดาวได้ยิน”“ข้าไม่เข้าใจ...” เสียงอาริสาแผ่วเหมือนลมหายใจสุดท้ายของเปลวเทียนหญิงชรายกสายตาขึ้น ดวงตานางนิ่งสงบลึกล้ำ“เจ้าจะเข้าใจ... เมื่อถึงยามที่ เงาจันทร์ล้นแก้ว”นางเอื้อมหยิบผ้าลินินผืนขาวจากพานศิลา ซับหยาดน้ำตาบนแก้มของหญิงสาวอย่างอ่อนโยน ดั่งแม่ปลอบลูกในคืนฝันร้าย“พักเถิด... เจ้าหญิง” เสียงนั้นอ่อนโยนจนหัวใจคลาย“ปล่อยให้วิหารเฝ้าฝันแทนเจ้า คืนนี้มันจะขับไล่เสียงที่มิใช่ของเจ้าออกไปเอง” พูดจบ ไอเส็ตดีดนิ้วเบา ๆ หนึ่งครั้ง คบเพลิงตามผนัง ติดขึ้นทีละดวงเหมือนดอกบัวที่บานช้า ๆ กลิ่นกำยานหวนกลับเป็นทอง อ่อน ๆ ไม่ใช่คาวเลือดอีกต่อไป สายลมอุ่นจากช่องเพดานไหลผ่าน ทำให้ผ้าคลุมเตียงกระเพื่อมเล็กน้อยหญิงสาวค่อย ๆ ถอนมือจากสระเงา แสงเงินเส้นบางหลุดจากกำไลงูและหดหายลงผิวน้ำเหมือนด้ายที่ถูกตัด เธอเหนื่อยลึกจนแทบยืนไม่ไหว ไอเส็ตพาเธอกลับไปยังแท่นบรรทม รวบผ้าคลุมให้เรียบ แล้
เธอกรีดร้องลั่นในฝัน เสียงแหลมสูงสะท้อนทั่วห้อง ร่างหญิงสาวสะดุ้งสุดตัว คมกรีฑในฝันยังค้างอยู่กลางอก หัวใจเต้นถี่รัวจนแทบทะลุอก เหมือนยังหนีไม่พ้นเงื้อมมือของฝันร้ายนั้นฝันเดิม...ฝันที่เต็มไปด้วยเลือดและเสียงร้องขอชีวิต ฝันที่ราวกับเธอยังอยู่ในคืนที่ต้องสาปนั้น กลิ่นคาวยังติดอยู่ปลายลิ้น ความเย็นของเหล็กยังแทรกเข้ากระดูก น้ำตารินเป็นสายไม่ยอมหยุดเธอก้มหน้าลง มือสั่นระริกแตะที่หัวใจตัวเอง มันเต้นแรงเกินควบคุมจนปวดร้าว“พอแล้ว...” เสียงเธอแผ่วแทบขาดห้วง“ข้าไม่อยากฝันอีกแล้ว...”ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบ หญิงสาวตื่นขึ้นมาเหงื่อเย็นชุ่มตัว น้ำตาไหลอาบแก้ม และเสียงอักขระโบราณเริ่มก้องขึ้นรอบตัวจากมุมมืด เสียงกระซิบของเทพีไอซิสเอื้อนเอ่ยช้า ๆ ดุจสายลมพัดผ่านสุสานหญิงสาวสะดุ้ง ผงะขึ้นนั่ง มือเย็นชืดจับผ้าลินินตรงอกแน่น หัวใจเต้นถี่รัวเหมือนกำลังหนีอะไรสักอย่างอยู่ในความฝัน พอเงยหน้าแสงตะเกียงทั้งหมดก็ดับสนิท ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นยกเป่าทีเดียวทั้งวิหารความมืดที่โถมเข้ามาไม่ใช่เพียง “ความมืด&rd
ราเมเซสกระโดดลงจากรถด้วยท่วงท่าของนักล่าที่ไม่ยอมปล่อยเหยื่อ แม้สวมคราบ ผู้ชนะดวงตาของพระองค์กลับมืดเข้มดุจพายุค่ำ ในทะเลทรายทรงยืนเด่นกลางแสงจากช่องเพดานสูง พระพักตร์เปื้อนฝุ่นสงคราม แต่ดวงตาลุกโชนราวเปลวไฟในพายุทะเลทราย “นางอยู่ที่ไหน” พระสุรเสียงดังก้องดุจคำสาปแห่งเทพอนูบิส กรีดผ่าความเงียบของท้องพระโรงจนขุนนางทั้งหลายตัวสั่นขุนนางคนหนึ่งรีบคลานเข้าไป หมอบกราบแทบเท้า หน้าผากกดติดพื้นหินราวกลัวถูกลงทัณฑ์ “ฝ่าบาท…นาง..นางได้หนีออกจากวังไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”“หนี?” พระสุรเสียงคำรามต่ำลอดไรพระโอษฐ์“นางหนีไปได้อย่างไร หรือมีผู้ใดกล้าฉีกพระบัญชาของข้า!”คำถามนั้นยังไม่ทันจบ เสียงฝีเท้าสตรีดังแผ่วราวสายลมพิษ พัดผ่าน เสียงเครื่องประดับกระทบกันเบา ๆ ราวระฆังแห่งความตาย นำหน้าร่างในชุดคลุมยาวสีทองแดงลายงูเลื้อย ที่เคลื่อนไหวช้า ๆ ราวงูพิษที่รอจังหวะฉกคำถามยังไม่ทันจบ เสียงฝีเท้าของสตรีดังขึ้นจากอีกฟากของโถงเสียงเครื่องประดับกระทบกันเบา ๆ นำหน้าร่างในชุดคลุมยาวสีทองแดงลายงูเลื้อยเจ







