Share

งานเลี้ยงต้อนรับ

last update Terakhir Diperbarui: 2025-12-17 19:04:07

บรรดาคนรับใช้ใหม่ทั้งชายหญิงเข้ามาทำงานแทนที่คนเก่า อยู่ภายใต้การปกครองของเยี่ยนซีโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านได้แม้แต่หานจวินหลง เขาให้คนจับตาดูนางและเฝ้าสังเกตนางเงียบ ๆ

ทางด้านวังหลวงฮ่องเต้ตรัสถามข่าวคราวของเยี่ยนซีที่เงียบหายไปนานตั้งแต่แต่งงานเข้าจวนแม่ทัพ

"อยู่ที่จวนแม่ทัพ เยี่ยนซีเป็นอย่างไรบ้าง"

ลู่กงกงได้ฟังคำถามพลันขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนตอบด้วยท่าทีนอบน้อม

"ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเกรงว่าความสัมพันธ์ของแม่ทัพหานกับองค์หญิงเหมือนจะไม่ค่อยราบรื่นนักพะย่ะค่ะ"

ความเงียบหนักอึ้งเข้าปกคลุมไปทั้งห้องโถงอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดฮ่องเต้จึงรับสั่งกับลู่กงกงต่อ

"เช่นนั้น อีกสามวันข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลับเข้าเมืองหลวงของแม่ทัพหาน จวนแม่ทัพมีเพียงหานจวินหลงกับฮูหยินเอกเข้าร่วมเท่านั้น"

"รับพระบัญชา"

ลู่กงกงก้มศีรษะรับคำสั่ง พลางลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนรีบออกไปทำตามราชโองการทันที

วันต่อมาบ่าวรับใช้ในจวนแม่ทัพพากันวิ่งวุ่นตามพ่อบ้านฝูที่นำคำเชิญจากวังหลวงมาหาหานจวินหลง เขารับจดหมายเทียบเชิญด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตาคมกริบอ่านเพียงครู่ก็สั่งให้คนนำไปส่งให้เยี่ยนซีที่อยู่ในเรือน

"อีกสามวัน จะมีงานเลี้ยงต้อนรับมีเพียงเราสองคนต้องเข้าร่วม นี่มันอะไรกัน"

จดหมายนี้อาจมีเรื่องอื่นแอบแฝง นางสงสัยว่าฮ่องเต้อาจทราบแล้วว่านางมีสถานะเช่นไรในจวนแม่ทัพแห่งนี้

เยี่ยนซีบีบจดหมายเบา ๆ ความคิดซ่อนอยู่ภายในใจมิได้เผยออกมา นางเพียงพยักหน้ารับด้วยท่าทีสงบ แต่ในแววตากลับแฝงประกายระแวดระวัง

ฝ่ายซ่างกวนเหยียน เมื่อได้ทราบข่าวก็โกรธเกรี้ยวจนไม่อาจระงับอารมณ์ได้ นางปัดป่ายข้าวของในเรือนจนแตกกระจาย เสียงถ้วยชามแตกกระทบพื้นดังก้องไปทั่วห้อง มวยผมที่เคยประณีตกลับหลุดลุ่ยกระเซิง ริมฝีปากสั่นระริกเปล่งคำพูดที่เต็มไปด้วยความริษยา

"เหตุใดต้องเป็นนาง เหตุใดฮ่องเต้จึงต้องเรียกแค่นาง ทั้งที่อยู่ในจวนนี้มีข้าอีกคน และข้าก็ยังเป็นคนที่พระองค์พระราชทานสมรสนี้เช่นเดียวกัน!"

สาวใช้ในเรือนต่างก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ซ่างกวนเหยียนกัดฟันแน่น ก่อนสะบัดแขนเสื้อพลางนั่งลงด้วยความเดือดดาล แววตาคมวาวสะท้อนเพลิงโทสะที่โหมกระหน่ำในอกอย่างปิดไม่มิด

"เยี่ยนซี ต่อให้ข้าเทียบสถานะไม่ได้ แต่ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้เจ้าเป็นอันขาด"

วันจัดงานเลี้ยงมาถึง เยี่ยนซีสวมอาภรณ์แพรไหมสีครามอ่อนปักลายดอกไม้สีทองละเอียดงดงาม ร่างระหงร้อยเรียงด้วยเครื่องประดับหยกขาวและปิ่นทองล้ำค่า ผิวนุ่มละมุนของนางยิ่งขับให้ความงามเปล่งประกายดุจบุตรีแห่งสวรรค์

หานจวินหลงที่ยืนรออยู่ด้านนอกพลันชะงักเมื่อเห็นนางเดินออกมาจากเรือน ทั้งสง่างามและสูงส่งเหมือนชาติกำเนิดของนาง ม่านตาคมดั่งคมดาบไหววูบไปชั่วขณะเมื่อเห็นความงามของนาง ใจเขาแอบสั่นสะท้าน ทว่าทันทีที่ความหลังอันขมขื่นผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง สีหน้าของแม่ทัพใหญ่ก็กลับกลายเป็นเย็นชา ความงามของนาง แม้จะสั่นคลอนสติ แต่ก็ยังมิอาจกลบความแค้นที่ฝังลึกอยู่ในอกได้เลย

"ได้เวลาแล้ว" เขากล่าวเพียงสั้น ๆ เสียงทุ้มต่ำแฝงความห่างเหิน

เยี่ยนซีเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาสุกใสเต็มไปด้วยความอวดดี ริมฝีปากรูปสวยยกยิ้มบางราวกับต้องการยั่วเย้าให้เขากระวนกระวาย แต่กลับไม่เปล่งถ้อยคำใดออกมา

ไม่นานนัก รถม้าของจวนแม่ทัพก็เคลื่อนออกจากประตูใหญ่ สองร่างนั่งอยู่ภายในท่ามกลางความเงียบที่กดทับความรู้สึกเอาไว้ เสียงล้อไม้บดกับพื้นหินเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ดังชัดในบรรยากาศน่าอึดอัดนี้

หานจวินหลงนั่งนิ่ง มือกำแน่นบนเข่า แววตาจับจ้องนอกหน้าต่าง แต่ทุกลมหายใจกลับรับรู้ถึงความใกล้ชิดของนางที่อยู่ข้างกาย เยี่ยนซียังคงเชิดหน้า ทอดสายตาไปเบื้องหน้า ราวกับมิได้เห็นเขาอยู่ในโลกเดียวกับนาง

รถม้าค่อย ๆ มุ่งหน้าเข้าสู่วังหลวง บรรยากาศเงียบงันนั้นยิ่งชวนให้หัวใจทั้งสองเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะปะทุในไม่ช้า

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม รถม้าจากจวนแม่ทัพก็เทียบจอดที่ลานไล่กันกับจวนขุนนางอีกหลายคน เสียงฆ้องแว่วกังวานไปทั่วท้องพระโรงใหญ่ กลิ่นธูปหอมและสุราละมุนอบอวลทั่วท้องพระโรง ที่บัดนี้ตกแต่งเป็นสถานที่จัดเลี้ยงสำหรับขุนนางในราชสำนัก ผืนพรมแดงทอดยาวตรงสู่บัลลังก์ ฮ่องเต้ประทับอย่างสง่างาม ดวงเนตรสว่างไสวเมื่อทอดมองเยี่ยนซีที่เดินเคียงข้างหานจวินหลงเข้ามา

"องค์หญิงดูสดใสยิ่งนัก เห็นเช่นนี้แล้วข้าก็เบาใจ" พระสุรเสียงเปี่ยมด้วยความพอพระทัย

เยี่ยนซีคำนับอย่างอ่อนช้อย ก่อนนั่งลงเคียงคู่แม่ทัพผู้สง่างาม ทั้งสองรักษามารยาทมิให้มีสิ่งใดบกพร่อง ทุกคนต่างจับจ้องพลางชื่นชมในความเหมาะสมกัน

"องค์หญิงเยี่ยนซีกับแม่ทัพหานช่างเป็นคู่ครองที่ลงตัวจริง ๆ"

"ราวกับกิ่งทองใบหยก"

ไม่ว่าจะเดินผ่านที่ใดล้วนมีแต่คำชื่นชมและความภาคภูมิใจที่ราชวงศ์กับจวนแม่ทัพมีความใกล้ชิดกัน

แสงเทียนสะท้อนแพรไหมบนกายของนางวาววับดุจประกายดวงดาว ชวนให้ขุนนางฝ่ายในหลายคนเหลียวมองด้วยความชื่นชม

เสียงขับร้องและพิณพาทย์ดังขึ้น นักเต้นระบำก้าวออกมาอย่างอ่อนช้อยกลางท้องพระโรง แขนเรียวโบกสะบัดประหนึ่งหงส์ร่ายรำ เยี่ยนซีทอดสายตามองอย่างเพลิดเพลิน ส่วนหานจวินหลงแม้จะนั่งนิ่ง แต่หัวใจกลับหนักอึ้งด้วยความคิดที่ไม่อาจเผยออกมา

ไม่นานนัก เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ทยอยเข้ามาล้อมวงแม่ทัพใหญ่

"แม่ทัพหาน ฮ่องเต้โปรดปรานท่านนัก วันนี้หากปล่อยให้ท่านกลับไปโดยไม่ได้ร่วมดื่มสักจอก ข้าคงนอนไม่หลับเป็นแน่"

"ใช่แล้ว ขอสักสามจอกเพื่อแสดงความกล้าหาญของท่านเถิด"

จอกสุราวนไปเวียนมาจากเหล่าขุนนางที่ชื่นชอบหานจวินหลงไม่ขาดสาย แม้เขาจะมีท่าทางเคร่งขรึม แต่เกียรติยศและหน้าที่ทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้ เสียงหัวเราะของเหล่าขุนนางดังครื้นเครง ขณะที่สุราลงคอทีละจอกสองจอก ดวงตาคมคายก็เริ่มพร่าเลือน

เยี่ยนซีเหลือบมองเขาเงียบ ๆ ริมฝีปากเม้มบาง นางยังคงเชิดหน้าไว้ แต่ลึก ๆ ในใจกลับมีรอยยิ้มที่ยากจะหยั่งถึง

งานเลี้ยงยังคงดำเนินไปท่ามกลางความครึกครื้น ขับกล่อมด้วยเสียงดนตรีและเสียงหัวเราะ ทว่าใต้แสงเทียนอันอบอุ่น ความสัมพันธ์ของทั้งสองที่นั่งเคียงข้างกันกลับเปรียบประหนึ่งคมดาบบางเฉียบ กำลังรอคอยเวลาที่จะเฉือนลึกลงไปในหัวใจของกันและกัน

จนกระทั่งงานเลี้ยงเลิกราทุกคนต่างแยกย้ายไปที่รถม้าของตน บ้างเดินเซเล็กน้อย บ้างโวยวายเพราะความเมา แทบดูไม่ออกว่าตอนเข้าประชุมขุนนางเคยเคร่งขรึมเพียงใด

ยามดึก รถม้าเคลื่อนกลับจวนแม่ทัพ แสงโคมด้านนอกถนนส่องเข้ามาเพียงริบหรี่ ภายในมีเพียงเสียงล้อบดกับพื้นหินเป็นจังหวะ หานจวินหลงเอนตัวพิงเบาะ ดวงตาแดงก่ำจากสุราที่กรุ่นค้างอยู่ในกาย

เยี่ยนซีนั่งข้าง ๆ เชิดหน้าขึ้นดังเช่นเคย นางแสร้งเมินเฉยต่อร่างสูงใหญ่ที่นั่งเคียงข้าง แต่แล้วเสียงทุ้มต่ำของเขาก็หลุดลอดออกมา คล้ายพึมพำจากห้วงลึกในใจ

"เหตุใดเจ้าต้องทำกับข้าเช่นนี้"

เยี่ยนซีหันขวับมองเขา แววตาตกตะลึง ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

"ท่านพูดเรื่องใด ข้าไม่เข้าใจ"

หานจวินหลงหันมาจ้องนางเขม็ง ดวงตาคมพร่ามัวด้วยฤทธิ์สุราแต่ยังคงแฝงความคุกรุ่นจากความแค้นลึกในจิตใจ ภาพน้องสาวที่จากไปยังติดตรึงไม่เลือนหาย เขาเชื่อมั่นว่าเป็นเพราะเยี่ยนซี แต่กลับเก็บความจริงอันเจ็บปวดนั้นไว้เพียงผู้เดียว

"อย่ามาเสแสร้ง! เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ"

เสียงของเขาเต็มไปด้วยการกดข่มและบาดแผลที่กัดกินใจ

เยี่ยนซีโต้กลับ แววตาฉายความโกรธเคือง

"ท่านเมาจนเพ้อเจ้อไปแล้วหานจวินหลง ข้ามิใช่อย่างที่ท่านคิด"

คำพูดของนางประหนึ่งไฟโหมเข้าใส่เชื้อเพลิงในใจแม่ทัพใหญ่ ความคั่งแค้นปะปนกับแรงดึงดูดที่กดทับมานาน ปะทุออกมาอย่างหยุดไม่อยู่ เขาโน้มตัวเข้าหา ใช้แรงบังคับกักนางไว้ในอ้อมแขนแข็งแกร่ง

ทันใดนั้น ริมฝีปากร้อนผ่าวกดทับลงปากคู่งามอย่างรุนแรง เยี่ยนซีไม่ทันตั้งตัว นางตาเบิกโพลง ดิ้นรนขัดขืน แต่สัมผัสนั้นกลับรุนแรงและเร่าร้อนจนหัวใจเต้นกระหน่ำ นางทั้งโกรธทั้งสับสน ใบหน้าร้อนผ่าวไปทั้งแถบ

รถม้าโยกไหวตามถนน แต่ภายในกลับคล้ายโลกทั้งใบหยุดเคลื่อนไหว เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของทั้งสองที่สับสนปะปน เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบาย

เยี่ยนซีดิ้นรนสุดแรง ใช้สองมือผลักอกกว้างที่กดทับไม่ยอมปล่อย เสียงหอบหายใจร้อนรุ่มปะปนด้วยความโกรธเคืองจนหัวใจแทบแตกสลาย

"ปล่อยข้านะ หานจวินหลง!"

สิ้นเสียงนั้น นางรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีผลักจนตัวเองหลุดออกมา ก่อนยกฝ่ามือตบเข้าที่แก้มของเขาเสียงดัง

"เพียะ!"

ร่างสูงใหญ่ชะงัก ดวงตาคมไหววูบไปชั่วขณะ แก้มที่ถูกตบขึ้นรอยแดง แต่เขาไม่ทันได้พูดสิ่งใด รถม้าก็หยุดลงพอดีที่ลานหน้าจวน

เยี่ยนซีเบี่ยงหน้าหนี ดวงตาสั่นระริกทั้งโกรธ ทั้งอับอายที่พลาดท่าเสียที นางผลักบานประตูรถม้าออกวิ่งลงทันที ชายกระโปรงพลิ้วไหวไปตามฝีเท้าที่เร่งรีบ เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังก้องไปทั่วลาน ก่อนร่างระหงจะลับหายไปในความมืดของเรือนพัก

ภายในรถม้า หานจวินหลงยังคงนั่งนิ่ง แววตาสับสนหนักอึ้ง ความเมามายพลันถูกแทนที่ด้วยสติอันเจ็บปวด เขายกมือแตะแก้มที่ยังร้อนผ่าว ความรู้สึกตีกันในอกอย่างรุนแรง

"ข้า เผลอใจไปกับศัตรูงั้นหรือ" เสียงทุ้มพร่าพึมพำกับความมืด

ความแค้นที่ฝังแน่นในใจยังไม่คลาย แต่ภาพริมฝีปากแดงระเรื่อและสายตาโกรธเคืองของนางกลับฝังแน่นยิ่งกว่าเดิม ความรู้สึกอันสับสนนี้ทำให้แม่ทัพผู้เคยเย็นชาไร้หัวใจ กลับเจ็บใจตนเองยิ่งนัก

ค่ำคืนนี้ ทั้งสองต่างแยกย้ายกลับเรือนของตน ทิ้งไว้เพียงรอยร้าวในหัวใจที่ยากจะประสาน

ในเรือนใหญ่ แสงตะเกียงสลัวส่องกระทบใบหน้าคมสันของหานจวินหลง เขานั่งอยู่ลำพังที่โต๊ะไม้ เต็มไปด้วยไหสุราที่เปิดค้างไว้ กลิ่นฉุนแผ่ซ่านไปทั่วห้อง เขายกจอกขึ้นกรอกลงคอรวดเดียว โดยไม่สนใจว่าความขมเฝื่อนจะเผาไหม้ลำคอเพียงใด

ทุกภาพที่เกิดขึ้นในรถม้าแล่นวนในความคิด รสจูบอันร้อนแรงที่เผลอปล่อยให้เกิดขึ้น กับฝ่ามือที่ตบซัดเต็มแรงจนสะท้อนความโกรธเกลียดของนาง ใบหน้าเย็นชาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ม่านตาสั่นระริกเหมือนสู้รบกับหัวใจตนเอง

"ข้า...เสียท่าให้กับนางได้อย่างไร"

เขากำจอกแน่นจนมือสั่น ก่อนคว่ำมันลงบนโต๊ะ น้ำสุราหกไหลเปื้อนกระดาษคำสั่งราชการที่กองอยู่ เขาไม่สนใจ เพียงนั่งเงียบ ๆ ปล่อยให้ความขมขื่นกัดกินหัวใจทีละน้อย

ขณะเดียวกัน ที่เรือนอีกฝั่ง เยี่ยนซีกลับนอนตะแคงหันหลังให้ตะเกียงแสงสลัว ใบหน้างามยังร้อนผ่าวจากความอับอายและโทสะ มือบางกำผ้าห่มแน่นคล้ายระบายความเจ็บใจในอก

"หานจวินหลง ช่างชั่วร้ายนัก"

นางพึมพำเสียงแผ่วสั่นระริก ก่อนดวงตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตาจะปิดลงด้วยความเหนื่อยล้า

แต่แม้เปลือกตาจะหลับสนิท หัวใจของนางก็ยังเต้นแรงไม่หยุด ราวกับจะเตือนให้นางจดจำเหตุการณ์อันขมขื่นที่ไม่ควรเกิดขึ้นในคืนนี้

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เพลิงแค้นใต้เงาบุปผา   ตอนจบ

    หลายเดือนผ่านไป เยี่ยนซีท้องแก่เต็มที่เริิ่มเดินไปไหนมาไหนลำบากขึ้น เซียวหยูคอยนวดขาและพยุงนางอย่างระมัดระวัง ขณะที่นางกำลังจะลุกขึ้นจากเตียงในเช้าวันหนึ่งพลันก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมา "เซียวหยู ข้า...ปวดท้อง..." ชั่วพริบตาเสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่น สลับกับเสียงคนดังขึ้นเพราะความตื่นตระหนกวิ่งไปแจ้งแก่หมอหลวงที่เตรียมพร้อมอยู่เรือนข้าง ๆ มาหลายวัน "เกิดอะไรขึ้น!" เสียงทุ้มเต็มไปด้วยความห่วงใยและตื่นตระหนกเมื่อเห็นคนวิ่งสวนกันไปมา หมอหลวงสามคนและบ่าวรับใช้จึงวิ่งตามกันมา "ท่านหมอ ฮูหยินปวดท้องอย่างรุนแรง เร็วเข้าเถิด" เซียวหยูตอบเสียงสั่น พร้อมทั้งคอยดูอาการของเยี่ยนซี "เตรียมห้องให้พร้อม ฮูหยินจะคลอดแล้ว" บ่าวไพร่วิ่งวุ่นเพียงครู่ก็เริ่มนิ่งสงบรอฟังข่าวสำคัญนอกห้องทำคลอด หมอหลวงตรวจร่างกายเยี่ยนซีอย่างรอบคอบ ขณะที่นางปวดท้องแทบขาดใจเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มหน้า เยี่ยนซีแม้จะเจ็บปวดจากการคลอดที่ใกล้เข้ามา แต่ความคิดของนางนึกถึงหานจวินหลง รู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัย ทั้งจวนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย เสียงบ่นเบา ๆ ของบ่าวไพร่วิ่งไปมา ประสานกับคำสั่งขอ

  • เพลิงแค้นใต้เงาบุปผา   การต่อสู้ครั้งสุดท้าย

    สามเดือนผ่านไป จวนแม่ทัพเงียบสงัดกว่าแต่ก่อนมากขึ้น ไม่มีเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะของหานจวินหลง เสียงลมพัดผ่านสวนเล็ก ๆ กลายเป็นเพื่อนสนทนาที่เยี่ยนซีได้แต่เอ่ยคำคิดถึงออกมาเบา ๆ ทุกเช้า เยี่ยนซีจะเดินไปที่ระเบียง มองทิวทัศน์เมืองไกล ๆ ปล่อยให้สายลมพัดปลิวผมสลวย เสียงหัวใจเต้นรัวราวกับได้ยินเสียงฝีเท้าเขากลับมา "ท่านจะเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้" นางกระซิบคนเดียว พลางลูบมือที่เคยสัมผัสมือเขา น้ำตาคลอเบ้า แต่ลมหายใจยังมั่นคง เยี่ยนซีใช้เวลาว่างจัดสวน ตัดแต่งดอกไม้ และดูแลบ่าวไพร่ให้เรียบร้อย ทุกสิ่งที่ทำราวกับเป็นการรอคอยให้เขากลับมา นางยังเขียนจดหมายด้วยลายมือสวยงาม ส่งผ่านทหารไปยังแม่ทัพ แต่ไม่เคยเขียนออกไปทั้งหมด เก็บบางส่วนเอาไว้เพราะความเขินอาย บางครั้ง นางก็ออกไปเดินเล่นตามถนนในเมือง ชมบ้านเรือนและบรรยากาศที่เขาเคยพาไป แต่ละก้าวเต็มไปด้วยความคิดถึงและเผยรอยยิ้มบางเบา นึกถึงวันที่ทั้งคู่ขี่ม้า เที่ยวทะเลสาบ หรือเดินชมเทศกาลโคมไฟ นางก็พลันหัวเราะออกมาเพียงลำพัง เซียวหยูมักจะคอยอยู่ใกล้ ๆ ให้ความช่วยเหลือ เตือนให้เยี่ยนซีพักผ่อนบ้าง แต่ทุกครั้งที่นางมองออกไปทางประตูห้อง รอยยิ้มก

  • เพลิงแค้นใต้เงาบุปผา   ห่างไกลแต่หัวใจใกล้กัน

    นานนับเดือนหลังจากที่หานจวินหลังและเยี่ยนซีค่อย ๆ ปรับความเข้าใจกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยานับวันเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น วันหนึ่ง ขณะที่เยี่ยนซียืนอยู่กลางห้องเล็กข้างห้องทำงานของหานจวินหลง นางจะใช้ห้องนี้รับรองแขกของจวนแม่ทัพยามหารือราชการสำคัญ ทันใด ใบหน้าของนางซีดเผือด มือกุมหน้าผาก รู้สึกวิงเวียน ม่านตาพร่าเลือนตัวเย็นเฉียบก่อนร่างเล็กจะทรุดลงกับพื้น เสียงตกใจดังขึ้นในทันที "ฮูหยิน ฮูหยิน!" เซียวหยูร้องเรียกด้วยความตื่นตระหนก รีบเข้ามาประคองร่างเยี่ยนซี แต่เหตุการณ์นั้นไม่ได้ล่าช้าไปเสียทีเดียว หานจวินหลงนั่งหลังโต๊ะทำงาน กำลังร่างรายงานการตรวจสอบเสบียงและกำลังพล อยู่ดี ๆ เสียงบ่าวร้องเรียกชื่อฮูหยินอย่างตื่นตระหนกทะลุเข้าหู เขาลุกพรวดจากเก้าอี้ มือใหญ่คว้าพู่กันไว้เพียงชั่วครู่แล้ววิ่งออกจากห้อง "เกิดอะไรขึ้น" พอเห็นร่างเล็กของนางที่ทรุดตัวลงกับพื้น เขารีบเข้าไปประคองทันที ร่างสูงยกนางขึ้นอุ้มอย่างเบามือแต่มั่นคง ใบหน้าคมเคลือบความกังวลอย่างห้ามใจไม่ได้ "เจ้าไม่สบาย ทำไมถึงไม่บอกข้า" เสียงเขาเรียบแต่สั่นเครือเล็กน้อย "ข้า…ข้าไม่ทันตั้งตัว" เยี่ยนซีพึมพำ เหงื่อ

  • เพลิงแค้นใต้เงาบุปผา   รักใคร่ปรองดอง

    ระยะนี้หานจวินหลงไม่ค่อยมีงานมากนัก ยามว่างเขามักจะอยู่กับเยี่ยนซี เกาะติดนางและให้นางนั่งอ่านตำราในห้องของเขา ขณะที่เขาทำงานของตนเองโดยไม่ให้ห่างสายตา เมื่อความใกล้ชิดเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ความระแวดระวัง ความแข็งกระด้างจึงค่อย ๆ ลดลง นางเริ่มให้ความไว้วางใจหานจวินหลงที่ดูแล้วเขาก็ไม่ได้แย่เหมือนที่เคยพบเจอก่อนหน้านี้ วันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่กำลังยืนชื่นชมดอกไม้ในสวน หานจวินหลงนึกถึงครั้งอดีต เขาทบทวนความทรงจำที่มีต่อนาง "ครั้งหนึ่งข้าเคยคิดว่าเจ้าเป็นองค์หญิงที่อ่อนแอ ควรมีใครสักคนคอยปกป้อง" เยี่ยนซีนิ่งฟังนึกย้อนความทรงจำเก่า ๆ ที่นางและเขาเคยพบกัน "แต่เมื่อได้อยู่ด้วยกัน เจ้าทั้งเข้มแข็งและแกร่งเกินสตรีที่ข้าเคยพบ แม้แต่อวี้ซินที่เป็นลูกหลานตระกูลนักรบยังเทียบเจ้าไม่ได้สักครึ่ง" เยี่ยนซีแค่นยิ้มออกมา "ท่านชมหรือหลอกด่าข้ากันแน่" เขาอมยิ้มพลางก้มหน้าลง "แน่นอนว่าข้าชื่นชมเจ้า เจ้าเก่งกาจจนสามารถตัดสินใจเรื่องใหญ่ในจวนแทนข้าได้" แม้ความอ่อนหวานจะเป็นคุณสมบัติของกุลสตรี แต่ในสายตาเขาเยี่ยนซีก็ไม่ได้หลุดจากกรอบที่เหล่าสตรีถูกวางเอาไว้ "แต่ข้าก็แข็งกระด้าง หยาบคายโดยเฉพาะกับท่านไม่

  • เพลิงแค้นใต้เงาบุปผา   ความเปลี่ยนแปลง

    หานจวินหลงรับรู้ถึงความยินยอมเล็ก ๆ ของนาง จูบซ้ำช้า ๆ และลึกซึ้งขึ้น มือใหญ่ลูบเส้นผมที่เปียกเหงื่อ ความอ่อนโยนและปรารถนาปรากฏอย่างประณีตในทุกสัมผัส ทั้งสองจมอยู่ในความเงียบอันอบอุ่น ไม่มีคำพูดใดจำเป็น มีเพียงแรงสัมผัสและหัวใจที่เต้นสอดประสานกัน คืนนี้ทั้งสองหยุดเวลาระหว่างกันเอาไว้ เสียงลมพัดกระทบหน้าต่าง ดวงดาวส่องประกายเหนือหลังคาเหมือนเป็นพยาน ว่าความเข้าใจเริ่มบังเกิด แม้ร่องรอยแห่งอดีตยังคงอยู่ แต่ในใจทั้งคู่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความใกล้ชิดที่มิอาจลืมเลือน ลำแสงอ่อน ๆ ของรุ่งอรุณผ่านม่านผ้าขาวในเรือน เสียงลมพัดเบา ๆ ก้องในสวนเล็กภายนอก บรรยากาศสงบเงียบและชุ่มชื่นราวกับเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาจากความฝัน เยี่ยนซียังคงนอนพิงหมอน ผมสลวยร่วงราวเส้นไหมลงบนบ่า ใบหน้าซีดเล็กน้อยแต่ดูมีชีวิตชีวาขึ้น หลังคืนที่เต็มไปด้วยความใกล้ชิด นางยังคงรู้สึกหัวใจเต้นแปลก ๆ เมื่อคิดถึงมือใหญ่และริมฝีปากอบอุ่นของเขา ทันใด หานจวินหลงก็ปรากฏตัวที่ข้างเตียง ร่างสูงกำยำในชุดลำลองสีเข้ม ดวงตาคมส่องประกายระยับราวน้ำค้างยามรุ่งเช้า เขาโน้มตัวลงใกล้นาง ริมฝีปากกว้างคลี่ยิ้มอ่อนโยน "ตื่นแล้วหรือ เจ้าดู

  • เพลิงแค้นใต้เงาบุปผา   ข้าต้องการเจ้า

    ภายในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวกลับจวนเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงล้อไม้บดกับพื้นถนน ข้อมือเล็กของเยี่ยนซียังถูกมือใหญ่ของหานจวินหลงกุมไว้แน่นจนเจ็บ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อย นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะสะบัดเสียงออกมา "ท่านทำเช่นนี้ หมายความว่าข้าไร้สิทธิ์แม้แต่จะขอบคุณสหายผู้หนึ่งหรือ" หานจวินหลงตวัดสายตาคมกริบมองนาง แววตาเต็มไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่ปิดไม่มิด "ใช่ เจ้าคือฮูหยินแม่ทัพ นอกจากคนในจวนนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปผูกพันกับผู้ใดอีก โดยเฉพาะอี้เฟิง" เยี่ยนซีหัวเราะเย็นชาในลำคอ "คำว่าฮูหยินที่ท่านเอ่ยออกมา ช่างง่ายดายนัก ตอนแต่งเข้าจวนใหม่ ๆ ข้าเจ็บป่วยเดียวดาย ท่านเคยใส่ใจหรือไม่ แล้วตอนนี้กลับหวงห้ามไม่ให้แม้แต่จะมีสหาย ข้าว่าท่านช่างเห็นแก่ตัวนัก" "เห็นแก่ตัวงั้นหรือ" หานจวินหลงขบกรามแน่น เสียงทุ้มต่ำก้องสะท้อนทั่วรถม้า "ใช่ ข้าเห็นแก่ตัว เพราะเจ้าคือคนของข้า ข้าไม่ยอมให้บุรุษใดเข้าใกล้เจ้าแม้แต่คนเดียว" เสียงเขาหนักแน่นจนบ่าวที่นั่งควบคุมรถม้าด้านนอกยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน เยี่ยนซีชะงักไปชั่วขณะ ใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่ แต่ก็ยังพยายามรักษาสีหน้าเรียบเย็น "งั้นหรือ ท่านเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status