Share

ไล่คนออก

last update Dernière mise à jour: 2025-12-16 10:07:05

หานจวินหลงหันมาต่อว่านางที่ทำเกินกว่าเหตุ

"เจ้าทำรุนแรงเกินไป นางเป็นคนเก่าแก่รับใช้ในจวนมานาน จงรักภักดีทำหน้าที่ไม่เคยบกพร่อง แค่นางทำผิดครั้งเดียวเจ้าก็สั่งโบยแล้วไล่ออก บางทีนางอาจเพียงแค่ช่วยข้าประหยัดจริง ๆ ก็ได้"

เยี่ยนซีเลิกคิ้วสูง ไม่อยากเชื่อว่านี่คือคำพูดของแม่ทัพใหญ่จอมวางแผนที่ชนะศึกมานับไม่ถ้วน

นางเอ่ยขึ้นเสียงเย็นเฉียบ

"ท่านเชื่ออย่างไรก็ช่างแต่ข้าคนที่ถูกกระทำมาตลอด ถือว่านี่คือความผิดร้ายแรง ดีแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่สั่งฆ่านางต่อหน้าท่าน"

นางพูดตามความจริง แม่นางหลิ่วนอกจากไม่เคารพนาง เอาอาหารเหลือให้กิน แถมยังเคยเอาข้าวบูดมาให้นางและบังคับนางกินจนหมด

"เจ้ามันอำมหิตไม่เคยเปลี่ยน"

หานจวินหลงนิ่งอึ้ง จนปัญญากับความร้ายกาจของนาง ไร้คำพูดใดจะกล่าวออกมา

"โทษของนางเหมาะสมกับความผิดแล้ว ในเมื่อหมดเรื่องแล้ว ท่านก็พาคนของท่านไปให้พ้นหน้าข้า รำคาญ"

นางทำหน้ารำคาญอย่างชัดเจนทำให้หานจวินหลงและซ่างกวนเหยียนชะงักตั้งตัวไม่ทัน เมื่อไม่มีใครขยับนางจึงหันมาสั่งเซียวหยูที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลัง

"เซียวหยู ปิดประตูเรือน"

เซียวหยูรับคำสั่ง เดินก้มหน้าไปที่ประตูค่อย ๆ ปิดลงทีละบาน ทำให้หานจวินหลงและซ่างกวนเหยียนจำต้องเดินออกจากห้องของนาง

หานจวินหลงสะบัดชายเสื้อเดินออกไปอย่างโมโหแยกตัวเข้าห้องทำงานกับทหารคนสนิทและปิดประตูมิดชิด ปล่อยให้ซ่างกวนเหยียนยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ด้านนอก

ทุกคนจากไปหมดแล้วเยี่ยนซีหาได้สนใจความรู้สึกของคนเหล่านั้น ศัตรูของนางคือซ่างกวนเหยียน หานจวินหลงก็แค่คนที่ร่างเดิมรักมากจนยอมถวายชีวิตแต่เขากลับไม่เคยเห็นหัวนาง หากจะพูดตามเหตุผลนางไม่อยากเกี่ยวข้องกับบุรุษผู้นี้แม้แต่น้อย ทว่าในเมื่อเขาอยู่ข้างซ่างกวนเหยียนย่อมหมายถึงยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนางเช่นกัน

เยี่ยนซีเชิดหน้าน้อย ๆ สายตาเย็นชาไร้ความหวั่นไหว

"ก็ดี ข้าจะได้แก้แค้นรวบยอดให้ร่างนี้ทีเดียว ใครจะเป็นจะตายไม่เกี่ยวข้องกับข้า"

เสียงพึมพำเต็มไปด้วยเคียดแค้นมันเป็นความแค้นที่ฝังลึกลงไปในจิตวิญญาณ ราวกับเป็นความปรารถนาที่แท้จริงของมู่หรงเยี่ยนซี

"ฮูหยินหมายถึงใครหรือเจ้าคะ ร่างของใคร"

เซียวหยูเอ่ยถามเสียงสั่น แม้จะพยายามเก็บงำความกลัว แต่หัวใจกลับเต้นโครมคราม เพราะตั้งแต่องค์หญิงฟื้นขึ้นมานางก็สัมผัสได้ชัดเจนว่าสตรีผู้ที่เคยอ่อนหวานได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

"อย่าสนใจเลยเซียวหยู เจ้าไปบอกพ่อบ้านฝูว่าวันพรุ่งนี้ยามเฉินให้ทุกคนมารวมตัวกันที่ลานหน้าจวน"

แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลแต่เซียวหยูก็รีบรับคำอย่างนอบน้อมออกไปทำตามคำสั่งไม่กล้าซักถามชวนให้ขุ่นเคืองใจ

รุ่งเช้า ผู้คนมารวมตัวกันตามคำสั่ง เยี่ยนซีจึงประกาศต่อหน้าทุกคน แจ้งว่าจวนแม่ทัพจำเป็นต้องลดจำนวนคนลง นางเลือกคนที่เคยมีเรื่องกับนางออกทั้งหมดท่ามกลางความมึนงงของคนในจวนและเปิดรับสมัครคนรับใช้ใหม่และลงมือคัดเลือกด้วยตัวเอง

"ฮูหยินไล่คนออกจนเกือบหมด หากแม่ทัพรู้เรื่องนี้เข้าอาจเกิดปัญหาใหญ่ได้นะขอรับ"

พ่อบ้านฝู ผู้อาวุโสที่สุดในจวนตัดสินใจเอ่ยขึ้นแทนคนรับใช้ที่เหลืออยู่ ความไม่มั่นคงทำให้พวกเขาต่างกระวนกระวาย เขาจึงใช้ชื่อหานจวินหลงขึ้นมาอ้างหวังว่าเยี่ยนซีจะเกรงใจและยอมใจอ่อน

เยี่ยนซีหัวเราะแผ่ว มองเขาราวกับอ่านใจทะลุได้ถึงก้นบึ้ง

"ลุงฝู ท่านไม่ต้องห่วง บอกคนที่เหลืออยู่ทำตามหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็เพียงพอ ข้าให้คนออกข้าก็ต้องหามาทดแทนให้แน่ ทุกคนยังทำหน้าที่เดิมของตน"

"เอ่อ..."

สายตานางเย็นชาแต่คมกริบ

"ข้าเป็นฮูหยินจวนแม่ทัพย่อมจัดการได้ตามความเหมาะสม เรื่องนี้ไม่ต้องให้ท่านแม่ทัพลงมาจัดการเอง งานกองทัพก็หนักหนามากพอแล้ว"

คำตอบนั้นทำเอาพ่อบ้านฝูพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้ารับอย่างจำยอม

"เช่นนั้นก็สุดแล้วแต่ฮูหยิน"

ก่อนถอยกลับไปบอกข่าวแก่คนรับใช้ที่รอฟังข่าวอย่างใจจดใจจ่อ

เรื่องนี้รู้ไปถึงเรือนของซ่างกวนเหยียนราวพายุ ทำให้นางยิ่งแค้นเคืองเยี่ยนซีเท่าทวีคูณ

"นี่นางกล้าไล่คนในจวนออกรวมถึงคนของข้าเช่นนั้นรึ บังอาจเกินไปแล้วข้าจะไปฟ้องท่านพี่"

นางผลุนผลันออกจากเรือนมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของหานจวินหลงทันที

"ท่านพี่จะยับยั้งองค์หญิงได้หรือไม่เจ้าคะ นางไล่คนของจวนแม่ทัพออกจนเกือบหมด และกำลังเปิดรับคนใหม่ เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็มีสิทธิ์รับคนรับใช้ใหม่ด้วยเช่นกันนะเจ้าคะ"

หานจวินหลงได้ฟังแทบลมออกหู เรื่องเก่ายังไม่ทันซาเยี่ยนซีก็สร้างเรื่องใหม่อีกแล้วหรือ

เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงหน้าประตูเรือน เยี่ยนซียกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะมา

ประตูผลักออกแรงจนบานไม้สั่นสะท้าน หานจวินหลงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"เยี่ยนซี! เจ้าเห็นจวนแม่ทัพเป็นสนามเด็กเล่นหรืออย่างไร ถึงกล้าตัดสินใจไล่คนออกเกือบหมดเช่นนี้!"

เยี่ยนซีวางถ้วยชาลงอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาคมกริบปรายมองเขาเพียงแวบเดียว

"ข้าคือฮูหยินจวนแม่ทัพ ผู้คนในจวนนี้อยู่หรือไป ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินของข้า ท่านต่างหากที่เข้ามาก้าวก่ายหน้าที่ของข้า"

หานจวินหลงกัดฟันกรอด เสียงของเขาสั่นด้วยความโกรธ

"ก้าวก่าย เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่เจ้าขับไล่มีไม่น้อยที่ภักดีต่อจวนมาตลอด หากข่าวแพร่ออกไปเกรงว่าทั้งจวนจะไร้ความน่าเชื่อถือ!"

เยี่ยนซีหัวเราะเย็นในลำคอ

"ภักดีหรือ ภักดีต่อใคร ต่อข้าหรือซ่างกวนเหยียน?"

ประโยคเดียวทำให้หานจวินหลงชะงัก หางตากระตุกอย่างควบคุมไม่อยู่ เยี่ยนซีเห็นดังนั้นยิ่งยิ้มเยาะ สายตานางเหมือนมีดที่คมเกินกว่าจะแตะต้องได้

"ท่านอย่าคิดว่าข้าโง่ ข้าเห็นสายตาของพวกเขามาตั้งแต่แรก คนพวกนั้นจงรักภักดีต่อคนอื่น มิใช่ต่อฮูหยินจวนแม่ทัพ แล้วเหตุใดข้าต้องเลี้ยงงูพิษไว้ข้างกาย"

"เยี่ยนซี!" หานจวินหลงตวาดเสียงดังอย่างเหลืออด

"เจ้ากำลังจะทำให้ทั้งจวนแตกแยกด้วยมือของเจ้าเอง"

"แตกแยกหรือเจ้าคะ"

เยี่ยนซีเอียงคอน้อย ๆ แววตาเย็นชาเอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว

"หากจวนนี้มั่นคงเพียงเพราะสตรีคนหนึ่งกับบ่าวไพร่ไม่กี่ชีวิต เช่นนั้นมันก็เปราะบางเกินกว่าจะเรียกว่าจวนแม่ทัพแล้ว"

คำพูดนั้นกรีดแทงเข้าไปในหัวใจหานจวินหลง เขาก้าวเข้าไปใกล้ สบตานางตรง ๆ

"เจ้าเปลี่ยนไปมาก เยี่ยนซีที่ข้ารู้จัก ไม่เคยโหดร้ายเช่นนี้"

นางหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะเย็นเยียบก้องสะท้อนไปทั้งห้อง

"โหดร้ายอย่างนั้นหรือ ไม่หรอกนะ ข้าเพียงเรียนรู้ที่จะไม่ยอมให้ใครเหยียบย่ำอีกต่อไปก็เท่านั้น"

สองสายตาประสานกัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างความโกรธและบางสิ่งที่ลึกกว่านั้น ส่วนสายตาของนางกลับสงบนิ่งดุจน้ำแข็งที่ไม่อาจละลายได้

บรรยากาศในห้องขึงตึง ราวกับพายุที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ

เสียงถกเถียงยังไม่ทันจางหายประตูเรือนก็ถูกผลักออกอีกครั้ง ซ่างกวนเหยียนก้าวเข้ามาอย่างอ่อนช้อย รอยยิ้มละมุนบนใบหน้าตัดกับแววตาที่ซ่อนแววสะใจเอาไว้อย่างมิดชิด

"ท่านพี่"

เสียงเรียกอ่อนหวานจนชวนให้ขนลุก

"ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่า ฮูหยินของเรามักใจร้อนเกินไป วันก่อนก็ลงโทษบ่าวเกินกว่าเหตุ มาวันนี้ยังไล่คนออกไปอีก น้องกลัวเหลือเกินว่าจวนแม่ทัพจะถูกคนทั้งเมืองหัวเราะเยาะ"

นางก้าวเข้ามาคล้องแขนหานจวินหลงอย่างสนิทสนม สีหน้าทำเป็นกังวล แต่กลับปรายหางตามองเยี่ยนซีด้วยความเย้ยหยัน

เยี่ยนซีนั่งลงจิบชาโดยไม่สนใจใคร นางวางถ้วยชาลงเกิดเสียงกระทบโต๊ะแววตานิ่งเฉยไร้รอยสะทกสะท้าน

"เจ้านี่เก่งนักนะซ่างกวนเหยียน พูดพลิกไปพลิกมาได้จนเกือบเหมือนเป็นห่วงจวนนี้จริง ๆ"

ซ่างกวนเหยียนยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ ราวกับไม่ถือสา

"โอ๊ะ ฮูหยินอย่าพูดเช่นนั้นสิเจ้าคะ น้องเพียงห่วงความสงบสุขของทุกคน หากคนรับใช้ใหม่เข้ามาโดยไม่มีใครรับรอง เกรงว่าจะไว้ใจไม่ได้เท่าคนเก่าที่อยู่กับพวกเรามานาน"

คำพูดอ่อนหวานราวน้ำผึ้ง แต่ทุกรอยยิ้มกลับแฝงไปด้วยหนามพิษแหลมคมเหมือนจะบอกว่าเยี่ยนซีทำผิดในทุกก้าวย่าง

หานจวินหลงขมวดคิ้วมองทั้งสองสลับกัน หัวใจปั่นป่วนยิ่งนัก

เยี่ยนซียกยิ้มบาง ๆ ดวงตาเย็นเฉียบ

"ถ้าเจ้าห่วงนัก เช่นนั้นวันหน้าข้าจะให้เจ้าไปเป็นพ่อบ้านจวนแทนลุงฝูดีหรือไม่ อย่างน้อยก็คงจะได้จัดการทุกสิ่งตามใจเจ้า"

ซ่างกวนเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็รีบทำท่าทีเขินอายเกินจริง

"ฮูหยินพูดล้อเล่นอีกแล้ว น้องจะไปเปรียบกับท่านได้อย่างไรกันเล่า"

แต่เสียงหัวเราะของนางแผ่วเบา ราวกับต้องการขับไล่ความอับจนออกไป

บรรยากาศในห้องอึดอัดยิ่งกว่าเดิม หานจวินหลงเหมือนถูกดึงรั้งไว้คนละด้าน ขณะที่เยี่ยนซีเพียงจิบชาต่ออย่างเย็นชา ราวกับเห็นคนสองคนตรงหน้าคือเรื่องน่าขันและไร้ค่า

ชั่วครู่คนรับใช้ก็เข้ามารายงานว่ามีคนรอมาสมัครงานอยู่หน้าจวน นางจึงลุกขึ้นเดินเฉียดทั้งคู่ออกไปโดยไม่ใส่ใจอีก

"ท่านพี่ ดูสิเจ้าคะนางทำราวกับท่านไม่มีตัวตน"

ซ่างกวนเหยียนได้โอกาสเป่าหูหานจวินหลง เขาจับจ้องร่างบางที่กำลังก้าวเดินไกลออกไปขบกรามแน่นหันไปสั่งทหารคนสนิท

"จับตาดูคนรับใช้ใหม่ทุกคน รายงานข้าทุกวัน"

"ขอรับ"

ซ่างกวนเหยียนนึกขึ้นได้จึงทักท้วงขึ้น

"น้องก็ควรมีสิทธิ์รับคนเข้าจวนนะเจ้าคะ"

หานจวินหลงมองนางด้วยสายตาอ่อนลงในทันที

"ปล่อยให้นางวุ่นวายไปเถอะ เจ้าไปคอยฝนหมึกให้ข้าที่ห้องทำงานดีกว่า"

นางได้ยินดังนั้นก็โปรยยิ้มหวานคล้องแขนเขาเดินกลับไปยังห้องทำงานขณะที่ในใจของหานจวินหลงมีแต่ความรู้สึกที่ซับซ้อน

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • เพลิงแค้นใต้เงาบุปผา   ตอนจบ

    หลายเดือนผ่านไป เยี่ยนซีท้องแก่เต็มที่เริิ่มเดินไปไหนมาไหนลำบากขึ้น เซียวหยูคอยนวดขาและพยุงนางอย่างระมัดระวัง ขณะที่นางกำลังจะลุกขึ้นจากเตียงในเช้าวันหนึ่งพลันก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมา "เซียวหยู ข้า...ปวดท้อง..." ชั่วพริบตาเสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่น สลับกับเสียงคนดังขึ้นเพราะความตื่นตระหนกวิ่งไปแจ้งแก่หมอหลวงที่เตรียมพร้อมอยู่เรือนข้าง ๆ มาหลายวัน "เกิดอะไรขึ้น!" เสียงทุ้มเต็มไปด้วยความห่วงใยและตื่นตระหนกเมื่อเห็นคนวิ่งสวนกันไปมา หมอหลวงสามคนและบ่าวรับใช้จึงวิ่งตามกันมา "ท่านหมอ ฮูหยินปวดท้องอย่างรุนแรง เร็วเข้าเถิด" เซียวหยูตอบเสียงสั่น พร้อมทั้งคอยดูอาการของเยี่ยนซี "เตรียมห้องให้พร้อม ฮูหยินจะคลอดแล้ว" บ่าวไพร่วิ่งวุ่นเพียงครู่ก็เริ่มนิ่งสงบรอฟังข่าวสำคัญนอกห้องทำคลอด หมอหลวงตรวจร่างกายเยี่ยนซีอย่างรอบคอบ ขณะที่นางปวดท้องแทบขาดใจเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มหน้า เยี่ยนซีแม้จะเจ็บปวดจากการคลอดที่ใกล้เข้ามา แต่ความคิดของนางนึกถึงหานจวินหลง รู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัย ทั้งจวนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย เสียงบ่นเบา ๆ ของบ่าวไพร่วิ่งไปมา ประสานกับคำสั่งขอ

  • เพลิงแค้นใต้เงาบุปผา   การต่อสู้ครั้งสุดท้าย

    สามเดือนผ่านไป จวนแม่ทัพเงียบสงัดกว่าแต่ก่อนมากขึ้น ไม่มีเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะของหานจวินหลง เสียงลมพัดผ่านสวนเล็ก ๆ กลายเป็นเพื่อนสนทนาที่เยี่ยนซีได้แต่เอ่ยคำคิดถึงออกมาเบา ๆ ทุกเช้า เยี่ยนซีจะเดินไปที่ระเบียง มองทิวทัศน์เมืองไกล ๆ ปล่อยให้สายลมพัดปลิวผมสลวย เสียงหัวใจเต้นรัวราวกับได้ยินเสียงฝีเท้าเขากลับมา "ท่านจะเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้" นางกระซิบคนเดียว พลางลูบมือที่เคยสัมผัสมือเขา น้ำตาคลอเบ้า แต่ลมหายใจยังมั่นคง เยี่ยนซีใช้เวลาว่างจัดสวน ตัดแต่งดอกไม้ และดูแลบ่าวไพร่ให้เรียบร้อย ทุกสิ่งที่ทำราวกับเป็นการรอคอยให้เขากลับมา นางยังเขียนจดหมายด้วยลายมือสวยงาม ส่งผ่านทหารไปยังแม่ทัพ แต่ไม่เคยเขียนออกไปทั้งหมด เก็บบางส่วนเอาไว้เพราะความเขินอาย บางครั้ง นางก็ออกไปเดินเล่นตามถนนในเมือง ชมบ้านเรือนและบรรยากาศที่เขาเคยพาไป แต่ละก้าวเต็มไปด้วยความคิดถึงและเผยรอยยิ้มบางเบา นึกถึงวันที่ทั้งคู่ขี่ม้า เที่ยวทะเลสาบ หรือเดินชมเทศกาลโคมไฟ นางก็พลันหัวเราะออกมาเพียงลำพัง เซียวหยูมักจะคอยอยู่ใกล้ ๆ ให้ความช่วยเหลือ เตือนให้เยี่ยนซีพักผ่อนบ้าง แต่ทุกครั้งที่นางมองออกไปทางประตูห้อง รอยยิ้มก

  • เพลิงแค้นใต้เงาบุปผา   ห่างไกลแต่หัวใจใกล้กัน

    นานนับเดือนหลังจากที่หานจวินหลังและเยี่ยนซีค่อย ๆ ปรับความเข้าใจกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยานับวันเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น วันหนึ่ง ขณะที่เยี่ยนซียืนอยู่กลางห้องเล็กข้างห้องทำงานของหานจวินหลง นางจะใช้ห้องนี้รับรองแขกของจวนแม่ทัพยามหารือราชการสำคัญ ทันใด ใบหน้าของนางซีดเผือด มือกุมหน้าผาก รู้สึกวิงเวียน ม่านตาพร่าเลือนตัวเย็นเฉียบก่อนร่างเล็กจะทรุดลงกับพื้น เสียงตกใจดังขึ้นในทันที "ฮูหยิน ฮูหยิน!" เซียวหยูร้องเรียกด้วยความตื่นตระหนก รีบเข้ามาประคองร่างเยี่ยนซี แต่เหตุการณ์นั้นไม่ได้ล่าช้าไปเสียทีเดียว หานจวินหลงนั่งหลังโต๊ะทำงาน กำลังร่างรายงานการตรวจสอบเสบียงและกำลังพล อยู่ดี ๆ เสียงบ่าวร้องเรียกชื่อฮูหยินอย่างตื่นตระหนกทะลุเข้าหู เขาลุกพรวดจากเก้าอี้ มือใหญ่คว้าพู่กันไว้เพียงชั่วครู่แล้ววิ่งออกจากห้อง "เกิดอะไรขึ้น" พอเห็นร่างเล็กของนางที่ทรุดตัวลงกับพื้น เขารีบเข้าไปประคองทันที ร่างสูงยกนางขึ้นอุ้มอย่างเบามือแต่มั่นคง ใบหน้าคมเคลือบความกังวลอย่างห้ามใจไม่ได้ "เจ้าไม่สบาย ทำไมถึงไม่บอกข้า" เสียงเขาเรียบแต่สั่นเครือเล็กน้อย "ข้า…ข้าไม่ทันตั้งตัว" เยี่ยนซีพึมพำ เหงื่อ

  • เพลิงแค้นใต้เงาบุปผา   รักใคร่ปรองดอง

    ระยะนี้หานจวินหลงไม่ค่อยมีงานมากนัก ยามว่างเขามักจะอยู่กับเยี่ยนซี เกาะติดนางและให้นางนั่งอ่านตำราในห้องของเขา ขณะที่เขาทำงานของตนเองโดยไม่ให้ห่างสายตา เมื่อความใกล้ชิดเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ความระแวดระวัง ความแข็งกระด้างจึงค่อย ๆ ลดลง นางเริ่มให้ความไว้วางใจหานจวินหลงที่ดูแล้วเขาก็ไม่ได้แย่เหมือนที่เคยพบเจอก่อนหน้านี้ วันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่กำลังยืนชื่นชมดอกไม้ในสวน หานจวินหลงนึกถึงครั้งอดีต เขาทบทวนความทรงจำที่มีต่อนาง "ครั้งหนึ่งข้าเคยคิดว่าเจ้าเป็นองค์หญิงที่อ่อนแอ ควรมีใครสักคนคอยปกป้อง" เยี่ยนซีนิ่งฟังนึกย้อนความทรงจำเก่า ๆ ที่นางและเขาเคยพบกัน "แต่เมื่อได้อยู่ด้วยกัน เจ้าทั้งเข้มแข็งและแกร่งเกินสตรีที่ข้าเคยพบ แม้แต่อวี้ซินที่เป็นลูกหลานตระกูลนักรบยังเทียบเจ้าไม่ได้สักครึ่ง" เยี่ยนซีแค่นยิ้มออกมา "ท่านชมหรือหลอกด่าข้ากันแน่" เขาอมยิ้มพลางก้มหน้าลง "แน่นอนว่าข้าชื่นชมเจ้า เจ้าเก่งกาจจนสามารถตัดสินใจเรื่องใหญ่ในจวนแทนข้าได้" แม้ความอ่อนหวานจะเป็นคุณสมบัติของกุลสตรี แต่ในสายตาเขาเยี่ยนซีก็ไม่ได้หลุดจากกรอบที่เหล่าสตรีถูกวางเอาไว้ "แต่ข้าก็แข็งกระด้าง หยาบคายโดยเฉพาะกับท่านไม่

  • เพลิงแค้นใต้เงาบุปผา   ความเปลี่ยนแปลง

    หานจวินหลงรับรู้ถึงความยินยอมเล็ก ๆ ของนาง จูบซ้ำช้า ๆ และลึกซึ้งขึ้น มือใหญ่ลูบเส้นผมที่เปียกเหงื่อ ความอ่อนโยนและปรารถนาปรากฏอย่างประณีตในทุกสัมผัส ทั้งสองจมอยู่ในความเงียบอันอบอุ่น ไม่มีคำพูดใดจำเป็น มีเพียงแรงสัมผัสและหัวใจที่เต้นสอดประสานกัน คืนนี้ทั้งสองหยุดเวลาระหว่างกันเอาไว้ เสียงลมพัดกระทบหน้าต่าง ดวงดาวส่องประกายเหนือหลังคาเหมือนเป็นพยาน ว่าความเข้าใจเริ่มบังเกิด แม้ร่องรอยแห่งอดีตยังคงอยู่ แต่ในใจทั้งคู่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความใกล้ชิดที่มิอาจลืมเลือน ลำแสงอ่อน ๆ ของรุ่งอรุณผ่านม่านผ้าขาวในเรือน เสียงลมพัดเบา ๆ ก้องในสวนเล็กภายนอก บรรยากาศสงบเงียบและชุ่มชื่นราวกับเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาจากความฝัน เยี่ยนซียังคงนอนพิงหมอน ผมสลวยร่วงราวเส้นไหมลงบนบ่า ใบหน้าซีดเล็กน้อยแต่ดูมีชีวิตชีวาขึ้น หลังคืนที่เต็มไปด้วยความใกล้ชิด นางยังคงรู้สึกหัวใจเต้นแปลก ๆ เมื่อคิดถึงมือใหญ่และริมฝีปากอบอุ่นของเขา ทันใด หานจวินหลงก็ปรากฏตัวที่ข้างเตียง ร่างสูงกำยำในชุดลำลองสีเข้ม ดวงตาคมส่องประกายระยับราวน้ำค้างยามรุ่งเช้า เขาโน้มตัวลงใกล้นาง ริมฝีปากกว้างคลี่ยิ้มอ่อนโยน "ตื่นแล้วหรือ เจ้าดู

  • เพลิงแค้นใต้เงาบุปผา   ข้าต้องการเจ้า

    ภายในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวกลับจวนเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงล้อไม้บดกับพื้นถนน ข้อมือเล็กของเยี่ยนซียังถูกมือใหญ่ของหานจวินหลงกุมไว้แน่นจนเจ็บ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อย นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะสะบัดเสียงออกมา "ท่านทำเช่นนี้ หมายความว่าข้าไร้สิทธิ์แม้แต่จะขอบคุณสหายผู้หนึ่งหรือ" หานจวินหลงตวัดสายตาคมกริบมองนาง แววตาเต็มไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่ปิดไม่มิด "ใช่ เจ้าคือฮูหยินแม่ทัพ นอกจากคนในจวนนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปผูกพันกับผู้ใดอีก โดยเฉพาะอี้เฟิง" เยี่ยนซีหัวเราะเย็นชาในลำคอ "คำว่าฮูหยินที่ท่านเอ่ยออกมา ช่างง่ายดายนัก ตอนแต่งเข้าจวนใหม่ ๆ ข้าเจ็บป่วยเดียวดาย ท่านเคยใส่ใจหรือไม่ แล้วตอนนี้กลับหวงห้ามไม่ให้แม้แต่จะมีสหาย ข้าว่าท่านช่างเห็นแก่ตัวนัก" "เห็นแก่ตัวงั้นหรือ" หานจวินหลงขบกรามแน่น เสียงทุ้มต่ำก้องสะท้อนทั่วรถม้า "ใช่ ข้าเห็นแก่ตัว เพราะเจ้าคือคนของข้า ข้าไม่ยอมให้บุรุษใดเข้าใกล้เจ้าแม้แต่คนเดียว" เสียงเขาหนักแน่นจนบ่าวที่นั่งควบคุมรถม้าด้านนอกยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน เยี่ยนซีชะงักไปชั่วขณะ ใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่ แต่ก็ยังพยายามรักษาสีหน้าเรียบเย็น "งั้นหรือ ท่านเ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status