Se connecterหานจวินหลงหันมาต่อว่านางที่ทำเกินกว่าเหตุ
"เจ้าทำรุนแรงเกินไป นางเป็นคนเก่าแก่รับใช้ในจวนมานาน จงรักภักดีทำหน้าที่ไม่เคยบกพร่อง แค่นางทำผิดครั้งเดียวเจ้าก็สั่งโบยแล้วไล่ออก บางทีนางอาจเพียงแค่ช่วยข้าประหยัดจริง ๆ ก็ได้" เยี่ยนซีเลิกคิ้วสูง ไม่อยากเชื่อว่านี่คือคำพูดของแม่ทัพใหญ่จอมวางแผนที่ชนะศึกมานับไม่ถ้วน นางเอ่ยขึ้นเสียงเย็นเฉียบ "ท่านเชื่ออย่างไรก็ช่างแต่ข้าคนที่ถูกกระทำมาตลอด ถือว่านี่คือความผิดร้ายแรง ดีแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่สั่งฆ่านางต่อหน้าท่าน" นางพูดตามความจริง แม่นางหลิ่วนอกจากไม่เคารพนาง เอาอาหารเหลือให้กิน แถมยังเคยเอาข้าวบูดมาให้นางและบังคับนางกินจนหมด "เจ้ามันอำมหิตไม่เคยเปลี่ยน" หานจวินหลงนิ่งอึ้ง จนปัญญากับความร้ายกาจของนาง ไร้คำพูดใดจะกล่าวออกมา "โทษของนางเหมาะสมกับความผิดแล้ว ในเมื่อหมดเรื่องแล้ว ท่านก็พาคนของท่านไปให้พ้นหน้าข้า รำคาญ" นางทำหน้ารำคาญอย่างชัดเจนทำให้หานจวินหลงและซ่างกวนเหยียนชะงักตั้งตัวไม่ทัน เมื่อไม่มีใครขยับนางจึงหันมาสั่งเซียวหยูที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลัง "เซียวหยู ปิดประตูเรือน" เซียวหยูรับคำสั่ง เดินก้มหน้าไปที่ประตูค่อย ๆ ปิดลงทีละบาน ทำให้หานจวินหลงและซ่างกวนเหยียนจำต้องเดินออกจากห้องของนาง หานจวินหลงสะบัดชายเสื้อเดินออกไปอย่างโมโหแยกตัวเข้าห้องทำงานกับทหารคนสนิทและปิดประตูมิดชิด ปล่อยให้ซ่างกวนเหยียนยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ด้านนอก ทุกคนจากไปหมดแล้วเยี่ยนซีหาได้สนใจความรู้สึกของคนเหล่านั้น ศัตรูของนางคือซ่างกวนเหยียน หานจวินหลงก็แค่คนที่ร่างเดิมรักมากจนยอมถวายชีวิตแต่เขากลับไม่เคยเห็นหัวนาง หากจะพูดตามเหตุผลนางไม่อยากเกี่ยวข้องกับบุรุษผู้นี้แม้แต่น้อย ทว่าในเมื่อเขาอยู่ข้างซ่างกวนเหยียนย่อมหมายถึงยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนางเช่นกัน เยี่ยนซีเชิดหน้าน้อย ๆ สายตาเย็นชาไร้ความหวั่นไหว "ก็ดี ข้าจะได้แก้แค้นรวบยอดให้ร่างนี้ทีเดียว ใครจะเป็นจะตายไม่เกี่ยวข้องกับข้า" เสียงพึมพำเต็มไปด้วยเคียดแค้นมันเป็นความแค้นที่ฝังลึกลงไปในจิตวิญญาณ ราวกับเป็นความปรารถนาที่แท้จริงของมู่หรงเยี่ยนซี "ฮูหยินหมายถึงใครหรือเจ้าคะ ร่างของใคร" เซียวหยูเอ่ยถามเสียงสั่น แม้จะพยายามเก็บงำความกลัว แต่หัวใจกลับเต้นโครมคราม เพราะตั้งแต่องค์หญิงฟื้นขึ้นมานางก็สัมผัสได้ชัดเจนว่าสตรีผู้ที่เคยอ่อนหวานได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง "อย่าสนใจเลยเซียวหยู เจ้าไปบอกพ่อบ้านฝูว่าวันพรุ่งนี้ยามเฉินให้ทุกคนมารวมตัวกันที่ลานหน้าจวน" แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลแต่เซียวหยูก็รีบรับคำอย่างนอบน้อมออกไปทำตามคำสั่งไม่กล้าซักถามชวนให้ขุ่นเคืองใจ รุ่งเช้า ผู้คนมารวมตัวกันตามคำสั่ง เยี่ยนซีจึงประกาศต่อหน้าทุกคน แจ้งว่าจวนแม่ทัพจำเป็นต้องลดจำนวนคนลง นางเลือกคนที่เคยมีเรื่องกับนางออกทั้งหมดท่ามกลางความมึนงงของคนในจวนและเปิดรับสมัครคนรับใช้ใหม่และลงมือคัดเลือกด้วยตัวเอง "ฮูหยินไล่คนออกจนเกือบหมด หากแม่ทัพรู้เรื่องนี้เข้าอาจเกิดปัญหาใหญ่ได้นะขอรับ" พ่อบ้านฝู ผู้อาวุโสที่สุดในจวนตัดสินใจเอ่ยขึ้นแทนคนรับใช้ที่เหลืออยู่ ความไม่มั่นคงทำให้พวกเขาต่างกระวนกระวาย เขาจึงใช้ชื่อหานจวินหลงขึ้นมาอ้างหวังว่าเยี่ยนซีจะเกรงใจและยอมใจอ่อน เยี่ยนซีหัวเราะแผ่ว มองเขาราวกับอ่านใจทะลุได้ถึงก้นบึ้ง "ลุงฝู ท่านไม่ต้องห่วง บอกคนที่เหลืออยู่ทำตามหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็เพียงพอ ข้าให้คนออกข้าก็ต้องหามาทดแทนให้แน่ ทุกคนยังทำหน้าที่เดิมของตน" "เอ่อ..." สายตานางเย็นชาแต่คมกริบ "ข้าเป็นฮูหยินจวนแม่ทัพย่อมจัดการได้ตามความเหมาะสม เรื่องนี้ไม่ต้องให้ท่านแม่ทัพลงมาจัดการเอง งานกองทัพก็หนักหนามากพอแล้ว" คำตอบนั้นทำเอาพ่อบ้านฝูพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้ารับอย่างจำยอม "เช่นนั้นก็สุดแล้วแต่ฮูหยิน" ก่อนถอยกลับไปบอกข่าวแก่คนรับใช้ที่รอฟังข่าวอย่างใจจดใจจ่อ เรื่องนี้รู้ไปถึงเรือนของซ่างกวนเหยียนราวพายุ ทำให้นางยิ่งแค้นเคืองเยี่ยนซีเท่าทวีคูณ "นี่นางกล้าไล่คนในจวนออกรวมถึงคนของข้าเช่นนั้นรึ บังอาจเกินไปแล้วข้าจะไปฟ้องท่านพี่" นางผลุนผลันออกจากเรือนมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของหานจวินหลงทันที "ท่านพี่จะยับยั้งองค์หญิงได้หรือไม่เจ้าคะ นางไล่คนของจวนแม่ทัพออกจนเกือบหมด และกำลังเปิดรับคนใหม่ เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็มีสิทธิ์รับคนรับใช้ใหม่ด้วยเช่นกันนะเจ้าคะ" หานจวินหลงได้ฟังแทบลมออกหู เรื่องเก่ายังไม่ทันซาเยี่ยนซีก็สร้างเรื่องใหม่อีกแล้วหรือ เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงหน้าประตูเรือน เยี่ยนซียกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะมา ประตูผลักออกแรงจนบานไม้สั่นสะท้าน หานจวินหลงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "เยี่ยนซี! เจ้าเห็นจวนแม่ทัพเป็นสนามเด็กเล่นหรืออย่างไร ถึงกล้าตัดสินใจไล่คนออกเกือบหมดเช่นนี้!" เยี่ยนซีวางถ้วยชาลงอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาคมกริบปรายมองเขาเพียงแวบเดียว "ข้าคือฮูหยินจวนแม่ทัพ ผู้คนในจวนนี้อยู่หรือไป ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินของข้า ท่านต่างหากที่เข้ามาก้าวก่ายหน้าที่ของข้า" หานจวินหลงกัดฟันกรอด เสียงของเขาสั่นด้วยความโกรธ "ก้าวก่าย เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่เจ้าขับไล่มีไม่น้อยที่ภักดีต่อจวนมาตลอด หากข่าวแพร่ออกไปเกรงว่าทั้งจวนจะไร้ความน่าเชื่อถือ!" เยี่ยนซีหัวเราะเย็นในลำคอ "ภักดีหรือ ภักดีต่อใคร ต่อข้าหรือซ่างกวนเหยียน?" ประโยคเดียวทำให้หานจวินหลงชะงัก หางตากระตุกอย่างควบคุมไม่อยู่ เยี่ยนซีเห็นดังนั้นยิ่งยิ้มเยาะ สายตานางเหมือนมีดที่คมเกินกว่าจะแตะต้องได้ "ท่านอย่าคิดว่าข้าโง่ ข้าเห็นสายตาของพวกเขามาตั้งแต่แรก คนพวกนั้นจงรักภักดีต่อคนอื่น มิใช่ต่อฮูหยินจวนแม่ทัพ แล้วเหตุใดข้าต้องเลี้ยงงูพิษไว้ข้างกาย" "เยี่ยนซี!" หานจวินหลงตวาดเสียงดังอย่างเหลืออด "เจ้ากำลังจะทำให้ทั้งจวนแตกแยกด้วยมือของเจ้าเอง" "แตกแยกหรือเจ้าคะ" เยี่ยนซีเอียงคอน้อย ๆ แววตาเย็นชาเอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว "หากจวนนี้มั่นคงเพียงเพราะสตรีคนหนึ่งกับบ่าวไพร่ไม่กี่ชีวิต เช่นนั้นมันก็เปราะบางเกินกว่าจะเรียกว่าจวนแม่ทัพแล้ว" คำพูดนั้นกรีดแทงเข้าไปในหัวใจหานจวินหลง เขาก้าวเข้าไปใกล้ สบตานางตรง ๆ "เจ้าเปลี่ยนไปมาก เยี่ยนซีที่ข้ารู้จัก ไม่เคยโหดร้ายเช่นนี้" นางหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะเย็นเยียบก้องสะท้อนไปทั้งห้อง "โหดร้ายอย่างนั้นหรือ ไม่หรอกนะ ข้าเพียงเรียนรู้ที่จะไม่ยอมให้ใครเหยียบย่ำอีกต่อไปก็เท่านั้น" สองสายตาประสานกัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างความโกรธและบางสิ่งที่ลึกกว่านั้น ส่วนสายตาของนางกลับสงบนิ่งดุจน้ำแข็งที่ไม่อาจละลายได้ บรรยากาศในห้องขึงตึง ราวกับพายุที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ เสียงถกเถียงยังไม่ทันจางหายประตูเรือนก็ถูกผลักออกอีกครั้ง ซ่างกวนเหยียนก้าวเข้ามาอย่างอ่อนช้อย รอยยิ้มละมุนบนใบหน้าตัดกับแววตาที่ซ่อนแววสะใจเอาไว้อย่างมิดชิด "ท่านพี่" เสียงเรียกอ่อนหวานจนชวนให้ขนลุก "ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่า ฮูหยินของเรามักใจร้อนเกินไป วันก่อนก็ลงโทษบ่าวเกินกว่าเหตุ มาวันนี้ยังไล่คนออกไปอีก น้องกลัวเหลือเกินว่าจวนแม่ทัพจะถูกคนทั้งเมืองหัวเราะเยาะ" นางก้าวเข้ามาคล้องแขนหานจวินหลงอย่างสนิทสนม สีหน้าทำเป็นกังวล แต่กลับปรายหางตามองเยี่ยนซีด้วยความเย้ยหยัน เยี่ยนซีนั่งลงจิบชาโดยไม่สนใจใคร นางวางถ้วยชาลงเกิดเสียงกระทบโต๊ะแววตานิ่งเฉยไร้รอยสะทกสะท้าน "เจ้านี่เก่งนักนะซ่างกวนเหยียน พูดพลิกไปพลิกมาได้จนเกือบเหมือนเป็นห่วงจวนนี้จริง ๆ" ซ่างกวนเหยียนยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ ราวกับไม่ถือสา "โอ๊ะ ฮูหยินอย่าพูดเช่นนั้นสิเจ้าคะ น้องเพียงห่วงความสงบสุขของทุกคน หากคนรับใช้ใหม่เข้ามาโดยไม่มีใครรับรอง เกรงว่าจะไว้ใจไม่ได้เท่าคนเก่าที่อยู่กับพวกเรามานาน" คำพูดอ่อนหวานราวน้ำผึ้ง แต่ทุกรอยยิ้มกลับแฝงไปด้วยหนามพิษแหลมคมเหมือนจะบอกว่าเยี่ยนซีทำผิดในทุกก้าวย่าง หานจวินหลงขมวดคิ้วมองทั้งสองสลับกัน หัวใจปั่นป่วนยิ่งนัก เยี่ยนซียกยิ้มบาง ๆ ดวงตาเย็นเฉียบ "ถ้าเจ้าห่วงนัก เช่นนั้นวันหน้าข้าจะให้เจ้าไปเป็นพ่อบ้านจวนแทนลุงฝูดีหรือไม่ อย่างน้อยก็คงจะได้จัดการทุกสิ่งตามใจเจ้า" ซ่างกวนเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็รีบทำท่าทีเขินอายเกินจริง "ฮูหยินพูดล้อเล่นอีกแล้ว น้องจะไปเปรียบกับท่านได้อย่างไรกันเล่า" แต่เสียงหัวเราะของนางแผ่วเบา ราวกับต้องการขับไล่ความอับจนออกไป บรรยากาศในห้องอึดอัดยิ่งกว่าเดิม หานจวินหลงเหมือนถูกดึงรั้งไว้คนละด้าน ขณะที่เยี่ยนซีเพียงจิบชาต่ออย่างเย็นชา ราวกับเห็นคนสองคนตรงหน้าคือเรื่องน่าขันและไร้ค่า ชั่วครู่คนรับใช้ก็เข้ามารายงานว่ามีคนรอมาสมัครงานอยู่หน้าจวน นางจึงลุกขึ้นเดินเฉียดทั้งคู่ออกไปโดยไม่ใส่ใจอีก "ท่านพี่ ดูสิเจ้าคะนางทำราวกับท่านไม่มีตัวตน" ซ่างกวนเหยียนได้โอกาสเป่าหูหานจวินหลง เขาจับจ้องร่างบางที่กำลังก้าวเดินไกลออกไปขบกรามแน่นหันไปสั่งทหารคนสนิท "จับตาดูคนรับใช้ใหม่ทุกคน รายงานข้าทุกวัน" "ขอรับ" ซ่างกวนเหยียนนึกขึ้นได้จึงทักท้วงขึ้น "น้องก็ควรมีสิทธิ์รับคนเข้าจวนนะเจ้าคะ" หานจวินหลงมองนางด้วยสายตาอ่อนลงในทันที "ปล่อยให้นางวุ่นวายไปเถอะ เจ้าไปคอยฝนหมึกให้ข้าที่ห้องทำงานดีกว่า" นางได้ยินดังนั้นก็โปรยยิ้มหวานคล้องแขนเขาเดินกลับไปยังห้องทำงานขณะที่ในใจของหานจวินหลงมีแต่ความรู้สึกที่ซับซ้อนหลายเดือนผ่านไป เยี่ยนซีท้องแก่เต็มที่เริิ่มเดินไปไหนมาไหนลำบากขึ้น เซียวหยูคอยนวดขาและพยุงนางอย่างระมัดระวัง ขณะที่นางกำลังจะลุกขึ้นจากเตียงในเช้าวันหนึ่งพลันก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมา "เซียวหยู ข้า...ปวดท้อง..." ชั่วพริบตาเสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่น สลับกับเสียงคนดังขึ้นเพราะความตื่นตระหนกวิ่งไปแจ้งแก่หมอหลวงที่เตรียมพร้อมอยู่เรือนข้าง ๆ มาหลายวัน "เกิดอะไรขึ้น!" เสียงทุ้มเต็มไปด้วยความห่วงใยและตื่นตระหนกเมื่อเห็นคนวิ่งสวนกันไปมา หมอหลวงสามคนและบ่าวรับใช้จึงวิ่งตามกันมา "ท่านหมอ ฮูหยินปวดท้องอย่างรุนแรง เร็วเข้าเถิด" เซียวหยูตอบเสียงสั่น พร้อมทั้งคอยดูอาการของเยี่ยนซี "เตรียมห้องให้พร้อม ฮูหยินจะคลอดแล้ว" บ่าวไพร่วิ่งวุ่นเพียงครู่ก็เริ่มนิ่งสงบรอฟังข่าวสำคัญนอกห้องทำคลอด หมอหลวงตรวจร่างกายเยี่ยนซีอย่างรอบคอบ ขณะที่นางปวดท้องแทบขาดใจเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มหน้า เยี่ยนซีแม้จะเจ็บปวดจากการคลอดที่ใกล้เข้ามา แต่ความคิดของนางนึกถึงหานจวินหลง รู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัย ทั้งจวนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย เสียงบ่นเบา ๆ ของบ่าวไพร่วิ่งไปมา ประสานกับคำสั่งขอ
สามเดือนผ่านไป จวนแม่ทัพเงียบสงัดกว่าแต่ก่อนมากขึ้น ไม่มีเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะของหานจวินหลง เสียงลมพัดผ่านสวนเล็ก ๆ กลายเป็นเพื่อนสนทนาที่เยี่ยนซีได้แต่เอ่ยคำคิดถึงออกมาเบา ๆ ทุกเช้า เยี่ยนซีจะเดินไปที่ระเบียง มองทิวทัศน์เมืองไกล ๆ ปล่อยให้สายลมพัดปลิวผมสลวย เสียงหัวใจเต้นรัวราวกับได้ยินเสียงฝีเท้าเขากลับมา "ท่านจะเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้" นางกระซิบคนเดียว พลางลูบมือที่เคยสัมผัสมือเขา น้ำตาคลอเบ้า แต่ลมหายใจยังมั่นคง เยี่ยนซีใช้เวลาว่างจัดสวน ตัดแต่งดอกไม้ และดูแลบ่าวไพร่ให้เรียบร้อย ทุกสิ่งที่ทำราวกับเป็นการรอคอยให้เขากลับมา นางยังเขียนจดหมายด้วยลายมือสวยงาม ส่งผ่านทหารไปยังแม่ทัพ แต่ไม่เคยเขียนออกไปทั้งหมด เก็บบางส่วนเอาไว้เพราะความเขินอาย บางครั้ง นางก็ออกไปเดินเล่นตามถนนในเมือง ชมบ้านเรือนและบรรยากาศที่เขาเคยพาไป แต่ละก้าวเต็มไปด้วยความคิดถึงและเผยรอยยิ้มบางเบา นึกถึงวันที่ทั้งคู่ขี่ม้า เที่ยวทะเลสาบ หรือเดินชมเทศกาลโคมไฟ นางก็พลันหัวเราะออกมาเพียงลำพัง เซียวหยูมักจะคอยอยู่ใกล้ ๆ ให้ความช่วยเหลือ เตือนให้เยี่ยนซีพักผ่อนบ้าง แต่ทุกครั้งที่นางมองออกไปทางประตูห้อง รอยยิ้มก
นานนับเดือนหลังจากที่หานจวินหลังและเยี่ยนซีค่อย ๆ ปรับความเข้าใจกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยานับวันเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น วันหนึ่ง ขณะที่เยี่ยนซียืนอยู่กลางห้องเล็กข้างห้องทำงานของหานจวินหลง นางจะใช้ห้องนี้รับรองแขกของจวนแม่ทัพยามหารือราชการสำคัญ ทันใด ใบหน้าของนางซีดเผือด มือกุมหน้าผาก รู้สึกวิงเวียน ม่านตาพร่าเลือนตัวเย็นเฉียบก่อนร่างเล็กจะทรุดลงกับพื้น เสียงตกใจดังขึ้นในทันที "ฮูหยิน ฮูหยิน!" เซียวหยูร้องเรียกด้วยความตื่นตระหนก รีบเข้ามาประคองร่างเยี่ยนซี แต่เหตุการณ์นั้นไม่ได้ล่าช้าไปเสียทีเดียว หานจวินหลงนั่งหลังโต๊ะทำงาน กำลังร่างรายงานการตรวจสอบเสบียงและกำลังพล อยู่ดี ๆ เสียงบ่าวร้องเรียกชื่อฮูหยินอย่างตื่นตระหนกทะลุเข้าหู เขาลุกพรวดจากเก้าอี้ มือใหญ่คว้าพู่กันไว้เพียงชั่วครู่แล้ววิ่งออกจากห้อง "เกิดอะไรขึ้น" พอเห็นร่างเล็กของนางที่ทรุดตัวลงกับพื้น เขารีบเข้าไปประคองทันที ร่างสูงยกนางขึ้นอุ้มอย่างเบามือแต่มั่นคง ใบหน้าคมเคลือบความกังวลอย่างห้ามใจไม่ได้ "เจ้าไม่สบาย ทำไมถึงไม่บอกข้า" เสียงเขาเรียบแต่สั่นเครือเล็กน้อย "ข้า…ข้าไม่ทันตั้งตัว" เยี่ยนซีพึมพำ เหงื่อ
ระยะนี้หานจวินหลงไม่ค่อยมีงานมากนัก ยามว่างเขามักจะอยู่กับเยี่ยนซี เกาะติดนางและให้นางนั่งอ่านตำราในห้องของเขา ขณะที่เขาทำงานของตนเองโดยไม่ให้ห่างสายตา เมื่อความใกล้ชิดเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ความระแวดระวัง ความแข็งกระด้างจึงค่อย ๆ ลดลง นางเริ่มให้ความไว้วางใจหานจวินหลงที่ดูแล้วเขาก็ไม่ได้แย่เหมือนที่เคยพบเจอก่อนหน้านี้ วันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่กำลังยืนชื่นชมดอกไม้ในสวน หานจวินหลงนึกถึงครั้งอดีต เขาทบทวนความทรงจำที่มีต่อนาง "ครั้งหนึ่งข้าเคยคิดว่าเจ้าเป็นองค์หญิงที่อ่อนแอ ควรมีใครสักคนคอยปกป้อง" เยี่ยนซีนิ่งฟังนึกย้อนความทรงจำเก่า ๆ ที่นางและเขาเคยพบกัน "แต่เมื่อได้อยู่ด้วยกัน เจ้าทั้งเข้มแข็งและแกร่งเกินสตรีที่ข้าเคยพบ แม้แต่อวี้ซินที่เป็นลูกหลานตระกูลนักรบยังเทียบเจ้าไม่ได้สักครึ่ง" เยี่ยนซีแค่นยิ้มออกมา "ท่านชมหรือหลอกด่าข้ากันแน่" เขาอมยิ้มพลางก้มหน้าลง "แน่นอนว่าข้าชื่นชมเจ้า เจ้าเก่งกาจจนสามารถตัดสินใจเรื่องใหญ่ในจวนแทนข้าได้" แม้ความอ่อนหวานจะเป็นคุณสมบัติของกุลสตรี แต่ในสายตาเขาเยี่ยนซีก็ไม่ได้หลุดจากกรอบที่เหล่าสตรีถูกวางเอาไว้ "แต่ข้าก็แข็งกระด้าง หยาบคายโดยเฉพาะกับท่านไม่
หานจวินหลงรับรู้ถึงความยินยอมเล็ก ๆ ของนาง จูบซ้ำช้า ๆ และลึกซึ้งขึ้น มือใหญ่ลูบเส้นผมที่เปียกเหงื่อ ความอ่อนโยนและปรารถนาปรากฏอย่างประณีตในทุกสัมผัส ทั้งสองจมอยู่ในความเงียบอันอบอุ่น ไม่มีคำพูดใดจำเป็น มีเพียงแรงสัมผัสและหัวใจที่เต้นสอดประสานกัน คืนนี้ทั้งสองหยุดเวลาระหว่างกันเอาไว้ เสียงลมพัดกระทบหน้าต่าง ดวงดาวส่องประกายเหนือหลังคาเหมือนเป็นพยาน ว่าความเข้าใจเริ่มบังเกิด แม้ร่องรอยแห่งอดีตยังคงอยู่ แต่ในใจทั้งคู่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความใกล้ชิดที่มิอาจลืมเลือน ลำแสงอ่อน ๆ ของรุ่งอรุณผ่านม่านผ้าขาวในเรือน เสียงลมพัดเบา ๆ ก้องในสวนเล็กภายนอก บรรยากาศสงบเงียบและชุ่มชื่นราวกับเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาจากความฝัน เยี่ยนซียังคงนอนพิงหมอน ผมสลวยร่วงราวเส้นไหมลงบนบ่า ใบหน้าซีดเล็กน้อยแต่ดูมีชีวิตชีวาขึ้น หลังคืนที่เต็มไปด้วยความใกล้ชิด นางยังคงรู้สึกหัวใจเต้นแปลก ๆ เมื่อคิดถึงมือใหญ่และริมฝีปากอบอุ่นของเขา ทันใด หานจวินหลงก็ปรากฏตัวที่ข้างเตียง ร่างสูงกำยำในชุดลำลองสีเข้ม ดวงตาคมส่องประกายระยับราวน้ำค้างยามรุ่งเช้า เขาโน้มตัวลงใกล้นาง ริมฝีปากกว้างคลี่ยิ้มอ่อนโยน "ตื่นแล้วหรือ เจ้าดู
ภายในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวกลับจวนเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงล้อไม้บดกับพื้นถนน ข้อมือเล็กของเยี่ยนซียังถูกมือใหญ่ของหานจวินหลงกุมไว้แน่นจนเจ็บ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อย นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะสะบัดเสียงออกมา "ท่านทำเช่นนี้ หมายความว่าข้าไร้สิทธิ์แม้แต่จะขอบคุณสหายผู้หนึ่งหรือ" หานจวินหลงตวัดสายตาคมกริบมองนาง แววตาเต็มไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่ปิดไม่มิด "ใช่ เจ้าคือฮูหยินแม่ทัพ นอกจากคนในจวนนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปผูกพันกับผู้ใดอีก โดยเฉพาะอี้เฟิง" เยี่ยนซีหัวเราะเย็นชาในลำคอ "คำว่าฮูหยินที่ท่านเอ่ยออกมา ช่างง่ายดายนัก ตอนแต่งเข้าจวนใหม่ ๆ ข้าเจ็บป่วยเดียวดาย ท่านเคยใส่ใจหรือไม่ แล้วตอนนี้กลับหวงห้ามไม่ให้แม้แต่จะมีสหาย ข้าว่าท่านช่างเห็นแก่ตัวนัก" "เห็นแก่ตัวงั้นหรือ" หานจวินหลงขบกรามแน่น เสียงทุ้มต่ำก้องสะท้อนทั่วรถม้า "ใช่ ข้าเห็นแก่ตัว เพราะเจ้าคือคนของข้า ข้าไม่ยอมให้บุรุษใดเข้าใกล้เจ้าแม้แต่คนเดียว" เสียงเขาหนักแน่นจนบ่าวที่นั่งควบคุมรถม้าด้านนอกยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน เยี่ยนซีชะงักไปชั่วขณะ ใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่ แต่ก็ยังพยายามรักษาสีหน้าเรียบเย็น "งั้นหรือ ท่านเ







