ตัวแม่นมจิน ครั้งหนึ่งนางเคยถูกอู๋ซื่อช่วยชีวิตไว้ ชีวิตของนางจึงต้องยกให้อู๋ซื่อ ไม่ว่าเรื่องเลวร้ายที่ผ่านมาหนักหนาเพียงใด นางก็ล้วนแต่ทำตามอย่างไม่มีข้อแม้
“ขะ ข้า ผิดอันใด” ซีเยว่เอ่ยถามออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา
“คุณหนูผิดที่เกิดมาเป็นเพียงบุตรอนุ หากภพหน้ามีจริง คุณหนูท่านเกิดมาเป็นบุตรภรรยาเอกเถิดเจ้าค่ะ” แม่นมจินทรุดตัวคุกเข่าลงร้องไห้อยู่ข้างกายซีเยว่
ไม่มี ภพหน้าไม่มีจริง ข้าผิดที่เป็นบุตรอนุเพียงเท่านี้เลยรึ
ซีเยว่ดวงตาเบิกโพลง นางสิ้นลมหายใจ ไปด้วยความคับแค้นที่มีอยู่เต็มอก ทั้งคำถามที่นางผิดหรือที่เกิดมาเป็นบุตรอนุ
แสงไฟด้านนอกที่พากันรีบร้อนเดินมาทางห้องเก็บฟืน เห็นเพียงประตูห้องที่เปิดออก ด้านในมีร่างของสตรีสองร่างที่นอนสิ้นลมหายใจจากไปแล้ว
นายท่านเว่ยทรุดตัวลงกับพื้น มองบุตรสาวของตนที่ตายตาไม่หลับอย่างปวดใจ
“อาเหยา ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่อาจทำตามที่พูดกับเจ้าไว้ได้” เขาเอ่ยออกมาด้วยเสียงสะอื้นไห้
อู๋ซื่อแม้จะลอบใช้ผ้าเช็ดหน้ายกขึ้นมาซับน้ำตา แต่มุมปากที่ยกขึ้นของนาง ก็ทำให้กู้หยางเห็นได้อย่างชัดเจน
หลิวชิงใบหน้าซีดขาวเกือบจะเป็นลม จนสาวใช้ต้องประคองนางไว้ในอ้อมแขน ยิ่งดวงตาที่ไม่อาจปิดได้ของซีเยว่ที่จ้องมองมาทางนาง ก็ทำให้นางหวาดกลัวเสียจนแทบสิ้นสติ
เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ ซีเยว่นางไม่มีทางได้รับรู้อีกแล้ว
ซีเยว่มองหนังสือนิยายในมือที่เพิ่งอ่านไปได้เพียงแค่ครึ่งเล่ม ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทำให้นางโยนทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ไยดี
พร้อมทั้งลุกขึ้นเดินไปหาน้ำดื่มเพื่อดับกระหาย อารมณ์ของนางในยามนี้ไม่ปกตินัก อาจจะเป็นเพราะเนื้อเรื่องของนิยายที่ได้อ่านมา มันคือตัวนางอย่างไม่ต้องสงสัย
นิยายเรื่อง เส้นทางขุนนางอันดับหนึ่ง ที่เล่าเรื่องราวของ มู่เสวี่ย ขุนนางที่สร้างหน้าประวัติศาสตร์ เปลี่ยนแปลงระบบการเมืองร่วมกับองค์ชายสาม ที่ต่อไปจะได้ขึ้นนั่งบัลลังก์
นางเห็นว่าน่าสนใจไม่น้อย อีกทั้งสหายของนางต่างก็ชื่นชอบในเรื่องราวแย่งชิงบัลลังก์ จึงได้บอกให้นางไปซื้อมาอ่าน
ในตอนแรกซีเยว่ก็แปลกใจไม่น้อยที่ตัวเอกมีชื่อคล้ายกับคนรู้จักในภพก่อนของนาง แต่เมื่อเนื้อเรื่องในช่วงแรกที่พูดถึงเรื่องราวความรักที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคไม่น้อยของมู่เสวี่ยและเว่ยหลิวชิง
ก็ยิ่งทำให้นางที่อ่านอยู่ถึงกับต้องขมวดคิ้ว นางเอกของเรื่องมีน้องสาวที่เป็นบุตรของลูกอนุ ชื่อว่า เว่ยซีเยว่ ไหนจะเรื่องคู่หมั้นที่โผล่ขึ้นมาของนางคือ กู้หยาง จนถึงเรื่องที่น้องสาวแย่งคู่หมั้นของนางไปได้สำเร็จ นางจึงได้แต่งให้กับมู่เสวี่ย เป็นท่านหญิงที่มีแต่คนอิจฉา
“บ้า ไปแล้ว!!!” ซีเยว่วางแก้วน้ำเสียงดังอย่างหงุดหงิด
ตัวนางในยามนี้แม้จะเกิดในภพใหม่ที่ทุกสิ่งอย่างล้วนแต่เจริญรุ่งเรือง แต่ความทรงจำเดิมที่ติดตัวมาด้วย ทำให้นางใช้ชีวิตอย่างพึงระวังมากขึ้น
นางไม่เคยเชื่อใจและไว้ใจใครอีกเลย แต่ครอบครัวที่นางมาเกิดด้วยต่างก็มอบความรักให้นางจนแทบจะเรียกได้ว่า ชดเชยสิ่งที่นางขาดไปในภพก่อนได้เป็นอย่างดี
นางที่ติดนิสัยขี้โวยวายมาตั้งแต่ภพก่อน ก็เปลี่ยนแปลงเพื่อจะได้เป็นที่รักของคนในครอบครัว
ตอนนี้นางเข้ามาศึกษาอยู่ในกรุงปักกิ่ง ด้านการตลาด แต่นางก็ยังชื่นชอบเรื่องศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ในยุคโบราณ อีกอย่างก็คงเป็นนิยาย ย้อนยุคทะลุมิติที่นางชื่นชอบเป็นพิเศษ
อาจจะเพราะนางมีความทรงจำเดิมติดตัวมาด้วย จึงทำให้อดคิดไม่ได้ว่าหากนางได้ย้อนกลับไปแก้ไขอดีตจะดีมากเพียงใด นางจะไม่เชื่อในคำของแม่นมจินและนางอู๋ซื่อที่คอยสอนนางในทางที่ผิดอีกแล้ว
แต่มาวันนี้ นางเพิ่งจะได้รู้ว่าเรื่องราวของนางเป็นเพียงเรื่องนิยายที่ถูกนักเขียน ขีดเส้นชีวิตผ่านนิ้วมือของพวกเขา
“...” ซีเยว่เหมือนจะนึกเรื่องอะไรออก นางรีบเดินไปที่ถังขยะที่เพิ่งจะโยนหนังสือทิ้งทันที
นางดูว่านักเขียนชื่อว่าอะไร ก่อนจะค้นหาข้อมูลของเขาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นรายชื่อที่ต้องการ นางก็ทักไปหาเขาทันที
[คุณเป็นคนที่เขียนนิยายเรื่อง เส้นทางขุนนางอันดับหนึ่ง ใช่ไหมคะ]
ซีเยว่กัดนิ้วหัวแม่มืออย่างรอคอย นางไม่รู้ว่าคนที่นางทักหาจะใช่ตัวจริงหรือไม่
“อาเยว่ ลงมากินข้าวได้แล้วลูก” เสียงของคุณแม่ที่ร้องเรียกอยู่ชั้นล่างของตัวบ้าน
“ค่ะแม่ หนูจะรีบไป” นางมองที่หน้าจอคอมอีกครั้ง ก่อนจะปิดหน้าจอลง แล้วลงไปกินข้าวด้านล่าง
ตอนที่นางกลับขึ้นมาบนห้องอีกครั้ง ข้อความที่ส่งไปก่อนหน้านี้ก็ได้รับการตอบรับกลับมา
[ใช่ค่ะ ฉันเอง คุณมีข้อสงสัยตรงไหนไหม]
[นิยายเรื่องนี้ คุณคิดขึ้นมาเอง หรือว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากที่ไหนคะ]
[เพราะอะไร คุณถึงมาถามฉันแบบนี้]
[ก็เนื้อเรื่องมันเหมือนเรื่องของฉันในภพก่อน คุณจะให้คำตอบฉันยังไง] ซีเยว่หัวเสียไม่น้อย นางจริงได้บอกความจริงเจ้าของนิยายไปแบบนั้น
[อืม...คุณคือหลิวชิงหรือซีเยว่ละ]
[ซีเยว่ ทำไม หรือว่าหลิวชิงก็มาเกิดใหม่ด้วยเหรอ] เรื่องนี้ทำให้ซีเยว่ตกใจไม่น้อย
[ไม่หรอก เพียงแต่ในนิยายมีตัวเอกที่เป็นผู้หญิงสองคน โอ้...ไม่คิดว่าตัวละครของฉันจะมีชีวิตจริง] เธอเล่นไปตามซีเยว่ด้วย
[ฉันต้องโดนกล่าวหาความผิดทั้ง ๆ ที่ฉันไม่ได้ทำ คุณจะรับผิดชอบอย่างไร]
แต่ซีเยว่ก็รู้สึกหัวเสียไม่น้อย ที่ต้องถูกเขียนให้ชะตาชีวิตในภพก่อนเลวร้ายมากถึงเพียงนี้ นางต้องกลายเป็นสตรีร้ายกาจ ที่ไม่มีสหายอยากจะคบหา
ทั้งจุดจบที่โหดร้าย ที่ต้องถูกวางยาพิษจากคนที่เลี้ยงดูนางมา และเป็นคนที่นางไว้ใจมากที่สุด ความทรงจำเลวร้ายยังตามหลอกหลอนนางอยู่หลายปี จนเมื่อนางอายุได้สิบขวบถึงได้เลิกฝันร้าย ถึงเรื่องราวตอนที่นางตายลง
[อยากกลับไปแก้ไขเหรอ เรื่องนี้ฉันช่วยไม่ได้ จะให้เขียนใหม่ก็ไม่ได้ นิยายฉันตีพิมพ์มาได้หลายปีแล้ว ขอโทษด้วย]
บทสนทนาถูกตัดไปดื้อๆ ด้วยนักเขียนก็ไม่ได้เชื่อซีเยว่เต็มร้อย ว่าสิ่งที่นางพูดเป็นเรื่องจริง
เพราะมีนักอ่านหลายคนที่เอาชีวิตของตนเองเข้าไปอยู่ในโลกของนิยาย จนแยกไม่ออกว่าไหนเรื่องจริง หรือเรื่องที่คนอื่นแต่งขึ้น
“เฮ้ยยยย ง่ายแบบนี้เลยเหรอ แต่ก็จริง ฉันจะกลับไปแก้ไขอะไรได้” ซีเยว่ปิดคอมด้วยความหงุดหงิด นางเดินมาล้มตัวลงนอนที่เตียงอย่างครุ่นคิด
“หากเขาเชื่อฉันก็บ้าแล้ว” ซีเยว่สลัดเรื่องในภพเก่าทิ้ง นางลุกไปอาบน้ำ เพื่อเตรียมตัวเข้านอน
อยากกลับหรือไม่ ข้าช่วยเจ้าได้ หากเจ้าอยากกลับไป
เสียงที่เข้ามาในหัวยามที่ซีเยว่กำลังหลับฝัน ทำให้นางหงุดหงิดไม่น้อย แต่เสียงของสตรีที่ได้ยินก็ไม่ได้จางหายเสียที
จนนางต้องลุกขึ้นมาเปิดไฟหัวเตียงเพื่อดูว่า คนที่กำลังพูดอยู่เป็นใครกันแน่
“คะ คุณ เป็นใคร” นางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นหญิงชราตรงปลายเตียงที่อยู่ในชุดโบราณสีขาวงาช้าง กำลังยิ้มมองมาที่นางอยู่
“ข้ารึ เทพแห่งการเวียนว่าย” นางเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่ดังก้องอยู่ในหูของซีเยว่
เว่ยหมิงได้แต่ถอนหายใจออกมา ก่อนจะผายมือให้ซีเยว่นางกลับมานั่งเช่นเดิม“ข้ามีเรื่องจะแจ้งให้ทุกคนรู้”เว่ยหมิงเอ่ยเล่าเรื่องราวที่ระหว่างสองตระกูลได้ทำสัญญาร่วมกัน และการมาเยือนของกู้หยางครั้งนี้ ก็เพื่อจะหาบุตรสาวตระกูลเว่ยแต่งเข้าจวนตระกูลกู้ซีเยว่ใบหน้าของนางเรียบเฉยมิได้แสดงท่าทีตกใจอันใด ในเมื่อนางรู้อยู่แล้วในเรื่องเหตุผลที่เขามาเยือนครั้งนี้บุตรสาวของเว่ยหมิงคนอื่น พร้อมออกเรือนต่างก็มองมาทางกู้หยางอย่างคาดหวัง ด้วยคิดว่าเขาจะรับพวกนางสักคนเข้าตระกูล“คุณชายกู้ ท่านประสงค์ต้องการแต่งผู้ใดเข้าจวนรึ” อู๋ซื่อเอ่ยถามออกมา พร้อมทั้งปรายตามองไปที่ซีเยว่วูบหนึ่ง“ข้ามาใคร่ครวญดูแล้ว หากจะให้เหมาะสมก็ควรจะต้องแต่งคุณหนูใหญ่เว่ยขอรับ” เขาอมยิ้มมองมาทางซีเยว่วูบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองนางอู๋ซื่อ“ไม่ได้!!! ตอนแรกท่านมิได้เอ่ยออกมาเช่นนี้ ท่านต้องการแต่งอาเยว่มิใช่รึ” นางอู๋ซื่อลุกขึ้นกรีดร้องออกมาอย่างเสียภาพลักษณ์ของนางหลิวชิงเบิกตากว้างมองเขาด้วยใบหน้าซีดขาว ซีเยว่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ หากนางได้ยินไม่ผิดตอนแรกเขาเอ่ยว่าต้องการแต่งกับนางเช่นนั้นรึเว่ยหมิงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชั
นางจะไม่ยินดีได้อย่างไร ในเมื่อกู้หยางอยู่ถึงเมืองเจียงซานทางตอนใต้ของแคว้น ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงหลายพันหลี้ (1หลี้=500เมตร) หากซีเยว่นางแต่งออกไปก็ไม่ต้องสนใจว่านางจะเป็นเช่นไร ทั้งยังไม่ต้องมีนางให้อยู่รกหูรกตาอีกด้วย“ไม่ได้ เจ้าเลือกคนอื่นเถิด” อู๋ซื่อหันมามองหน้าสามีของนางอย่างไม่เข้าใจ กู้หยางก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจเช่นกัน“เพราะอันใดขอรับ”“นางเป็นเพียงบุตรอนุ ให้แต่งกับเจ้าที่เป็นบุตรฮูหยินเอกของท่านนายอำเภอเห็นทีจะไม่เหมาะสม” คำกล่าวอ้างของเว่ยหมิงฟังขึ้นไม่น้อย หากมองกันตามฐานะก็เห็นว่าจะจริง“ท่านพี่ ก็ให้อาเยว่นางแต่งเข้าไปเป็นอนุของคุณชายกู้ก็ได้เจ้าค่ะ”เว่ยหมิงมองเตือนนางอู๋ซื่ออย่างดุดัน หากไม่เห็นแก่หน้านางที่เป็นถึงฮูหยินเอก เขาจะเอ่ยไล่นางออกจากห้องโถงกลับเรือนของนางไปเสีย“มิได้ ข้าจะให้นางแต่งกับขุนนางให้ปกครองของข้า แม้จะมีตำแหน่งเล็กๆ แต่นางจะแต่งเข้าไปเป็นฮูหยินเพียงหนึ่งเดียว” เขาไม่ต้องการให้บุตรสาวไปเป็นอนุของผู้ใด“เรื่องนี้ไม่ยากขอรับ เพราะข้าน้อยก็ไม่คิดจะให้นางแต่งเป็นอนุตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” กู้หยางมองเว่ยหมิงอย่างจริงจัง“เจ้าเดินทางมาเหนื่อยๆ เรื่อ
บิดาของนางที่เป็นรองกรมกลาโหม อาหารที่อยู่ในมิติของนาง ล้วนแต่สามารถนำไปเป็นเสบียงของกองทัพได้“ขอบใจเจ้ามาก ไว้พ่อต้องการสิ่งใด จะบอกกล่าวเจ้าอย่างแน่นอน” เว่ยหมิงก็เห็นด้วยกับนาง เมื่อเขาเห็นกองข้าวสาร ของแห้งที่มีไม่น้อย ยังอดนึกไม่ได้ว่าหากส่งมอบให้พวกทหารจะดีเพียงใดทหารที่ชายแดนทั้งสี่ทิศ ล้วนแต่มีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ผลผลิตที่ปลูกในพื้นที่เสบียงของหลวง ก็มิได้จะอุดมสมบูรณ์เท่าใด หากปีไหนผลผลิตไม่ดี พวกทหารย่อมต้องอดมื้อกินมื้ออย่างเลี่ยงไม่ได้“อาเยว่ เรื่องนี้เจ้าห้ามบอกผู้ใดเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” เขามองใบหน้าของบุตรสาวอย่างเคร่งเครียดหากคนอื่นรู้เรื่องของสิ่งที่นางมีอยู่ ไม่รู้ว่าจะเกิดความวุ่นวายมากเพียงใด“เจ้าค่ะ ลูกก็ไม่คิดจะบอกผู้ใดอยู่แล้ว” แม้แต่บิดาของนาง นางก็ไม่คิดจะบอก หากเขาไม่มาเห็นนางโผล่ออกมาจากมิติ นางก็คงจะเก็บเป็นความลับไว้กับตัว“เอาเถิด เรื่องอื่นไว้คุยกันภายหลัง ตอนนี้ออกไปด้านนอกกันก่อน” เขาเห็นว่าเข้ามาหลายชั่วยามแล้ว คนในจวนจะสงสัยเอาได้แต่เมื่อสองพ่อลูกออกมาด้านนอก จึงได้รู้จากปากของแม่นมชุย ว่าทั้งสองอยู่ภายในห้องด้วยกันเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้นสอ
ด้วยรู้ว่าหากเขาเค้นถามสาวใช้ต่อ เรื่องที่นางใช้ให้ซีเยว่ออกไปซื้อของให้หลิวชิงจะต้องถูกเปิดโปงอย่างแน่ เขายังเห็นแก่หน้านางที่เป็นฮูหยินเอกอยู่ ที่เขาลงมือในวันนี้ ก็เพื่อเตือนนางไม่ได้รังแกซีเยว่เช่นที่ผ่านมาอีกแล้ว“เรื่องนี้ น้องจะจัดการให้ท่านพี่เองเจ้าค่ะ อย่าได้ทำให้ตนเองเหน็ดเหนื่อยเพิ่มเลย” อู๋ซื่อรู้ได้จากแววตาของเขา ว่าเขากำลังเตือนนางอยู่ ทั้งยังมอบทางลงให้นางอีกด้วย“ดี ข้าจะรอฟังการจัดการของเจ้า”เว่ยหมิงเขยิบเข้าไปใกล้อู๋ซื่อแล้วกระซิบบอกนางด้วยเสียงอันเบา “เงินรายเดือนของซีเยว่ เจ้าก็นำกลับคืนมาจากสาวใช้ของนางให้ครบ ทั้งเรื่องข้าวของตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่นางควรได้ก็จัดการให้นางเสีย”อู๋ซื่อสะท้านออกมาด้วยความตกใจ แม้แต่เรื่องนี้เขาก็รู้ แล้วเรื่องที่ผ่านมาที่นางสั่งให้แม่นมสั่งสอนซีเยว่จนเสียนิสัย เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร“จะ เจ้าค่ะ” นางก้มหน้าลง เพื่อไม่ให้เขาเห็นใบหน้าที่ซีดขาวของนางแววตาที่เกิดจากความไม่ยินยอมของอู๋ซื่อมองตามแผ่นหลังของสามีที่เดินจากไปอย่างโกรธแค้น นางได้แต่สาบานในใจว่านางจะต้องหาทางเอาคืนเรื่องในวันนี้ที่ทำให้นางเสียหน้าต่อหน้าสาวใช้อย่างแน่นอนเว่ย
“คุณหนูรองเป็นเพียงบุตรอนุ จะมีน้ำตาลก้อนเหลือเฟือได้อย่างไรเจ้าค่ะ ไว้ครั้งหน้าข้าจะขอฮูหยินนางให้ก็แล้วกัน” นางมักจะถูกแม่นมจินเอ่ยเช่นนี้จนนางคิดว่า นางถูกบิดาเพิกเฉยไม่ใส่ใจ ด้วยเพียงแค่ตัวนางเป็นบุตรของอนุ“เป็นหน้าที่ของบ่าวที่ต้องดูแลคุณหนูให้ดี คราวหลังอย่าได้ขอบใจบ่าวอีกนะเจ้าคะ” แม่นมชุยประคองซีเยว่ให้ลงนอน ก่อนจะห่มผ้าให้นางอย่างใส่ใจ“แม่นม ท่านไปพักเถิด” ซีเยว่เอ่ยบอก เมื่อเห็นว่าแม่นมชุยกำลังปูผ้าที่ข้างเตียงของนาง เพื่อนอนเฝ้า“บ่าวจะนอนเฝ้าคุณหนูเจ้าค่ะ เผื่อตกดึกมีไข้สูง บ่าวจะได้รู้ได้ทันที”“อืม...” ซีเยว่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลงตอนนี้ภายในเรือนของนางมีบ่าวเข้ามาทำงานอยู่ครบตามเดิมแล้ว แม่นมชุยก็จัดการได้อย่างดี พอได้คนครบก็ไปแจ้งเว่ยหมิงให้รับทราบ โดยไม่ผ่านอู๋ซื่อเลยต่อให้อู๋ซื่อจะไม่พอใจ ก็ไม่อาจจะเอ่ยสิ่งใดได้ ในเมื่อเว่ยหมิงเห็นดีเห็นงามด้วยกับเรื่องนี้“ไม่รู้ว่าท่านพี่เกิดใส่ใจนังเด็กบ้านั้นขึ้นมาได้อย่างไร” นางเอ่ยออกมาอย่างมีโทสะ กับแม่นมจิน“คงเห็นว่าคุณหนูรองนางไม่สบาย คงทำเพื่อเอาใจนาง แต่หากนางหายดีเมื่อใด นายท่านก็คงละเลยเช่นเดิมเจ้าค่ะ” แม่น
อู๋ซื่อเดินตามเว่ยหมิงกลับไปที่เรือนหลัก ทั้งสองมิได้เอ่ยพูดสิ่งใดต่อกัน จนเว่ยหมิงแยกตัวไปที่ห้องตำรา อู๋ซื่อที่พาตัวแม่นมจินกลับมาก็รีบกลับไปที่ห้องของนาง“เพ้ย!!! เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร แล้วนังเด็กบ้านั้นถูกผีเข้าสิงหรืออย่างไร ถึงได้เปลี่ยนไปมากเพียงนี้” อู๋ซื่อยกแจกันขึ้นสูง นางอยากจะปาเสียให้แตกให้หมด แต่ก็ถูกแม่นมจินเข้ามาแย่งไปเก็บเข้าที่ไว้เสียก่อน“ใจเย็นเจ้าค่ะ คุณหนูรองเพิ่งฟื้นจากพิษไข้ นางคงน้อยใจตามประสาเด็กเท่านั้น บ่าวว่ารอนางให้หายดีเสียก่อน ค่อยหว่านล้อมนางเรื่องเปลี่ยนตัวสาวใช้อีกครั้งก็ยังไม่สาย” แม่นมจินก็แปลกใจไม่น้อย ที่ซีเยว่นางเปลี่ยนไปมากตอนที่นางอยู่รับใช้ซีเยว่ ก็แทบเรียกได้ว่าเป็นเจ้านายอีกคนหนึ่ง นางก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ในเมื่อทำอันใดไม่ได้ ก็คงได้แต่รอเวลา เพื่อหาวิธีทำให้ซีเยว่นางเปลี่ยนใจ“เหอะ ข้าอยากจะรู้ว่ามันจะเก่งสักเพียงใด” นางทิ้งตัวนั่งลงอย่างหัวเสีย ยิ่งนึกถึงใบหน้าของซีเยว่ที่เหมือนกับมารดาของนางไม่มีผิด กำลังออดอ้อนเว่ยหมิงอยู่ อู๋ซื่อก็แทบอยากจะออกไปฆ่านางเสียให้รู้แล้วรู้รอด“จริงเจ้าค่ะ ฮูหยินสงบใจก่อน ยังมีเรื่องข