LOGINChapter 1: ยังไงก็เพื่อนกัน (มัน) ดีอยู่แล้ว
ฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนที่ห้องสว่างจากแสงแดดที่ส่องผ้าม่านหน้าต่างระเบียงห้อง ตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นใบหน้าตัวเองเกยอยู่บนอกเปลือยที่รอยสักรูปสิงโต
ฉันรีบผละออกจากอกนั้นจนเกือบตกโซฟาเบด พอดีกับไอ้เจ้าของอกมันปรือตาขึ้นมอง คงเห็นสีหน้าตกใจของฉัน มันเลยพึมพำ
“อะไรของมึง ทำแบบนี้มันจะยิ่งดูไม่ปกตินะโว้ย” มันพูดแค่นั้นแล้วก็หันหลังให้เหมือนเคือง แล้วมันก็หลับต่อหรือเปล่าไม่รู้ เพราะฉันเดินเหม่อๆ เข้าห้องนอนไป พร้อมกับคิดถึงคำพูดของไอ้ตรีเมื่อครู่
ก็จริงของมัน ยิ่งฉันทำตัวเหมือนระแวง หรือเงอะงะกับการที่ได้ใกล้ชิดกัน มันยิ่งไม่ปกติ และยิ่งทำให้เกิดรอยแยกระหว่างความเป็นเพื่อน ที่เราพูดกันเมื่อวานว่าจะลืมเรื่องนั้นไป
ฉันเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัว แล้วออกไปหาซื้อของกิน ปกติจะซื้ออาหารสดมาทำอะไรกินง่ายๆ ประหยัดด้วย แต่พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวกันแล้ว ฉันไม่อยากให้มีอะไรค้างในตู้เย็น เลยซื้ออาหารสำเร็จมากิน ทั้งข้าวแกง อาหารตามสั่ง ขนมขบเคี้ยว และผลไม้เพียงพอที่จะกินทั้งวันสำหรับสองคน
ฉันเข้ามาในห้องพร้อมของกินเต็มมือ ไอ้ตรีเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าเช็ดตัวพันท่อนล่าง
ก็ว่าจะไม่ทำตัวผิดปกติ แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ รู้สึกหน้าร้อนวูบวาบแปลกๆ ตอนเห็นแผงอก กล้ามแขนและซิกแพ็กของมัน
“ขืนมึงมองสำรวจกูอีกวินาทีเดียว กูจะปล้ำมึงนะ” มันพูดทำเสียงกวนๆ
“ถ้ามึงอยากกินตีนเป็นมื้อแรกก็เข้ามาเหอะ” ฉันทำปากดีใส่มัน เพราะรู้ว่ามันไม่กล้าหรอก เพราะคืนนั้นที่เกิดขึ้นเพราะฉันขาดสติปล้ำมันด้วยซ้ำ
“งั้นมึงก็เลิกมอง เดี๋ยวกูหวั่นไหว”
“หวั่นไหวพ่องมึงสิ และมึงก็หัดแต่งตัวให้เรียบร้อยมั่งเหอะ ถึงเราจะเป็นเพื่อนกัน มึงก็หัดเกรงใจในความเป็นผู้หญิงกูมั่ง”
“ผู้...หญิง...” มันทวนคำช้าๆ ทำหน้ากวนตีนใส่อีก ฉันละอยากจะเหวี่ยงของในมือใส่หน้ามัน แต่คิดได้ว่ามันคือของกินที่ฉันจ่ายไปหลายร้อย เลยยั้งมือไว้ทัน
“ไปใส่เสื้อผ้า แล้วก็เอาของกินไปใส่จาน” ฉันออกคำสั่งแล้วเดินไปวางของกินทั้งหมดบนโต๊ะอาหาร
“เอ้อ...” มันรับคำ แล้วรื้อกระเป๋าเสื้อผ้า หยิบมันใส่ต่อหน้าฉันอีก จากนั้นมันก็จัดการแกะถุงกับข้าวอาหารใส่จาน พร้อมเสิร์ฟน้ำดื่มเรียบร้อย
เรากินข้าว และก็คุยเรื่องเที่ยว รวมทั้งเรื่องต่างๆ ตามปกติ และไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องในคืนนั้นอีกเลย เหมือนทั้งมันและฉันก็ตัดสินใจที่จะลืมมันไปจริงๆ เพื่อรักษามิตรภาพความเป็นเพื่อนสนิทของกันและกันที่มีมาตั้งแต่เป็นเด็ก
“ถามจริงตรี มึงไม่คิดจะกลับบ้านตัวเองเลยเหรอ”
“ไม่อะ กลับไปทำไม ในเมื่อบ้านนั้นก็ไม่มีแม่แล้ว อีกอย่างเขาก็ตัดหางปล่อยวัดกูแล้ว แถมยังมีลูกใหม่ที่น่ารัก เชื่อฟังเขามากกว่ากู”
ไอ้ตรีบอกว่าพ่อมันรับหลานของแม่เลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมไปเรียบร้อยแล้ว
“โทษทีว่ะ กูไม่น่าถามเลย” ฉันเห็นสีหน้าเศร้าๆ ของมันแล้วก็รู้สึกไม่ดี
“ไม่เป็นไร ที่มึงถาม ไม่ใช่เพราะมึงไม่อยากให้กูอยู่ด้วยหรือเปล่า”
“เปล่า กูไม่ได้คิดขนาดนั้น แค่อยากรู้เรื่องหนึ่งกับที่บ้านบ้างก็เท่านั้น”
“ตอนนี้กูไม่มีบ้าน ไม่มีแม่ ไม่มีครอบครัว กูมีแต่มึงกับเพื่อนๆ”
“เอ่อๆ กูรู้ มึงไม่ต้องทำหน้าเศร้าหรอกน่า ยังไงมึงก็มีกู มีไอ้ปี ไอ้พัทและยัยนุ่นโว้ย ครอบครัวถ้ามันไม่โอเค ไม่ต้องมีก็ได้” ฉันปลอบใจมันแบบที่คิดว่ามันคงจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง
“มึงก็จำไว้นะ ไม่ว่าชีวิตมึงจะมีใคร หรือไม่มีใคร แต่มึงจะมีกูตลอดไป”
“อือ มึงก็เหมือนกัน มีกูตลอดไป”
เรายิ้มให้กัน แล้วหัวเราะเหมือนวันเก่าๆ ไม่มีอะไรติดค้างในเรื่องคืนนั้นอีกต่อไป
นั่นคือสิ่งที่ฉันเข้าใจ
ทั้งวันเราจึงขลุกอยู่ด้วยกัน เล่นเกม เถียงและด่าทอกันยามอีกฝ่ายแพ้เกม กระทั่งเย็น
“ไปว่ายน้ำกันเถอะ” ไอ้ตรีชวน ตรงข้ามหอพักเป็นคลับเฮ้าส์ ที่มีทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส ฉันกับไอ้ตรีก็ไปใช้บริการบ่อยๆ
“ก็ดีเหมือนกัน”
ฉันลุกจากที่นั่งเดินไปหยิบกระเป๋าใบย่อมที่ในนั้นมีทั้งชุดว่ายน้ำ เสื้อคลุมและของใช้สำหรับอาบน้ำครบครัน
ไอ้ตรีหยิบแค่กางเกงว่ายน้ำแบบขาสั้นกับหมวกว่ายน้ำมายัดใส่กระเป๋าฉัน
“ผ้าขนหนูล่ะ” ฉันทวง มันจึงหันไปหยิบในกระเป๋ามายื่นให้
เราออกจากห้องและใช้เวลาเดินข้ามถนนในซอยไปยังคลับเฮ้าส์แค่ไม่กี่นาทีก็ถึง
เราแยกย้ายกันไปเปลี่ยนชุด และที่นี่มีสระแยกชายหญิง แต่ก็สระก็อยู่ติดกัน
ชุดว่ายน้ำฉันก็ชุดปกติที่เคยใส่ คือวันพีชแบบกางเกงและเสื้อแขนสั้น แต่ทำไมพอไอ้ตรีมันหันมามองตอนที่ล้างตัวข้างสระ ฉันรู้สึกแปลกๆ ในขณะที่มองมัน ซึ่งก็ใส่กางเกงว่ายน้ำตัวเดิม แต่ฉันดันแก้มร้อนขึ้นมาเสียเฉยๆ ที่เห็นแผงอกที่มีกล้ามเนื้อแน่นตึงที่มีรอยสักสิงโตดึงดูดตาเข้าไปอีก กางกางขาสั้นที่เห็นรอยสักรูปนกเหยี่ยวแพลมๆ บนขาของมันก็นั่นอีก กล้ามขาของคนที่ชอบว่ายน้ำก็ดูแข็งแรงดึงตาตาอีกเช่นกัน ที่ร้ายสุดคือฉันดันเผลอมองตรงกลางลำตัวของมัน
นูนเด่น สะดุดตา ไม่ใช่แค่ฉัน เพราะสาวๆ ที่อยู่นั่งอยู่บนเก้าอี้ริมสระพากันกรี๊ดกันเสียงดัง บางคนตะโกนเรียกชื่อมัน เพราะวัยรุ่นหนุ่มสาวที่มาใช้บริการที่นี่ก็เป็นเด็กมหา’ ลัยเดียวกันเสียส่วนใหญ่
ไอ้ตรีหันไปยิ้มโปรยเสน่ห์ให้สาวๆ พวกนั้น ก่อนกระโดดลงสระว่ายน้ำอย่างเท่ๆ เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆ อีกครั้ง ส่วนฉันก็พาร่างกายอันผอมบาง นอกจากความสูงที่ทำให้ขายาวเรียวแล้ว ก็ไม่มีอะไรสะดุดตาใครทั้งนั้น เพราะหน้าอกนั้นน้องๆ ไข่ดาว ตามสไตล์ทอมบอย
แต่บังเอิญก็หน้าตาดีระดับหนึ่ง ก็มีเด็กสาวๆ หนุ่มๆ หันมามองอยู่บ้าง บางคนก็ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในหอพัก ที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันก็ร้องทักทาย และมาขอถ่ายรูปด้วย
::::::::::::::::::::
Special: ฉลองเปิดร้าน ฉันยิ้มอย่างพอใจหลังเดินสำรวจร้าน ซึ่งฉันตัดสินใจที่จะย้ายมาอยู่ที่เขาใหญ่อย่างถาวร ทำร้านอยู่หกเดือน ทุกอย่างก็พร้อมจะเปิดบริการในวันพรุ่งนี้แล้ว ในระหว่างหกเดือนนั้นฉันกับยัยนุ่นถูกพี่โทส่งไปเรียนทำเครื่องดื่ม และเรียนรู้การบริหารร้านจนจบหลักสูตรจากสถาบันอาหารและเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ส่วนตัวพี่โทนั้น บอกว่าเขาจะให้ฉันกับยัยนุ่นดูแลคาเฟ่ แต่ตัวเขานั้นตัดสินใจเข้าไปร่วมลงทุนในรีสอร์ตแห่งหนึ่งที่เป็นเครือญาติทางฝ่ายแม่ มีศักดิ์เป็นคุณลุงเขา แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้รู้ว่าเขาคือหลานแท้ๆ ยังคิดว่าเป็นตรี น้องชายต่างแม่ของพี่โท แต่คุณลุงเขาก็ดูเหมือนจะชอบหลานนอกไส้อย่างตรีอยู่มาก อาจเพราะตรีไม่ได้สานต่อธุรกิจจากครอบครัว หรือเพราะเขาก็อยู่ในช่วงลำบากในทางการเงิน แต่เอาเป็นว่าพี่โทมีความสุขที่จะร่วมลงทุนด้วย ฉันก็ยินดีกับเขาแค่นั้นเอง “ชอบห้องนี้ที่สุดเลย” ฉันพูดแล้วเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟามุมห้องทำงานส่วนตัวของฉันเองที่อยู่ชั้นสอง หน้าต่างรอบห้องนั้นกรุด้วยกระจกตั้งพื้นยันเพดาน ทำให้มองเห็นวิวด้านนอก ทั้งภูเขาและทะเลสาบท
Epilogue กลับจากโรงพยาบาลแล้ว แผลเขาหายดี ร่างกายก็ปกติทุกอย่าง ท่าทางเขาก็ดูร่าเริงกว่าทุกวัน กระทั่งโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เจ้าตัวออกไปคุยที่ระเบียงห้อง สีหน้าเคร่งเครียด คุยอยู่ราวครึ่งชั่วโมงก็กลับเข้ามาในห้องนั่งเล่น พอเห็นว่าฉันมองอยู่ เขาก็ส่งยิ้มให้ “ตอนคุยโทรศัพท์เห็นหน้าเครียดๆ นะ มีอะไรหรือเปล่า” “ก็มีบ้าง แต่ไม่เป็นไรหรอก มันไม่ใช่ปัญหาของพี่แล้ว” “หมายความว่า” “คุณพ่ออยากให้พี่กลับไปดูแลธุรกิจต่อ แต่พี่ไม่ไปหรอก เพราะทางครอบครัวแม่เลี้ยง เขาก็มีหุ้นกันอยู่เยอะ ก็คงไม่ยอมรับพี่ง่ายๆ ถ้าพี่ไปเท่ากับไปลงสนามแข่ง ต่อสู้ ทำร้ายกันเพื่อแย่งชิง พี่ไม่ต้องการแบบนั้น อยากอยู่เงียบๆ กับเมียและเพื่อนๆ ดีกว่า” เขาบอกแล้วดึงตัวฉันเข้าไปกอด ฉันได้ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ เชื่อมั่นในตัวเขามากขึ้น เพราะฉันเองก็ไม่ได้ชอบให้เขาออกไปใช้ชีวิตเพื่อต่อสู้ แย่งชิงอะไรแบบนั้น มันสุ่มเสี่ยง และชีวิตคงหาความสุขสงบได้ยาก ฉันเองก็อยากอยู่กับเขาแบบที่ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาคิดร้ายกับเขาอีก พอคิดแบบนั้น เมื่อเขาจูบที่แก้ม แล้วลามมายังมุมปาก น
“มึงมาที่นี่บ่อยเปล่าตรี” ไอ้ปีถามขึ้น “ไม่บ่อยหรอก แต่ตอนกลับมาเมืองนอกใหม่ๆ ตอนนั้นมหา’ ลัยยังไม่เปิด กูก็มาพักอยู่ที่นี่บ้าง จากนั้นก็นานๆ มาที” “แล้วพ่อพี่ หรือคนในครอบครัวเคยมาพักหรือเปล่า” ฉันถาม การเรียกเขาว่า ‘พี่’ ไม่ได้ถูกเพื่อนๆ แซว อีกต่อไปแล้ว แต่ฉันก็ไม่กล้าเรียกชื่อจริงๆ ของเขาอยู่ดี “ไม่มาหรอก เพราะที่นี่เป็นบ้านของแม่พี่คนเดียว พวกนั้นไม่มายุ่งที่นี่หรอก ไม่มีสิทธิ์ แม้แต่พ่อก็เถอะ” เพราะเหตุนี้สินะ หลังกลับจากเมืองนอก เขาคงซ่อนตัวอยู่ที่นี่ “บ้านน่าอยู่มากมึง ถ้ากูมีบ้านแบบนี้นะ กูไม่อยู่กรุงเทพฯ สูดควันพิษไปวันๆ หรอก กูจะอยู่ที่นี่แหละ” ยัยนุ่นว่า “กูก็แล้วแต่เก้า ถ้าเก้าอยู่ที่นี่ต่อไป กูก็อยู่ได้” “โห คลั่งรักเมียมากเลยนะมึง” ไอ้พัทแซว “รอให้มึงมีก่อนเหอะ แล้วจะเข้าใจ” “จ้า กูโคตรรอเลย รอจนเหงือกแห้งแล้วเนี้ย” “งั้นก็รอต่อไป” “อ้าว ไม่เวร แล้วไอ้ปีว่าไงมึง ที่พนันกันไว้ นี่ครบเดือนแล้วนะ” ท้ายประโยคนั้นไอ้พัทหันไปทางไอ้ปี “พนันอะไร” ไอ้ปีทำหน้างงๆ “
“เรื่องที่พักไม่ต้องเป็นห่วงนะ พี่มีบ้านอยู่ที่นั้น อ๋อ จริงๆ แล้วเป็นบ้านที่คุณแม่ซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานกับคุณพ่อน่ะ แม่พี่เขาชอบอยู่ที่นั่นมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ อีกนะ” พอพูดถึงแม่ ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าดูเศร้ามาก จนฉันรู้สึกสงสาร เพราะตอนนี้เขาเหมือนตัวคนเดียวจริงๆ เพราะถึงจะเหลือพ่อ แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองก็ยังไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ “ถ้าพี่อยากอยู่ที่นั่นก็อยู่ได้นะ” “พี่อยู่ที่ไหนก็ได้ ขอให้มีเก้าอยู่ด้วย” พอพูดแบบนี้ ฉันก็ถึงกับพูดไม่ออกเลย “ถ้าเก้าชอบเขาใหญ่ เราก็สามารถทำคาเฟ่ที่นั่นได้นะ” ฉันพยักหน้ารับ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรอีก ตอนนี้ก็อยากให้เขาหายดีเสียก่อน ค่อยคิดเรื่องอื่น “ว่าแต่เรื่องแม่เลี้ยงกับไอ้แทนไท สองคนนั่นจะไม่กลับมาเล่นงานพี่อีกนะ” “ไม่รู้เหมือนกัน เพราะถึงสองคนนั่นจะไม่ได้อยู่เมืองไทย แต่พวกเขาก็มีเงิน แต่พี่ไม่อยากคิดเรื่องสองคนนั่นแล้ว แต่ถ้าเก้ากลัวก็...” “ไม่ได้กลัว แต่ต่อไปนี้ พี่ก็ไม่ควรทำอะไรเสี่ยงๆ อีก หรือมีอะไรก็ควรปรึกษากันบ้าง” ก็ในเมื่อเขาบอกว่ารักฉัน และเลือกจะใช้
ทิ้งตัวบนเตียง ทิ้งระยะห่าง กำลังจะเอาหมอนข้างมากางกั้น แต่ไอ้ตรีดันหยิบไปวางข้างตัวอีกด้านหนึ่ง ฉันมองหน้ามันอย่างหวาดระแวง มันกลับยิ้มขำ “ถามจริงเหอะ มึงอยากอยู่กับกูจริงเปล่าเนี่ย” “ทำไมถามแบบนั้น” “ก็ท่าทางมึงแปลกๆ ไม่เห็นจะดูดีใจอะไรเลยที่เจอกู” “ก็ดีใจสิ” ฉันพยายามยิ้ม แต่มันคงไม่ถึงดวงตา เพราะไอ้ตรีมันยิ้มมุมปาก แต่เดี๋ยวนะ ยิ้มร้ายๆ แบบนี้ มันคล้าย...อีกคนมากๆ เลย “มึงเกลียดพี่โทจริงเหรอ” “กูไม่ได้เกลียด แต่กูแค่...ไม่คุ้นน่ะ” “มึงมีพี่โทในชีวิตมาสี่ปีเลยนะ” “ก็กูคิดว่าเป็นมึงไง” “แต่พอรู้ว่าไม่ใช่ มึงก็เกลียดพี่โทเลยเหรอวะ” “กูไม่ได้เกลียด แค่เหมือน...คนที่เพิ่งรู้จัก มันไม่คุ้นแค่นั้น” “แล้วมึงรักพี่โทมั้ย” ไม่คิดว่ามันจะถามออกมาตรงๆ แบบนี้ แต่ฉันก็ตอบไม่ได้ แถมยังหลบตามันอีก “ถ้าให้เลือกอีกครั้ง ระหว่างกูกับพี่โท มึงจะเลือกใครให้กลับมาหามึง” “แต่มันก็เลือกไม่ได้แล้วไม่ใช่เหรอ” คำพูดนั้นมาพร้อมกับดวงตาที่ร้อนผ่าวของตัวเอง เ
Chapter 16 ขอรักกลับคืน “หิวหรือยัง” ฉันถาม มันก็ส่ายหน้า ก่อนเอนตัวลงนอนบนโซฟาในมุมนั่งเล่น เรากลับมาถึงห้องพัก หลังจากไอ้ตรีพักรักษาตัวอยู่นานนับสัปดาห์ แผลยังไม่หายดีนัก แต่อยู่ในระยะที่ปลอดภัย ซึ่งเจ้าตัวไม่อยากอยู่โรงพยาบาลต่อ แม้พ่อของมันจะคัดค้าน เพิ่งรู้ว่าไอ้ตรีกล้าดื้อกับพ่อได้ขนาดนี้ เห็นตอนทุ่มเถียงกันแล้ว มันไม่เหมือนไอ้ตรี คนที่ฉันรู้จักมาตั้งแต่เด็กเลย แต่ก็นั่นแหละ โตแล้ว นิสัยก็คงเปลี่ยนไปบ้างตามวันเวลาและประสบการณ์ชีวิต ส่วนเรื่องคดีความนั้น คนร้ายที่เป็นลูกน้องของไอ้แทนไท ยอมรับว่าตัวเองทำร้ายไอ้ตรี แต่ไม่ได้ทำตามรับสั่งใคร ทำเอง เพราะรู้ว่าไอ้ตรีจะเป็นมาแย่งทุกอย่างจากเจ้านายตน ส่วนไอ้แทนไทกับแม่ของมันนั้นได้หลบหนีออกนอกประเทศก่อนวันที่ไอ้ตรีจะโดนทำร้ายเสียอีก คำสั่งศาลห้ามเดินทางออกนอกประเทศนั้นก็ไม่มีความหมายกับคนที่มีเงินอยู่ดี เพราะยังไงก็หาทางออกนอกประเทศจนได้ แต่การหลบหนีออกนอกประเทศของทั้งสอง มันก็เหมือนยอมรับทางอ้อมว่าเป็นคนสั่งลูกน้องทำร้ายไอ้ตรี ถึงไอ้สองคนนั้นจะไม่ยอมซัดทอดก็เถอะ ไอ้ตรีบอก







