LOGIN“ไม่… ข้าไม่รู้สึกอะไรเลย… ”
คนปากแข็งไม่ยอมรับความจริงว่าตลอดสามปีที่เป็นม่าย ความต้องการทางเพศไม่เคยหายไป…
และดูเหมือนว่านับวันมันยิ่งทวีความต้องการรุนแรงขึ้นกว่าเก่า
ใครจะรู้บ้างว่าแต่ละคืนวันที่ผ่านพ้นไปนางต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนเพื่อข่มกลั้นความอยากที่บอกใครไม่ได้
“ข้าไม่เชื่อว่าท่านแม่ไม่มีความต้องการ… ”
เฟยหลงค้าน…
น้ำเสียงแสดงอาการรู้ทัน ดวงตาลุกวาวไปด้วยความใคร่ที่พยายามข่มกลั้นเอาไว้ และเมื่อมีโอกาสได้อยู่กับแม่ยายสองต่อสองทำให้ตบะของเฟยหลงใกล้จะแตก
จากนั้นลี่หลินก็ต้องสะดุ้งเฮือกกับความบ้าระห่ำของเขยหื่นที่สอดมือเข้ามาใต้ชายผ้าคลุมอยู่ที่ต้นขา
มือหยาบใหญ่ไล้ลูบขึ้นมาชิดต้นขาด้านในแล้วตะปบกลีบสวาทของนางที่โค้งนูนขึ้นมาเหมือนหลังเต่าประกบกับอุ้งมือพอดี
“อุ๊ย… ว้าย… เจ้าอย่าทำบ้าๆ นะเฟยหลง… ”
ลี่หลินร้องอุทานเสียงสั่น…
นางตกใจมาก ไม่คิดว่าเฟยหลงจะกล้าทำสิ่งน่าละอายเช่นนี้
ทว่าทุกอย่างก็เกิดขึ้นรวดเร็วมาก นางมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ลำนิ้วแข็งของเขยหื่นกำลังเสียดสีอยู่กลางร่อง ตวัดรัวๆ จนสองกลีบอวบอูมแยกออกจากกัน ทำให้น้ำคาวสวาทที่อัดอั้นอยู่ในสองกลีบกะปริบออกมาชุ่มลำนิ้วแข็ง กระแทกเข้ามาจนสุดโคน
ซ่วบ… ซ่วบ… ซ่วบ… ซ่วบ… ซ่วบ…
“อ๊ะ… อ๊อย… ”
ลี่หลินครางเสียว…
นางบิดตัวไปมา เสียงหายใจกระเส่า ใบหน้าบิดเบ้เหยเกไปชั่วขณะ
ภาพที่เห็นยิ่งทำให้เฟยหลงได้ใจ เพราะรู้ว่าถ้าแม่ยายไม่มีอารมณ์ น้ำคาวหอยของนางก็คงไม่หลั่งไหลออกมาชุ่มกลีบ
“เฟยหลง… เจ้าจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้… ”
ลี่หลินพยายามดิ้น…
ทำให้ลำนิ้วของเฟยหลงหลุดออกมาจากสองกลีบที่โดนนิ้วกระตุ้นจนน้ำเยิ้ม
เมื่อรูสวาทของนางเป็นอิสระจากดุ้นนิ้วของเขยหื่นที่ตั้งหน้าตั้งตาทะลวงเข้าใส่อยู่อึดใจใหญ่ๆ หลังจากสอดใส่เข้ามาได้ ลี่หลินพยายามกระถดสะโพกหนี
“รูเยิ้มขนาดนี้แล้วท่านแม่ยังจะปากแข็งว่าไม่มีอารมณ์… ”
เฟยหลงรู้เท่าทันความต้องการของหญิงม่าย จึงขยับตามเข้ามารุกไม่เลิก
“งือออ… ไม่นะ… ”
ลี่หลินรีบพลิกคว่ำ…
นางทำท่าว่าจะขยับหนีบลงจากเตียง แต่ทว่าการเคลื่อนไหวก็ช้ากว่ามือใหญ่ของเฟยหลงที่เอื้อมมารัดเอวนางแล้วรั้งกลับมาคุกเข่าที่ขอบเตียง
ก้นอวบขาวหันออกมาหาร่างสูงใหญ่ของเฟยหลงที่ขยับลงมายืนกับพื้น ประกบอยู่ทางด้านหลัง
“ท่านแม่จะหนีข้าไปไหน ขอข้าเลียเถอะนะ… ได้โปรด… ตอนนี้ข้ามีอารมณ์สุดๆ แล้ว… ”
เฟยหลงไม่รอรี…
อารมณ์ใคร่พลุ่งพล่านขึ้นมาทำเอาหน้ามืดตามัว รีบเอามือเลิกชายผ้าขึ้นมากองไว้เหนือบั้นเอวของนาง
ดวงตาเบิกกว้างตะลึงมองสองกลีบอวบอูม โอบล้อมไว้ด้วยเส้นขนสีดำระยับ
“ข้าต้องใช้เวลาสักพักในการตรวจ… ในระหว่างนี้ห้ามผู้ใดเข้ามารบกวนโดยเด็ดขาดจนกว่าข้าจะตรวจเสร็จ… ”ซินแสกล่าวเสียงเข้ม“เจ้าค่ะ… ”หลิงเอ๋อพยักหน้า ในเวลาต่อมาภายในห้องนอนของฮูหยิน“ถ้าเจ้าพร้อมแล้วข้าลงมือเลยนะ… ”แววตากระหายจัด จางหย่งกล่าวพร้อมกับขยี้ฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหากัน มิอาจซ่อนอารมณ์กลัดมันที่ผุดขึ้นบนใบหน้าเหมือนรู้ว่าโอกาสดีแบบนี้ไม่ได้มีเข้ามาในชีวิตบ่อยๆ“ได้… เอ่อ… ว่าแต่ท่านจะตรวจที่ใดบ้าง… ”ซูฉีรู้สึกใจเต้นแรง เมื่ออยู่กันสองต่อสองซินแสผู้นี้มีท่าทางหื่นกระหายออกมาอย่างเห็นได้ชัด“แม่นางมาตรงนี้… ข้าจะตรวจทุกซอกทุกมุมในร่างกายของเจ้า… ”ซินแสกล่าวเสียงกระเส่าพร้อมกับโอบสะโพกของหญิงสาวมาที่ขอบเตียง นางค่อยๆ ทอดกายลงนอนหงายอย่างว่าง่ายราวกับโดนสะกด เข่าสองข้างตั้งชันอยู่ที่ขอบเตียงจากนั้นซูฉีก็ใจหายวาบ…เมื่อซินแสเฒ่าที่ขยับมายืนระหว่างเข่าสองข้างของนาง ค่อยๆ เอามือเลิกชายกระโปรงที่ยาวลงมาคลุมเท้าขึ้นมากองไว้เหนือต้นขา“อ๊ะ… ”ฮูหยินสะดุ้ง รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างประหลาดเมื่อต้องเผยของลับต่อหน้าชายซึ่งไม่ใช่สามี“ข้าอยากเห็นชัดๆ… ”ซินแสทนไม่ไหว…รีบเอามือดันเข่า
“โกหกเรื่องอันใด… ”ซินแสเอามือลูบเคราสีขาวที่ปลายคางยาวลงมาถึงคอ“ท่านช่วยบอกเขาว่าที่ข้ามีอาการแปลกๆ อยู่ในตอนนี้นั้นเป็นเพราะว่าข้ากำลังมีอาการซึมเศร้าจับเจ่าหมดอาลัยในชีวิต… ท่านต้องแนะนำให้เขาเลิกกักขังให้ข้าอยู่แต่ในบ้าน… ”ซูฉีกล่าวออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง“อ๋อ… ที่แท้ก็เรื่องแค่นี้เองหรอกรึ… ได้สิ… ข้าจะช่วยเจ้า… ”ขณะกล่าว… สายตาของซินแสเฒ่าแทบไม่ละจากเรือนร่างสุดเย้ายวนของฮูหยิน ปทุมคู่งามของนางที่เบียดกันแน่นจนแทบล้นอยู่กลางอก ทำเอาซินแสจอมหื่นเผลอกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอื๊อก เขากวาดสายตา…มองจากทรวงอกอวบใหญ่ไล่ขึ้นมาที่ซอกคอขาวเนียนและหัวไหล่กลมกลึง ผิวพรรณของฮูหยินผู้นี้เปล่งปลั่งไปด้วยเลือดเนื้อของวัยสาวสะพรั่งเพราะยังสาว“ข้าขอบใจมากท่านซินแส… ”ซูฉีกล่าว สายตาของเขาที่จ้องมองเรือนร่างของนางราวจะกินเลือดกินเนื้อทำเอาหญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างประหลาด“งั้นข้าขอเปลี่ยนคำขอบใจของเจ้าเป็นอย่างอื่นจะได้ไหม… ”ซินแสกล่าวพร้อมกับจ้องมองสบตานาง“ท่านหมายถึงสิ่งใด… ”ซูฉีเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ขอให้ข้าได้ตรวจภายในของเจ้า… ”ซินแสค่อยๆ เผยตัวตนที่แท้จริงออกมาทีละนิด“อะไ
ด้วยความสงสัยจางหย่งจึงเอื้อมมือมาจับชีพจรที่ข้อมือของซูฉี ก่อนจะกล่าวออกมาว่า“ข้าจำเป็นต้องตรวจอย่างละเอียด ต้องใช้สมาธิ ข้าขอตรวจอาการของฮูหยินเป็นการส่วนตัว… ”คำพูดของซินแสที่ได้ยิน ทำให้ลู่ซือและสาวใช้จำต้องออกมายืนรออยู่หน้าห้องครู่ต่อมา…ลู่ซือมีธุระให้ต้องเดินมาที่หน้าบ้านเพราะว่ามีพ่อค้าผ้าไหมจากต่างเมืองนำผ้ามาไหมเนื้อดีมาเสนอขาย ตอนนี้จึงเหลือเพียงหลิงเอ๋อที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูอีกครู่ใหญ่ๆ ต่อมา…ภายในห้องของซูฉี ซินแสจับชีพจรไปได้สักพักก็เอ่ยขึ้นว่า“เกี่ยวกับอาการอาเจียนของเจ้าข้าคิดว่าอาจจะเป็นเพราะว่าเจ้ากำลังตั้งครรภ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นข้าจะต้องตรวจโดยละเอียดเสียก่อน… ”ข้อสันนิษฐานของซินแสเฒ่าทำเอาซูฉีหัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับเป็นเรื่องน่าขบขัน“เรื่องตั้งครรภ์ข้าคิดว่าตัดออกไปได้เลย… ”ซูฉีกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ“เหตุใดเจ้าพูดเช่นนี้… ”ซินแสกล่าวพลางย่นหน้าผาก“ที่ข้ากล้าพูดออกมาเช่นนี้ก็เพราะว่าข้ากับสามีแทบไม่ได้หลับนอนกันเลย… ”ซูฉีกล่าวไปตามความจริง หารู้ไม่ว่านางกำลังเอาความในมาเปิดเผยกับคนภายนอก“อะไรนะ… ”ซินแสเฒ่าหูผึ่งขึ้นมาทันทีกับประโยคที่ได้ยิน “ก็อ
“อุบายที่เจ้าว่า… เอ่อ… เจ้าหมายถึงอะไร… ”หัวคิ้วของฮูหยินชิดเข้าหากันด้วยความสงสัย“ข้าหมายความว่าฮูหยินลองแสร้งป่วย… ”สาวใช้กล่าว“ถ้าข้าป่วย… แล้วยังไงต่อ… ”“ฮูหยินก็จะได้ออกไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาในโลกภายนอก… ”“แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับการป่วยของข้า… เจ้าคิดว่าลู่ซือสามีข้าจะไม่รู้เชียวหรือว่าข้าเสแสร้งแกล้งป่วย… ”ฮูหยินกล่าวให้สาวใช้ฉุกคิดถึงความจริงในข้อนี้“จริงอยู่… แม้เถ้าแก่ไม่เชื่อเรา แต่ยังไงเถ้าแก่ก็ต้องเชื่อซินแส เพราะฉะนั้นซินแสจะต้องเป็นคนรับรองอาการป่วยให้ฮูหยิน… ”“บ้าไปแล้ว… แล้วเจ้าคิดว่าจะมีซินแสคนไหนที่จะยอมพูดเท็จเพื่อช่วยเรา… ”ฮูหยินหรี่ตาครุ่นคิด“มีสิเจ้าคะ… ข้ารู้จักซินแสอยู่คนหนึ่งมีนามว่า ‘จางหย่ง’ ชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในการรักษาอาการป่วยเกี่ยวกับเลือดลมของสตรี งั้นเอาเป็นว่างั้นพรุ่งนี้ข้าจะแอบไปหาซินแสจางหย่งเพื่อให้มารักษาฮูหยิน… ”หลิงเอ๋อกล่าวอีกสัปดาห์ต่อมาซูฉีแกล้งป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายวัน นางแสดงได้สมบทบาท ทำเอาสามีชราหลงเชื่อมารยา บางวันนางทำท่าวิงเวียนอ่อนเพลียคล้ายจะเป็นลม และบางวันก็แสดงอาการคลื่นเหียนอาเจียน ลู่ซือรู้สึกเป็นห่วงเ
จากนั้นค่อยๆ ช้อนสายตาชำเลืองมองสามีชราที่คร่ำอยู่กับงานมาตั้งแต่เช้า อันที่จริงตัวของลู่ซือเองก็ง่วนอยู่กับงานมาทั้งวันเช่นกัน เสียงลูกคิดในรางไม้กระทบกันมิได้หยุดตั้งแต่เช้าจนบ่าย เพราะว่าลู่ซือมีกิจการหลายอย่างให้เขาต้องดูแลรับผิดชอบ ไม่เพียงแค่ร้านขายข้าวสารและร้านผ้าไหม แต่เขายังมีโรงเตี๊ยมในตลาดไว้บริการผู้คนสัญจรที่ต้องเดินทางผ่านเมืองลู่หยางซึ่งมีเส้นทางเชื่อมต่อกับอีกเมืองใหญ่อีกหลายเมือง นี่จึงเป็นข้อดีของการที่เขามีโรงเตี๊ยมตั้งอยู่ในเส้นทางของเมืองซึ่งเป็นทางผ่าน “ถ้าท่านพี่อยากให้ข้ามีอะไรทำก็ให้ข้าช่วยงานท่านพี่ดีไหม… ”ซูฉีหมายถึงกิจการมากมายของสามี… เรื่องนี้นางเคยร้องขอมาแล้ว ทว่าเขาก็ปฏิเสธเพราะเป็นห่วง ไม่อยากให้นางต้องออกไปโดนแดดโดนลมข้างนอก แม้ว่าวัยของซูฉีกับสามีจะแตกต่างกันกับราวพ่อกับลูก ทว่านางก็เรียกลู่ซือว่าพี่เพราะให้เกียรติสามี“เจ้าอยากทำอะไรล่ะ… งั้นข้าจะหาสรรหาทุกอย่างที่เจ้าต้องการให้เจ้าทำในบ้านนี่แหละ…”ลู่ซือตอบ…คำตอบที่ได้ยินทำให้ความหวังของหญิงสาวต้องดับวูบลงทันใดฟังเอาจากคำตอบ ซูฉีก็รู้ว่าสามีชรายังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของนางอยู่ดีว่าสาเหต
แต่ก็ไม่ได้อยู่คนเดียวลำพัง เพราะว่าต่อมาเฟยหลงก็ได้กับ ‘เข่อชิง’ สาวใหญ่วัยสี่สิบซึ่งเป็นแม่ม่าย นางอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเฟยหลงและมีร้านขายผักอยู่ในตลาดเฟยหลงได้รู้จักกับเข่อชิงเพราะต้องเอาผักและเนื้อที่ได้จากการล่าสัตว์มาขายให้กับนาง ยิ่งนานวันก็ยิ่งสนิทสนมจนกลายเป็นความสัมพันธ์ลึกซึ้งทุกวันนี้แม้ว่าเฟยหลงจะคิดถึงแม่ยายคนงามสักเพียงไร แต่ก็ทำได้เพียงพยายามหักห้ามใจ ทุกชีวิตล้วนก้าวเดินไปตามครรลองแห่งโชคชะตาและกรรมเวรที่ได้ถูกสวรรค์กำหนดเอาไว้แล้ว …..จบบริบูรณ์…..นิยายอีกเรื่องในเซตนี้คือ ซูฉีฮูหยินเจ้าจะทำเช่นนี้มิได้ ฮู-ห-ยิ-น เจ้าจะทำเช่นนี้มิได้ผู้เขียน เฉ่าฟ่านย้อนกลับไปในอดีต… ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน‘ลู่ซือ’ ชายวัยหกสิบห้าปีผู้มีรูปร่างผอมสูง ผิวสีน้ำตาล สวมเสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพง กำลังนั่งเอามือลูบเคราที่เป็นสีขาวพร้อมกับทอดสายตามองไปยังหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวลูก กำลังนั่งปักผ้าอยู่ที่โต๊ะตรงหน้าทว่าหาใช่ลูกสาวแต่อย่างใด…แต่นางคือ ‘ฮูหยิน’ ของลู่ซือที่ตัดสินใจแต่งงานอีกครั้งในวัยหกสิบกว่าปี ด้วยไม่อาจต้านทานเสน่ห







