LOGINกฤษติน เจ้าของฟาร์มหนุ่มวัยสามสิบสอง ผู้รักอิสระและใช้ชีวิตแบบเพลย์บอย ถูกคุณปู่ยื่นคำขาดให้แต่งงานกับหญิงสาวที่ครอบครัวเลือกให้ หากปฏิเสธ เขาจะสูญเสียสิทธิ์ในมรดกและฟาร์มที่รัก แต่ปัทมา เจ้าสาวตัวจริงกลับไม่ต้องการใช้ชีวิตในชนบท เธอจึงส่งปิ่นมุก น้องสาวต่างมารดาผู้แสนอ่อนโยนและไม่มีสิทธิ์เลือกชีวิตของตัวเอง มาแต่งงานแทน การแต่งงานเริ่มต้นขึ้นด้วยความจำใจ กฤษตินมองปิ่นมุกเป็นเพียงตัวแทนของผู้หญิงที่เขาไม่ต้องการ เขาจึงเย็นชาและทำร้ายความรู้สึกเธออยู่เสมอ ขณะที่ปิ่นมุกทำได้เพียงอดทนและทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุด ภายใต้สัญญาที่กำหนดให้ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันเพียงสองปี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความอ่อนโยน ความเสียสละ และความอดทนของเธอกลับค่อย ๆ ทำลายกำแพงในหัวใจของกฤษติน เขาเริ่มห่วงใยเธอโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งปัทมากลับมาและสร้างความเข้าใจผิด ปิ่นมุกเจ็บปวดจนตัดสินใจหนีออกจากชีวิต กฤษตินตามหาเธอจนพบ และได้รู้ความจริงว่า...ปิ่นมุกกำลังตั้งครรภ์ลูกของเขา ครั้งนี้ผู้ชายที่เคยผลักไสเธอ ต้องเป็นฝ่ายตามง้อและพิสูจน์ว่า เขาไม่ได้ต้องการเธอกลับมาเพราะลูก แต่เพราะหัวใจของเขาขาดเธอไม่ได้อีกแล้ว
View Moreแสงแดดยามสายสาดลงบนผืนดินกว้างใหญ่ของฟาร์ม เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดังแผ่วเบา สลับกับเสียงสัตว์ภายในฟาร์มที่ดังมาเป็นระยะ
รถกระบะสีดำคันใหญ่แล่นไปตามถนนดิน ก่อนจะชะลอความเร็วและจอดลงบริเวณหน้าคอกม้าประตูฝั่งคนขับเปิดออก ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากรถอย่างไม่รีบร้อน เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเข้มที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอก กางเกงยีนส์ และรองเท้าบูตคู่เก่ง เสื้อผ้าทุกชิ้นดูธรรมดาจนแทบไม่มีใครคิดว่าเจ้าของฟาร์มแห่งนี้คือหนึ่งในนักธุรกิจหนุ่มที่มีฐานะร่ำรวยมากคนหนึ่ง กฤษติน วัยสามสิบสองปีเดินตรงไปยังคอกม้า ใบหน้าคมเข้มของเขาไม่ได้แสดงอารมณ์มากนัก แต่แววตากลับดูผ่อนคลายกว่าตอนอยู่ในห้องประชุมหลายเท่า “อ้าว...คุณกฤษ วันนี้มาเช้าเหมือนกันนะครับ” คนงานคนหนึ่งเอ่ยทัก กฤษตินยกมือขึ้นเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “ถ้ามาช้ากว่านี้ เดี๋ยวพวกคุณก็หาว่าผมขี้เกียจ” คนงานหัวเราะ “ใครจะกล้าว่าล่ะครับ เจ้าของฟาร์มทั้งคน” “เจ้าของฟาร์มก็เป็นคนเหมือนกัน” กฤษตินพูดพลางหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอื้อมมือไปลูบหัวม้าสีน้ำตาลที่ยื่นหน้าออกมาจากคอก ม้าตัวนั้นส่งเสียงเบา ๆ ราวกับจำเจ้าของได้ ชายหนุ่มยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ไง วันนี้เป็นยังไงบ้าง” เขาพูดกับม้าราวกับกำลังคุยกับเพื่อนสนิท แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้อยู่กับความสงบต่อ เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังเข้ามาใกล้ “คุณกฤษครับ” เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้กฤษตินหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปมอง ภาคภูมิ ลูกน้องคนสนิทวัยสามสิบสี่ปี เดินถือแฟ้มเอกสารหลายเล่มเข้ามา สีหน้าของเขาดูเหนื่อยเล็กน้อย แต่ยังคงความสุขุมไว้เหมือนเดิม “อะไรอีก” กฤษตินถามพลางถอนหายใจ ภาคภูมิยื่นแฟ้มให้ “ตารางงานวันนี้ครับ” กฤษตินมองแฟ้มในมืออีกฝ่าย ก่อนมองหน้าภาคภูมิ “ฉันมาฟาร์ม” “ผมทราบครับ” “แล้วนายจะเอาเอกสารมาให้ฉันทำไม” ภาคภูมิมองเจ้านายด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “เพราะถึงคุณกฤษจะเป็นเจ้าของฟาร์ม แต่คุณกฤษก็ยังเป็นเจ้าของธุรกิจอีกหลายแห่งครับ” กฤษตินเงียบไป ก่อนจะยื่นมือรับแฟ้มมาอย่างจำใจ “มีอะไรบ้าง” “สิบโมงประชุมกับฝ่ายบริหารครับ บ่ายประชุมเรื่องโครงการฟาร์มแห่งใหม่ แล้วช่วงเย็นมีนัดกับลูกค้าอีกสองราย” กฤษตินเปิดแฟ้มดูคร่าว ๆ แล้วปิดลง “ยกเลิกช่วงเย็น” ภาคภูมิขมวดคิ้วทันที “ยกเลิก?” “อืม” “เหตุผล?” “ฉันจะเข้าตัวเมือง” ภาคภูมิหรี่ตามองเจ้านายอย่างรู้ทัน “ไปทำอะไรครับ” กฤษตินยกยิ้มมุมปาก “ดื่ม” คำตอบนั้นทำให้ภาคภูมิถอนหายใจออกมาเบา ๆ “กับเพื่อนนักธุรกิจกลุ่มเดิม?” “ใช่” “คุณกฤษครับ” “หืม?” “พรุ่งนี้คุณมีประชุมเก้าโมงเช้า” กฤษตินยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ฉันตื่นทัน” “ครั้งที่แล้วคุณก็พูดแบบนี้” “แล้วฉันตื่นไม่ทันหรือไง” “ตื่นครับ” “เห็นไหม” “แต่ผมต้องโทรปลุกสิบสองสาย” กฤษตินหลุดหัวเราะ “นายก็ขยันโทรดี” ภาคภูมิถอนหายใจพลางส่ายหน้า “ผมเป็นเลขาหรือพี่เลี้ยงกันแน่ครับ” “ถ้านายไม่อยากเป็นก็ลาออก” กฤษตินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความขบขัน ภาคภูมิจึงหัวเราะออกมา “ไม่เอาครับ เงินเดือนดี” “เห็นแก่เงิน” “แน่นอนครับ” ทั้งคู่หัวเราะออกมาพร้อมกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนไม่ได้เป็นเพียงเจ้านายกับลูกน้องเท่านั้น ภาคภูมิเป็นคนที่อยู่กับกฤษตินมานานที่สุดคนหนึ่ง และเป็นไม่กี่คนที่สามารถพูดตรง ๆ กับชายหนุ่มได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่ออก กฤษตินเดินกลับไปที่รถ ขณะที่ภาคภูมิเดินตามไป “แล้วคืนนี้จะกลับฟาร์มไหมครับ” “ไม่รู้” “ถ้าไม่กลับ?” “ก็นอนในเมือง” ภาคภูมิพยักหน้ารับอย่างคุ้นเคย ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิครับ” กฤษตินเปิดประตูรถ แต่ยังไม่ขึ้น “อะไร” “คุณปู่โทรมาหาผมเมื่อเช้า” มือของกฤษตินหยุดอยู่ที่ประตูรถ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางลง “ว่าอะไร” “ท่านบอกให้คุณกฤษกลับบ้านใหญ่เย็นนี้ครับ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน “ทำไม” “ผมไม่ทราบครับ” “ท่านไม่ได้บอก?” “ไม่ได้บอกครับ” กฤษตินเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นระแวง “ถ้าเป็นเรื่องงาน ท่านน่าจะบอกฉันตรง ๆ” ภาคภูมิพยักหน้าเห็นด้วย “ผมก็คิดแบบนั้นครับ” “แล้วทำไมต้องเรียกกลับบ้าน” “อันนี้ผมก็ไม่ทราบครับ” กฤษตินถอนหายใจ ก่อนมองออกไปยังพื้นที่กว้างใหญ่ของฟาร์ม “ภาคภูมิ” “ครับ?” “นายจำเรื่องที่คุณปู่เคยพูดกับฉันเมื่อเดือนก่อนได้ไหม” ภาคภูมินิ่งไป ก่อนพยักหน้าช้า ๆ “จำได้ครับ” แววตาของกฤษตินเริ่มจริงจังขึ้น “เรื่องแต่งงานนั่นน่ะ” ภาคภูมิไม่ได้ตอบทันที แต่เพียงเท่านั้นกฤษตินก็รู้คำตอบแล้ว เขาหัวเราะออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ “อย่าบอกนะว่า...คุณปู่ยังไม่เลิกคิดเรื่องนี้” “ผมว่าไม่เลิกง่าย ๆ หรอกครับ” “ฉันไม่แต่ง” น้ำเสียงของกฤษตินหนักแน่นทันที ภาคภูมิมองหน้าเจ้านาย “คุณกฤษครับ” “อะไร” “คุณอายุสามสิบสองแล้วนะครับ” “แล้ว?” “ผู้ชายบางคนอายุสามสิบสองมีลูกสองคนแล้ว” “นั่นชีวิตเขา” กฤษตินตอบทันที “ชีวิตฉัน ฉันเลือกเอง” ภาคภูมิมองชายหนุ่มนิ่ง ๆ ก่อนยิ้มบาง “ผมรู้ครับ” กฤษตินปิดประตูรถ แต่ยังไม่ทันขึ้น ภาคภูมิก็พูดขึ้นมาอีก “แต่คุณปู่คงไม่คิดเหมือนคุณ” กฤษตินหันกลับมา “ถ้าท่านบังคับ ฉันก็ไม่ทำ” “แล้วถ้าท่านขอร้องล่ะครับ” กฤษตินชะงัก ภาคภูมิยกคิ้วเล็กน้อย “คุณกฤษเคยปฏิเสธคุณปู่ได้จริง ๆ เหรอครับ” คำพูดนั้นทำให้กฤษตินเงียบ เขารู้ดีว่าคุณปู่เป็นคนที่เขาเคารพมากที่สุด แต่เรื่องแต่งงาน...เขาไม่เคยคิดจะยอม ตั้งแต่จำความได้ กฤษตินเห็นคนรอบตัวแต่งงานแล้วมีปัญหา ทะเลาะกัน และต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ข้อผูกมัดมากมาย เขาจึงไม่ต้องการชีวิตแบบนั้น สำหรับเขา...การมีอิสระสำคัญกว่าการมีใครสักคน “ฉันจะกลับไปฟังว่าท่านต้องการอะไร” กฤษตินพูดในที่สุด ภาคภูมิยิ้ม “ครับ” “แต่ถ้าเป็นเรื่องแต่งงาน...” กฤษตินเว้นจังหวะ ดวงตาคมมองลูกน้องอย่างจริงจัง “นายเตรียมตัวช่วยฉันปฏิเสธได้เลย” ภาคภูมิหัวเราะเบา ๆ “ผมเป็นลูกน้องครับ ไม่ใช่ทนาย” “งั้นก็เป็นเพื่อน” “ผมก็ยังไม่อยากมีเรื่องกับคุณปู่อยู่ดีครับ” กฤษตินหัวเราะออกมา ก่อนขึ้นรถ “เอาไว้คืนนี้ค่อยว่ากัน” รถกระบะค่อย ๆ เคลื่อนออกไปจากบริเวณคอกม้า ภาคภูมิยืนมองรถของเจ้านายจนลับสายตา ชายหนุ่มถอนหายใจ ก่อนก้มมองแฟ้มเอกสารในมือ “เรื่องนี้...คงไม่จบง่าย ๆ แน่” ในขณะเดียวกัน กฤษตินที่กำลังขับรถกลับไปยังสำนักงานกลับมีสีหน้าครุ่นคิด เขาไม่รู้เลยว่า...การกลับบ้านใหญ่ในเย็นวันนี้ จะนำเขาไปพบกับผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเขา และยิ่งไม่เคยคิดว่า...วันหนึ่งเขาจะเป็นฝ่ายวิ่งตามเธอด้วยตัวเอง แต่ในเวลานี้ กฤษตินยังคงเชื่อมั่นว่า เขาจะไม่มีวันยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รักเด็ดขาดหลังจากวันแรกผ่านไป ปิ่นมุกก็เริ่มคุ้นเคยกับชีวิตในฟาร์มมากขึ้นทุกเช้าเธอตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง จัดการงานในบ้านให้เรียบร้อย ก่อนออกไปช่วยคนงานในฟาร์มตามที่กฤษตินมอบหมาย แม้งานจะหนักและแตกต่างจากชีวิตที่เธอเคยรู้จัก แต่หญิงสาวไม่เคยบ่นออกมาแม้แต่คำเดียวเธอเพียงบอกตัวเองว่า...ในเมื่อเธอเลือกไม่ได้ ก็มีเพียงต้องทำให้ดีที่สุดเช้าวันนี้ก็เช่นกัน ปิ่นมุกกำลังช่วยจัดเรียงตะกร้าผักที่เก็บจากแปลง ก่อนจะยกตะกร้าใบหนึ่งขึ้นด้วยสองมือ“เดี๋ยวครับคุณปิ่นมุก”เสียงภาคภูมิทำให้เธอหยุด เขารีบเดินเข้ามาช่วยยกตะกร้าจากมือเธอ สีหน้าเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าเธอต้องออกแรงมาก“ใบนี้หนักเกินไปครับ”ปิ่นมุกยิ้มบาง ๆ แล้วส่ายหน้า“ฉันยกไหวค่ะ”“ผมรู้ว่าคุณยกไหวครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทำทุกอย่างเอง”ภาคภูมิพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางวางตะกร้าลงอย่างระมัดระวัง ปิ่นมุกมองเขาแล้วหัวเราะเบา ๆ“คุณภาคภูมิใจดีกับฉันเกินไปแล้วนะคะ”ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย“ผมแค่ทำตามหน้าที่ครับ”เสียงรถยนต์ดังเข้ามาใกล้ ก่อนจะจอดอยู่ด้านหน้าโรงเก็บของกฤษตินก้าวลงจากรถพร้อมสีหน้าเคร่งขรึม วันนี้เขามีงานต้องตรวจหลายอย่าง จึงดู
แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาภายในห้องนอน ปิ่นมุกค่อย ๆ ลืมตาขึ้นหลังจากหลับไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงเธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองพื้นที่ข้างกายกฤษตินไม่อยู่แล้ว เตียงฝั่งของเขาเรียบร้อยราวกับเมื่อคืนไม่ได้มีใครนอนอยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำปิ่นมุกถอนหายใจเบา ๆ แล้วลุกขึ้นจากเตียง เธอจัดที่นอนให้เรียบร้อย ก่อนเดินเข้าไปล้างหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเรียบง่ายสำหรับทำงานในฟาร์มเมื่อคืนกฤษตินบอกเอาไว้ชัดเจนว่า หลังจากแต่งงาน เธอต้องเรียนรู้ชีวิตที่นี่และเธอจะไม่เป็นภรรยาที่สร้างปัญหาให้เขา เมื่อเดินลงมาชั้นล่าง ปิ่นมุกเห็นภาคภูมิกำลังพูดคุยกับคนงานอยู่บริเวณหน้าบ้าน ชายหนุ่มหันมาเห็นเธอเข้าพอดีจึงยกมือไหว้ด้วยความสุภาพ“คุณปิ่นมุก ตื่นเช้าจังเลยครับ” ภาคภูมิเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง ๆ พลางมองหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจดเท้าอย่างแปลกใจที่เห็นเธอแต่งตัวพร้อมทำงานตั้งแต่เช้าปิ่นมุกยิ้มเจื่อน ๆ และก้มหน้าลงเล็กน้อย“คุณกฤษตินบอกว่าฉันต้องช่วยงานที่ฟาร์มค่ะ ฉันเลยคิดว่าควรเริ่มตั้งแต่วันนี้”น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล แต่แฝงความเกรงใจจนภาคภูมิอดรู้สึกสงสารไม่ได้“คุณไม่จำเป็นต้องรีบขนาดนั้นก็
สองเดือนต่อมา...วันที่ปิ่นมุกไม่เคยคิดว่าจะมาถึงก็มาถึงในที่สุด วันนี้คือวันแต่งงานของเธอตั้งแต่เช้า บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยผู้คนที่เข้ามาจัดเตรียมงาน เสียงพูดคุยดังอยู่เป็นระยะ แต่สำหรับเจ้าสาวอย่างปิ่นมุกแล้ว ทุกอย่างกลับดูเหมือนเกิดขึ้นห่างไกลจากตัวเธอหญิงสาวนั่งอยู่หน้ากระจกในห้องแต่งตัว ช่างกำลังจัดผมและแต่งหน้าให้เธออย่างประณีต ปิ่นมุกมองตัวเองในกระจกด้วยแววตานิ่ง ๆ ชุดแต่งงานสีขาวที่อยู่บนร่างกายทำให้เธอดูแตกต่างจากทุกวันเธอสวยขึ้น...แต่กลับไม่มีความสุขอย่างที่เจ้าสาวคนหนึ่งควรจะเป็นเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆก๊อก...ก๊อก...“ปิ่น พี่เข้าไปนะ”เสียงของอิงอรดังขึ้น“ค่ะ”ประตูเปิดออก อิงอรเดินเข้ามา ก่อนจะหยุดมองน้องสาวด้วยรอยยิ้ม“สวยมากเลย”เธอพูดด้วยแววตาชื่นชม ขณะเดินเข้าไปใกล้ปิ่นมุกยิ้มบาง ๆ แต่แววตายังคงมีความกังวล“พี่อิงว่าปิ่นดูแปลกไหมคะ?”“แปลกตรงไหน?”อิงอรหัวเราะเบา ๆ พร้อมมองน้องสาวผ่านกระจก“วันนี้เธอเป็นเจ้าสาวนี่นา”ปิ่นมุกก้มมองมือของตัวเอง ก่อนจะพูดเสียงเบา“ปิ่นยังรู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่เลยค่ะ”อิงอรเห็นสีหน้าของน้องสาวแล้วก็ถอนหายใจ ก่อนจะวางมือบนไ
เช้าวันต่อมา...บ้านของปิ่นมุกเงียบกว่าทุกวัน หญิงสาวนั่งอยู่ในห้องรับแขกด้วยท่าทางสงบ แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความกังวล วันนี้คือวันที่เธอต้องเซ็นเอกสารการแต่งงานอย่างเป็นทางการเอกสารที่หมายความว่า...อีกไม่นานเธอจะต้องออกจากบ้านหลังนี้ และไปใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายที่เธอแทบไม่รู้จักปิ่นมุกก้มมองมือตัวเองที่วางอยู่บนตัก นิ้วเรียวขยับเข้าหากันอย่างประหม่า อิงอรที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นสีหน้าของน้องสาว จึงเอื้อมมือมาจับมือเธอเบา ๆ“ปิ่น ยังกลัวอยู่หรือเปล่า?”น้ำเสียงของอิงอรอ่อนโยน ขณะมองน้องสาวด้วยสายตาเป็นห่วง ปิ่นมุกฝืนยิ้ม ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ“นิดหน่อยค่ะ”เธอพยายามทำเสียงให้ปกติ แต่ปลายนิ้วกลับยังเกร็งอยู่ อิงอรบีบมือเธอเบา ๆ“ถ้าเธอไม่อยากแต่งจริง ๆ บอกพี่ได้นะ”ปิ่นมุกเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลง“พี่ก็รู้ว่าปิ่นทำไม่ได้”น้ำเสียงของเธอเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบ อิงอรเม้มริมฝีปาก สีหน้าสงสารน้องสาวอย่างเห็นได้ชัด“พี่รู้...”“ปิ่นจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ”ปิ่นมุกเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แม้ดวงตายังคงมีความเศร้าซ่อนอยู่“พี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”อิงอรมองรอยยิ้ม





