ログインบทที่10
อ่อนโยน แสงแดดยามสายส่องลอดผ้าม่านสีอ่อนเข้ามากระทบผิวแก้มของหญิงสาวที่ยังคงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา กลิ่นกายอุ่นนุ่มและกลิ่นหอมอ่อนจางจากผ้าปูเตียงยังคงโอบล้อมมินตราไว้จนเธอไม่อยากลืมตา จุ๊บ! จุ๊บ ริมฝีปากของคิรินทร์โน้มลงจูบเบา ๆ ที่ขมับเธอ เป็นมอร์นิงคิสที่อ่อนโยนและปลุกความรู้สึกอุ่นไหวในใจหญิงสาวให้ลุกโชนอย่างไม่รู้ตัว เขากระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกดจูบย้ำอีกครั้งที่แก้ม เธอหลับตาแน่นอย่างเขินอายแต่หัวใจกลับเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้ “อื้ออ” แล้วทันใดนั้น เธอก็รู้สึกได้ถึงแรงบางอย่างที่ทาบแนบอยู่ตรงแผ่นหลัง ความแน่นแข็งที่แผ่ไอร้อนออกมาทำให้เธอหน้าแดงจัดขึ้นมาในพริบตา ก่อนจะหลุดหัวเราะเขินออกมาเบา ๆ "คุณคิรินทร์ ตื่นตัวเช้าเชียวนะคะ" เธอแซวเสียงพร่าโดยไม่หันไปมองชายหนุ่มหัวเราะนุ่ม ๆ ในลำคอ เขาไม่ปฏิเสธ เพียงกระซิบที่ข้างใบหูเธอเบา ๆ "เป็นธรรมชาติน่ะ โดยเฉพาะตอนมีอะไรนุ่มนิ่มอยู่ในอ้อมกอด" คำพูดนั้นยิ่งทำให้มินตราเขินจัด ซุกหน้าลงกับหมอนและพยายามดิ้นเบา ๆ อย่างเอียงอาย แต่ก็ถูกแขนแกร่งรัดไว้แน่นกว่าเดิม คิรินทร์กดจูบซ้ำที่ต้นคอเธออีกครั้ง แล้วกระซิบเสียงต่ำแต่แฝงความเอ็นดูอย่างล้นเหลือ "เธอน่ารักชะมัด ยิ่งเขินแบบนี้ ฉันยิ่งอยากแกล้ง" แล้วเขาก็หัวเราะแผ่วเบาอย่างพอใจ ขณะที่มินตราต้องฝังหน้าแน่นอยู่กับหมอนเพื่อกลบยิ้มจนหูแดงที่ยังคงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา กลิ่นกายอุ่นนุ่มและกลิ่นหอมอ่อนจางจากผ้าปูเตียงยังคงโอบล้อมมินตราไว้จนเธอไม่อยากลืมตา ริมฝีปากของเธอยังจำสัมผัสร้อนรุ่มจากคืนก่อนหน้าได้อย่างชัดเจน ขณะที่วงแขนของคิรินทร์ก็ยังคงรัดแน่นประหนึ่งไม่อยากปล่อย เขายังไม่ตื่น แต่ลมหายใจสม่ำเสมอและใบหน้าที่คลอเคลียอยู่บนศีรษะของเธอบอกชัดว่า เขายังไม่พร้อมปล่อยให้เธอออกจากอ้อมแขน มินตราขยับกายเล็กน้อย พยายามค่อย ๆ ผละตัวจากอกเขาเบา ๆ ไม่ให้เขาตื่น แต่ก่อนที่เธอจะทันลุก เสียงทุ้มที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นใกล้ขมับ "จะรีบไปไหนหืมม.. ยัยแมวน้อย" เสียงนั้นทำเอาเธอชะงัก หัวใจเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย เธอไม่กล้าหันไปสบตาเขา จึงเพียงพึมพำเบา ๆ "อยากลุกไปล้างหน้าน่ะค่ะ" คิรินทร์หัวเราะในลำคอ เขาใช้แขนอีกข้างดึงเธอกลับเข้าอก พร้อมกับโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างห "เมื่อคืนเธอครางชื่อฉันไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง พอเช้านี้กลับทำหน้าเขินแบบนี้เหรอครับ หืม" มินตราตีอกเขาเบา ๆ พลางซุกหน้าลงกับอกกว้าง เสียงหัวเราะของเขาอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยม หลังจากหยอกล้อกันพอให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ มินตราจึงลุกออกจากเตียง เดินไปหยุดหน้ากระจกบานใหญ่ พลางจ้องมองเงาสะท้อนของตนเองในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและรอยแดงที่ต้นคอซึ่งหลงเหลือจากค่ำคืนเร่าร้อน "ดูเหมือนฉันจะติดตราครอบครองของเธอไว้ชัดเลยนะ" เสียงของคิรินทร์ที่ดังจากปลายเตียงทำให้เธอหน้าแดงจัด เธอก้มหน้าลงพลางเอามือแตะรอยแดงนั้นเบา ๆ "คุณมันคนเจ้าเล่ห์" "ถ้าฉันเจ้าเล่ห์ เธอก็เป็นแมวขี้อ้อนที่ยอมเดินเข้ามาในกรงของฉันเอง ไม่ใช่เหรอ" มินตราหันกลับมาทำท่าจะเถียง แต่สายตาของเขาที่ทอดมามีแววบางอย่างที่ทำให้เธอพูดไม่ออก แววตาที่เหมือนจะบอกว่า เขาจริงจังมากกว่าที่เคย บรรยากาศในห้องแปรเปลี่ยนอีกครั้ง จากหยอกล้อกลายเป็นนิ่งงันที่อบอวลด้วยความรู้สึกบางอย่าง มินตรายืนนิ่งอยู่นาน ก่อนจะเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อน "หนูกลัวว่าถ้าวันหนึ่งคุณเบื่อ หนูจะไม่มีค่าอะไรเลย" คำพูดนั้นไม่ได้ดังนัก แต่แรงพอจะทำให้คิรินทร์ลุกจากเตียงแล้วเดินตรงมาหาเธอ เขายกมือทั้งสองประคองใบหน้าเธอไว้แนบแน่น แล้วจ้องมองเธออย่างลึกซึ้ง "อย่ากลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น มินตรา ฉันไม่เคยพาใครเข้ามาในโลกส่วนตัวของฉันแบบนี้มาก่อน ไม่เคยยอมให้อะไรสั่นคลอนจิตใจได้ขนาดนี้" ดวงตาเธอสั่นไหวเมื่อได้ยินคำสารภาพนั้น เขาก้มลงประทับจูบที่หน้าผากเธอแผ่วเบา "เพราะเธอคือของฉัน และฉันจะไม่ปล่อยให้เธอโดดเดี่ยวแม้แต่วินาทีเดียว" และในกระจกบานใหญ่ เธอเห็นภาพเขาโอบเธอไว้แนบอก เห็นแววตาคนทั้งคู่ที่สะท้อนความรู้สึกตรงกันแม้ไม่ได้พูดออกมา ไม่มีคำสัญญาใดถูกเปล่งออกมาอีก แต่รอยยิ้มเล็ก ๆ และการกอดแน่นของเช้านั้นเพียงพอให้เธอเริ่มเชื่อ ว่าบางทีความรักก็ไม่ต้องพูดให้มากคำ หลังจากมื้อเช้าซึ่งคิรินทร์ลงมือจัดเองอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ ขนมปังปิ้งกรอบ กาแฟหอมกรุ่น และผลไม้สดเรียงในจานอย่างเป็นระเบียบ ทั้งสองก็ออกมานั่งที่ระเบียงด้านหลังของบ้านพักตากอากาศหลังใหญ่ สายลมยามเช้าพัดผ่านเบา ๆ กลิ่นหอมอ่อนของอากาศยามเช้าที่สูงเหนือเมือง ปะปนกับกลิ่นกาแฟในมือของมินตรา เธอกอดแก้วมัคแน่นแนบอก ดวงตาเหม่อมองไปยังขอบฟ้า แต่ความคิดกลับวกวนอยู่กับความสัมพันธ์ที่ยังไร้คำจำกัดความระหว่างเธอกับเขา คิรินทร์นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ ขาข้างหนึ่งไขว่ห้างอย่างเป็นธรรมชาติ มือข้างที่ว่างถือหนังสือพิมพ์แต่สายตาไม่ได้อ่านจริงจังนัก เขารู้ดีว่าเด็กสาวข้างตัวกำลังคิดอะไรบางอย่างเงียบเกินไป นิ่งเกินไปสำหรับมินตราที่ปกติมักจะพูดพร่ำไม่หยุดเมื่ออยู่กับเขา "คิดอะไรอยู่" เสียงทุ้มของเขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ พลางหันมามองหญิงสาว มินตราสะดุ้งเล็กน้อยก่อนฝืนยิ้มบาง ๆ พลางส่ายหน้า "เปล่าค่ะ แค่คิดอะไรเพลิน ๆ" เขาวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ หันเก้าอี้ตัวเองมาเผชิญหน้ากับเธอโดยตรง แล้วโน้มตัวเล็กน้อยใช้สองมือประคองมือเธอที่ถือแก้วกาแฟไว้แน่น "อย่าหลบตาฉันสิ" เสียงของเขาอ่อนโยนแต่แน่วแน่ มินตราเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า สายตาของเธอปะทะเข้ากับดวงตาคู่นั้นที่แฝงความห่วงใย ลึกซึ้ง และไม่อาจอ่านได้ทั้งหมด "คุณคิรินทร์คะ หนูยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นอะไรสำหรับคุณจริง ๆ" คำพูดนั้นเปล่งออกมาเบากว่าเสียงลม แต่กลับดังก้องในหัวของทั้งสองคน เขามองเธออย่างนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา "มินตรา ฉันไม่ใช่ผู้ชายที่เก่งเรื่องพูดคำหวาน ฉันไม่เก่งเรื่องแสดงออก แต่เธอคือคนแรกที่ทำให้ฉันอยากอธิบายอะไรบางอย่าง แม้ฉันยังไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่ารักหรือเปล่า แต่ฉันรู้ว่าถ้าไม่มีเธออยู่ข้าง ๆ วันหนึ่ง ฉันคงรู้สึกว่างเปล่ามาก" เธอฟังเขาเงียบ ๆ ดวงตาสั่นไหว น้ำตาเอ่อคลอโดยไม่รู้ตัว "เพราะงั้นอย่าเพิ่งหาคำนิยามให้เราเลยนะ ขอแค่เธอยังอยู่ตรงนี้ แค่นั้นก็พอ" จุ๊บ “...” เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ก่อนกดจูบเบา ๆ ที่หน้าผากของเธอ ริมฝีปากแนบแน่นอยู่นานราวกับต้องการประทับรอยความรู้สึกลงบนผิวเนียน มือใหญ่ละจากการกุมมือนุ่ม เปลี่ยนมาประคองกรอบหน้าเธอเบา ๆ แล้วโน้มลงจูบอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่หน้าผาก แต่เป็นริมฝีปากที่สั่นไหวเล็กน้อยจากความรู้สึกซับซ้อนในใจ จูบแรกอ่อนโยน เหมือนจะปลอบโยน แต่เมื่อเธอไม่ผละหนี ความอ่อนโยนก็แปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งที่หนักแน่นมากขึ้น เสียงจังหวะลมหายใจเริ่มชิดใกล้ เสียงกระเบื้องระเบียงยามเธอขยับกายคล้ายจะขัดเขินไม่ทันตั้งตัวถูกกลบด้วยเสียงจูบที่หนักแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เขาเอื้อมมืออีกข้างประคองแผ่นหลังเธอ ก่อนจะพาเธอลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วดันกายเธอเบา ๆ พิงแนบกับผนังกระจกใสของตัวอาคารที่มีแสงแดดยามสายส่องกระทบครึ่งหน้า คิรินทร์จูบซับที่คาง ไล้ปลายลิ้นตามแนวกรามนวล ก่อนจะเลื่อนลงมาครอบครองยอดอกนิ่มที่ยังคงซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อบางเบา “อ๊ะ!! อ๊าาส์” มินตราสะดุ้งเฮือกเมื่อเขาใช้ปลายลิ้นแตะต้องผิวเนื้อนุ่มและดูดเบา ๆ ผ่านเนื้อผ้า เสียงครางพร่าเล็ดลอดจากริมฝีปากเธอโดยไม่ทันยั้งใจ มือข้างหนึ่งยกขึ้นสอดเข้าในเส้นผมของเขา ขณะที่อีกข้างจับขอบผนังแน่นเพื่อทรงตัว ชายหนุ่มไล้ปลายนิ้วเข้าใต้ชายเสื้อ สัมผัสความเนียนละเอียดของผิวเอว สะโพก แล้วเลื่อนขึ้นช้า ๆ อย่างมั่นคง ปลายนิ้วของเขาลูบผ่านผิวเนื้อนุ่มก่อนจะเปลี่ยนเป็นฝ่ามือที่วางทาบลงบนทรวงอกกลมกลึงผ่านเนื้อผ้าบางเบา แล้วค่อย ๆ ขยำเบา ๆ อย่างเชื่องช้าแต่แน่นหนัก ราวกับต้องการจารึกสัมผัสของเธอไว้ในความจำทุกอณู ความอ่อนนุ่มในอุ้งมือเขาทำให้คิรินทร์อดก้มหน้าลงจูบลำคอขาวเนียนไม่ได้ พร้อมทั้งบดเบียดฝ่ามือบีบคลึงจังหวะหนักเบาสลับกันจนหญิงสาวเอนแผ่นหลังพิงกระจกอย่างไร้เรี่ยวแรง ริมฝีปากเธอเผยอขึ้นเล็กน้อยพร้อมเสียงหายใจที่สะดุด ดวงตาหวานปรือขึ้นสบกับสายตาเขาอย่างเว้าวอนแต่ขัดเขิน มินตราหลุบตาลงแล้วเอียงหน้าหนีเล็กน้อย ทว่าเนื้อตัวยังคงแนบชิดไม่ห่าง มือเล็กที่ขยุ้มชายเสื้อเขาไว้แน่น กลับไม่มีท่าทีต่อต้าน ตรงกันข้ามเมื่อเขาเลื่อนมืออีกข้างลูบไล้ไล่ต่ำลงไปตามแนวเอว เธอก็แอ่นกายเล็กน้อยราวกับตอบรับ ริมฝีปากสั่นพร่าเอื้อนเอ่ยแผ่วเบา "ยะ..อย่า หยุดเลยนะคะ" คำพูดนั้น แม้เบาหวิวแต่กลับมีอานุภาพรุนแรงยิ่งกว่าการวิงวอนใด ๆคิรินทร์ยิ้มที่มุมปากอย่างพอใจ เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ "เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองยั่วเก่งแค่ไหนมินตรา" แล้วเขาก็ครอบครองเธออีกครั้ง ไม่ใช่แค่ด้วยกาย แต่ด้วยอำนาจของการเข้าใจทุกจริตหญิงสาวตรงหน้า ที่ทั้งอายแต่ก็โหยหา พร้อมทั้งบดเบียดฝ่ามือบีบคลึงจังหวะหนักเบาสลับกันจนหญิงสาวเอนแผ่นหลังพิงกระจกอย่างไร้เรี่ยวแรง สัมผัสความเนียนละเอียดของผิวเอว สะโพก แล้วเลื่อนขึ้นช้า ๆ อย่างมั่นคง "คะ...คุณคิรินทร์...ตรงนี้มัน—" เธอพยายามประท้วง แต่เสียงกระซิบของเขาตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "ไม่มีใครอยู่ มินตรามีแค่เรา" คำพูดนั้นทำให้เธอหลบตา หน้าแดงจัด แล้วในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงแรงปรารถนาในกายตนเองที่เพิ่มพูน เมื่อปลายนิ้วของเขาลูบผ่านแนวสะโพกและดึงชายผ้าลงอย่างช้า ๆ เธอก็ยินยอม โดยไร้คำพูดใด สัมผัสทั้งหมดกลายเป็นภาษาเดียวที่ใช้สื่อสารกัน และในเช้าวันนั้น ที่ระเบียงเพนต์เฮาส์กลางมหานคร เสียงลมหายใจ รอยจูบและจังหวะการเคลื่อนไหวของร่างกาย มือที่ประคองแก้วกาแฟถูกเปลี่ยนเป็นกุมแน่นด้วยมือของเขา มินตรายิ้มทั้งน้ำตา พยักหน้าช้า ๆ ระหว่างคนสองคน บางทีความรู้สึกก็เสียงดังพอโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำเลยสักนิดบทที่35วันวิวาห์เช้าวันใหม่ของเมืองใหญ่ทอแสงสีทองอ่อนลอดผ่านม่านขาวในห้องสวีทของโรงแรมหรู เสียงหัวเราะคิกคักจากทีมงานแต่งหน้าทำผมดังเป็นระยะ ผสมกับเสียงคลาสสิกที่เปิดคลอเบา ๆ บรรยากาศอบอุ่นแต่แฝงด้วยความตื่นเต้นของวันพิเศษ มินตรานั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ แสงไฟนวลส่องสะท้อนเงาในกระจกให้เห็นหญิงสาวในชุดคลุมเจ้าสาวสีงาช้าง ผิวขาวนวลยิ่งขับให้ใบหน้าที่กำลังถูกแต่งแต้มด้วยฝีมือช่างดูงดงามขึ้นทุกวินาที เธอมองตัวเองเงียบ ๆ ดวงตากลมค่อย ๆ เอ่อคลอ น้ำตาใสไหลรินโดยไม่รู้ตัว นี่คือฉันจริง ๆ เหรอ ผู้หญิงธรรมดาที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นเมียลับ วันนี้กำลังจะได้สวมชุดเจ้าสาวช่างแต่งหน้าหันมาเห็นยิ้มบาง ๆ “อย่าร้องนะคะ เดี๋ยวเครื่องสำอางเลอะหมด” น้ำเสียงนั้นแฝงความเอ็นดูทำให้มินตรารีบยกมือซับน้ำตาเบา ๆ พลางยิ้มทั้งน้ำตา “ขอโทษค่ะ…แค่ไม่คิดว่าชีวิตจะพามาถึงวันนี้” ในอีกฟากของอาคาร ห้องเจ้าบ่าวเงียบขรึมกว่าเล็กน้อย คิรินทร์ยืนอยู่หน้ากระจกบานเต็มตัว สูทสีดำตัดพิเศษเข้ารูปกอดร่างสูงสง่า ปลายเนกไทเรียบหรูสีเดียวกับผ้าเช็ดอก เขาจัดกระดุมข้อมืออย่างใจเย็น แต่ในแววตาคมกลับสะท้อนความจริงจังแน่วแน่ที่ไม่
บทที่34ว่าที่คุณนายบ้านวัชรเมธาแสงแฟลชสว่างวาบไปทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรู ทุกเลนส์จับจ้องไปยังเวทีที่ชายหนุ่มในสูทเข้มก้าวออกมาเคียงข้างหญิงสาวร่างเล็กในเดรสสีงาช้างเรียบสง่าภาพที่เหมือนประกาศต่อทั้งโลกว่า เธอไม่ใช่เงาอีกต่อไป‘คิรินทร์ วัชรเมธา ประกาศหมั้นกลางงานแถลง!’พาดหัวข่าวออนไลน์กระจายไปแทบจะพร้อมกันทุกสำนักในไม่กี่นาทีหลังเขาเอ่ยประโยคชัดถ้อยคำต่อหน้าสื่อ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมทั่วประเทศ บางกระแสชื่นชมความเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่มที่ไม่สนเสียงนินทา บางกระแสกลับพุ่งเป้าโจมตีมินตรา “เด็กสาวที่มีอดีตไม่สวยงามจะคู่ควรกับตระกูลใหญ่จริงหรือ”มินตรานั่งข้างเขาบนเก้าอี้สูงของเวทีแถลงข่าว ดวงตากลมโตสั่นไหวเหมือนถูกโหมกระหน่ำด้วยคำถามและแสงแฟลช เธอพยายามประคองสติ มือเล็กกำชายกระโปรงแน่นจนยับย่นนักข่าวหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นถามเสียงดัง “คุณคิรินทร์มั่นใจหรือคะว่าผู้หญิงคนนี้คู่ควรกับการเป็นภรรยาในอนาคตของท่าน”หัวใจมินตราแทบหยุดเต้น คำพูดนั้นเหมือนหอกที่เสียบกลางอกต่อหน้าผู้คนมากมาย เธอยกสายตาขึ้นช้า ๆ แต่ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อเต็มขอบตา แขนแข็งแรงของคิรินทร์ก็โอบรอบไหล่เธอแน่นเขาหัน
บทที่33ฉันสนใจแค่เธอกับลูกเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากงานแถลงข่าวสิ้นสุด โลกทั้งใบเหมือนพลิกตลบ ข่าวใหญ่พาดหัวตัวโตติดทุกสื่อ ทุกเว็บไซต์ ทุกหน้าหนังสือพิมพ์ และแทบทุกการสนทนาบนโซเชียล คิรินทร์ วัชรเมธา ประกาศแต่งงาน!ภาพชายหนุ่มในชุดสูทเข้ม สายตาคมมั่นคง จับมือหญิงสาวหน้าหวานขึ้นยืนต่อหน้านักข่าวนับร้อย กลายเป็นภาพไวรัลที่ถูกแชร์ซ้ำไปทั่วประเทศ คลิปคำพูดหนักแน่นว่า “เธอไม่ใช่เมียลับ แต่คือคู่หมั้น และผู้หญิงที่ผมจะใช้ชีวิตด้วย” ถูกเปิดซ้ำจนแทบทุกคนต้องได้ยิน เสียงชื่นชมดังลั่นในโลกออนไลน์“เขาให้เกียรติเธอมาก นี่สิผู้ชายที่แท้จริง!”“คิรินทร์คือไอดอล แกร่งทั้งธุรกิจและหัวใจ”“ผู้หญิงคนนี้โชคดีที่สุดในโลกแล้ว” แต่ในขณะเดียวกัน เสียงต่อต้านก็ปะทุไม่แพ้กัน“เสียสติหรือเปล่าจะทิ้งศักดิ์ศรีเพราะผู้หญิงขายตัวคนเดียวงั้นเหรอ”“นี่มันความรักหรือแค่ราคะกันแน่”“ธุรกิจวัชรเมธากำลังจะล่มเพราะผู้หญิงที่ไม่มีค่าในสายตาสังคม” ภายในห้องประชุมบอร์ดบริษัท เสียงถกเถียงดังระงม นักลงทุนบางส่วนแสดงความกังวล ผู้บริหารบางคนถึงกับตบโต๊ะว่าการกระทำของประธานคือการเล่นกับไฟ แต่ก็มีเสียงโต้กลับว่า การยืนหยัด
บทที่32ไม่มีใครกล้าทำไม่มีใครกล้าดำรงชีวิตฉันนอกจากตัวฉันเองเช้าวันถัดมาเมืองทั้งเมืองเหมือนสั่นสะเทือนด้วยเสียงกดแชร์และพาดหัวสีแดงสด บนหน้าหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ข่าว ไปจนถึงโซเชียลเต็มไปด้วยภาพถ่ายที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป‘เมียลับนายทุน! ภาพหลุดยืนยันสัมพันธ์ต้องห้าม’ภาพถ่ายที่ถูกปล่อยออกมาไม่ใช่เพียงเงาลาง ๆ เหมือนก่อน แต่เป็นภาพเก่าที่ถูกขุดขึ้นมินตราในชุดเดรสเรียบง่ายยืนกอดเอกสารหน้าคอนโดหรู ที่มีชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทเข้มเดินตามหลังอยู่ แม้ใบหน้าของคิรินทร์จะหันข้าง แต่ใคร ๆ ก็มองออกว่าคือเขาไม่เพียงเท่านั้น บทความยังมีคำให้สัมภาษณ์จากแหล่งข่าววงใน ที่ระบุว่าเด็กสาวคนนี้ถูกเลี้ยงดูมานานเกือบปี อยู่เพนต์เฮาส์เดียวกับท่านประธาน และได้รับสิทธิพิเศษเกินกว่าผู้หญิงคนไหนทุกถ้อยคำเหมือนหอกแหลมแทงลงกลางอกมินตรา เธอนั่งตัวสั่น มือเล็กกำโทรศัพท์จนแน่น น้ำตาไหลรินไม่หยุด ความจริงที่ควรถูกปกปิดกลับถูกฉีกออกมาให้โลกทั้งโลกเห็น“ทำไมต้องเป็นตอนนี้” เธอพึมพำเสียงสั่น หัวใจบีบรัดเหมือนจะหยุดเต้น เธอเดินถอยไปพิงผนังเย็นเฉียบ ร่างเล็กทรุดลงกับพื้น หายใจถี่รัว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเจ็บ
บทที่31อบอุ่นหัวใจแสงอาทิตย์อ่อนยามเช้าทอดผ่านม่านโปร่งเข้ามาในห้องนอน เพนต์เฮาส์ที่เมื่อคืนเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและสัมผัสเร่าร้อน ตอนนี้กลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกไกล ๆ และเสียงลมพัดกระทบกระจกสูง มินตราขยับเล็กน้อยในอ้อมแขนที่โอบรัดไว้แน่น ร่างกายยังอ่อนล้า แต่ความอบอุ่นจากอกกว้างทำให้เธอไม่อยากลืมตาขึ้นเลย กลิ่นหอมอุ่นแบบผู้ชายของคิรินทร์ยังคงติดอยู่ตามปลายจมูก และเสียงหัวใจเต้นหนักแน่นใต้แผ่นอกหนานั้นทำให้เธอเหมือนกำลังลอยอยู่ในความฝันคิรินทร์ตื่นก่อนแล้ว ดวงตาคมมองใบหน้าหวานที่ซุกแนบอกเขาอย่างไว้ใจ เส้นผมยุ่งเล็กน้อยปรกแก้มเนียน แก้มแดงเรื่อราวกับผลไม้สุก เขายกมือหนาขึ้น เกลี่ยเส้นผมออกอย่างเบามือ แล้วกดจูบลงบนหน้าผากเล็ก ๆ นั้นโดยไม่ลังเล“เช้าแล้วนะ” เสียงทุ้มพร่าเอ่ยชิดหูมินตราคลายเปลือกตาช้า ๆ ดวงตากลมโตพร่าไหวจากแสง เธอขยับเล็กน้อยเหมือนจะซ่อนหน้าลงในอกเขา “ให้หนูหลับอีกนิดได้ไหมคะ” เสียงแผ่วอ้อนเบาเหมือนเด็ก คิรินทร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ แขนแข็งแรงกระชับกอดแน่นขึ้น “เธอจะนอนต่อก็ได้ แต่ฉันไม่รับปากว่าจะไม่กวน” น้ำเสียงเจือแกล้ง แต่แววตาที่ทอดมองเธอกลับเต็มไปด้วยความอ่
บทที่30สัญญาใจแสงไฟสีส้มอุ่นในห้องนอนเพนต์เฮาส์ทอดเงาลงบนผ้าปูเตียงสีขาวสะอาด มินตรานั่งพิงหัวเตียง ใบหน้ายังแดงเรื่อจากคราบน้ำตาที่เพิ่งแห้งไป เธอไม่ได้ขยับหนีเมื่อร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ คิรินทร์จ้องเธอด้วยสายตาคมเข้มปนอบอุ่น แววตาที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่เหมือนคำสัญญาที่เพิ่งหลุดออกจากปากเขา มือหนาเอื้อมขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ปรกแก้มออกอย่างแผ่วเบา นิ้วโป้งไล้ผ่านผิวแก้มเนียนราวกับกำลังปลอบโยน “เธอยังกลัวฉันอยู่ไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดริมฝีปาก มินตราส่ายหน้าเบา ๆ ดวงตากลมโตไหววูบ แต่กลับสบตาเขาโดยไม่หลบ มือเล็กกำชายเสื้อไว้แน่นเหมือนพยายามหาที่พึ่ง “ฮึกก”คิรินทร์ก้มลงช้า ๆ ริมฝีปากหยักแตะสัมผัสแรกที่มุมปากเธอ อ่อนโยนราวกับกลัวว่าแรงเกินไปจะทำให้เธอแตกสลาย มินตราหลับตาแน่น รับสัมผัสนั้นอย่างเต็มใจ จ้วบบ!จูบแรกที่แผ่วเบาค่อย ๆ ลึกซึ้งขึ้น ริมฝีปากหนากดแนบแน่นกว่าเดิม ลมหายใจทั้งคู่สอดประสาน มินตรารู้สึกถึงแรงเต้นหัวใจตัวเองที่ดังจนแทบกลบเสียงรอบข้าง เขาขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอเบา ๆ ราวกับเชิญชวน จนเธอเผลอเผยอปากรับในที่สุด และทันใดนั้น ลิ้นร้อนของเขาก็แทรกเข้ามาชิมควา
บทที่14ที่พึ่งพิงเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์สงบลงเมื่อเท้าของมินตราแตะพื้นฮอลิโพลของโรงพยาบาลเอกชนใจกลางกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในเครื่องแบบรีบมารับทันที หญิงสาวอยากวิ่งไปยังแผนกฉุกเฉิน แต่ฝ่ามืออบอุ่นกลับคว้ามือเธอไว้ ไม่ใช่เพื่อห้าม หากแต่ให้เธอใช้บัตรVIPที่เขาให้เลขาคนสนิทเร่งเอามาให้“ใช้บ
ตอนที่13จะไม่ปล่อยมือเสียงคลื่นยังคงซัดสาดบางเบาในยามค่ำ ขณะที่ในห้องโดยสารของเรือยอชต์มีความร้อนแรงของร่างกายทั้งสองยังไม่ทันจางหายไปมินตรานอนหอบไออุ่นอยู่ใต้ผ้าห่ม มือเล็กยังสั่นไหวเพราะความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ริมฝีปากเธอแดงช้ำเล็กน้อยจากจูบที่ลากยาว และดวงตาเยิ้มหวานยังจ้องเขาไม่วางค
บทที่12หนูขออยู่บนนะคะบนห้องนอนบนเรือยอชต์ขนาดใหญ่ที่ยังทอดลำอยู่กลางทะเล มินตราขยับตัวเล็กน้อยในอ้อมแขนแข็งแรงของชายหนุ่มที่นอนแนบข้าง แผ่นอกแน่นตึงของคิรินทร์ขยับขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอพร้อมกับลมหายใจที่อุ่นนุ่มแนบข้างแก้มของเธอกลิ่นหอมสะอาดจากกายเขายังติดอยู่ที่ปลายจมูก และเธอก็ไม่มีเจตนาจะผละออก
บทที่11คุณคิรินทร์กินแซ่บอากาศในห้องเพนต์เฮาส์เย็นเฉียบจากแอร์ที่ทำงานเต็มกำลัง แต่อุณหภูมิภายในร่างกายของคนสองคนกลับตรงกันข้ามมินตราซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มสีครีม ร่างกายเปลือยเปล่าแนบชิดแผ่นอกหนา เสียงลมหายใจของคิรินทร์สม่ำเสมอและหนักแน่น แต่อ้อมแขนยังคงกอดกระชับไม่ปล่อยราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป“คุณ







