Masukบทที่11
คุณคิรินทร์กินแซ่บ อากาศในห้องเพนต์เฮาส์เย็นเฉียบจากแอร์ที่ทำงานเต็มกำลัง แต่อุณหภูมิภายในร่างกายของคนสองคนกลับตรงกันข้าม มินตราซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มสีครีม ร่างกายเปลือยเปล่าแนบชิดแผ่นอกหนา เสียงลมหายใจของคิรินทร์สม่ำเสมอและหนักแน่น แต่อ้อมแขนยังคงกอดกระชับไม่ปล่อยราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป “คุณคิรินทร์” เธอเรียกชื่อเขาเสียงแผ่ว ลมหายใจอุ่นแนบอยู่ตรงลำคอเขา ขณะปลายนิ้วเล็กไล้วนที่กระดูกไหปลาร้าเบา ๆ เขาลืมตาขึ้นทันที เสี้ยวหน้าคมชัดสะท้อนแสงไฟหัวเตียง ทำให้รอยยิ้มอ่อน ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่จ้องมองเธออย่างนิ่งนาน ก่อนจะเอื้อมมือมาลูบเส้นผมยุ่งเหยิงของเธออย่างอ่อนโยน “เมื่อกี้ยังครางไม่เป็นศัพท์อยู่เลย” เขากระซิบมินตราเบิกตากว้างก่อนจะฟาดเบา ๆ ที่อกเขาอย่างขัดเขิน แต่เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วดึงเธอมากอดแน่นกว่าเดิม “ไม่ต้องอายหรอก ฉันชอบตอนเธอพูดไม่ได้ มันน่ารักดี” เธอหน้าแดงจัด ซุกหน้าลงกับอกเขาแล้วเอ่ยเสียงอู้อี้ “ก็คุณทำแบบนั้น...มันจะไม่พูดไม่ชัดได้ไงล่ะคะ” คิรินทร์พลิกตัวขึ้นคร่อมเธออย่างรวดเร็ว ดวงตาเปล่งประกายราวกับนักล่าที่ได้เหยื่อ หญิงสาวร้องเสียงหลงก่อนจะหัวเราะเมื่อเขาโน้มตัวลงจี้เอวเธอเบา ๆ “หยุดเลยนะ อย่าจี้!” “งั้นยอมให้จูบดี ๆ” เขาต่อรอง ก่อนจะกดจูบที่ริมฝีปากเธอโดยไม่รอคำตอบ จูบนั้นอ่อนโยนแต่ยาวนาน ราวกับต้องการย้ำเตือนให้เธอรู้ว่า ต่อให้ไม่มีคำว่ารัก...ความผูกพันระหว่างพวกเขาก็แน่นแฟ้นเกินกว่าจะหันหลังให้กันได้ง่าย ๆ ผ้าห่มค่อย ๆ ถูกเลื่อนขึ้นคลุมศีรษะของทั้งสองคนและภายใต้ผ้าห่มผืนนั้น ไม่มีเสียงใดชัดเจนเท่าหัวใจที่เต้นสอดประสานกัน เขาโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูเธอ เสียงต่ำทุ้มพร่าทำให้ผิวมินตราสะท้านวาบ "ฉันยังไม่ได้กินของหวานเลยนะจะยอมให้ชิมไหม มินตรา" ดวงตาเธอเบิกเล็กน้อย ก่อนจะหลบตาด้วยใบหน้าแดงจัด แต่ริมฝีปากกลับไม่ปฏิเสธ คำตอบนั้นชัดเจนจากการที่เธอขยุ้มผ้าห่มไว้แน่น พลิกกายเล็กน้อยเปิดทางให้เขาโดยไม่ต้องพูด คิรินทร์ไล้ปลายนิ้วผ่านหน้าท้องนุ่มเนียนลงไปอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากเขาแตะจูบตามแนวลำตัว ไล่ต่ำลงเรื่อย ๆ ราวกับกำลังบูชาร่างกายเธอทุกส่วนด้วยความเคารพและหลงใหล เสียงลมหายใจของมินตราสะดุด เธอเผลอเม้มริมฝีปากเข้าหากัน เมื่อรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นจัดแตะลงตรงเนินอ่อนไหวที่สุดในร่างกาย เขาไม่เร่งรีบ เขาใช้ปลายลิ้นแตะสัมผัสเบา ๆ ทีแรกเหมือนหยอกล้อ แต่กลับสร้างแรงกระเพื่อมในร่างเธอจนสะโพกยกหนีไม่ทันรู้ตัว "คุณคิรินทร์...อื้อ...อย่าแกล้ง..." แต่เขากลับยิ้ม ยิ่งได้ยินเสียงร้องอาย ๆ แบบนั้น ยิ่งเพิ่มแรงปรารถนา “ฉันชอบฟังเสียงเธอตอนนี้...ยิ่งกว่าตอนครางเรียกชื่อฉันอีกนะ” จากการหยอกเบา ๆ กลายเป็นจังหวะลิ้นที่แนบแน่นระรัว และดูดกลืนราวกับจะปลิดวิญญาณจากเธอ มินตราได้แต่จิกมือกับผ้าปูเตียง ร่างกายสั่นไหวไปตามทุกจังหวะที่เขาแตะต้อง ขณะเดียวกัน มือหนาของเขาก็เลื่อนขึ้นมาจากสะโพก ลูบไล้ขึ้นตามแนวเอว ก่อนจะปะทะกับทรวงอกอวบที่กระเพื่อมตามจังหวะหอบหายใจนั้นอย่างยั่วเย้า เขาใช้ฝ่ามือทาบลงแล้วบีบขยำแน่นสลับเบา ราวกับทดสอบความอ่อนนุ่มในอุ้งมือ ขณะสายตาคมกริบของเขาก็ชำเลืองขึ้นไปมองใบหน้าหวานของเธอที่แดงระเรื่อ ดวงตาฉ่ำปรือสะท้อนความวูบไหวในอารมณ์อย่างไม่ปิดบัง รอยยิ้มมุมปากของคิรินทร์ปรากฏอย่างชัดเจน พึงพอใจในทุกท่าทีของหญิงสาวใต้ร่างที่ทั้งหวั่นไหวและโอนอ่อนให้เขาอย่างหมดใจ รัวริน และดูดกลืนราวกับจะปลิดวิญญาณจากเธอ มินตราได้แต่จิกมือกับผ้าปูเตียง ร่างกายสั่นไหวไปตามทุกจังหวะที่เขาแตะต้อง เสียงครางกระเส่าหลุดออกมาจากลำคอเธอทุกคราเมื่อเขาใช้ปลายลิ้นรุกเร้าลึกเข้าไปในความลับที่เปลือยเปล่า เธอหอบหายใจถี่จัด เมื่อจุดเสียวซ่านถูกตวัดซ้ำซากอย่างมีจังหวะ ในตอนนั้น มินตรารู้สึกเหมือนตัวเองหลอมละลายอยู่ใต้ผ้าห่มเดียวกันกับคนที่ไม่ได้รักเธอด้วยปากเพียงอย่างเดียวแต่ใช้หัวใจในทุกสัมผัสที่มอบให้ “อื้อ...คุณคิรินทร์...” เขาไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ก่อนจะขยับลงต่ำอีกครั้ง ลิ้นร้อนแตะลงบนจุดอ่อนไหวที่เปลือยเปล่าอย่างไม่รีบร้อนแต่เร้าใจ ปลุกเร้าเธออย่างผู้ชายที่รู้ดีว่าเธอต้องการอะไร เขาใช้ลิ้นแตะ ตวัด และดูดดุนราวกับกำลังชิมของหวานที่โปรดปราน เสียงหอบหายใจของมินตราเริ่มถี่จัด ร่างกายสั่นระริกอย่างยากจะควบคุมเมื่อแรงปรารถนาเริ่มซัดท่วมทุกส่วนนาที มือข้างหนึ่งของเขายังกอบกุมทรวงอกเธอไว้ไม่ปล่อย จังหวะที่นิ้วโป้งวนเล่นที่ยอดอกพร้อมกับลิ้นที่กำลังสวาปามจุดเร้นลับด้านล่างนั้น ทำให้มินตราแทบหลุดเสียงหวีดร้องออกมา “ไม่ไหวแล้ว...หนูจะ...อื้ออ” เธอหลับตาแน่น ร่างทั้งร่างกระตุกเป็นระลอกจากความสุขล้นที่พุ่งทะลักอย่างไม่ทันตั้งตัว คิรินทร์ยิ้มพึงพอใจใช้หลังมือปาดริมฝีปาก ก่อนจะโน้มตัวขึ้นมาจูบเธออีกครั้ง “ฉันกินของหวานตอนเช้าได้ทุกวันเลยนะ ถ้าเธอยอมให้ฉันกินก่อนอาหารเช้า” มินตราทุบไหล่เขาเบา ๆ ด้วยฝ่ามือเล็ก ใบหน้าแดงจัดจนลามถึงใบหู เธอเบือนหน้าหนีแต่ก็ยังหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อแรงอารมณ์คลี่คลาย คิรินทร์ก็ลุกขึ้นจากเตียงแล้วอุ้มเธอตามเข้าไปในห้องน้ำกว้างของเพนต์เฮาส์โดยไม่ให้เธอได้ตั้งตัว เสียงน้ำอุ่นจากฝักบัวกระทบกระเบื้องอย่างแผ่วเบา ขณะที่มินตรายืนนิ่งอยู่ใต้สายฝนเทียม คิรินทร์ยืนซ้อนหลังพร้อมกับลูบไล้สบู่เหลวลงบนฝ่ามือใหญ่ก่อนจะลูบไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียดของเธอด้วยความอ่อนโยน "ตัวเล็กนิดเดียว จะให้ฉันอาบน้ำถูให้ทุกวันเลยก็ยังไหวนะ" เธอหลุดหัวเราะเบา ๆ คุณคิรินทร์ชอบพูดอะไรลามกอยู่เรื่อย “คุณทำไม่ได้หรอกเดี๋ยวหนูเคยตัว” “ก็เคยไปเลยสิ ฉันเต็มใจ” มินตราเอียงหน้าหลบสายตาเขาที่มองเธอผ่านกระจก เธอไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ยกมือลูบแขนเขาเบา ๆ แทนคำพูด มือของเขาลูบไล้จากต้นคอลงไปตามไหล่ แผ่นหลัง และวกมาข้างหน้าช้า ๆ กอบกุมอกอ่อนนุ่มทั้งสองข้างไว้พร้อมกับออกแรงบีบขยำนิดหน่อยเหมือนหยอกเย้า “ยังแดงอยู่เลยนะเมื่อคืนฉันทำแรงไปหรือเปล่า” เขากระซิบข้างหูแล้วแกล้งจูบไหล่เธอเบา ๆ “คุณนี่ ขี้แกล้งที่สุดเลย!” มินตราเอ่ยเสียงเบา หน้าแดงยิ่งกว่าเก่า “ก็คนมันหลง” เขาตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจน ขณะลมหายใจอุ่นจัดยังไล้รินอยู่ข้างแก้มเธอไม่ห่าง หลังจากอาบน้ำเสร็จ คิรินทร์หยิบผ้าขนหนูมาซับผิวเธออย่างทะนุถนอม เขาลูบผมเธอเบา ๆ ใช้ปลายนิ้วจัดระเบียบปอยผมที่ชื้นแฉะให้เข้าที่ ราวกับกำลังดูแลของมีค่าที่ไม่อยากให้บุบสลาย “แต่งตัวสิ เดี๋ยวพาไปทานข้าวเช้า” “ที่ไหนคะ” มินตราถามอย่างสงสัย พลางเอาผ้าเช็ดตัวพันกายแน่น “ที่ท่าเรือ ฉันอยากพาเธอไปนั่งเรือยอชต์ลำใหม่ที่เพิ่งถอยจอดเทียบท่าเมื่อคืน” ดวงตากลมโตเป็นประกายขึ้นทันที “จริงเหรอคะ!” “หรือว่าไม่อยากไป” เขาเลิกคิ้วแสร้งถามเฉยๆ เพราะรู้ยังไงคนตัวเล็กก็ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว “ไปสิคะ! หนูอยากนั่งโต้ลมอยู่บนเรือแบบนั้นอีก” เธอว่าแล้วรีบวิ่งกึ่งกระโดดกลับเข้าห้องแต่งตัวโดยไม่ลืมหันมายิ้มหวานให้เขาอย่างอารมณ์ดี คิรินทร์มองตามพร้อมรอยยิ้มอ่อน ๆ บนมุมปาก มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบคางราวกับพึงพอใจที่เห็นเธอเริ่มยิ้มได้ง่ายขึ้น ครู่ต่อมา ทั้งคู่ก็ขึ้นรถลิมูซีนส่วนตัวที่พาไปยังท่าเรือส่วนตัวใกล้ ๆ คอนโด เรือยอชต์สีขาวหรูหราจอดรออยู่ที่ปลายทาง ลำใหญ่ ทรงสง่า พร้อมพนักงานประจำเรือคอยโค้งต้อนรับทันทีที่เห็นเจ้าของมาถึง มินตราอ้าปากค้างกับความอลังการของเรือยอชต์ เธอยืนมองด้วยตาโต คิรินทร์จึงโอบเอวพาเธอก้าวขึ้นเรืออย่างนุ่มนวล “ระวังตกนะ ตัวบาง ๆ แบบนี้ เดี๋ยวลอยไปกับลม” “คุณก็พูดเกินไป” มินตราหัวเราะคิกคักพลางช้อนสายตามองคนอายุมากกว่าด้วยท่าทีเขินอาย เธอไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้นสักหน่อย ท้องฟ้าเปิดแดดอุ่นและสายลมทะเลอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศราวกับอยู่ในโลกอีกใบบนดาดฟ้าเรือ คิรินทร์จัดเตรียมอาหารเช้าและไวน์อ่อน ๆ ไว้ให้ พร้อมผ้าปูรองนั่งแสนสบาย.มินตราทิ้งตัวลงนั่ง ยิ้มกว้างรับลม เธอหลับตาสูดกลิ่นทะเลอย่างมีความสุข โดยไม่รู้ว่าชายหนุ่มที่นั่งข้าง ๆ กำลังมองเธออยู่อย่างไม่วางตา ครู่หนึ่งเธอลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องเปลี่ยนชุดของเรือและเมื่อกลับมาอีกครั้ง เธอในชุดบิกินี่สีดำขับผิวขาวผ่องที่ตัดกับแสงแดดยามสายจนดูเจิดจ้าเกินห้ามใจ เรือนร่างโค้งเว้ารับกับแสงอาทิตย์ได้อย่างน่ามอง มินตราก้าวขึ้นไปยืนตรงห้องควบคุมเรือ โก่งตัวเล็กน้อยเพื่อดูวิวข้างหน้า ขณะที่ปลายผมยาวสยายพลิ้วตามลมทะเล เสียงคลื่นดังซัดกระทบเรือเบา ๆ ทว่า คิรินทร์กลับได้ยินเพียงเสียงลมหายใจตัวเองที่กำลังสะดุด เขาหลุบตาลงต่ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สายตาคมกริบของเขากวาดผ่านแผ่นหลังนวลเนียน เอวคอด และสะโพกกลมกลึงที่แนบแน่นภายใต้ชุดว่ายน้ำชิ้นน้อยที่แทบไม่ปกปิดอะไรเลย “แต่งแบบนี้รู้ไหมว่าอันตรายมาก” เสียงของเขาดังขึ้นจากข้างหลังมินตราหันกลับมายิ้มทะเล้นให้ “อันตรายกับใครคะ?” “กับคนที่อยากพาเธอลงไปใต้ดาดฟ้าตอนนี้ทันที” “แล้วคุณกล้าหรือเปล่าล่ะ” เธอยั่วเขาเบา ๆ แล้วหันกลับไปมองวิวต่ออย่างจงใจคิรินทร์ยิ้มเย็นอย่างผู้ใหญ่ที่พร้อมจะลงโทษเด็กซน “หึ...อย่าท้าผู้ใหญ่นะ คนอย่างฉันไม่เคยลังเล ถ้าอยากก็จะเอาเลย” ไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว มือหนาของเขาก็โอบรอบเอวแล้วดึงเธอเข้ามาปะทะอกกว้างอย่างแนบชิด หมับบ!! เสียงลมหายใจของเขาร้อนจัดอยู่ข้างใบหู ก่อนที่ฝ่ามือหนาจะลูบไล้ลงไปตามแนวสันหลัง แล้วกระตุกบิกินี่เส้นเล็กให้หลุดออกอย่างง่ายดาย “อ๊ะ!! อ๊ายย คุณคิรินทร์” มินตราสะดุ้งเล็กน้อย แต่กลับไม่ผลักไส ร่างกายเธอร้อนระอุและวูบไหวราวกับเปลวคลื่นซัดสาดอยู่ภายใน “กล้าท้านัก...จะไม่ให้หยุดพักเลยคอยดู” เสียงเขากระซิบข้างหู ก่อนมือหนาจะยกขึ้นฟาดลงบนก้นเนียนนุ่มอย่างจงใจ “อ๊ะ” เธอร้องเบา ๆ ทั้งเจ็บและสะท้าน มือเล็กเผลอคว้าจับแขนเขาแน่น คิรินทร์ยิ้มชอบใจในปฏิกิริยานั้น ริมฝีปากเขากดลงบนซอกคอ สูดกลิ่นกายสาวอย่างหลงใหล แล้วใช้ลิ้นตวัดลากไล้ไปตามแนวไหล่เปลือย “ตรงนี้ของฉันทั้งนั้น” เขากระซิบหนักแน่น ก่อนจะก้มลงครอบครองยอดทรวงอวบด้วยปากร้อนแรง ใช้ลิ้นหมุนวนแล้วดูดดึงเบา ๆ จนมินตราครางกระเส่าออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ลมทะเลโบกไหวไปทั่วระเบียงบนสุดของเรือ แต่ไม่อาจเย็นพอจะกลบความร้อนแรงที่ปะทุอยู่ใต้แสงแดด ฝ่ามือของเขาเคลื่อนไหวชำนาญ ลูบไล้ สอดแทรก แล้วกดจูบไปทุกพื้นที่ร่างกายของเธออย่างรู้จังหวะ เสียงหอบหายใจของมินตราราวกับเสียงคลื่นยามกระแทกฝั่ง สั่นไหว รัวเร่ง และขาดห้วงเป็นจังหวะที่เร้าอารมณ์ คิรินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอ มือยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุด “ไม่ไหวแล้วใช่ไหม..ตรงนี้เธอแฉะหมดแล้ว” เขาถามอย่างรู้คำตอบ “อื้อ...คุณคิรินทร์...” เธอร้องเสียงพร่า แววตาวิงวอนด้วยความปรารถนา เขาโน้มตัวเข้าหาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพียงจูบ แต่เป็นการรวมร่างที่่ร้อนเร่าจนสั่นสะเทือนทั้งเรือ แดดยามสายเริ่มอ่อนลงจนกลายเป็นอุ่นไอสีทองอาบทั่วเส้นขอบฟ้าทะเล มินตรานั่งอยู่บนเบาะนุ่มท้ายเรือยอชต์ ห่มผ้าเช็ดตัวไว้หลวม ๆ ขณะที่ปล่อยผมยาวให้ลู่ไหลตามลม เธอเพิ่งเดินกลับขึ้นมาจากห้องน้ำด้านล่าง ท่ามกลางบรรยากาศที่ยังเต็มไปด้วยกลิ่นเค็มอ่อน ๆ ของเกลียวคลื่นและความหอมจางของไวน์บนโต๊ะเคียง คิรินทร์นั่งเอนกายอยู่ตรงข้าม มือข้างหนึ่งวางบนพนักโซฟา ส่วนอีกข้างถือแก้วไวน์ครึ่งแก้ว ดวงตาของเขาไม่เคยละไปจากเธอเลยตั้งแต่นาทีที่เธอก้าวขึ้นมาบนดาดฟ้าอีกครั้ง “มองอะไรคะ?” มินตราถามเสียงนุ่ม พลางยกยิ้มมุมปากอย่างรู้งาน “มองคนที่ทำให้ผู้ชายวัยสี่สิบรู้สึกเหมือนเป็นเด็กหนุ่มวัยยี่สิบอีกครั้ง” คำพูดนั้นทำให้มินตราหัวเราะคิก ก่อนจะคลานเข่าเข้าไปใกล้เขาช้า ๆ ราวกับแมวสาวที่รู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองมีอำนาจแค่ไหนในวินาทีนี้ “แปลว่าหนูยังมีของดีใช่ไหมคะ” เธอเอ่ยพร้อมแกล้งเบียดอกแน่นกับต้นแขนเขา “เกินกว่าคำว่าดีมากนัก” เขาตอบพร้อมวางแก้วลง แล้วหันมามองเธอด้วยแววตาร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มินตรานั่งลงบนตักเขาอย่างอวดดี สองมือประสานรอบต้นคอ ริมฝีปากเล็กจรดข้างแก้มของเขาเบา ๆ เสมือนแตะลมหายใจ “แล้วถ้าหนูอยาก...ดูแลคุณบ้างล่ะ” คิรินทร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะคำพูดนั้นปลุกสัญชาตญาณบางอย่างในตัวชายผู้ที่คุ้นชินกับการเป็นฝ่ายควบคุมมาโดยตลอด “แน่ใจเหรอว่าสิ่งที่เธอขอจะรับมือได้” เขากระซิบขณะที่ปลายนิ้วลูบหลังเธอเบา ๆ “ไม่แน่ใจเลยค่ะแต่ถ้ามีคุณสอน หนูว่าคงพอเรียนรู้ได้นะ” มินตรายิ้มหวาน เขาหัวเราะในลำคอ ก่อนจะจับคางเธอให้สบตากับเขาอย่างจริงจัง “จำไว้นะมินตราผู้หญิงที่เริ่มคุมเกม ต้องกล้าพอที่จะเล่นมันให้จบ” มินตราไม่ตอบ แต่โน้มตัวลงแนบชิดมากขึ้น ริมฝีปากของเธอจูบที่ซอกคอเขาอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากที่สั่นนิด ๆ ด้วยความประหม่า แต่กลับแฝงด้วยความตั้งใจแน่วแน่ มือบางเลื่อนลงไปปลดกระดุมเสื้อเขาทีละเม็ด ดวงตาไม่ละจากเขาแม้แต่วินาทีเดียว เธอไม่พูด ไม่ถาม แต่ส่งผ่านทุกอย่างผ่านการกระทำ คิรินทร์ยอมเอนกายลงเบา ๆ ปล่อยให้หญิงสาววัยใสที่เขาเคยปกป้อง เป็นฝ่ายครอบครองเขาบ้างในคืนนี้ เธอจูบเขาอย่างนุ่มนวล ใช้ทุกอย่างที่มีความกล้า ความเขิน ความใคร่ และความรักผสมปนเปเข้าด้วยกันจนกลายเป็นสัมผัสเดียวที่ร้อนลึก เขาสอนเธอด้วยถ้อยคำสั้น ๆ เวลาจำเป็น มือหนาคลายกังวลเธออย่างใจเย็น ริมฝีปากจูบหน้าผากเพื่อปลอบโยน ก่อนเธอจะค่อย ๆ ลูบไล้ลงต่ำตามคำแนะนำของเขาอย่างประณีตและซื่อสัตย์ในสิ่งที่ตั้งใจจะมอบให้ เสียงหอบเบา ๆ หลุดออกจากริมฝีปากของเขา แต่แววตากลับมีเพียงความอ่อนโยน “ดีมากคนเก่งของฉัน” เขาพึมพำพร้อมวางมือบนศีรษะเธออย่างหวงแหน ร่างสองร่างโอบรัดกันไว้กลางเรือยอชต์ ราวกับไม่มีโลกภายนอก ไม่มีใคร ไม่มีอะไรนอกจากลมหายใจของกันและกัน คืนนี้มินตราอาจไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่ได้รับความรักจากเขา แต่เป็นผู้หญิงที่เริ่มเข้าใจว่าการรักใครสักคนด้วยหัวใจทั้งหมดนั้นหมายถึงการกล้าจะให้มากเท่ากับที่ได้รับ และคุณคิรินทร์...ก็พร้อมจะยอมอ่อนลงทุกอย่าง เพื่อเด็กสาวคนนี้เสมอบทที่35วันวิวาห์เช้าวันใหม่ของเมืองใหญ่ทอแสงสีทองอ่อนลอดผ่านม่านขาวในห้องสวีทของโรงแรมหรู เสียงหัวเราะคิกคักจากทีมงานแต่งหน้าทำผมดังเป็นระยะ ผสมกับเสียงคลาสสิกที่เปิดคลอเบา ๆ บรรยากาศอบอุ่นแต่แฝงด้วยความตื่นเต้นของวันพิเศษ มินตรานั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ แสงไฟนวลส่องสะท้อนเงาในกระจกให้เห็นหญิงสาวในชุดคลุมเจ้าสาวสีงาช้าง ผิวขาวนวลยิ่งขับให้ใบหน้าที่กำลังถูกแต่งแต้มด้วยฝีมือช่างดูงดงามขึ้นทุกวินาที เธอมองตัวเองเงียบ ๆ ดวงตากลมค่อย ๆ เอ่อคลอ น้ำตาใสไหลรินโดยไม่รู้ตัว นี่คือฉันจริง ๆ เหรอ ผู้หญิงธรรมดาที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นเมียลับ วันนี้กำลังจะได้สวมชุดเจ้าสาวช่างแต่งหน้าหันมาเห็นยิ้มบาง ๆ “อย่าร้องนะคะ เดี๋ยวเครื่องสำอางเลอะหมด” น้ำเสียงนั้นแฝงความเอ็นดูทำให้มินตรารีบยกมือซับน้ำตาเบา ๆ พลางยิ้มทั้งน้ำตา “ขอโทษค่ะ…แค่ไม่คิดว่าชีวิตจะพามาถึงวันนี้” ในอีกฟากของอาคาร ห้องเจ้าบ่าวเงียบขรึมกว่าเล็กน้อย คิรินทร์ยืนอยู่หน้ากระจกบานเต็มตัว สูทสีดำตัดพิเศษเข้ารูปกอดร่างสูงสง่า ปลายเนกไทเรียบหรูสีเดียวกับผ้าเช็ดอก เขาจัดกระดุมข้อมืออย่างใจเย็น แต่ในแววตาคมกลับสะท้อนความจริงจังแน่วแน่ที่ไม่
บทที่34ว่าที่คุณนายบ้านวัชรเมธาแสงแฟลชสว่างวาบไปทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรู ทุกเลนส์จับจ้องไปยังเวทีที่ชายหนุ่มในสูทเข้มก้าวออกมาเคียงข้างหญิงสาวร่างเล็กในเดรสสีงาช้างเรียบสง่าภาพที่เหมือนประกาศต่อทั้งโลกว่า เธอไม่ใช่เงาอีกต่อไป‘คิรินทร์ วัชรเมธา ประกาศหมั้นกลางงานแถลง!’พาดหัวข่าวออนไลน์กระจายไปแทบจะพร้อมกันทุกสำนักในไม่กี่นาทีหลังเขาเอ่ยประโยคชัดถ้อยคำต่อหน้าสื่อ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมทั่วประเทศ บางกระแสชื่นชมความเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่มที่ไม่สนเสียงนินทา บางกระแสกลับพุ่งเป้าโจมตีมินตรา “เด็กสาวที่มีอดีตไม่สวยงามจะคู่ควรกับตระกูลใหญ่จริงหรือ”มินตรานั่งข้างเขาบนเก้าอี้สูงของเวทีแถลงข่าว ดวงตากลมโตสั่นไหวเหมือนถูกโหมกระหน่ำด้วยคำถามและแสงแฟลช เธอพยายามประคองสติ มือเล็กกำชายกระโปรงแน่นจนยับย่นนักข่าวหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นถามเสียงดัง “คุณคิรินทร์มั่นใจหรือคะว่าผู้หญิงคนนี้คู่ควรกับการเป็นภรรยาในอนาคตของท่าน”หัวใจมินตราแทบหยุดเต้น คำพูดนั้นเหมือนหอกที่เสียบกลางอกต่อหน้าผู้คนมากมาย เธอยกสายตาขึ้นช้า ๆ แต่ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อเต็มขอบตา แขนแข็งแรงของคิรินทร์ก็โอบรอบไหล่เธอแน่นเขาหัน
บทที่33ฉันสนใจแค่เธอกับลูกเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากงานแถลงข่าวสิ้นสุด โลกทั้งใบเหมือนพลิกตลบ ข่าวใหญ่พาดหัวตัวโตติดทุกสื่อ ทุกเว็บไซต์ ทุกหน้าหนังสือพิมพ์ และแทบทุกการสนทนาบนโซเชียล คิรินทร์ วัชรเมธา ประกาศแต่งงาน!ภาพชายหนุ่มในชุดสูทเข้ม สายตาคมมั่นคง จับมือหญิงสาวหน้าหวานขึ้นยืนต่อหน้านักข่าวนับร้อย กลายเป็นภาพไวรัลที่ถูกแชร์ซ้ำไปทั่วประเทศ คลิปคำพูดหนักแน่นว่า “เธอไม่ใช่เมียลับ แต่คือคู่หมั้น และผู้หญิงที่ผมจะใช้ชีวิตด้วย” ถูกเปิดซ้ำจนแทบทุกคนต้องได้ยิน เสียงชื่นชมดังลั่นในโลกออนไลน์“เขาให้เกียรติเธอมาก นี่สิผู้ชายที่แท้จริง!”“คิรินทร์คือไอดอล แกร่งทั้งธุรกิจและหัวใจ”“ผู้หญิงคนนี้โชคดีที่สุดในโลกแล้ว” แต่ในขณะเดียวกัน เสียงต่อต้านก็ปะทุไม่แพ้กัน“เสียสติหรือเปล่าจะทิ้งศักดิ์ศรีเพราะผู้หญิงขายตัวคนเดียวงั้นเหรอ”“นี่มันความรักหรือแค่ราคะกันแน่”“ธุรกิจวัชรเมธากำลังจะล่มเพราะผู้หญิงที่ไม่มีค่าในสายตาสังคม” ภายในห้องประชุมบอร์ดบริษัท เสียงถกเถียงดังระงม นักลงทุนบางส่วนแสดงความกังวล ผู้บริหารบางคนถึงกับตบโต๊ะว่าการกระทำของประธานคือการเล่นกับไฟ แต่ก็มีเสียงโต้กลับว่า การยืนหยัด
บทที่32ไม่มีใครกล้าทำไม่มีใครกล้าดำรงชีวิตฉันนอกจากตัวฉันเองเช้าวันถัดมาเมืองทั้งเมืองเหมือนสั่นสะเทือนด้วยเสียงกดแชร์และพาดหัวสีแดงสด บนหน้าหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ข่าว ไปจนถึงโซเชียลเต็มไปด้วยภาพถ่ายที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป‘เมียลับนายทุน! ภาพหลุดยืนยันสัมพันธ์ต้องห้าม’ภาพถ่ายที่ถูกปล่อยออกมาไม่ใช่เพียงเงาลาง ๆ เหมือนก่อน แต่เป็นภาพเก่าที่ถูกขุดขึ้นมินตราในชุดเดรสเรียบง่ายยืนกอดเอกสารหน้าคอนโดหรู ที่มีชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทเข้มเดินตามหลังอยู่ แม้ใบหน้าของคิรินทร์จะหันข้าง แต่ใคร ๆ ก็มองออกว่าคือเขาไม่เพียงเท่านั้น บทความยังมีคำให้สัมภาษณ์จากแหล่งข่าววงใน ที่ระบุว่าเด็กสาวคนนี้ถูกเลี้ยงดูมานานเกือบปี อยู่เพนต์เฮาส์เดียวกับท่านประธาน และได้รับสิทธิพิเศษเกินกว่าผู้หญิงคนไหนทุกถ้อยคำเหมือนหอกแหลมแทงลงกลางอกมินตรา เธอนั่งตัวสั่น มือเล็กกำโทรศัพท์จนแน่น น้ำตาไหลรินไม่หยุด ความจริงที่ควรถูกปกปิดกลับถูกฉีกออกมาให้โลกทั้งโลกเห็น“ทำไมต้องเป็นตอนนี้” เธอพึมพำเสียงสั่น หัวใจบีบรัดเหมือนจะหยุดเต้น เธอเดินถอยไปพิงผนังเย็นเฉียบ ร่างเล็กทรุดลงกับพื้น หายใจถี่รัว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเจ็บ
บทที่31อบอุ่นหัวใจแสงอาทิตย์อ่อนยามเช้าทอดผ่านม่านโปร่งเข้ามาในห้องนอน เพนต์เฮาส์ที่เมื่อคืนเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและสัมผัสเร่าร้อน ตอนนี้กลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกไกล ๆ และเสียงลมพัดกระทบกระจกสูง มินตราขยับเล็กน้อยในอ้อมแขนที่โอบรัดไว้แน่น ร่างกายยังอ่อนล้า แต่ความอบอุ่นจากอกกว้างทำให้เธอไม่อยากลืมตาขึ้นเลย กลิ่นหอมอุ่นแบบผู้ชายของคิรินทร์ยังคงติดอยู่ตามปลายจมูก และเสียงหัวใจเต้นหนักแน่นใต้แผ่นอกหนานั้นทำให้เธอเหมือนกำลังลอยอยู่ในความฝันคิรินทร์ตื่นก่อนแล้ว ดวงตาคมมองใบหน้าหวานที่ซุกแนบอกเขาอย่างไว้ใจ เส้นผมยุ่งเล็กน้อยปรกแก้มเนียน แก้มแดงเรื่อราวกับผลไม้สุก เขายกมือหนาขึ้น เกลี่ยเส้นผมออกอย่างเบามือ แล้วกดจูบลงบนหน้าผากเล็ก ๆ นั้นโดยไม่ลังเล“เช้าแล้วนะ” เสียงทุ้มพร่าเอ่ยชิดหูมินตราคลายเปลือกตาช้า ๆ ดวงตากลมโตพร่าไหวจากแสง เธอขยับเล็กน้อยเหมือนจะซ่อนหน้าลงในอกเขา “ให้หนูหลับอีกนิดได้ไหมคะ” เสียงแผ่วอ้อนเบาเหมือนเด็ก คิรินทร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ แขนแข็งแรงกระชับกอดแน่นขึ้น “เธอจะนอนต่อก็ได้ แต่ฉันไม่รับปากว่าจะไม่กวน” น้ำเสียงเจือแกล้ง แต่แววตาที่ทอดมองเธอกลับเต็มไปด้วยความอ่
บทที่30สัญญาใจแสงไฟสีส้มอุ่นในห้องนอนเพนต์เฮาส์ทอดเงาลงบนผ้าปูเตียงสีขาวสะอาด มินตรานั่งพิงหัวเตียง ใบหน้ายังแดงเรื่อจากคราบน้ำตาที่เพิ่งแห้งไป เธอไม่ได้ขยับหนีเมื่อร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ คิรินทร์จ้องเธอด้วยสายตาคมเข้มปนอบอุ่น แววตาที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่เหมือนคำสัญญาที่เพิ่งหลุดออกจากปากเขา มือหนาเอื้อมขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ปรกแก้มออกอย่างแผ่วเบา นิ้วโป้งไล้ผ่านผิวแก้มเนียนราวกับกำลังปลอบโยน “เธอยังกลัวฉันอยู่ไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดริมฝีปาก มินตราส่ายหน้าเบา ๆ ดวงตากลมโตไหววูบ แต่กลับสบตาเขาโดยไม่หลบ มือเล็กกำชายเสื้อไว้แน่นเหมือนพยายามหาที่พึ่ง “ฮึกก”คิรินทร์ก้มลงช้า ๆ ริมฝีปากหยักแตะสัมผัสแรกที่มุมปากเธอ อ่อนโยนราวกับกลัวว่าแรงเกินไปจะทำให้เธอแตกสลาย มินตราหลับตาแน่น รับสัมผัสนั้นอย่างเต็มใจ จ้วบบ!จูบแรกที่แผ่วเบาค่อย ๆ ลึกซึ้งขึ้น ริมฝีปากหนากดแนบแน่นกว่าเดิม ลมหายใจทั้งคู่สอดประสาน มินตรารู้สึกถึงแรงเต้นหัวใจตัวเองที่ดังจนแทบกลบเสียงรอบข้าง เขาขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอเบา ๆ ราวกับเชิญชวน จนเธอเผลอเผยอปากรับในที่สุด และทันใดนั้น ลิ้นร้อนของเขาก็แทรกเข้ามาชิมควา
บทที่5 กอดทั้งคืน กลางคืนของกรุงเทพฯ ความเงียบสงัดกลับกล่อมโลกทั้งใบให้หลับใหล มินตรายืนอยู่ริมหน้าต่าง กระชับเสื้อคลุมแพรสีน้ำเงินเข้มแนบอก ร่างบางสะท้อนแสงจันทร์เป็นเงาอ่อนบนกระจกเงา กลิ่นสบู่อ่อน ๆ จากห้องน้ำยังติดปลายจมูก ภาพของชายหนุ่มที่เดินเข้าไปด้วยท่วงท่าหนักแน่นและเงียบงันยังติดตา เธอ
บทที่4ของขวัญฟ้าเช้าวันใหม่ส่องลอดผนังกระจกของเพนต์เฮาส์ เหลือบแสงอุ่นไล้ไหลตามพื้นไม้สักจนเกิดริ้วละมุนราวผืนผ้าทอทอง มินตรานั่งนิ่งงันที่ปลายโซฟา ทว่าดวงตากลมกลับขุ่นมัวคล้ายหมอกเช้าเพราะน้ำตาที่ค้างขอบชั่วครู่เธอไม่แน่ใจว่าหลับไปตอนไหน ความอ่อนแรงทำให้สติเลือนหายราวฝัน หากสิ่งแรกที่เห็นตอนลื
บทที่3แรงปรารถนาที่ต้านไม่อยู่คิรินทร์ตื่นก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นเหนือขอบฟ้า ร่างเปลือยท่อนบนเอนกายอยู่ข้างมินตราที่ยังหลับสนิท ใบหน้าพริ้มเพราซุกอยู่กลางอกเขาอย่างไว้ใจ ลมหายใจสม่ำเสมออุ่นรดบนผิวเขา และนั่นทำให้คิรินทร์ปิดเปลือกตาลงอีกครั้งมินตรายังอยากอยู่ตรงนี้ทั้งที่ชายคนนี้พูดไม่รักษาน้ำใจทำเย
บทที่2สนใจแค่หน้าที่บนเตียงก็พอเสียงนาฬิกาดิจิทัลบนหัวเตียงกระพริบเลข 06:42 ด้วยแสงสีฟ้าจางๆ ที่คล้ายจะกลืนไปกับแสงอาทิตย์อ่อนที่ลอดม่านโปร่งลงมาทาบปลายเตียง ร่างเล็กใต้ผ้าห่มสีครีมกระดิกตัวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เปลือกตาหนักอึ้งจากความเหนื่อยล้าที่ยังค้างคาจากค่ำคืนที่ไม่ได้นอนเต็มตา







