Masukบทที่9
ระแวง ห้องรับแขกกว้างขวางของเพ้นท์เฮ้าส์ราคาแพงเงียบสงัด จนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะเนิบช้า มินตรายืนกอดอกอยู่หน้าเตาผิงจำลอง ดวงตากลมโตฉายแววลังเลและสั่นไหว ร่องรอยจางบนแก้มยังไม่ทันจางลงจากไอร้อนยามบ่าย แต่ภายในกลับเย็นเยียบยิ่งกว่าอากาศยามค่ำ เธอกำลังรอและการรอคอยครั้งนี้ช่างยาวนานเกินกว่าจะนับเวลาได้เพียงชั่วโมงเดียว รถเบนท์ลีย์สีดำคันคุ้นตาแล่นจากรั้วไปตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ลับฟ้า โดยมีเพียงคำสั้น ๆ ว่ามีประชุมด่วนทิ้งไว้ แสงไฟสีอบอุ่นจากหัวบันไดสะท้อนกับโซฟาหนังแท้สีอ่อน เธอลอบมองโทรศัพท์ที่สว่างขึ้นทุก ๆ สิบนาทีจากการแจ้งเตือนของเพื่อนร่วมรุ่น แต่กลับไม่มีแม้เพียงหนึ่งข้อความจากเขา คิรินทร์ วัชรเมธา ชายผู้ที่เธอกำลังฝากหัวใจไว้โดยไม่รู้ตัว แฟ้มบางบนโต๊ะกลางยังอ้าปากเผยรูปถ่ายหญิงสาวปริศนา ผู้มีดวงตาคมลึกและรอยยิ้มบางเฉียบที่เปี่ยมไปด้วยชัยชนะ หน้ากระดาษแนบถ้อยคำทิ้งท้ายว่า ‘ถึงคนที่อยู่ข้างกายฉัน วันนี้ พรุ่งนี้ และอนาคต’ เหมือนจะส่งสารบางอย่างจากอดีตสู่ปัจจุบัน หญิงสาวกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เธอคือใครกันแน่ มินตราเริ่มตั้งคำถามว่า เธอมีสิทธิ์ในหัวใจเขาจริง หรือเพียงเป็นตัวแทนชั่วคราว เสียงเครื่องยนต์หน้าบ้านดังขึ้น ปลุกทุกความคิดให้กลับสู่ปัจจุบัน มินตราสูดลมหายใจลึก ลูบผ้าชายกระโปรงเบา ๆ แล้วเดินไปหยุดกลางห้องในแสงไฟสลัว ประตูบานใหญ่เปิดออก พร้อมร่างสูงสง่าของคิรินทร์ที่ก้าวเข้ามาในชุดสูทสีเทาเข้ม เขาถอดสูทวางไว้ตำแหน่งประจำ และปรายตามองหญิงสาวที่ยืนรออยู่กลางห้อง ราวกับรู้ว่าเธอมีเรื่องอยากพูดแต่ยังรั้งไว้ "ยังไม่นอนอีกหรอดึกป่านนี้แล้ว" เสียงเขาทุ้มนุ่ม แต่เยือกเย็นพอจะสั่นหัวใจเธอได้ "รอคุณค่ะ" เธอตอบกลับเบา ๆ แม้ไม่กล้าสบตา เขาถอนหายใจช้า ๆ ก่อนจะเดินไปหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟา “วันนี้ฉันเหนื่อย ขออาบน้ำก่อนจะได้ไหม-” “ผู้หญิงคนนั้นคือใครคะ” มินตราโพล่งคำถามใส่อีกฝ่ายทั้งที่ยังพูดไม่จบ แม้ไม่ใช่เสียงตวาดแต่ก็หนักแน่นพอจะหยุดทุกความเคลื่อนไหวของเขา นั่นจึงทำให้คิรินทร์ชะงักเล็กน้อย ดวงตาคมหันมาสบกับเธอเต็ม ๆ “มินตรา” “คนที่โทรหาคุณตอนเย็น และในจดหมายนี่” เธอชูภาพถ่ายในมือที่สั่นไหวเขารับมันมาดูด้วยแววตาเฉยเมยก่อนวางไว้บนโต๊ะ “ไปค้นโต๊ะฉันทำไม” เสียงเขานิ่งและเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็น “เพราะฉันกลัว” เธอกลืนก้อนสะอึกลงคออย่างยากลำบาก “กลัวว่าทุกอย่างที่ฉันรู้จัก อาจไม่ใช่ความจริง” เขาก้าวเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างกันลดเหลือเพียงลมหายใจ “เธออยากได้คำตอบแบบไหนล่ะ ตอบแบบอ้อมค้อม รักษาน้ำใจ หรืออยากฟังเสียงในใจฉัน” “แค่ความจริงค่ะ” เธอกระซิบทั้งน้ำตาคลอเบ้า ทว่า กลั้นไว้ไม่ยอมปล่อยให้ไหลออกมา เขาหลุบตาลงถอนหายใจเหนื่อยอ่อนก่อนจะตอบ “เธอคืออดีตคู่หมั้น ฉันเคยอยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่แล้วเธอก็เลือกเดินออกจากฉันไป เธอทิ้งทุกอย่างไว้เพียงเพราะเธอรับไม่ได้กับการสูญเสีย” “...” “เราเสียลูกลูกคนหนึ่งไปก่อนลืมตาดูโลก” มินตราเงียบ หัวใจของเธอไม่ได้เจ็บเพราะหึงหวง แต่เจ็บเพราะความสูญเสียในถ้อยคำเขาที่เปล่งออกมา “แล้วเธอจะโทรมาทำไมอีก” เสียงเธอสั่นพร่าราวกลับจะกลั้นน้ำตาที่เก็บกักไว้ไม่ไหวแล้ว “หึ..เธอก็แค่ต้องการเตือนฉันว่าอย่าทำผิดซ้ำ อย่าไปเปิดใจให้ใครอีก เพราะกลัวจะเกิดการสูญเสียแบบเธอ” “...” “บ้าจริง..เธอลืมคิดไปหรือเปล่าว่าคนที่ปล่อยมือคือตัวเธอเอง” “ฮึกก” หมับ! คิรินทร์เอื้อมมือไปจับมือเธอเบา ๆ แล้วดึงเข้ามาแนบอก “ฉันไม่สนว่าใครจะพูดอะไร ฉันสนว่าเธออยู่ตรงนี้กับฉันมินตรา” มินตราน้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ เธอไม่ได้พูดอะไร นอกจากยกมือแตะอกเขาเบา ๆ “ฉันกลัวว่าถ้าฉันรักคุณมากเกินไป ฉันจะพังเหมือนเธอคนนั้น” “ฉันพังไปแล้วครั้งหนึ่ง ไม่อยากพังอีกกับเธอ” อ้อมแขนของเขากระชับแน่นขึ้นโอบไหล่เล็กของเธอ น้ำเสียงของเขาเมื่อเอ่ยประโยคสุดท้ายคือคำสัญญาอันอบอุ่น “คืนนี้ฉันขอกอดเธอไว้ได้มั้ยแล้วพรุ่งนี้จะเล่าทุกอย่างให้ฟัง” มินตราไม่ได้ตอบ เธอเพียงซบหน้าไว้กับอกของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ข้างใน และปล่อยให้ตัวเองได้เชื่อใจอีกครั้ง แม้เพียงชั่วค่ำคืน เวลาล่วงเข้าสู่เกือบตีหนึ่ง แต่ไฟในห้องนอนใหญ่ยังคงส่องสว่างอ่อนโยน ผ้าม่านโปร่งบางปลิวเบาเมื่อสายลมยามดึกลอดเข้าทางหน้าต่าง ท่ามกลางความเงียบมีเพียงเสียงลมหายใจของสองคนที่ไม่ได้นอนหลับอย่างสงบ มินตรานั่งพิงหัวเตียง สวมเสื้อคลุมผ้าซาตินสีครีมที่เขาเพิ่งหยิบมาคลุมให้เมื่อครู่ ข้างกายคือคิรินทร์ร่างสูงนั่งข้าง ๆ โดยมีแฟ้มเอกสารบางวางอยู่บนตัก ความอึดอัดคล้ายหมอกหนาทึบลอยอบอวลอยู่ในห้อง แม้จะไม่มีคำถามใดเอ่ยออกมาในทันที แต่ความเงียบกลับเป็นแรงผลักให้เขารู้ว่าถึงเวลาแล้ว “ในนั้นมีเรื่องของเธอทั้งหมด” เขาพูดในที่สุด ดวงตาคมหลุบต่ำขณะดึงแฟ้มมาเปิดช้า ๆ มินตรามองอย่างเงียบงัน ขอบตายังคงแดงจาง ๆ จากเหตุการณ์ก่อนหน้า แต่แววตาเธอเปลี่ยนไปไม่ใช่เพียงความเสียใจ แต่คือการตั้งใจฟังและเผชิญหน้ากับความจริง “ผู้หญิงในรูปชื่อ ลตินา ลูกสาวของนักการทูตอิตาลี เราเคยหมั้นกันเมื่อ10ปีก่อน” เขาเว้นวรรคเล็กน้อย ขณะปลายนิ้วไล้ผ่านภาพถ่ายในแฟ้ม “มันเกิดขึ้นเร็ว เหมือนถูกจัดวางให้ถูกต้องทุกอย่างยกเว้นความรู้สึก” มินตรานิ่งไม่พูด แต่สายตาเธอทอดมองภาพนั้น มันชัดเจนว่าผู้หญิงคนนั้นสวย สง่างาม และดูเหมาะกับเขาทุกประการ “ฉันรักเธอในแบบที่ผู้ชายวัยนั้นคิดว่าคือรัก” เขาวางแฟ้มลง แล้วหันมาหาเธอเต็มตัว “แต่สุดท้ายเราก็แตกหักเพราะเธอต้องการชีวิตที่มีสีและแสง ฉันเป็นคนที่เธอรักในความสงบก็จริงแต่เกลียดความเงียบ” เธอเม้มริมฝีปากนิ่งความเจ็บปวดของเขาสะท้อนออกมาทางน้ำเสียง แม้จะพยายามควบคุมแล้วก็ตาม “แล้วเรื่องลูกล่ะคะ” เธอถามเบา ๆคิรินทร์นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ย “ไม่ทันได้ลืมตาดูโลก เธอแท้งตอนทะเลาะกับฉันครั้งใหญ่ และวันนั้นก็เป็นวันที่เธอจากไป ไม่หันกลับมาอีกเลย” มินตรารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบช้า ๆ เธอเอื้อมมือไปจับมือนั้นที่วางนิ่งบนตัก แล้วบีบเบา ๆ “ทำไมคุณถึงเพิ่งเล่าให้ฟังคะ” เสียงเธอสั่น แม้พยายามควบคุม “เพราะฉันไม่เคยอยากให้ใครต้องรับรู้ความผิดพลาดของฉัน โดยเฉพาะคนที่กำลังทำให้ฉันเริ่มมีความหวังอีกครั้ง” เขากระซิบ ดวงตาคมสั่นไหวเพียงวินาทีเดียว ก่อนจะกลับมานิ่งสงบ “ฉันคือฉันไม่ใช่เธอคนนั้นค่ะ” มินตราพูดชัดเจนใบหน้าเธอจริงจังอย้่งที่ไม่เคยแสดงมาก่อน “และไม่คิดจะเป็นใครแทนที่ใครด้วย” “ฉันรู้” เขาเผยรอยยิ้มบางเมื่อเห็นปฏิกิริยาแบบนั้น “แต่เธอมีสิทธิ์รู้ทั้งหมด ถ้าจะอยู่ข้างฉันจริง ๆ” หญิงสาวพยักหน้าช้า ๆ ความกลัวในใจเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ และสิ่งหนึ่งที่แน่นิ่งที่สุดในคืนเงียบนี้คือการจับมือที่ไม่ปล่อย แต่แล้วความใกล้ชิดก็เริ่มจุดไฟบางอย่างในดวงตาของหญิงสาว ดวงหน้าเธอแดงระเรื่อเมื่อสบสายตากับเขา “คืนนี้ขอฉันอยู่ใกล้คุณ…แบบที่ไม่มีอดีต ไม่มีใคร มีแค่เราได้ไหมคะ” เธอถามเบา ๆ เสียงพร่าแต่แน่วแน่คิรินทร์ไม่พูด เขาเพียงแตะปลายนิ้วใต้คางเธอแล้วประคองให้แหงนหน้า ดวงตาของเขาลึกและหนักแน่น “ได้สิ...อีกอย่างฉันชอบให้เธอแทนตัวเองว่าหนูมากกว่า” “...” “มันดูน่ารัก” จ้วบบ ริมฝีปากที่แนบลงมาหาเธอทันที คิรินทร์เริ่มด้วยการกดจูบแผ่วเบาให้เธอได้ลิ้มรสหวานละมุน ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนจังหวะให้ลึกขึ้น ปลายลิ้นร้อนตวัดแตะริมฝีปากล่างของเธอราวกับเชื้อเชิญ “อื้ออ” มินตราหลับตาแน่นเมื่อลิ้นของเขาสอดเข้ามากวาดลิ้มชิมเพดานปากอ่อนนุ่ม วาดวนเป็นวงโค้งไล่ต้อนชิมน้ำหวานอย่างเพลิดเพลิน ทุกครั้งที่เขาเม้มแล้วดูดเบา ๆ เสียงครางหวานก็หลุดลอดออกจากลำคอเธออย่างไม่รู้ตัว มวลท้องของเธอราวกับมีผีเสื้อนับร้อยบินวนว่อน ปีกบางกระพือไม่หยุด จนขาเรียวสั่นไร้เรี่ยวแรงแนบชิดต้นขาเขาโดยอัตโนมัติ “อื้อ...หนูหะ..หายใจไม่ออกค่ะ” เขายอมผละออกเพียงครู่ให้เธอสูดอากาศ แต่ยังไม่ปล่อยโอกาสให้ได้คิด ลิ้นร้อนจู่โจมกลับเข้ามาอีกครั้ง จ้วบบ! “อื้มม” สอดรัดลิ้นเล็กของเธอกลืนชิมเสียงสะท้อนหวานภายในโพรงปาก มือใหญ่ยกขึ้นประคองท้ายทอยเธอ แนบชิดจนไม่เหลือช่องว่างให้อดีตใดแทรกตัวได้ เมื่อจูบดึงดูดผสานเป็นจังหวะเดียวกัน เขาผละริมฝีปากเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อไล้ปลายจมูกลงมาตามรอยคาง ไปทักทายลาดไหล่ขาวนวลอย่างอ้อยอิ่ง สัมผัสลมหายใจร้อนทำให้เธอสั่นสะท้านก่อนเสียงครางจะเล็ดลอดออกมาแผ่ว ๆ ริมฝีปากหนาเคลื่อนต่ำลงทีละน้อย ทิ้งรอยจูบนุ่มลึกไว้เป็นทางจนกระทั่งครอบครองยอดประทุมถันสีหวาน เขาดูดกลืนความอุ่นละมุนเบา ๆ ก่อนใช้ฟันขบปลายเนื้ออ่อนอย่างแผ่วที่สุดมากพอให้เธอสะดุ้ง เสียงหายใจขาดห้วงกะทันหันทำให้มือเรียวยกขึ้นขยุ้มเส้นผมชายหนุ่มแน่นโดยไม่รู้ตัว คิรินทร์ยิ้มกับผิวกายใต้ริมฝีปาก พลางปลอบด้วยการวนปลายลิ้นช้าชิดแนวเนื้อนุ่ม สร้างจังหวะสั้นยาวสลับกัน จนลมหายใจของมินตรากลายเป็นเสียงครางหวานลึก เธอหลับตาซึมซับความวาบหวามที่ทะลักขึ้นทุกขณะ นิ้วมือสอดกดศีรษะเขาไว้ไม่ยอมปล่อย ราวกับกลัวว่าความรู้สึกซ่านนี้จะพรากไปกับลมยามค่ำ ทุกขณะเพลิงปรารถนาโหมแรงขึ้น เขาสอดมือประคองแผ่นหลังเธอให้โค้งรับ ก่อนจูบซับยอดอกอีกข้างอย่างเท่าเทียม ปลอบประโลมทุกอณูด้วยจังหวะดูดและขบกดเบา ๆ สอดประสานกับเสียงพร่าของเขาที่กระซิบบอกว่าเธองดงามเพียงใด จากนั้นเขาค่อย ๆ โอบเธอไว้แนบอก แล้วประคองกายบางให้นอนทอดตัวบนผืนผ้าลินินอย่างนุ่มนวล หัวใจของเธอเต้นแรงประสานกับจังหวะหายใจลึกของเขานับเป็นสัมผัสที่ไม่เพียงปลุกปรารถนา แต่สลักคำว่าเราลงกลางคืนอันเปราะบางนี้อีกด้วยบทที่35วันวิวาห์เช้าวันใหม่ของเมืองใหญ่ทอแสงสีทองอ่อนลอดผ่านม่านขาวในห้องสวีทของโรงแรมหรู เสียงหัวเราะคิกคักจากทีมงานแต่งหน้าทำผมดังเป็นระยะ ผสมกับเสียงคลาสสิกที่เปิดคลอเบา ๆ บรรยากาศอบอุ่นแต่แฝงด้วยความตื่นเต้นของวันพิเศษ มินตรานั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ แสงไฟนวลส่องสะท้อนเงาในกระจกให้เห็นหญิงสาวในชุดคลุมเจ้าสาวสีงาช้าง ผิวขาวนวลยิ่งขับให้ใบหน้าที่กำลังถูกแต่งแต้มด้วยฝีมือช่างดูงดงามขึ้นทุกวินาที เธอมองตัวเองเงียบ ๆ ดวงตากลมค่อย ๆ เอ่อคลอ น้ำตาใสไหลรินโดยไม่รู้ตัว นี่คือฉันจริง ๆ เหรอ ผู้หญิงธรรมดาที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นเมียลับ วันนี้กำลังจะได้สวมชุดเจ้าสาวช่างแต่งหน้าหันมาเห็นยิ้มบาง ๆ “อย่าร้องนะคะ เดี๋ยวเครื่องสำอางเลอะหมด” น้ำเสียงนั้นแฝงความเอ็นดูทำให้มินตรารีบยกมือซับน้ำตาเบา ๆ พลางยิ้มทั้งน้ำตา “ขอโทษค่ะ…แค่ไม่คิดว่าชีวิตจะพามาถึงวันนี้” ในอีกฟากของอาคาร ห้องเจ้าบ่าวเงียบขรึมกว่าเล็กน้อย คิรินทร์ยืนอยู่หน้ากระจกบานเต็มตัว สูทสีดำตัดพิเศษเข้ารูปกอดร่างสูงสง่า ปลายเนกไทเรียบหรูสีเดียวกับผ้าเช็ดอก เขาจัดกระดุมข้อมืออย่างใจเย็น แต่ในแววตาคมกลับสะท้อนความจริงจังแน่วแน่ที่ไม่
บทที่34ว่าที่คุณนายบ้านวัชรเมธาแสงแฟลชสว่างวาบไปทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรู ทุกเลนส์จับจ้องไปยังเวทีที่ชายหนุ่มในสูทเข้มก้าวออกมาเคียงข้างหญิงสาวร่างเล็กในเดรสสีงาช้างเรียบสง่าภาพที่เหมือนประกาศต่อทั้งโลกว่า เธอไม่ใช่เงาอีกต่อไป‘คิรินทร์ วัชรเมธา ประกาศหมั้นกลางงานแถลง!’พาดหัวข่าวออนไลน์กระจายไปแทบจะพร้อมกันทุกสำนักในไม่กี่นาทีหลังเขาเอ่ยประโยคชัดถ้อยคำต่อหน้าสื่อ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมทั่วประเทศ บางกระแสชื่นชมความเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่มที่ไม่สนเสียงนินทา บางกระแสกลับพุ่งเป้าโจมตีมินตรา “เด็กสาวที่มีอดีตไม่สวยงามจะคู่ควรกับตระกูลใหญ่จริงหรือ”มินตรานั่งข้างเขาบนเก้าอี้สูงของเวทีแถลงข่าว ดวงตากลมโตสั่นไหวเหมือนถูกโหมกระหน่ำด้วยคำถามและแสงแฟลช เธอพยายามประคองสติ มือเล็กกำชายกระโปรงแน่นจนยับย่นนักข่าวหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นถามเสียงดัง “คุณคิรินทร์มั่นใจหรือคะว่าผู้หญิงคนนี้คู่ควรกับการเป็นภรรยาในอนาคตของท่าน”หัวใจมินตราแทบหยุดเต้น คำพูดนั้นเหมือนหอกที่เสียบกลางอกต่อหน้าผู้คนมากมาย เธอยกสายตาขึ้นช้า ๆ แต่ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อเต็มขอบตา แขนแข็งแรงของคิรินทร์ก็โอบรอบไหล่เธอแน่นเขาหัน
บทที่33ฉันสนใจแค่เธอกับลูกเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากงานแถลงข่าวสิ้นสุด โลกทั้งใบเหมือนพลิกตลบ ข่าวใหญ่พาดหัวตัวโตติดทุกสื่อ ทุกเว็บไซต์ ทุกหน้าหนังสือพิมพ์ และแทบทุกการสนทนาบนโซเชียล คิรินทร์ วัชรเมธา ประกาศแต่งงาน!ภาพชายหนุ่มในชุดสูทเข้ม สายตาคมมั่นคง จับมือหญิงสาวหน้าหวานขึ้นยืนต่อหน้านักข่าวนับร้อย กลายเป็นภาพไวรัลที่ถูกแชร์ซ้ำไปทั่วประเทศ คลิปคำพูดหนักแน่นว่า “เธอไม่ใช่เมียลับ แต่คือคู่หมั้น และผู้หญิงที่ผมจะใช้ชีวิตด้วย” ถูกเปิดซ้ำจนแทบทุกคนต้องได้ยิน เสียงชื่นชมดังลั่นในโลกออนไลน์“เขาให้เกียรติเธอมาก นี่สิผู้ชายที่แท้จริง!”“คิรินทร์คือไอดอล แกร่งทั้งธุรกิจและหัวใจ”“ผู้หญิงคนนี้โชคดีที่สุดในโลกแล้ว” แต่ในขณะเดียวกัน เสียงต่อต้านก็ปะทุไม่แพ้กัน“เสียสติหรือเปล่าจะทิ้งศักดิ์ศรีเพราะผู้หญิงขายตัวคนเดียวงั้นเหรอ”“นี่มันความรักหรือแค่ราคะกันแน่”“ธุรกิจวัชรเมธากำลังจะล่มเพราะผู้หญิงที่ไม่มีค่าในสายตาสังคม” ภายในห้องประชุมบอร์ดบริษัท เสียงถกเถียงดังระงม นักลงทุนบางส่วนแสดงความกังวล ผู้บริหารบางคนถึงกับตบโต๊ะว่าการกระทำของประธานคือการเล่นกับไฟ แต่ก็มีเสียงโต้กลับว่า การยืนหยัด
บทที่32ไม่มีใครกล้าทำไม่มีใครกล้าดำรงชีวิตฉันนอกจากตัวฉันเองเช้าวันถัดมาเมืองทั้งเมืองเหมือนสั่นสะเทือนด้วยเสียงกดแชร์และพาดหัวสีแดงสด บนหน้าหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ข่าว ไปจนถึงโซเชียลเต็มไปด้วยภาพถ่ายที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป‘เมียลับนายทุน! ภาพหลุดยืนยันสัมพันธ์ต้องห้าม’ภาพถ่ายที่ถูกปล่อยออกมาไม่ใช่เพียงเงาลาง ๆ เหมือนก่อน แต่เป็นภาพเก่าที่ถูกขุดขึ้นมินตราในชุดเดรสเรียบง่ายยืนกอดเอกสารหน้าคอนโดหรู ที่มีชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทเข้มเดินตามหลังอยู่ แม้ใบหน้าของคิรินทร์จะหันข้าง แต่ใคร ๆ ก็มองออกว่าคือเขาไม่เพียงเท่านั้น บทความยังมีคำให้สัมภาษณ์จากแหล่งข่าววงใน ที่ระบุว่าเด็กสาวคนนี้ถูกเลี้ยงดูมานานเกือบปี อยู่เพนต์เฮาส์เดียวกับท่านประธาน และได้รับสิทธิพิเศษเกินกว่าผู้หญิงคนไหนทุกถ้อยคำเหมือนหอกแหลมแทงลงกลางอกมินตรา เธอนั่งตัวสั่น มือเล็กกำโทรศัพท์จนแน่น น้ำตาไหลรินไม่หยุด ความจริงที่ควรถูกปกปิดกลับถูกฉีกออกมาให้โลกทั้งโลกเห็น“ทำไมต้องเป็นตอนนี้” เธอพึมพำเสียงสั่น หัวใจบีบรัดเหมือนจะหยุดเต้น เธอเดินถอยไปพิงผนังเย็นเฉียบ ร่างเล็กทรุดลงกับพื้น หายใจถี่รัว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเจ็บ
บทที่31อบอุ่นหัวใจแสงอาทิตย์อ่อนยามเช้าทอดผ่านม่านโปร่งเข้ามาในห้องนอน เพนต์เฮาส์ที่เมื่อคืนเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและสัมผัสเร่าร้อน ตอนนี้กลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกไกล ๆ และเสียงลมพัดกระทบกระจกสูง มินตราขยับเล็กน้อยในอ้อมแขนที่โอบรัดไว้แน่น ร่างกายยังอ่อนล้า แต่ความอบอุ่นจากอกกว้างทำให้เธอไม่อยากลืมตาขึ้นเลย กลิ่นหอมอุ่นแบบผู้ชายของคิรินทร์ยังคงติดอยู่ตามปลายจมูก และเสียงหัวใจเต้นหนักแน่นใต้แผ่นอกหนานั้นทำให้เธอเหมือนกำลังลอยอยู่ในความฝันคิรินทร์ตื่นก่อนแล้ว ดวงตาคมมองใบหน้าหวานที่ซุกแนบอกเขาอย่างไว้ใจ เส้นผมยุ่งเล็กน้อยปรกแก้มเนียน แก้มแดงเรื่อราวกับผลไม้สุก เขายกมือหนาขึ้น เกลี่ยเส้นผมออกอย่างเบามือ แล้วกดจูบลงบนหน้าผากเล็ก ๆ นั้นโดยไม่ลังเล“เช้าแล้วนะ” เสียงทุ้มพร่าเอ่ยชิดหูมินตราคลายเปลือกตาช้า ๆ ดวงตากลมโตพร่าไหวจากแสง เธอขยับเล็กน้อยเหมือนจะซ่อนหน้าลงในอกเขา “ให้หนูหลับอีกนิดได้ไหมคะ” เสียงแผ่วอ้อนเบาเหมือนเด็ก คิรินทร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ แขนแข็งแรงกระชับกอดแน่นขึ้น “เธอจะนอนต่อก็ได้ แต่ฉันไม่รับปากว่าจะไม่กวน” น้ำเสียงเจือแกล้ง แต่แววตาที่ทอดมองเธอกลับเต็มไปด้วยความอ่
บทที่30สัญญาใจแสงไฟสีส้มอุ่นในห้องนอนเพนต์เฮาส์ทอดเงาลงบนผ้าปูเตียงสีขาวสะอาด มินตรานั่งพิงหัวเตียง ใบหน้ายังแดงเรื่อจากคราบน้ำตาที่เพิ่งแห้งไป เธอไม่ได้ขยับหนีเมื่อร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ คิรินทร์จ้องเธอด้วยสายตาคมเข้มปนอบอุ่น แววตาที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่เหมือนคำสัญญาที่เพิ่งหลุดออกจากปากเขา มือหนาเอื้อมขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ปรกแก้มออกอย่างแผ่วเบา นิ้วโป้งไล้ผ่านผิวแก้มเนียนราวกับกำลังปลอบโยน “เธอยังกลัวฉันอยู่ไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดริมฝีปาก มินตราส่ายหน้าเบา ๆ ดวงตากลมโตไหววูบ แต่กลับสบตาเขาโดยไม่หลบ มือเล็กกำชายเสื้อไว้แน่นเหมือนพยายามหาที่พึ่ง “ฮึกก”คิรินทร์ก้มลงช้า ๆ ริมฝีปากหยักแตะสัมผัสแรกที่มุมปากเธอ อ่อนโยนราวกับกลัวว่าแรงเกินไปจะทำให้เธอแตกสลาย มินตราหลับตาแน่น รับสัมผัสนั้นอย่างเต็มใจ จ้วบบ!จูบแรกที่แผ่วเบาค่อย ๆ ลึกซึ้งขึ้น ริมฝีปากหนากดแนบแน่นกว่าเดิม ลมหายใจทั้งคู่สอดประสาน มินตรารู้สึกถึงแรงเต้นหัวใจตัวเองที่ดังจนแทบกลบเสียงรอบข้าง เขาขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอเบา ๆ ราวกับเชิญชวน จนเธอเผลอเผยอปากรับในที่สุด และทันใดนั้น ลิ้นร้อนของเขาก็แทรกเข้ามาชิมควา
บทที่14ที่พึ่งพิงเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์สงบลงเมื่อเท้าของมินตราแตะพื้นฮอลิโพลของโรงพยาบาลเอกชนใจกลางกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในเครื่องแบบรีบมารับทันที หญิงสาวอยากวิ่งไปยังแผนกฉุกเฉิน แต่ฝ่ามืออบอุ่นกลับคว้ามือเธอไว้ ไม่ใช่เพื่อห้าม หากแต่ให้เธอใช้บัตรVIPที่เขาให้เลขาคนสนิทเร่งเอามาให้“ใช้บ
ตอนที่13จะไม่ปล่อยมือเสียงคลื่นยังคงซัดสาดบางเบาในยามค่ำ ขณะที่ในห้องโดยสารของเรือยอชต์มีความร้อนแรงของร่างกายทั้งสองยังไม่ทันจางหายไปมินตรานอนหอบไออุ่นอยู่ใต้ผ้าห่ม มือเล็กยังสั่นไหวเพราะความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ริมฝีปากเธอแดงช้ำเล็กน้อยจากจูบที่ลากยาว และดวงตาเยิ้มหวานยังจ้องเขาไม่วางค
บทที่12หนูขออยู่บนนะคะบนห้องนอนบนเรือยอชต์ขนาดใหญ่ที่ยังทอดลำอยู่กลางทะเล มินตราขยับตัวเล็กน้อยในอ้อมแขนแข็งแรงของชายหนุ่มที่นอนแนบข้าง แผ่นอกแน่นตึงของคิรินทร์ขยับขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอพร้อมกับลมหายใจที่อุ่นนุ่มแนบข้างแก้มของเธอกลิ่นหอมสะอาดจากกายเขายังติดอยู่ที่ปลายจมูก และเธอก็ไม่มีเจตนาจะผละออก
บทที่11คุณคิรินทร์กินแซ่บอากาศในห้องเพนต์เฮาส์เย็นเฉียบจากแอร์ที่ทำงานเต็มกำลัง แต่อุณหภูมิภายในร่างกายของคนสองคนกลับตรงกันข้ามมินตราซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มสีครีม ร่างกายเปลือยเปล่าแนบชิดแผ่นอกหนา เสียงลมหายใจของคิรินทร์สม่ำเสมอและหนักแน่น แต่อ้อมแขนยังคงกอดกระชับไม่ปล่อยราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป“คุณ







