Masukตอนที่13
จะไม่ปล่อยมือ เสียงคลื่นยังคงซัดสาดบางเบาในยามค่ำ ขณะที่ในห้องโดยสารของเรือยอชต์มีความร้อนแรงของร่างกายทั้งสองยังไม่ทันจางหายไป มินตรานอนหอบไออุ่นอยู่ใต้ผ้าห่ม มือเล็กยังสั่นไหวเพราะความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ริมฝีปากเธอแดงช้ำเล็กน้อยจากจูบที่ลากยาว และดวงตาเยิ้มหวานยังจ้องเขาไม่วาง คิรินทร์นอนเอนกายอยู่ข้างเธอ เขาไม่ได้รีบร้อนจะจบเกมรักนี้ แต่กลับยกมือขึ้นไล้ปลายผมของเธอเบาๆ ดวงตาคมลึกจ้องมองสาวน้อยที่บัดนี้ไม่ใช่แค่ของเล่นสำหรับระบายอารมณ์อีกต่อไป แต่คือหัวใจของเขาอย่างแท้จริง "เหนื่อยไหมตัวเล็ก" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา ขณะที่ปลายนิ้วของเขายังคงลากวนไปบนแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเธอ มินตราส่ายหน้าน้อยๆ ใบหน้าแดงซ่านอย่างน่ารัก เธอกระซิบตอบกลับเบาๆ “หนูยังไม่อยากให้คุณหยุดเลยค่ะ” คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก มือหนายกขึ้นวางบนแก้มนวล ก่อนเอ่ยเสียงพร่า “งั้นก็ลุกขึ้นมา หนูอยากดูแลฉันใช่ไหมลองใช้ปากของหนูเล่นกับของฉันดูสิ” ดวงตาของเธอเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะกัดริมฝีปากตัวเองแล้วพยักหน้าอย่างเขินอายแต่กล้าหาญ คิรินทร์หัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดูในความดื้อซื่อของเธอ เขาขยับเอนตัวพิงหัวเตียง แล้วเอื้อมมือไปจับมือน้อยๆ ของเธอให้ขยับเข้าใกล้ ดวงตาคมลึกทอดมองเธอไม่วาง มินตราเลื่อนตัวเข้าไปช้าๆ หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดจากอก คิรินทร์ไม่ละสายตาจากเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว มือใหญ่ของเขายังคอยประคอง และแนะนำอย่างอ่อนโยนว่าควรทำอย่างไร “ไม่ต้องรีบ...ค่อยๆ ใช้ลมหายใจของหนูไล้ก่อน...ใช่แบบนั้น” เขาเอ่ยอย่างพึงใจเมื่อร่างกายเริ่มตอบสนองต่อสัมผัสของเธอ มินตราทำตามด้วยความประหม่าแต่ตั้งใจ คิรินทร์ปล่อยให้เธอเป็นคนควบคุม ขณะตัวเองกัดฟันแน่นจากแรงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นเรื่อยๆ เสียงหายใจของเขาหนักขึ้นทุกวินาที นิ้วมือของเขาขยุ้มผ้าปูเตียงแน่นเมื่อมินตรากล้าขึ้นเรื่อยๆ ในจังหวะที่ซ้ำ ๆ และลึกซึ้งกว่าเดิม ดวงตาเธอหลุบต่ำแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ทำเอาคนที่เคยคุมเกมอย่างเขาต้องทิ้งตัวลงกับหมอนและปล่อยให้เธอเป็นฝ่ายทำให้เขาหลงหัวปักหัวปำ “พอเถอะ...เดี๋ยวฉันจะหมดแรงก่อนเด็กดื้อ” คิรินทร์พึมพำเสียงพร่าก่อนจะรวบร่างเธอมากอดไว้แน่นแล้วกลิ้งตัวขึ้นคร่อมราวกับจะเอาคืน เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากริมฝีปากของทั้งสองคน มินตรายังหัวเราะไม่ทันจบ คิรินทร์ก็ฝังจูบลงบนริมฝีปากของเธออีกครั้ง ร้อนแรงกว่าเดิม และหวานล้ำเกินบรรยาย 06:15 เช้าวันใหม่หญิงสาวที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ กลิ่นไอทะเลเจือจางปะปนกับกลิ่นกายหอมอุ่นของผู้ชายที่นอนอยู่ข้างเธอ ร่างหนาเปลือยเปล่ายังคงทอดตัวนิ่ง แต่ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเขายังตื่นอยู่ มินตราขยับตัวเบาๆ พลิกกายหันหน้าเข้าหาเขา สายตาคลอแสงจ้องมองใบหน้าคมที่ดูนิ่งขรึมแม้ยามนิทรา เธอแอบยิ้มบาง ๆ แล้วเอื้อมนิ้วแตะปลายคิ้วเข้ม ก่อนจะเลื่อนไปแตะปลายจมูกโด่ง “แกล้งคนหลับเหรอ” เสียงทุ้มต่ำกระซิบขึ้น ทำเอามือเล็กชะงัก “คุณตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” เธอกระซิบตอบอย่างเขิน ๆ คิรินทร์ไม่ตอบ แต่กลับพลิกตัวรวบร่างเธอมาแนบอกทันที มือใหญ่ลูบหลังเธอช้า ๆ อย่างอ่อนโยน “ตั้งแต่เธอกระดิกตัว เมื่อคืนเหนื่อยไหม” ชายหนุ่มวัยสี่สิบคลี่ยิ้มมุมปากพลางถามเด็กสาวด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย เมื่อคืนเขาไม่ได้ออมแรงเลยแม้แต่น้อย ดูท่ามินตราคงจะเพลียไม่น้อย “เหนื่อยค่ะ...แต่ก็ชอบ” เธอแอบซบหน้าลงกับอกเขา เสียงเบาหวิวแต่อ่อนหวานคิรินทร์หัวเราะในลำคอ มือหนาลูบไหล่เปลือยของเธอแล้วกระซิบใกล้หู “งั้นเราต่อเช้าอีกสักรอบดีไหม” “มะ...ไม่เอาแล้วค่ะ หนูจะตายอยู่แล้ว” เธอดิ้นจะหนีแต่กลับถูกเขาจับไว้แน่น “ไม่เอาไม่ได้เธอท้าทายฉัน” เสียงพร่าของเขากระซิบข้างหู “อ่อ...แล้วเธอยังไม่ได้ให้รางวัลฉันเลยเมื่อคืนฉันทำดีมากนะ เธอเสร็จไปตั้งหลายครั้ง” “แล้วของขวัญที่คุณจะให้หนูล่ะเมื่อคืนหนูก็ขึ้นให้” เธอถามกลับดวงตายังปิดแต่ปากยิ้มแผ่ว “ฉันให้ทั้งตัวทั้งใจไปตั้งแต่คืนแรกแล้ว ไม่รู้ตัวเหรอเด็กดื้อ” ฟอดด เขากดจมูกลงที่แก้มนวล ก่อนจะพลิกตัวเธอให้นอนราบลงกับเตียงอีกครั้ง มือใหญ่ไล้ลูบไปตามแผ่นหลัง ก่อนจะยกเธอขึ้นนั่งบนตักเขา “อ๊ะ...คุณ” มินตราหน้าแดงทันทีเมื่อรู้สึกถึงความแข็งขึงใต้สะโพก “หึ” คิรินทร์ยิ้มมุมปากมองเด็กสาวด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “รู้แล้วสินะว่าอะไรตื่นก่อนฉัน” เธอหลุบตาลง แต่กลับยื่นมือขึ้นคล้องคอเขาไว้แน่น ลมหายใจร้อนระอุพ่นรดกันใกล้แค่ปลายจมูก “งั้นหนูขอหอมคุณก่อนแล้วกัน” เธอกระซิบ ก่อนจะก้มลงจูบที่คางสากของเขา จากนั้นก็เลื่อนไปริมฝีปาก แล้วจูบเขาอย่างอ้อยอิ่ง ละเมียดละไม จุ๊บ จูบนั้นอ่อนหวานและร้อนแรงในเวลาเดียวกัน ริมฝีปากบดเบียดแนบแน่นจนเขาครางต่ำในลำคอ มือใหญ่บีบสะโพกเธอไว้แน่นก่อนจะกระชากเธอลงแนบแน่นกับตัว “ยั่วแต่เช้าแบบนี้ อย่ามาร้องทีหลังนะเด็กดี” เขากระซิบพร่า พร้อมกับพลิกตัวเธอลงกับเตียงอีกครั้ง ริมฝีปากเริ่มไล้ลงต่ำอีกครั้งในเช้าวันใหม่ที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาไม่สิ้นสุด และเสียงคลื่นทะเล ก็กลายเป็นฉากหลังของรักที่เริ่มงอกงามขึ้นในทุกวินาที... เรือยอชต์ลำหรูทอดตัวนิ่งกลางทะเลสีฟ้าคราม ท่ามกลางลมหายใจของทะเลที่พัดมาเป็นระยะ กลิ่นเกลือและความอบอุ่นของแสงอาทิตย์คละเคล้ากันอยู่ในอากาศ คิรินทร์อยู่ในเสื้อเชิ้ตบางสีขาว กางเกงผ้าลินินสบายตัว ร่างสูงยืนพิงราวเรือโดยมีแก้วกาแฟในมือหนึ่ง ขณะสายตาจ้องไปยังร่างบางที่กำลังพยายามสวมหมวกปีกกว้างอยู่หน้ากระจกภายในห้องโดยสาร “นานจัง หรือมัวแต่ส่องกระจกจนลืมคนข้างนอกแล้ว” เสียงทุ้มต่ำเรียบ ๆ ดังขึ้น เรียกให้มินตราที่กำลังจัดผมอยู่สะดุ้งเล็กน้อย “คุณก็รู้ว่าหนูต้องแต่งหน้าบ้างสิคะ เดี๋ยวออกแดดผิวก็หมองหมด” เธอหันมาเบ้ปากใส่ทำหน้าตากวนโอ๊ย “เธอหมองตรงไหนกัน หึ...ฉันว่าเธอมีแต่ตรงหน้าอกที่มันเด่นกว่าหน้า” “คุณคิรินทร์!” มินตราร้องออกมาทั้งที่ยังไม่ทันได้หยิบรองเท้า ใบหน้าแดงแจ๋ขึ้นทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและเขินจัด เธอรีบปิดอกตัวเองทั้งที่ใส่เสื้อคอปกเรียบร้อยแล้ว “พูดแบบนี้กับหนูได้ยังไงคะ” คิรินทร์หัวเราะในลำคอ “ก็พูดตามที่เห็นไง แดดแรงไม่พอทำให้หน้าเธอแดงเท่าฉันเลยด้วยซ้ำ” เขาเดินเข้ามาใกล้ ยื่นมือมาหยิบหมวกจากมือเธอ แล้วสวมให้ด้วยตัวเองนิ่ง ๆ มืออีกข้างลูบผมเธอเบา ๆ ราวกับจะปรับมันให้เข้าทรง ก่อนจะกดจูบลงที่หน้าผากของเธอ “พร้อมไปล่องเรือกันหรือยัง” “ค่ะ” มินตราพยักหน้า ดวงตาวาววับแล้วแอบยิ้มออกมาอย่างเขิน ๆ เธอเดินตามเขาออกมานั่งตรงมุมรับลม มีเบาะนุ่ม ๆ และผ้าห่มบางๆ ปูไว้ คิรินทร์หยิบกล้องฟิล์มขึ้นมาถ่ายรูปเธอขณะเธอกำลังจิบสมูทตี้โดยไม่รู้ตัว “เฮ้! คุณแอบถ่ายหนูเหรอคะ” “ก็เธอสวยในแบบธรรมชาตินี่ ฉันจะไม่เก็บไว้ได้ยังไง” เขายิ้ม ดวงตาคมจ้องเธอราวจะกลืนกินเธอหลบตาแต่ยิ้ม “หยอดเก่งจังนะคะคนแก่เนี่ย” “ฉันยังหนุ่มแน่นพอจะทำให้เธอร้องจนหมดแรงทุกคืน จำไว้” คำพูดเรียบ ๆ แต่ทำให้มินตราสำลักน้ำผลไม้หน้าแดงจนถึงหู “คุณ! พูดแบบนี้อีกแล้วนะ” “ก็พูดตามความจริง ไม่เชื่อเหรอ” เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ กระซิบที่ข้างหูเธอ “คืนนี้เธอจะได้พิสูจน์อีกครั้งถ้าเธอยังไหว” มินตราหน้าแดงแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูจัด เธอหันหน้าไปอีกทางแต่ก็เผลอยิ้มออกมา พวกเขาใช้เวลาร่วมกันทั้งวัน ล่องเรือวนชมเกาะ รับลมทะเล ถ่ายรูปคู่กันหลายภาพ และเล่นน้ำริมเรือช่วงบ่าย ซึ่งมินตราถูกจับลงน้ำก่อนจะถูกดึงขึ้นมากอดแนบตัวเปียก ๆ จนเธอต้องตีเขาเบา ๆ แต่หัวเราะคิกคักไม่หยุด ช่วงเย็นทั้งคู่เปลี่ยนชุดใหม่มินตราสวมเดรสบางสีฟ้าสดใส แหวกหลังเผยผิวเนียนสะท้อนแดดยามเย็น ส่วนคิรินทร์กลับมาในลุคหล่อคลาสสิกอีกครั้งในเสื้อเชิ้ตพับแขน เขาพาเธอขึ้นมาบนดาดฟ้ารับประทานอาหารค่ำภายใต้แสงเทียนและแสงดาว “เคยคิดไหมว่าจะได้มากินมื้อค่ำบนเรือกับผู้ชายแก่ ๆ แบบนี้” จู่ๆ เขาถามขึ้นขณะที่กำลังตักอาหารใส่จานของมินตรา “ไม่เคยค่ะ” เธอตอบตรง ๆ อย่างไม่โกหกในชีวิตนี้เขาคือผู้ชายคนแรกและคนเดียวที่พาเธอมาเปิดหูเปิดตาแบบนี้ “แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีความสุขขนาดนี้ด้วย” คำตอบนั้นทำให้คิรินทร์ยิ้ม ดวงตาคมลึกทอดมองเธอนิ่ง ๆ ก่อนจะยื่นมือมากุมมือเธอไว้บนโต๊ะเบา ๆ “เธอทำให้ฉันรู้สึกว่าอยากอยู่แบบนี้ไปอีกนาน ๆ” “ถ้าหนูยังไหวกับคุณทุกคืนก็อยู่ได้นานแน่ค่ะ” เธอกระซิบกลับ ทำให้เขาหัวเราะลั่น “เด็กบ้าปากแบบนี้ระวังฉันจะลงโทษกลางดาดฟ้า” “ฮือ...หนูกลัวจังค่ะ” เธอยักคิ้วตอบกลั้วหัวเราะ ก่อนที่เขาจะคว้าคางเธอมาจูบเบา ๆ หนึ่งที แล้วประคองเธอให้เอนพิงอกเขา ราวกับโลกทั้งใบมีแค่พวกเขาเท่านั้น และในอ้อมแขนของชายผู้เป็นเสมือนดั่งเข็มทิศและพายุในเวลาเดียวกัน มินตรารู้สึกปลอดภัยและตกหลุมรักเข้าไปทุกที ค่ำวันเดียวกัน ลมหายใจทะเลนิ่งสงบ รอบยอชต์มีเพียงเสียงคลื่นกระทบผนังเรือเบา ๆ มินตรากำลังหัวเราะกับเรื่องขำของคิรินทร์ ทันใดนั้นโทรศัพท์ส่วนตัวของเธอสั่นครืดพร้อมชื่อแม่บนหน้าจอที่เรืองแสงในความมืด พอรับสาย เสียงปลายทางสั่นพร่าแจ้งว่าแม่ลื่นล้มข้อมือแตก ต้องเข้าเฝือกด่วน และโรงพยาบาลชนบทไม่มีหมอกระดูกเข้าเวรคืนนี้ [บทสนทนาปลายสาย] “แม่เจ็บมากไหมคะ?” แม่:ไม่เป็นไรลูก แค่เจ็บจี๊ด ๆอย่าเป็นห่วงเลยทำงานของลูกไปเถอะ น้ำตาหญิงสาวไหลทันที เธอสั่นงัน จบสายแบบขาดห้วงก่อนโทรศัพท์ร่วงจากมือ เธอพึมพำว่า “ไม่อ่ะเสียงของแม่ดูเจ็บมากเลย ฮืออ...หนูต้องกลับ..ต้องกลับเดี๋ยวนี้” คิรินทร์คว้ามือเธอไว้ ดวงตาเข้มสงบแต่เปล่งประกายห่วงใย เขาไม่ถามยืดยาว เพียงเช็ดน้ำตาให้แล้วพูดช้า ๆ ว่า “งั้นก็รีเก็บกระเป๋า เราต้องออกตอนนี้” การตัดสินใจอันรวดเร็วของคิรินทร์คือการเรียกเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวให้ลงจอดด่วนที่ดาดฟ้าเรือ ส่งสัญญาณไฟนำทางกลางดึก ระหว่างที่เตรียมเรื่องมินตรานั่งตัวสั่นในห้องโดยสาร คิรินทร์คุกเข่าลงตรงหน้า จับมือเธอไว้สองข้าง “มินตรา ฟังนะ แม่เธอจะไม่เป็นอะไร ฉันไปกับเธอ และฉันจะจองแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรอที่กรุงเทพทุกอย่างจะปลอดภัย” เขายื่นผ้าเช็ดหน้าให้ หญิงสาวกุมไว้น้ำตาซึมแต่พยายามพยักหน้ารับ นั่นคือครั้งแรกที่เธอเห็นเขาปลอบอย่างเปราะบาง ไม่ใช่แค่โอบกอดร้อนแรง แต่คือความมั่นคงที่เธอพึ่งได้ เฮลิคอปเตอร์ทะยานขึ้น ใบพัดฟาดลมแรงจนผมเธอปลิว คิรินทร์ดึงเธอเข้าหา เสียบหูฟังตัดเสียงรบกวนให้ เธอมองไฟเขียวแดงสะท้อนใบหน้าชายหนุ่มแล้วรู้ว่าความผูกพันคืนนี้ได้เปลี่ยนนิยามเมียลับไปตลอด เขายื่นมือให้เธออีกครั้ง “จับมือฉันไว้นะ แล้วปล่อยให้ฉันดูแลทุกอย่าง” เธอพยักหน้า ก่อนกระซิบตอบผ่านไมค์หูฟังว่า “ขอบคุณค่ะคุณคิรินทร์” เฮลิคอปเตอร์มุ่งสู่ฝั่ง เสียงใบพัดกลบลมห้วงใจ แต่มือที่กุมกันแน่นตลอดทางบอกชัดว่า เขาจะไม่ปล่อยมือเธออีกต่อไปบทที่35วันวิวาห์เช้าวันใหม่ของเมืองใหญ่ทอแสงสีทองอ่อนลอดผ่านม่านขาวในห้องสวีทของโรงแรมหรู เสียงหัวเราะคิกคักจากทีมงานแต่งหน้าทำผมดังเป็นระยะ ผสมกับเสียงคลาสสิกที่เปิดคลอเบา ๆ บรรยากาศอบอุ่นแต่แฝงด้วยความตื่นเต้นของวันพิเศษ มินตรานั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ แสงไฟนวลส่องสะท้อนเงาในกระจกให้เห็นหญิงสาวในชุดคลุมเจ้าสาวสีงาช้าง ผิวขาวนวลยิ่งขับให้ใบหน้าที่กำลังถูกแต่งแต้มด้วยฝีมือช่างดูงดงามขึ้นทุกวินาที เธอมองตัวเองเงียบ ๆ ดวงตากลมค่อย ๆ เอ่อคลอ น้ำตาใสไหลรินโดยไม่รู้ตัว นี่คือฉันจริง ๆ เหรอ ผู้หญิงธรรมดาที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นเมียลับ วันนี้กำลังจะได้สวมชุดเจ้าสาวช่างแต่งหน้าหันมาเห็นยิ้มบาง ๆ “อย่าร้องนะคะ เดี๋ยวเครื่องสำอางเลอะหมด” น้ำเสียงนั้นแฝงความเอ็นดูทำให้มินตรารีบยกมือซับน้ำตาเบา ๆ พลางยิ้มทั้งน้ำตา “ขอโทษค่ะ…แค่ไม่คิดว่าชีวิตจะพามาถึงวันนี้” ในอีกฟากของอาคาร ห้องเจ้าบ่าวเงียบขรึมกว่าเล็กน้อย คิรินทร์ยืนอยู่หน้ากระจกบานเต็มตัว สูทสีดำตัดพิเศษเข้ารูปกอดร่างสูงสง่า ปลายเนกไทเรียบหรูสีเดียวกับผ้าเช็ดอก เขาจัดกระดุมข้อมืออย่างใจเย็น แต่ในแววตาคมกลับสะท้อนความจริงจังแน่วแน่ที่ไม่
บทที่34ว่าที่คุณนายบ้านวัชรเมธาแสงแฟลชสว่างวาบไปทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรู ทุกเลนส์จับจ้องไปยังเวทีที่ชายหนุ่มในสูทเข้มก้าวออกมาเคียงข้างหญิงสาวร่างเล็กในเดรสสีงาช้างเรียบสง่าภาพที่เหมือนประกาศต่อทั้งโลกว่า เธอไม่ใช่เงาอีกต่อไป‘คิรินทร์ วัชรเมธา ประกาศหมั้นกลางงานแถลง!’พาดหัวข่าวออนไลน์กระจายไปแทบจะพร้อมกันทุกสำนักในไม่กี่นาทีหลังเขาเอ่ยประโยคชัดถ้อยคำต่อหน้าสื่อ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมทั่วประเทศ บางกระแสชื่นชมความเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่มที่ไม่สนเสียงนินทา บางกระแสกลับพุ่งเป้าโจมตีมินตรา “เด็กสาวที่มีอดีตไม่สวยงามจะคู่ควรกับตระกูลใหญ่จริงหรือ”มินตรานั่งข้างเขาบนเก้าอี้สูงของเวทีแถลงข่าว ดวงตากลมโตสั่นไหวเหมือนถูกโหมกระหน่ำด้วยคำถามและแสงแฟลช เธอพยายามประคองสติ มือเล็กกำชายกระโปรงแน่นจนยับย่นนักข่าวหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นถามเสียงดัง “คุณคิรินทร์มั่นใจหรือคะว่าผู้หญิงคนนี้คู่ควรกับการเป็นภรรยาในอนาคตของท่าน”หัวใจมินตราแทบหยุดเต้น คำพูดนั้นเหมือนหอกที่เสียบกลางอกต่อหน้าผู้คนมากมาย เธอยกสายตาขึ้นช้า ๆ แต่ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อเต็มขอบตา แขนแข็งแรงของคิรินทร์ก็โอบรอบไหล่เธอแน่นเขาหัน
บทที่33ฉันสนใจแค่เธอกับลูกเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากงานแถลงข่าวสิ้นสุด โลกทั้งใบเหมือนพลิกตลบ ข่าวใหญ่พาดหัวตัวโตติดทุกสื่อ ทุกเว็บไซต์ ทุกหน้าหนังสือพิมพ์ และแทบทุกการสนทนาบนโซเชียล คิรินทร์ วัชรเมธา ประกาศแต่งงาน!ภาพชายหนุ่มในชุดสูทเข้ม สายตาคมมั่นคง จับมือหญิงสาวหน้าหวานขึ้นยืนต่อหน้านักข่าวนับร้อย กลายเป็นภาพไวรัลที่ถูกแชร์ซ้ำไปทั่วประเทศ คลิปคำพูดหนักแน่นว่า “เธอไม่ใช่เมียลับ แต่คือคู่หมั้น และผู้หญิงที่ผมจะใช้ชีวิตด้วย” ถูกเปิดซ้ำจนแทบทุกคนต้องได้ยิน เสียงชื่นชมดังลั่นในโลกออนไลน์“เขาให้เกียรติเธอมาก นี่สิผู้ชายที่แท้จริง!”“คิรินทร์คือไอดอล แกร่งทั้งธุรกิจและหัวใจ”“ผู้หญิงคนนี้โชคดีที่สุดในโลกแล้ว” แต่ในขณะเดียวกัน เสียงต่อต้านก็ปะทุไม่แพ้กัน“เสียสติหรือเปล่าจะทิ้งศักดิ์ศรีเพราะผู้หญิงขายตัวคนเดียวงั้นเหรอ”“นี่มันความรักหรือแค่ราคะกันแน่”“ธุรกิจวัชรเมธากำลังจะล่มเพราะผู้หญิงที่ไม่มีค่าในสายตาสังคม” ภายในห้องประชุมบอร์ดบริษัท เสียงถกเถียงดังระงม นักลงทุนบางส่วนแสดงความกังวล ผู้บริหารบางคนถึงกับตบโต๊ะว่าการกระทำของประธานคือการเล่นกับไฟ แต่ก็มีเสียงโต้กลับว่า การยืนหยัด
บทที่32ไม่มีใครกล้าทำไม่มีใครกล้าดำรงชีวิตฉันนอกจากตัวฉันเองเช้าวันถัดมาเมืองทั้งเมืองเหมือนสั่นสะเทือนด้วยเสียงกดแชร์และพาดหัวสีแดงสด บนหน้าหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ข่าว ไปจนถึงโซเชียลเต็มไปด้วยภาพถ่ายที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป‘เมียลับนายทุน! ภาพหลุดยืนยันสัมพันธ์ต้องห้าม’ภาพถ่ายที่ถูกปล่อยออกมาไม่ใช่เพียงเงาลาง ๆ เหมือนก่อน แต่เป็นภาพเก่าที่ถูกขุดขึ้นมินตราในชุดเดรสเรียบง่ายยืนกอดเอกสารหน้าคอนโดหรู ที่มีชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทเข้มเดินตามหลังอยู่ แม้ใบหน้าของคิรินทร์จะหันข้าง แต่ใคร ๆ ก็มองออกว่าคือเขาไม่เพียงเท่านั้น บทความยังมีคำให้สัมภาษณ์จากแหล่งข่าววงใน ที่ระบุว่าเด็กสาวคนนี้ถูกเลี้ยงดูมานานเกือบปี อยู่เพนต์เฮาส์เดียวกับท่านประธาน และได้รับสิทธิพิเศษเกินกว่าผู้หญิงคนไหนทุกถ้อยคำเหมือนหอกแหลมแทงลงกลางอกมินตรา เธอนั่งตัวสั่น มือเล็กกำโทรศัพท์จนแน่น น้ำตาไหลรินไม่หยุด ความจริงที่ควรถูกปกปิดกลับถูกฉีกออกมาให้โลกทั้งโลกเห็น“ทำไมต้องเป็นตอนนี้” เธอพึมพำเสียงสั่น หัวใจบีบรัดเหมือนจะหยุดเต้น เธอเดินถอยไปพิงผนังเย็นเฉียบ ร่างเล็กทรุดลงกับพื้น หายใจถี่รัว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเจ็บ
บทที่31อบอุ่นหัวใจแสงอาทิตย์อ่อนยามเช้าทอดผ่านม่านโปร่งเข้ามาในห้องนอน เพนต์เฮาส์ที่เมื่อคืนเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและสัมผัสเร่าร้อน ตอนนี้กลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกไกล ๆ และเสียงลมพัดกระทบกระจกสูง มินตราขยับเล็กน้อยในอ้อมแขนที่โอบรัดไว้แน่น ร่างกายยังอ่อนล้า แต่ความอบอุ่นจากอกกว้างทำให้เธอไม่อยากลืมตาขึ้นเลย กลิ่นหอมอุ่นแบบผู้ชายของคิรินทร์ยังคงติดอยู่ตามปลายจมูก และเสียงหัวใจเต้นหนักแน่นใต้แผ่นอกหนานั้นทำให้เธอเหมือนกำลังลอยอยู่ในความฝันคิรินทร์ตื่นก่อนแล้ว ดวงตาคมมองใบหน้าหวานที่ซุกแนบอกเขาอย่างไว้ใจ เส้นผมยุ่งเล็กน้อยปรกแก้มเนียน แก้มแดงเรื่อราวกับผลไม้สุก เขายกมือหนาขึ้น เกลี่ยเส้นผมออกอย่างเบามือ แล้วกดจูบลงบนหน้าผากเล็ก ๆ นั้นโดยไม่ลังเล“เช้าแล้วนะ” เสียงทุ้มพร่าเอ่ยชิดหูมินตราคลายเปลือกตาช้า ๆ ดวงตากลมโตพร่าไหวจากแสง เธอขยับเล็กน้อยเหมือนจะซ่อนหน้าลงในอกเขา “ให้หนูหลับอีกนิดได้ไหมคะ” เสียงแผ่วอ้อนเบาเหมือนเด็ก คิรินทร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ แขนแข็งแรงกระชับกอดแน่นขึ้น “เธอจะนอนต่อก็ได้ แต่ฉันไม่รับปากว่าจะไม่กวน” น้ำเสียงเจือแกล้ง แต่แววตาที่ทอดมองเธอกลับเต็มไปด้วยความอ่
บทที่30สัญญาใจแสงไฟสีส้มอุ่นในห้องนอนเพนต์เฮาส์ทอดเงาลงบนผ้าปูเตียงสีขาวสะอาด มินตรานั่งพิงหัวเตียง ใบหน้ายังแดงเรื่อจากคราบน้ำตาที่เพิ่งแห้งไป เธอไม่ได้ขยับหนีเมื่อร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ คิรินทร์จ้องเธอด้วยสายตาคมเข้มปนอบอุ่น แววตาที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่เหมือนคำสัญญาที่เพิ่งหลุดออกจากปากเขา มือหนาเอื้อมขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ปรกแก้มออกอย่างแผ่วเบา นิ้วโป้งไล้ผ่านผิวแก้มเนียนราวกับกำลังปลอบโยน “เธอยังกลัวฉันอยู่ไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดริมฝีปาก มินตราส่ายหน้าเบา ๆ ดวงตากลมโตไหววูบ แต่กลับสบตาเขาโดยไม่หลบ มือเล็กกำชายเสื้อไว้แน่นเหมือนพยายามหาที่พึ่ง “ฮึกก”คิรินทร์ก้มลงช้า ๆ ริมฝีปากหยักแตะสัมผัสแรกที่มุมปากเธอ อ่อนโยนราวกับกลัวว่าแรงเกินไปจะทำให้เธอแตกสลาย มินตราหลับตาแน่น รับสัมผัสนั้นอย่างเต็มใจ จ้วบบ!จูบแรกที่แผ่วเบาค่อย ๆ ลึกซึ้งขึ้น ริมฝีปากหนากดแนบแน่นกว่าเดิม ลมหายใจทั้งคู่สอดประสาน มินตรารู้สึกถึงแรงเต้นหัวใจตัวเองที่ดังจนแทบกลบเสียงรอบข้าง เขาขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอเบา ๆ ราวกับเชิญชวน จนเธอเผลอเผยอปากรับในที่สุด และทันใดนั้น ลิ้นร้อนของเขาก็แทรกเข้ามาชิมควา
บทที่14ที่พึ่งพิงเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์สงบลงเมื่อเท้าของมินตราแตะพื้นฮอลิโพลของโรงพยาบาลเอกชนใจกลางกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในเครื่องแบบรีบมารับทันที หญิงสาวอยากวิ่งไปยังแผนกฉุกเฉิน แต่ฝ่ามืออบอุ่นกลับคว้ามือเธอไว้ ไม่ใช่เพื่อห้าม หากแต่ให้เธอใช้บัตรVIPที่เขาให้เลขาคนสนิทเร่งเอามาให้“ใช้บ
บทที่12หนูขออยู่บนนะคะบนห้องนอนบนเรือยอชต์ขนาดใหญ่ที่ยังทอดลำอยู่กลางทะเล มินตราขยับตัวเล็กน้อยในอ้อมแขนแข็งแรงของชายหนุ่มที่นอนแนบข้าง แผ่นอกแน่นตึงของคิรินทร์ขยับขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอพร้อมกับลมหายใจที่อุ่นนุ่มแนบข้างแก้มของเธอกลิ่นหอมสะอาดจากกายเขายังติดอยู่ที่ปลายจมูก และเธอก็ไม่มีเจตนาจะผละออก
บทที่11คุณคิรินทร์กินแซ่บอากาศในห้องเพนต์เฮาส์เย็นเฉียบจากแอร์ที่ทำงานเต็มกำลัง แต่อุณหภูมิภายในร่างกายของคนสองคนกลับตรงกันข้ามมินตราซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มสีครีม ร่างกายเปลือยเปล่าแนบชิดแผ่นอกหนา เสียงลมหายใจของคิรินทร์สม่ำเสมอและหนักแน่น แต่อ้อมแขนยังคงกอดกระชับไม่ปล่อยราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป“คุณ
บทที่10อ่อนโยนแสงแดดยามสายส่องลอดผ้าม่านสีอ่อนเข้ามากระทบผิวแก้มของหญิงสาวที่ยังคงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา กลิ่นกายอุ่นนุ่มและกลิ่นหอมอ่อนจางจากผ้าปูเตียงยังคงโอบล้อมมินตราไว้จนเธอไม่อยากลืมตาจุ๊บ!จุ๊บริมฝีปากของคิรินทร์โน้มลงจูบเบา ๆ ที่ขมับเธอ เป็นมอร์นิงคิสที่อ่อนโยนและปลุกความรู้สึกอุ่นไห







