Masukหลังจากจัดช่อดอกกุหลาบเก้าสิบเก้าดอกอย่างประณีตจนเสร็จเรียบร้อย ฝนก็รีบขับรถออกไปส่งดอกไม้ให้ลูกค้า เหลือเพียงแพรไหมและดาวที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะเล็กข้างเคาน์เตอร์ บนโต๊ะมีพิซซ่าถาดใหญ่สองคนที่เหลือหลายชิ้น แพรไหมหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นกัดเบา ๆ เป็นพิซซ่าฮาวายเอี้ยน รสหวานและเค็มกำลังดี เธอยิ้มให้ดาวที่กำลังตักพิซซ่าลงจานตัวเอง
“เออ… วันนี้พูดถึงเรื่องความรักหน่อยสิ” แพรไหมเอ่ยพลางมองดาวและน้ำฝนในความคิด “อีกไม่นานน้ำฝนก็จะแต่งงานแล้วนะ ท้องก็เพิ่งสองเดือนเอง รีบแต่งก่อนท้องใหญ่เกินไปอีกหน่อยเลย” แพรไหมพูดออกมาเช่นนี้ ดาวพยักหน้าเห็นด้วย “แฟนฝนก็ดีจริง ๆ นะ ฉันเห็นเขามารับมาส่งทุกวัน แล้วทำงานด้วยทั้งในบริษัทและขับแท็กซี่หาเงินเลี้ยงลูกในอนาคตอีกด้วย” ดาวเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม แพรไหมหัวเราะเบาๆ “ใช่ พี่เห็นว่าวาโยเป็นผู้ชายดีมากเลย ขยันอีกต่างหาก แต่พี่… เอาจริงๆ คงไม่คิดมีใครตอนนี้หรอก อยู่คนเดียวก็เหนื่อยพอแล้ว ไม่อยากหาเหาใส่หัวตัวเองด้วย” แพรไหมฝนหัวเราะเสียงใส “เอ้า! พี่ไหม ไม่คิดจะมีใครจริง ๆ เลยเหรอคะ?” ฝนถามด้วยความสงสัย แพรไหมยักไหล่อย่างไม่ถือตัว พลางตักพิซซ่าขึ้นอีกชิ้น “ไม่หรอก ขืนมีแฟน คงโดนบ่นเรื่องงานตลอด เอาเวลาไปจัดดอกไม้กับพวกแกดีกว่า” แพรไหมเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงติดตลก พร้อมกับเสียงหัวเราะ ดาวหัวเราะตาม “เจ้านายยังคงเป็นเจ้านายที่น่ารักที่สุดเลยล่ะค่ะ” ดาวเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม แพรไหมยิ้มให้สองสาว เธอรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงแม้เธอจะเป็นเจ้าของร้าน แต่กับฝนและดาว เธอไม่เคยถือท่าทีเหนือกว่า เหมือนเพื่อนสาวตัวจริงที่สามารถพูดคุยและหัวเราะกันได้ทุกเรื่อง “เอาล่ะ” แพรไหมลุกขึ้นยืดตัวเล็กน้อย พลางมองรอบร้านที่ยังเต็มไปด้วยดอกไม้สด “เรามาเตรียมจัดช่อใหม่กันต่อเถอะ งานยังรออยู่เยอะเลยนะพวกเธอ” ฝนและดาวพยักหน้า ก่อนทั้งสามจะหัวเราะไปพร้อมกันอีกครั้ง ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้และความอบอุ่นของเพื่อนสาวที่ทำให้ Étoile Blossom กลายเป็นทั้งร้านดอกไม้และพื้นที่หัวใจสำหรับพวกเธอ แพรไหมขับรถสปอร์ตสีเทาหรูมาจอดตรงลานจอดรถด้านหน้าร้าน Black Fang Tattoo Studio หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างบอกไม่ถูก แม้วันนี้เธอจะมากับบทบาทของลูกค้า แต่สายตาและความทรงจำยังพาเธอกลับไปในวันวานเมื่อเธอและภีมยังเป็นแฟนกัน เธอจับกุญแจแน่น ก่อนลงจากรถก้าวเข้ามาที่ประตูร้าน พนักงานชายคนหนึ่งรีบออกมาต้อนรับทันที “สวัสดีครับ คุณลูกค้า” เขาทักด้วยน้ำเสียงสุภาพ แพรไหมยิ้มเล็กๆ “สวัสดีค่ะ ฉันนัดกับเจ้าของร้านเอาไว้ค่ะ ชื่อแพรไหม” แพรไหมเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสุภาพ พนักงานชายพยักหน้า ก่อนเดินไปเช็คข้อมูลในไอแพดหลังเคาน์เตอร์ เขาเลื่อนหน้าจอแล้วพบข้อมูลนัด มีลูกค้าจองไว้เรียบร้อย แต่เจ้านายของเขาเขียนเบอร์ลูกค้าไว้ไม่ครบ “ขอเบอร์โทรศัพท์ของคุณลูกค้าหน่อยครับ” พนักงานถาม แพรไหมยื่นเบอร์ใหม่ที่ใช้โทรหาเขา “นี่ค่ะ เบอร์ฉัน” พนักงานพยักหน้า แล้วเชิญแพรไหมให้เข้าไปนั่งบนโซฟาหนังสีดำด้านในร้าน “รอสักครู่ครับ ผมจะไปเรียกคุณภีมมาพบคุณ” พนักงานเอ่ยบอกเธอหันมองรอบร้านด้วยความตื่นตา ร้าน Black Fang Tattoo Studio หรูหรากว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้ พื้นไม้เงางาม ผนังสีเข้มตัดกับไฟสลัวที่ส่องลงมาเป็นจุด ๆ ให้ความรู้สึกหรูหราแต่ผ่อนคลาย ร้านถูกแบ่งเป็น สามห้องสักส่วนตัว แต่ละห้องมีประตูไม้บานใหญ่และผนังกระจกฝ้า ทำให้ลูกค้าแต่ละคนมีความเป็นส่วนตัวสูง ภายในแต่ละห้องสะอาดเรียบร้อย ไม่มีคราบหมึกหรือกลิ่นฉุน กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดผสมกับกลิ่นน้ำหมึกอ่อนๆ กลายเป็นกลิ่นที่สะอาดและสบายตา แพรไหมพยักหน้าชื่นชมในความละเอียดของร้าน “ไม่เคยเห็นร้านสักไหนสะอาดและหรูแบบนี้เลย” เธอพูดเบาๆ กับตัวเอง ไม่นาน ประตูด้านในเปิดออก ภีมก้าวออกมาในเสื้อเชิ้ตสีดำเข้ารูป กางเกงสแล็คสีเข้ม ร่างสูงกำยำ สายตาคมจับจ้องมาที่แพรไหม พอเห็นเธอนั่งอยู่บนโซฟา ใบหน้าเขาแสดงความตกใจเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่คุ้นเคยประตูเปิดออก… ร่างสูงของภีมก้าวเข้ามาช้าๆ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเขาผสมกับกลิ่นทะเลและดอกไม้ในห้องอบอวลอยู่ในอากาศ เขามองเธอจากศีรษะจรดปลายเท้า รอยยิ้มละมุนแตะมุมปากเมื่อเห็นว่าเธอยังสวมชุดเดรสผ้าซาตินสีขาวนวลที่ใส่หลังพิธีอยู่ “ดีจังที่แพรยังไม่ได้อาบน้ำ…” เสียงทุ้มของเขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ แฝงแววอบอุ่นในน้ำเสียง “ไปอาบน้ำกับพี่นะครับ” เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ แพรไหมเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาเธอมีทั้งความรัก ความเก้อเขิน และความอ่อนโยนล้นเอ่ออยู่ในนั้น เธอเผยรอยยิ้มบางที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นช้าลงเพียงเพื่อจะได้จดจำมัน “แพรรอพี่อยู่ค่ะ…” เธอตอบเสียงเบา พลางก้มสายตาเล็กน้อย มือเรียวกำชายกระโปรงแน่นเหมือนพยายามเก็บอาการ “วันนี้…แพรอาบน้ำให้นะคะ” เธอพูดจบ ภีมยกยิ้มอย่างอ่อนโยน ดวงตาเต็มไปด้วยความรัก “ได้สิครับ” เขาตอบช้าๆ ด้วยน้ำเสียงที่ละมุนละไมราวกับกลัวว่าหากพูดแรงกว่านี้ ความฝันอันงดงามตรงหน้าจะสลายหายไป เขาเดินเข้าใกล้เธอ ก่อนจะยื่นมือไปสัมผัสแก้มเนียนนุ่มของเธออย่างแผ่วเบา “วันนี้แพรสวยที่สุดในชีวิตพี่เลยนะ…” คำพูดของเขาทำให้แพรไหมหัวเราะเบาๆ แก้มขึ้นสีแดงเรื่อ “พี่ก็พูดทุกครั้งที่เจอกัน
เสียงคลื่นทะเลยามค่ำคืนยังคงดังแผ่วเบาเข้ามาทักทาย ลมหอบกลิ่นเค็มจางๆ พัดผ่านผ้าม่านสีขาวที่พลิ้วไหวราวสายหมอก นอกหน้าต่างคือผืนทะเลสีดำอมฟ้าที่แต่งแต้มด้วยแสงไฟจากเรือยอชต์ไกลลิบตา เหมือนดาวระยิบระยับบนผืนน้ำแพรไหมเปิดประตูเข้ามาในห้องนอนทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเรียบหรู กลีบกุหลาบขาวโปรยอยู่บนพื้นและเตียง ผ้าปูสีงาช้างเนียนนุ่ม มีกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ลอยบางๆ จากเทียนหอมในแจกันแก้ว เธอนั่งลงบนขอบเตียงกว้าง แสงไฟนวลอุ่นสาดลงบนใบหน้าที่มีทั้งความเหนื่อยและความสุขซึมอยู่ในรอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยทอดมองออกไปยังทะเลที่ส่องประกายใต้แสงจันทร์อย่างเงียบงันค่ำคืนนี้… คือคืนที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้มีอีกครั้ง คืนที่ได้อยู่ในฐานะ ‘ภรรยา ‘ของผู้ชายที่เธอรักที่สุด หัวใจของเธอเต้นช้าและหนักไปด้วยความรู้สึกนับพันภาพเก่า ๆ ย้อนกลับมาในหัวอย่างช้าๆ ภาพของวัยหนุ่มสาวที่เคยจับมือกันเดินในมหาวิทยาลัย ภาพตอนเลิกกันเพราะเส้นทางชีวิตและความฝันไม่ตรงกัน ภาพของน้ำตาที่เธอเคยซ่อนในคืนหนาวๆ ที่ปารีส… ทุกอย่างไหลวนกลับมาราวคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าเธอไปเรียนต่อ ไปพบผู้คนมากมาย ผู้ชายหลายคนเข้ามาในชีวิต บางคนอ
แสงไฟสีอำพันจากหลอดไฟระย้าและเทียนหอมในโคมแก้วแขวนเรียงรายเหนือโต๊ะยาวริมชายหาด ส่องประกายสะท้อนกับผิวทะเลที่ระยิบระยับราวเพชรใต้แสงดาว เสียงคลื่นกระทบฝั่งยังคงอ่อนโยนเหมือนท่วงทำนองแห่งรักที่ไม่สิ้นสุด โต๊ะยาวถูกจัดอย่างประณีตด้วยผ้าปูสีขาวไข่มุก จัดวางจานอาหารเงินเงา ดอกกุหลาบขาวและดอกลิลลี่สลับกันประดับอยู่กลางโต๊ะ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ผสมกับกลิ่นทะเลอ่อนโยนจนชวนฝัน แพรไหมอยู่ในชุดเดรสปิดไหล่ลายลูกไม้สีงาช้างกระโปรงลู่ไปตามลำตัว ผมปล่อยยาวคลอไหล่ ดวงตาสุกใสมีรอยยิ้มอบอุ่น ส่วนภีมอยู่ในชุดสูทสีเบจอ่อน ผูกหูกระต่ายเรียบๆ แต่หล่อเหลาราวกับพระเอกในภาพยนตร์ “ขอเรียนเชิญคุณพงศกร เวธาไพศาล ประธานบริษัท เวธาไพศาลกรุป และพี่ชายของเจ้าบ่าว ขึ้นกล่าวคำอวยพรคู่บ่าวสาวครับ” เสียงพิธีกรกล่าวเชิญชวนเบาๆ ก่อนจะเปิดไมค์ให้ประธานในพิธีกล่าวคำอวยพร ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในสูทสีกรมท่าเดินขึ้นมายืนตรงกลางเวทีไม้ริมทะเล เสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเบา ๆ ทำให้ทุกถ้อยคำของเขาอบอุ่นและซึ้งยิ่งกว่าแสงเทียนที่พลิ้วไหวอยู่รอบตัว พงศกรยิ้มบางก่อนมองน้องชายกับเจ้าสาวที่ยืนจับมือกันแน่น “ผมรู้จักภีมดี… เขาเป็นน้อ
เสียงคลื่นกระทบฝั่งแผ่วเบา ลมทะเลอ่อนโยนพัดต้องชายกระโปรงลูกไม้สีงาช้างที่พลิ้วไหวราวกับกำลังเต้นรำกับลมหายใจของเวลา ผืนทรายสีทองทอดยาวเป็นพรมธรรมชาติที่รองรับทุกย่างก้าวของเจ้าสาวในชุดเรียบหรู ผมถูกรวบหลวมประดับด้วยดอกลิลลี่ขาว ดวงตาคู่นั้นมีทั้งแสงยิ้มและหยาดน้ำใสปริ่มอยู่ขอบขนตาตรงหน้าเธอ คือ พีรพล พยัคฆาเวศม์ ในชุดสูทสีขาวสะอาดยืนรออยู่กลางแท่นไม้ที่ประดับด้วยดอกไม้โทนขาวครีมและสายรุ้งจากแสงอาทิตย์ยามเย็น เขาหล่อเหลาจนหัวใจเธอแทบหยุดเต้น ดวงตาคมที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น และความรักที่เปล่งออกมาจนแทบล้นทะลัก บาทหลวงยืนอยู่เคียงข้าง ถือคัมภีร์เล่มเล็กในมือ เสียงของเขาแผ่วเบาแต่ชัดเจน“วันนี้เป็นวันที่พระเจ้าทรงนำพาสองหัวใจที่เคยหลงทาง ให้กลับมาพบกันอีกครั้ง… ต่อหน้าท้องทะเล ต่อหน้าฟ้า และต่อหน้าพระองค์ผู้เป็นศูนย์กลางแห่งรักแท้ พีรพล พยัคฆาเวศม์ และ แพรไหม เวธาไพศาล… ท่านทั้งสองพร้อมหรือยังที่จะมอบชีวิตและหัวใจให้กันและกันตลอดไป”เมื่อบาทหลวงกล่าวจบ แพรไหมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาเธอเปียกชื้นแต่เต็มไปด้วยแสงแห่งความเชื่อมั่น เธอพยักเบาๆ ขณะที่เสียงคลื่นเหมือนขับกล่อมร
แพรไหมยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องนอนในบ้านพักต่างอากาศที่หัวหิน แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านผ้าม่านสีครีมบางเบาเข้ามาอาบเรือนร่างระหงของเธอในชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดตา ชุดแต่งงานเกาะอกที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมแท้ผสมผ้าลูกไม้อิตาลีเนื้อละเอียด ลายดอกไม้ปักมืออย่างประณีตแนบสนิทไปกับลำตัวอรชร กระโปรงทรงเมอร์เมดปล่อยชายยาวลากพื้นเกือบสองเมตรราวกับคลื่นทะเลที่โอบล้อมเธอไว้ ช่วงเอวถูกรัดไว้ด้วยริบบิ้นสีงาช้างบางเบาที่ผูกโบเล็กด้านหลัง กลีบลูกไม้ทับซ้อนกันอย่างละเอียดอ่อนเผยให้เห็นผิวเนียนบริเวณไหล่และแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าอย่างมีศิลป์ ทั้งงดงามและเย้ายวนในเวลาเดียวกัน “พี่ไหมคะ…สวยมากเลยค่ะ เหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยายเลย” ดาวพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ขณะจัดชายกระโปรงให้คลี่ลงอย่างเรียบร้อย “พี่ไหมไม่ต้องทำอะไรแล้วค่ะ แค่ยิ้มเฉย ๆ ก็ละลายแล้ว” ฝนพูดพลางยกมือถือแปรงปัดแป้งเบา ๆ ที่ปลายแก้มเธอ แพรไหมหัวเราะน้อยๆ เสียงใสแผ่วเบา “อย่าชมกันเยอะสิ เดี๋ยวพี่เขิน… แค่นี้ก็ใจเต้นแรงจะตายอยู่แล้ว” แพรไหมมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ผมสีดำขลับถูกเกล้าเป็นทรงคลาสสิกหลวมๆ มีปอยผมบางเส้นร่วงลงมาข้างแก้ม เพิ่มเสน่ห์อ่อนหวานแต
เขาวางเธอลงบนเตียงกว้างจับดุ้นที่หลุดออกเสียบเข้าไปใหม่ กระแทกใส่อย่างคึกคะนอง เธอสั่นสะท้านไปทั้งเรือนร่าง เต้านมทั้งสองข้างที่ใหญ่เกินตัวเด้งไปมา เขาใช้ริมฝีปากขบกัด ส่วนเต้านมอีกข้างมือหนาขยำด้วยเช่นกัน “ซี๊ด…อื้อ…อ้อย…ซี๊ด…ออ…อื้อ…โอ้ว! อร๊าย!” เธอร้องครางกระเส่าแผ่วเบา เขากลับจับเรียวาทั้งสองข้างถ่างออกกว้าง กระแทกใส่ไม่ยั้งแรงด้วยอารมณ์ดิบ “โอ้ว…โอ้ว…อ๊ะ! อ๊ะ! อ๊ะ! ซี๊ด! อร๊าย! พี่…พี่ภีม…อร๊าย!!!” เธอกรีดร้องครางสั่นแทบขาดใจ พร้อมกับปล่อยน้ำกามพวยพุ่งออกมา เขาจูบลงที่ริมฝีปากบาง มือหนาจับมือเรียวทั้งสองข้างตอกใส่หนักๆ ถี่ๆ ไม่ยั้งแรง ปั้ก! ปั้ก! ปั้ก! “แพร…แพรไหม! อา…” เขาปล่อยน้ำกามใส่เธอจนเอ่อล้น ไหลทะลักออกมาเป็นจำนวนมาก ขณะที่กลีบร่องขมิบตอดดุ้นของเขาอยู่ ใบหน้าสวยของเธอเช่นเดียวกับลำตัวแดงก่ำด้วยความเหน็ดเหนื่อย เขาเผยรอยยิ้มจูบอีกครั้งอย่างดูดดื่มแลกลิ้นกันและกันเนิ่นนานมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่เอ่อล้น รักและเทิดทูนบูชาราวกับเทพธิดาประจำใจของเขา ไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะหยุดรักเธอได้เลย “แพรไหม…” เขาเรียกเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทอดสายตามองเธอด้วยรอยยิ้ม มือหนาจับปอย







