เสียงสั่นของโทรศัพท์สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดสั่นตอนแปดโมง ซึ่งควรจะเป็นเวลาที่เขาจะนอนหลับพักผ่อน เพราะคอนโดอยู่ใกล้ที่ทำงานเพียงห้านาทีและเขามักจะตื่นเก้าโมงอาบน้ำแต่งตัวออกไปบริษัทในเวลาสิบโมงของทุกวัน
แต่วันนี้อยู่ ๆ ก็มีเสียงเตือนปลุก เขายกมือถือดูว่าใคร พบว่าเป็นเพื่อนแล้วก็วางทิ้งที่เดิม แต่ต่อให้กดไม่รับสายมันก็ยังดังเรื่อย ๆ จนเขาไม่อาจจะปล่อยให้มันดังกวนใจต่อไป สุดท้ายเขาตัดสินใจรับในสายที่สิบแล้ว
กวิน: ฮัลโหล (เสียงอ้อแอ้แหบแห้งของคนเพิ่งตื่นนอนเปล่งออกมา กับท่าทีโมโหเพื่อนที่โทรมาปลุกแต่เช้า)
ดนัย: มึงอยู่ไหนผิงล้มหัวฟาดพื้น ลูกมึงร้องไห้อยู่หน้าห้องฉุกเฉิน (เสียงที่โกรธและสั่นไปทั้งอก เมื่อรู้ว่าไอ้เพื่อนตัวดีมันดูแลลูกกับเมียมันไม่ดี ทั้งยังนอนไม่ตื่นอีกต่างหาก)
กวิน: อะไรนะ!!! (เขาตื่นเต็มตาแล้วรีบอาบน้ำแต่งตัวไปโรงพยาบาล)
ภริตาลืมตาอีกครั้ง พบว่าตัวเองอยู่ในห้องสีขาว ภายในห้องดูเปลี่ยนไปไม่ใช่บ้าน ทำให้เธอหลับตาลงอีกครั้งคิดว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เมื่อหันหน้าไปอีกฝั่งเห็นสายน้ำเกลือกับลูกชายที่นอนกอดกับลูกสาวบนโซฟา บนโต๊ะได้ยินเสียงกดคีย์บอร์ดดังเบา ๆ ไม่ได้ทำให้เกิดความรำคาญขณะนอนหลับเลยสักนิด เธอหลับตาลงอีกครั้ง และลืมตาขึ้น พบความเคลื่อนไหวในห้อง จึงลืมตามองดูว่าเขาทำอะไร เมื่อเห็นเขาลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง เธอจึงมองเขา
“ปวดหัวไหม เป็นยังไงบ้าง”
เสียงนุ่มของสามีทำให้เธออยากร้องไห้จริง ๆ น้ำเสียงที่แสดงความห่วงใยอีกครั้ง น้ำเสียงที่ใส่ใจราวกับเธอเป็นคนรักอีกครั้ง เหมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำในหน้าแล้งแล้วมีฝนตกลงมาทำให้มีชีวิตอีกครั้ง
เธอส่ายหน้าไปมา กะพริบตาถี่ ๆ ไล่น้ำตาให้หมดไป ไม่อยากร้องไห้เป็นคนเจ้าน้ำตาอย่างที่เขาเคยต่อว่าเธอเป็นประจำ
“เจ็บขนาดนี้ยังจะโกหกอีก ต่อไปไม่สบายก็บอกรู้ไหม ไม่ใช่ทำให้ลูก ๆ เสียขวัญกว่าจะปลอบให้เงียบได้” กวินภพลูบหัวภรรยาเบา ๆ รู้สึกโล่งอกที่เธอไม่เป็นอะไรมาก เขาเลื่อนงานที่ไม่สำคัญออก เหลือแค่ประชุมออนไลน์เท่านั้น และย้ายตัวเองมาทำงานในห้องพักผู้ป่วยแทนเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเธอและลูก
“ขอบคุณนะคะที่มาดูแลลูกให้ เหนื่อยไหม” เธอถามด้วยเสียงห่วงหาอาทรสามี แม้จะเจ็บปวดเพียงใด แต่คนที่เธอห่วงที่สุดเป็นเขาและลูกทั้งสองเสมอ
“เหนื่อยสิ บริษัทก็ปิดยอดไม่ได้ ต้องประชุมทั้งวัน” ยามอยู่กับภรรยา มีบางครั้งที่เขามักเผลอใช้ความดื้อรั้นเอาแต่ใจ และยามเครียดจากงานมักจะใช้เสียงสองฟ้องเธอ ให้เธอปลอบ เพียงแต่ช่วงหลังนั้นเขายุ่งจริง ๆ จนมาวันนี้ที่ภรรยาเจ็บ เขาที่ละเลยไม่ได้ดูแลจึงใช้ความอ้อนเล็ก ๆ กับเธอ
“โอ๋ ๆ นะ...ขอให้งานราบรื่นไวไว นะคะ” มือที่ซูบผอมยื่นไปจับใบหน้าให้เขาแนบกับฝ่ามือเธอ คล้ายกับเรื่องราวปวดสมองของเธอผ่านไป เพียงเขาอ้อนนิดหน่อย ใจของเธอมันก็ไม่เคยจะโกรธเขาลงได้เลย
‘นี่สินะเรียกเจ็บแล้วไม่จำ’
เธอได้แต่บ่นในใจ หลังจากเขาต้องกลับบ้านพาลูกไปอาบน้ำ ก่อนจะขนเสื้อผ้ามานอนดูอาการของเธออีกคืนที่โรงพยาบาล เดชดนัยก็เข้ามาเยี่ยมเธอ
เดชดนัยเป็นลูกเจ้าของโรงพยาบาลดนัยราช และเป็นเพื่อนของเธอและเขามาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เพราะต้องรับหน้าที่บริหารงานต่อจากคุณพ่อ เขาจึงเรียนบริหารด้วยกันกับเธอและกวินภพ
เธอไม่เคยชอบบริหาร แต่เลือกเรียนเพราะแค่อยากอยู่ใกล้เขา และคอยช่วยเหลือเขายามที่เขาทำงานไม่ทัน เธอหวังดีและยืนเคียงข้างเขาเสมอมา เพราะเขาเป็นคนหล่อที่สุดในคณะ พ่วงด้วยตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัย ดังนั้นไม่ว่ารักหรืออกหัก เขาจะเล่าให้เธอฟังตลอด เป็นเหมือนเพื่อนปรับทุกข์ แม้ตัวเองจะเจ็บปวดใจทุกครั้งยามเขารักคนอื่นก็ตาม เพียงเขาปรึกษาเธอก็ละวางความน้อยเนื้อต่ำใจทิ้งลงไป และใส่ใจความรู้สึกของเขาเสมอ
“เจ็บพอหรือยัง” คำถามด้วยน้ำเสียงติดห้วน ของเพื่อนรักของเธออีกคนทำให้รู้ว่าเขาห่วงเธอมากแค่ไหน
“ดนัยก็ยังซ้ำเติมเราเหรอ” เสียงตัดพ้อแม้รู้ว่าตัวเองจะโง่ซ้ำโง่ซ้อนไม่รู้จักตาสว่างสักที แต่คนมันรักจะให้ทำยังไง
ยามเธอเจ็บก็มีเขาที่คอยให้เธอปรับทุกข์เช่นกัน ไม่ต่างจากเธอเมื่อก่อนที่ให้กวินภพได้ปรับทุกข์ ได้ปลอบใจ ได้ยืนข้าง ๆ เป็นกำลังใจให้เขาผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายพวกนั้นมาได้
“มันทำอะไรอีก ทำไมไม่ยอมกินข้าว รู้ไหมเธออาจจะตายก็ได้นะ หากทรมานร่างกายแบบนี้” เดชดนัยเป็นห่วงภริตามาตลอด แต่เธอกลับห่วงไอ้เลวนั่นที่ชอบทำเจ้าชู้ไปเรื่อย สุดท้ายแต่งงานกันแล้วก็ต้องมีปัญหา เพราะรักเก่าของมันยังป้วนเปี้ยนรอบตัวมัน
“ขอโทษนะ...เราผิดเอง”
“ขอโทษตลอด ผิดอะไรนักหนาเราอยากรู้จริง ๆ” เขายุ่งเรื่องครอบครัวไม่ได้ แต่อยากให้เธอรู้ว่าเขาก็เป็นห่วงเธอเหมือนเดิมเช่นกัน
“พี่กล้าบอกเหรอ” ภริตาเอ่ยเสียงเศร้าไม่รู้ว่าเขารู้จากใคร หรือลูกชายของเธอที่บอกเขากัน แม้พยายามไม่คิดเรื่องที่ติดค้างในใจ แต่เมื่อเป็นเพื่อนสนิทกลับซ่อนมันไว้ไม่ได้
“เรื่องจ่ายค่าเทอมให้คนอื่นนั่นน่ะเหรอ”
คร้านจะปฏิเสธ จึงพยักหน้ายอมรับ เธอคิดมากจริง ๆ เรื่องนี้รบกวนจิตใจเธอมาหลายวัน พยายามไม่คิดแล้วแต่สมองกลับคิดซ้ำไปซ้ำมา จึงปล่อยให้มันคิดเสียให้พอ วันหนึ่งเธอหยุดคิดเมื่อไหร่ก็คงจะดีขึ้นเอง
“ถ้ามันอยากเสนอหน้าไปดูแลคนอื่นดีนัก เธอกับหลานเราดูแลเองได้ ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน” เขาไม่ได้ยุยงให้ครอบครัวแตกแยก แต่เขามองหัวใจของเพื่อนรักอย่างภริตาแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดีไม่ได้อีกแล้ว กระทั่งวันนี้วันที่เจ็บปวดที่สุด กล้ากวีกลับเลือกที่จะโทรหาเขา แทนที่จะโทรหาพ่อของตัวเอง ก็ทำให้รู้แล้วว่าคนที่หลาน ๆ ทั้งสองให้ความสำคัญกับพวกเขาคือตนเอง
“เราผิดมากไหม” เสียงที่อ่อนล้าโรยแรงเต็มทีถามออกมา
“ผิง...เมื่อไหร่จะหยุดโทษตัวเองเสียที เราเบื่อมาก” เดชดนัยกอดอกอย่างไม่พอใจ อะไร ๆ ก็เอาแต่โทษตัวเอง ไม่โทษกวินบ้างเล่า
“เราไม่กล้า เรากลัว กลัวว่าจะเสียครอบครัวไป” แม้อยากพูดออกไป แต่ก็กลัวเขาไม่พอใจและจะทะเลาะกันอีก สุดท้ายเลือกจะเจ็บคนเดียวดีกว่า
“แล้วมีความสุขไหม เลิกเป็นเมียที่เข้มแข็งให้มันทำร้ายจิตใจได้แล้ว ผิงก็คนไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะไม่มีความรู้สึก”
ถ้อยคำของเดชดนัยเสียดแทงใจทุกคำ และขอบตาเธอก็เริ่มร้อนผ่าว ดวงตาพร่าด้วยน้ำตา เขาจึงพ่นลมหายใจสงบสติอารมณ์
“เราขอโทษพูดแรงไปหน่อย เราแค่เป็นห่วง” สุดท้ายเดชดนัยก็ต้องวางความขุ่นเคืองทั้งหมดลง แล้วคุยกับเพื่อนดี ๆ
“ไม่ต้องคิดมากเรื่องของมันหรอก พอร์ตหุ้นที่เราดูให้ทำกำไรได้มากแล้วนะ ขายส่วนหนึ่งมาใช้ชีวิตกับลูกอย่างมีความสุขไหม จะได้ไม่ต้องเจ็บซ้ำ ๆ” เขาทนเห็นเพื่อนเจ็บอีกไม่ได้ และเมื่อชวนออกมาพบกันมักจะบ่ายเบี่ยง ห่วงภาพลักษณ์ที่ออกไปจะไม่ดี แต่อีกคนไม่ห่วงอะไรเลย ไปกินข้าวกับผู้หญิงคนอื่นและลูกราวกับจะเป็นครอบครัวเดียวกันทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย ทีลูกกับเมียยังไม่เห็นมันกระตือรือร้นขนาดนี้เลย
“เราไหวดนัย”
“ไม่ไหวก็บอกไม่ไหวดิวะ เห็นเราเป็นเพื่อนอยู่ไหม ทำไมต้องโกหก”
ใช่เธอไม่ไหว แต่เข้มแข็งเพื่อให้ตัวเองทนไหว ความเข้มแข็งของเธอมันมากมายตั้งแต่รู้ว่าจะมีอีกสองชีวิตมาเป็นครอบครัว เธอจึงทนทุกอย่าง ตราบใดที่เขายังไม่ไล่เธอออกไปจากชีวิต นั่นคือเธอยังทนได้
“มันชินชาแล้วมั้งดนัย เราก็ไม่รู้เหมือนกัน” ตอบไปแล้วก็สมเพชตัวเอง ควรจะชินตั้งห้าปีแล้ว แต่มันก็ยังไม่ชินเสียที
“ชินชาก็เลิกทำร้ายตัวเองสักที กลับมาเป็นผิงคนเดิมที่น่ารักสดใสมีความสุข มองอะไรก็ยิ้มได้คนนั้นได้ไหมวะ” ผิงคนเดิม คนที่เขารักหายไป ตอนนี้สภาพของผิงเหมือนศพเดินได้ ไหนใครบอกแต่งงานแล้วจะมีความสุข แต่เหมือนจะทุกข์มากกว่าตอนที่ยังไม่ได้เป็นแฟนกับมันเสียอีก
“เราจะพยายาม” เธอมองเขาแล้วเอื้อมมือไปจับมือเพื่อนเพื่อขอกำลังใจ
“เราอยู่ข้างผิงนะ แม้มันจะเป็นเพื่อนเรา” เดชดนัยรู้ดีว่าตอนนั้นกวินแค่อยากหาใครสักคนมาแทนที่กิ่ง แล้วผิงก็ดันอยากลงไปเป็นตัวเลือก สุดท้ายก็เจ็บเอง
“ขอบใจดนัยมากนะ ค่ารักษาเราต้องคิดนะ ห้ามไม่คิดอีก คราวหน้าเราจะกล้ามาโรงพยาบาลนี้ได้ยังไง”
“ไม่ต้องจ่าย หมั่นไส้มันจะได้รู้ว่าหากไม่มีมันคนอื่นก็ยังดูแลผิงกับลูกได้” เสียงสะบัดราวกับผู้หญิงงอแง นั้นทำเอาภริตาอมยิ้ม ดนัยมักดื้อเช่นนี้เสมอ แต่ก็ตามใจเธอทุกอย่าง ไม่ว่าทางเลือกที่เธอเลือกเดินจะโรยไปด้วยขวากหนาม ดนัยก็ยังคอยดันหลังและเป็นอีกมือที่คอยยื่นมาจับไว้ยามเธอเดินพลาดตกเหว และคอยประคองเธอไป
แต่จะผิดก็เรื่องเดียว ผิดที่เธอไม่ได้รักดนัยเหมือนคนรัก เธอเห็นดนัยเป็นเพื่อนมาตลอด เพื่อนที่ยอมให้เธอมีความสุข แม้ต้องเจ็บเองก็ตาม
“งอนเป็นผู้หญิงไปได้” รอยยิ้มที่เหือดแห้งเต็มทีผลิออกมา เมื่อเห็นด้านที่เป็นเด็กของเพื่อน
“เราพูดจริง” เดชดนัยพูดเสียงจริงจังขึ้น ในเมื่อกวินอยากจ่ายให้คนอื่นดีนัก ก็ให้มันเก็บเงินไว้จ่ายให้แม่งไปเหอะ ส่วนเขาจะดูแลผิงกับหลานอีกสองคนเอง แม้ในฐานะเพื่อนก็ตาม เพราะรู้ดีว่าใจผิงมีกวินภพอยู่เต็มอก ไม่เหลือให้เขาเข้าไปแทรกหรอก
“เดี๋ยวก็ทะเลาะกับกวินอีก”
“เรื่องของมันสิ”
ภริตาเบื่อสองคนนี้มาก เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่เคยยอมกันเลย และเธอมักจะเป็นกรรมการห้ามตลอดแม้กระทั่งโตแล้วก็ตาม
เสียงเปิดประตูเข้ามาในห้องพักพิเศษแบบวีไอพีดังขึ้น โดยที่ห้องนี้เดชดนัยสั่งให้จัดการเป็นพิเศษ เพื่อดูแลเธอ และรู้ว่าเป็นใครที่เข้ามา
เขายิ่งกระชับมือของเธอ แม้ว่าเธอจะอยากปล่อยแล้วก็ตามเพื่อไม่ให้อีกคนต้องมีเรื่องหงุดหงิดรำคาญใจ
สายตาของกวินภพปราดมองที่เตียงผู้ป่วย มีเพื่อนของเขานั่งอยู่ข้างเตียงและมีภรรยาของเขามองไปด้วยสายตาหวั่นวิตก ยิ่งเห็นมือที่กอบกุมกัน ความหึงหวงมันก็แล่นเสียดเข้ากลางใจ
“ไอ้ดนัยมึงปล่อยเมียกู” กวินภพขึ้นมึงขึ้นกูจนลืมตัวว่าลูก ๆ ทั้งสองยังยืนอยู่ด้วย
“พ่อพูดไม่เพราะพี่กล้าไม่ชอบ” กล้ากวีเอ่ยขึ้น
“ใช่น้องแก้วก็ไม่ชอบ” แก้วกัลยาพูดตามพี่ชาย แม้ไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ก็ตาม ที่รู้ ๆ คือไม่ชอบพ่อมาก ๆ ทำให้แม่ป่วย
“ขอโทษครับลูก” กวินภพหน้าเจื่อนทันที เพราะเขาเผลอทำตัวไม่น่ารักต่อหน้าลูก และก็ทำอะไรไม่ได้จนสุดท้ายแยกไปห้องพักที่อยู่ด้านข้าง
“ดนัยกลับไปก่อนนะ ไม่อยากให้เขาพูดจาไม่ดีต่อหน้าลูก” ภริตารู้ว่าเดชดนัยต้องการยั่วโมโหให้กวินภพหึงเธอบ้าง แต่ว่าเขาเป็นคนโกรธรุนแรงและชอบพูดจาเสียดสีจนเธอเจ็บแสบ เธออยากรักษาตัวให้ดีจะได้กลับบ้าน ไม่เป็นภาระลูกและสามี จึงไม่อยากให้มีอะไรรบกวนจิตใจ
“ห่วงแต่มัน” เดชดนัยยอมปล่อยมือแต่โดยดี แล้วก็ลุกขึ้น แต่ก่อนออกไปกลับได้ยินเสียงอีกคนพูดถึงเรื่องค่ารักษา
“เรื่องค่ารักษาไม่ต้องจ่ายเดี๋ยวจ่ายเอง” กวินภพพูดห้วนใส่เพื่อน ทำหน้าขึงขังไม่พอใจ
“หึ...ไม่เก็บเงินไว้จ่ายค่าเทอมให้ลูกคนอื่นเหรอ” แม้จะรู้ว่ามันรวย แต่มันเทคแคร์ลูกเมียไม่ดี แล้วเขาก็ปากไวเหมือนกัน ถึงรู้ว่าเดี๋ยวทั้งคู่ต้องทะเลาะกันอีกก็ตาม
“รู้ได้ไง” กวินภพตกใจ
“ต้องถามว่าประกาศขนาดนั้น แน่ใจหรือว่าไม่ต้องการให้คนอื่นรู้”
ดนัยเดินออกไปแล้วทิ้งความสงสัยไว้กับกวินภพ
‘ประกาศอะไรใครประกาศ...แล้วผิง...’ เขายีผมจนยุ่งและปวดหัวจริง ๆ