กวินภพกล่อมลูกจนหลับ วันนี้เขาวุ่นวายเรื่องทำงานและเรื่องของลูกกว่าจะเสร็จทุกอย่างเล่นเอาเหนื่อยไม่น้อย ดีที่ลูกทั้งสองคนอาบน้ำช่วยตัวเองแต่งตัวได้แล้ว ไม่ต้องให้เขาช่วย แต่กว่าจะหาของที่อยากได้ครบเล่นเอาเหงื่อชื้นไปทั้งหลัง
เพราะมีผิงอยู่ เขาแค่เอ่ยปากทุกอย่างก็อยู่ตรงหน้า ตอนนี้แม้แต่เสื้อผ้าที่ต้องการใส่ถึงกับต้องรื้อหาจนเละเทะกว่าจะหาเจอ แล้วกลับมาถึงโรงพยาบาล เจอเพื่อนตัวดีแอบมานั่งจับมือเมียอีก เขาหงุดหงิดแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้จนกว่าลูกจะหลับ
แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจเขาอยู่คือเรื่องค่าเทอมของเชอร์รีล ไม่รู้ว่าผิงรู้ได้ยังไง แล้วกระทั่งเดชดนัยก็รู้ ที่สำคัญประกาศอะไร เขาไม่เคยประกาศเลย จึงต้องเข้าไปหาเมียตัวเองเพื่อพูดคุยให้เข้าใจ
ภริตานอนเหม่ออยู่บนเตียงผู้ป่วย วันนี้น้ำเกลือขวดที่สามแล้ว เพราะเธออ่อนเพลียมาก จึงต้องให้น้ำเกลือมากหน่อย จะได้ฟื้นตัวเร็วขึ้น เมื่อได้ยินเสียงสามีเดินมา เธอดึงผ้าขึ้นเตรียมจะนอนทันทีเพราะไม่อยากทะเลาะกับเขาอีก
“ง่วงแล้วเหรอ” กวินภพที่อยากคุยให้เข้าใจ แต่เมื่อเห็นเธอกำลังจะพักผ่อนก็ไม่กล้าขัด
“ใช่เราจะนอนแล้ว กวินก็เหนื่อยมามากแล้ว ไปนอนเถอะ” เธอให้เขาพักผ่อน เพราะเห็นเขาทำงานก็หนักพออยู่แล้ว ยังช่วยเธอเลี้ยงลูกอีก
“คุยแป๊บนึงได้ไหม” น้ำเสียงอ่อนลงเห็นได้ชัด เธอรู้ว่าเขาคงคิดเรื่องที่ดนัยพูด แต่ว่านั่นก็คือเงินที่เขาหามาได้ เขาอยากจ่ายให้ใครเธอก็ไม่มีสิทธิ์ยุ่งหรอก จึงพริ้มตาหลับลงตั้งสติให้มาก และจะไม่ใช้อารมณ์
“คือว่ากิ่งเขามีปัญหานิดหน่อยน่ะ เราเลยอาสาช่วยแต่เขาไม่ได้ขอนะ เราอยากช่วยเอง”
ไม่รู้ว่าเขากำลังแก้ตัวอยู่ไหม แต่ที่พูดมาล้วนปกป้องผู้หญิงคนนั้นทุกคำ จนเธอรู้สึกว่าหากเป็นเธอตกที่นั่งลำบาก หรือต้องขอความช่วยเหลือขึ้นมา เขาจะรีบยื่นมือช่วยแบบผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่านะ
“อื้อ...เรารู้แล้ว” รู้แล้วที่แปลว่าไม่ยอมรับการกระทำของเขา หากเขาบริสุทธิ์ใจจริงคงปรึกษาเธอ ที่สำคัญดูเขาจะเอ็นดูเชอร์รีลมากเป็นพิเศษ ราวกับอยากอาสาเป็นพ่อเสียเอง นี่แหละคือสิ่งที่เธอเจ็บ ขนาดลูกชายลูกสาวชอบอะไรเขาไม่เคยรู้ แต่กับผู้หญิงคนนั้นกับลูกชอบอะไรไม่ชอบอะไรเขารู้หมด
“รู้แล้วก็อย่าคิดมากล่ะ อย่าเที่ยวพูดไปให้...” ยังพูดไม่จบเธอก็ขัดขึ้นก่อน
“กวิน...ทุกเรื่องเราไม่เคยพูด” เธอเบื่อแล้วกับการเป็นคนผิด ที่อะไรก็โยนให้เธอฝ่ายเดียว ขนาดมีใบเสร็จอยู่กับมือเธอยังไม่เคยพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ
“แล้วดนัย...?” เขาลากเสียงเหมือนเชิงถาม
“ไปถามผู้หญิงของกวินดีกว่า เราว่าน่าจะได้คำตอบ” เธอไม่อยากพูดมากกว่านี้ อารมณ์เธอไม่ดีและก็ไม่พร้อมคุยกับเขาด้วยเหตุผล นี่เธอทนรับฟังมาก็เจ็บปวดทุกคำอยู่แล้ว อย่าให้เธอเป็นคนผิดฝ่ายเดียวอีกเลย
“กิ่งไม่ใช่ผู้หญิงของเรา!” กวินภพเถียงขึ้น
เขารู้ตัวดีว่าเขาไม่เคยบอกใคร และไม่รู้ว่าทุกคนรู้ได้ยังไง ขนาดผิงที่อยู่แต่บ้านเลี้ยงแต่ลูกยังรับรู้เลย เหมือนเขากำลังโดนปิดหูปิดตา แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร
“เรา...ขอโทษนะ” เขาไม่รู้จะพูดอะไรดีไปกว่าคำนี้แล้ว ครั้งนี้เขาปิดบังจึงมีความผิด แต่ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดและบริสุทธิ์ใจ และเชื่อว่าคนรักจะเข้าใจเขาดี ว่าการเห็นคนที่เคยรักลำบากมันรู้สึกยังไง
“ครั้งหน้ามีอะไรก็บอกเรานะ” เธอบอกเขาเสียงเรียบพยายามข่มใจให้ไม่มีอารมณ์โกรธ หวังว่าเขาจะทำตามที่ขอสักวัน
‘ได้ยินคำขอโทษจากคนรักแค่นี้ก็ยกโทษให้ ใจอ่อนเกินไปไหมผิง เบื่อตัวเองจริง ๆ’
หลังจากออกจากโรงพยาบาลได้สองอาทิตย์ เขาก็ยังคงทำงานหนักเหมือนเดิม แต่ที่โรงเรียนลูกเชิญผู้ปกครองให้ไปร่วมกิจกรรมในวันปีใหม่ มีแข่งกีฬาสำหรับนักเรียน เธอจึงคิดว่าชวนเขาไปร่วมกิจกรรมกับเด็ก ๆ ในวันที่ 22ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่เปิดเรียนวันสุดท้ายก่อนปิดปีใหม่ ของโรงเรียนอนุบาลไบรตันสคูล
@ช่องแชทส่วนตัว
ภรรยาแสนดี: วันศุกร์นี้ว่างไหม โรงเรียนของเด็ก ๆ มีกิจกรรมฉลองคริสต์มาสและปีใหม่ มีแข่งกีฬาและแจกของขวัญ (เธอส่งไปหลายนาที กว่าจะเห็นว่าเขาอ่านแต่...เขาไม่ตอบ)
หลายปีมานี้ตั้งแต่แต่งงาน แชทเธอหนักขวามาตลอด ไม่เคยเลยที่เขาจะพูดมากกว่าเธอ เธอสับสนและถามตัวเองหลายครั้งกำลังทำอะไรอยู่เหรอ
จากที่ยิ้มรอสามีตอบตกลง เธอก็เห็นแล้วว่าเขาคงไม่ว่างและไม่อยากไปกับเธอ จึงส่งกลับไปอีกข้อความ
ภรรยาแสนดี: ถ้าไม่ว่างไม่เป็นไรนะ ใกล้สิ้นปีบริษัทวุ่นวายน่าดู
เธอรู้ว่าใกล้จะปีใหม่ต้องปิดงานทุกอย่างตรวจเช็ก
สต๊อกสิ้นปี ปิดบัญชีสิ้นปี ทุกอย่างล้วนจัดการให้เสร็จก่อนปิดปีใหม่ การเป็นเจ้าของบริษัทไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมากมาย และเธอก็เข้าใจเขา แต่เขาไม่เคยเข้าใจเธอเลยนี่สิ ว่าหน้าที่พ่อแม่ก็สำคัญไม่แพ้กัน
ดังนั้นเธอจะรับหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ให้เด็ก ๆ ไปร่วมงานกิจกรรมคริสต์มาสก็แล้วกัน จะได้ไม่รบกวนเขา
ขณะที่ยังนั่งเหม่อลอยคิดเรื่องสามีไปไกลแล้วนั้น เธอก็สะดุ้งขึ้นเมื่อกล้ากวีวิ่งมาในบ้าน พร้อมกับแก้วกัลยา ที่มารถรับส่งนักเรียน เรื่องขอนั่งรถของโรงเรียนเป็นกล้ากวีที่เป็นคนคิดเอง เพราะไม่อยากให้แม่เหนื่อย และก็เป็นบริการของโรงเรียนไบรตันที่อยากลดภาระของผู้ปกครอง
เธอยิ้มให้กับลูกชายลูกสาว แล้วหอมหัวกันคนละฟอด
“เหนื่อยไหมคะลูก แม่ทำน้ำส้มคั้นเย็น ๆ กับเยลลี่อร่อย ๆ ไว้ให้ด้วย รีบไปอาบน้ำแล้วก็มาทานกันดีไหม” เสียงสดใสของแม่เปล่งออกมา แต่เหมือนลูกชายจะไม่ได้สนใจเรื่องของกิน เพราะเขาเอาแต่หน้านิ่วคิ้วขมวดจนแทบผูกโบว์ได้ ราวกับมีเรื่องไม่สบายใจคิดไม่ตกเหมือนผู้ใหญ่ ทั้งที่เจ้าอ้วนตุ้ยนุ้ยของเธอที่อายุแค่สี่ขวบ
“พี่กล้า มีอะไรเหรอลูก” เธอเห็นความผิดปกติของลูกชาย จึงถามขึ้น เพราะไม่รู้ว่าลูกไปเจออะไรมา หรือนั่งรถโรงเรียนไม่สะดวก เธอขับรถพาไปส่งเหมือนเดิมก็ได้ไม่ได้ลำบากอะไร แล้วลูก ๆ ก็ไม่ต้องเบียดกับคนอื่น
“เห้อ...พ่อฉิคะแม่ขา” เป็นแก้วกัลยาที่ถัดตัวขึ้นนั่งจุ้มปุ๊กบนโซฟาข้างเธอ และขนาบข้างด้วยลูกชายสุดที่รักที่เป็นต้นเหตุของความสงสัยทั้งหมด
“พ่อทำไมเหรอลูก เขาไปทำงานนี่คะ”
“แต่มีเวลาไปรับเชอร์รีล ทั้ง ๆ ที่เราสองคนก็เป็นลูก หรือผมไม่ใช่ลูกพ่อใช่ไหมฮะแม่?” กล้ากวีเปล่งเสียงตัดพ้อคนเป็นพ่อให้แม่ได้ฟัง ทั้งทำสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก
คำพูดของกล้ากวีทำเธอจุกไปทั้งอก ที่เขาไม่ตอบเพราะยุ่งเรื่องไปรับลูกคนอื่น ทั้ง ๆ ที่ลูกตัวเองขึ้นรถโรงเรียนกลับ นี่มันอะไรกัน เขายังเป็นพ่อคนได้เหรอ
“ตาฝาดหรือเปล่าลูก”
“ไม่ฝาดฮะแม่ รถพ่อกล้าจำได้”
เธอหมดคำจะพูด คำขอโทษครั้งนั้น เขาทำเพื่ออยากให้มันผ่าน ๆ ไปใช่ไหม แล้วก็กลับมาทำอีก หากอยากรับผิดชอบบ้านนั้นนัก บอกเธอคำเดียวเธอจะหลีกทางให้ แต่ลูกต้องให้เธอดูแล
“แม่ขา...เราไปอยู่บ้านหลังเล็ก ๆ กันฉามคนไหมคะ แก้วเกลียดพ่อ” แก้วกัลยาพูดถึงความรู้สึกตัวเอง แต่เธอรับรู้ว่าเด็ก ๆ ไม่ได้เกลียดเขา เพียงแต่ต้องการเขาให้หันมาใส่ใจมากกว่าใส่ใจคนอื่น
“กล้าก็เกลียด เราพยายามช่วยตัวเอง แต่พ่อกลับยินดีไปช่วยบ้านนั้น เชอร์รีลก็มีแม่เหมือนกันนะ” กล้ากวีรู้อะไรเป็นอะไรนานแล้ว อยากรู้อยากเห็นและเข้าใจแม่ที่สุด ต่อให้อายุแค่สี่ขวบก็ตาม เธอจึงดึงลูกสองคนเข้ามาโอบกอดไว้ ที่จริงเธอก็อยู่กับลูกได้ เพียงคิดว่าจะดีกว่าไหมหากมีเขาเป็นพ่ออีกคน
แต่วันนี้เธอได้คำตอบแล้ว ที่จริงไม่มีเขาเราก็อยู่ได้นะ
“อย่าคิดมากนะลูก เราสองคนก็รักพ่อไม่ใช่เหรอ” ภริตาพยายามปลอบแล้วค่อย ๆ สอนลูก ไม่อยากให้พวกเขาได้ชื่อว่าอกตัญญูต่อพ่อ
“รักด้วยแล้วก็เกลียดด้วย” กล้ากวีพูดจบก็ไม่ฟังแม่ สองเท้าป้อม ๆ เดินจ้ำอ้าวขึ้นไปบนห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำแต่งตัวลงมากินขนม ก่อนจะกินข้าวมื้อเย็น
เวลาสามทุ่มเธอนั่งอยู่ในห้องรับแขก หลังจากที่เอาลูก ๆ นอนแล้ว ในมือถือมองพอร์ตหุ้นที่มันโตขึ้นจนเลี้ยงตัวเธอเองกับลูกได้สบายแล้ว นับว่าโชคดีที่ฟังดนัยจึงเปิดพอร์ตซื้อหุ้นตัวที่ให้กำไรดี ๆ และฝากเขาดูแลจนมันโตขนาดนี้
เธอกำลังตัดสินใจบางอย่าง ไม่รู้ว่ามันจะดีไหม แต่ให้เวลาสามีถึงเที่ยงคืน หากเขาไม่กลับมาอธิบาย เธอก็จะตัดสินใจทำบางอย่างลงไป
กวินภพไปรับเชอร์รีลแทนกรต์สินี เพราะวันนี้เธอติดธุระด่วนไม่อาจจะไปรับได้ แล้วให้เขาช่วยดูแลให้สองชั่วโมง จึงฝากเลขาให้หาขนมหาน้ำให้ ส่วนตัวเขาก็เข้าประชุมปิดงบปีจนเวลาผ่านไปห้าทุ่มกว่าแล้ว ก็รู้สึกเหนื่อยอยากกลับไปนอน จึงไม่คิดจะกลับบ้าน
เขาหยิบโทรศัพท์มองกล้องวงจรปิดที่บ้าน เห็นลูกชายลูกสาวนอนแล้ว แต่ไม่เห็นแม่ของลูก คงจะไปอาบน้ำ จึงไม่คิดโทรหาเพราะดึกแล้ว เขาจึงขับรถกลับคอนโดที่อยู่ใกล้กว่าทันที
เข็มยาวและเข็มสั้นของนาฬิกาในห้องรับแขกชี้เลขสิบสองตรงกัน บอกให้รู้ว่าเวลาที่เธอจะให้เขาได้แก้ตัวหมดลงแล้ว เธอตัดสินใจทำบางอย่างในทันที พร้อมกับกดเบอร์โทรออกหาเพื่อนอย่างเดชดนัย ให้ช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้จบสิ้นสักที
“แน่ใจแล้วใช่ไหม” เสียงปลายสายของเพื่อนทำให้เธอพ่นลมหายใจออก ไม่มีอะไรแน่กว่านี้อีกแล้ว
“อื้อ...อย่าเพิ่งบอกใครนะ เราจะไปอย่างเงียบ ๆ” เมื่อบ้านหลังนี้มันไม่มีอ้อมกอดของพ่อของลูกที่อบอุ่นอีกแล้ว เธอจะอยู่เพื่ออะไรไม่สู้ออกไปใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่าเหรอ
เวลาผ่านไปเธอยังคงทำหน้าที่แม่และพ่อของลูกได้ดี จนถึงวันงานกีฬาสี น้ำตาที่เคยไหลมาตลอดหลายปี มันเหือดแห้งเมื่อรับรู้จากปากลูกชายเรื่องที่เขาไปรับลูกของอดีตคนรักเก่าวันนั้น
เธอไม่อยากให้ลูกเป็นตัวตลกในสายตาครูและนักเรียนคนอื่นที่เอามาล้อเลียน ลูกชายและลูกสาวของเธอคงเจ็บช้ำไม่ต่างจากเธอนัก การที่มีเขาแล้วเป็นภาระหัวใจ สู้ไม่มีดีกว่าไหมแล้วไปรักษาใจกับลูกเงียบ ๆ
เธอขับรถไปพร้อมกับลูกชายและลูกสาวโดยถือว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่เคยมีเขาเป็นวันสุดท้ายก็แล้วกัน
สองสามวันนี้เขาส่งข้อความมาบ้าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ทำเลยคือโทรหาเธอและลูก นั่นทำให้เธอมั่นใจได้แล้วว่าเขาไม่ต้องการเธอและลูกอีก ความพยายามของเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เป็นผล มันล้มเหลว ชีวิตครอบครัวพัง จิตใจเธอและลูกย่ำแย่ แต่วันนี้เราจะผ่านไปด้วยกัน
ตอนเช้ารถที่มาขนของที่จ้างไว้มารับของก่อนเธอออกมา เธอแพ็กทุกอย่างที่จะเอาไปใส่กล่อง และช่วยกันกับลูกขนมาด้านล่าง รวมทั้งติดต่อที่เรียนให้ลูกใหม่ไว้แล้ว จะถือโอกาสหยุดปีใหม่นี้เป็นการร่ำลาครั้งสุดท้ายในโรงเรียนเก่า
“แม่ฮะ...เราจะไปกันแล้วใช่ไหมฮะ” กล้ากวีนั่งดูดนมกล่องและก้มหน้าเศร้าไปด้วย แม้เขาจะเกลียดพ่อแค่ไหนเขาก็รักพ่อเช่นกัน เขามักต่อว่าพ่อเพื่อให้พ่อสนใจเขา รู้ว่าพ่อดุไม่ดีแต่นี่คือวิธีเดียวที่จะทำให้เขามีเรื่องต้องคุยกับพ่อ
“พี่กล้าต้องเข้มแข็งนะลูก แม่ยังเข้มแข็งเลย น้องก็จะเข้มแข็งเหมือนกัน” เสียงสั่นเล็ก ๆ แต่ยังประคองมันให้เปล่งจนจบประโยคได้ คนเป็นแม่รู้ดีว่าลูกชายรู้สึกอย่างไร
“ฮะ...พี่กล้าจะปกป้องแม่กับน้องเอง” กล้ากวีเป่าปากแล้วกำมือขึ้น จากนี้ไปพวกเราจะมีกันสามคนแม่ลูก ส่วนผู้ชายคนนั้นจะเป็นเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับพวกเรา
“แม่จะพยายามเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับลูกเองนะ ไม่ต้องห่วง” เธอมองกระจกหลังเพื่อสบตาไปที่ลูก ๆ ที่หันมองหน้ากัน ท้ายรถของเธอมีกระเป๋าเสื้อผ้ากับของใช้จำเป็นเล็กน้อย ที่เหลือจ้างบริการรถขนส่งไปหมดแล้ว ก็ไม่หนักหนาอะไร จากนี้คือทำวันนี้ให้มันดีที่สุดก็พอ
สามแม่ลูกเดินจูงมือกันในชุดที่พร้อมเล่นกิจกรรม ภริตาซ่อนความเศร้าไว้มิดชิดไม่ให้ใครรู้ เธอเข้าไปคุยเรื่องย้ายบ้าน คงต้องพาลูกชายกับลูกสาวไปเรียนที่อื่นด้วย คุณครูใหญ่ก็ใจดีทำหนังสือส่งไปถึงที่โรงเรียนใหม่ให้ ทั้งรับรองผลการเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 ให้กับลูกชายลูกสาวของเธอ
เมื่อเสร็จสิ้นธุระแล้ว เธอจึงเดินเข้าไปในสนามกีฬาโดยมีลูกชายกับลูกสาวที่ร่วมลงเล่นด้วย แต่ว่าขาดคุณพ่อ เธอจึงให้พี่กล้ารอก่อนแล้วให้น้องแก้วเล่นรอบแรก
ผลการแข่งขันพบว่ารอบแรกน้องแก้วกับคุณแม่ตกรอบ เพราะวิ่งไม่ทัน แต่ทั้งคู่กลับดูมีความสุขกันมาก
“เอาล่ะพี่กล้า รอบต่อไปเป็นคิวเราสองคนแล้ว จะแข่งกับห้องอาเชอร์ด้วย” เธอได้ยินประกาศและบิ้วให้ลูกชายฮึกเหิมกับคู่ต่อสู้ต่างห้อง เพื่อจะได้แข่งขันอย่างสนุก
“ฮะ...พี่กล้าจะพยายาม” กล้ากวีกำหมัดชูขึ้นปลุกใจตนเอง แต่เมื่อคุณครูใบหม่อนเรียกนักกีฬาของห้องอาเชอร์ที่อยู่อีกฝั่งให้ลงสนาม สายตาของคุณแม่ลูกสองถึงกับผงะ!
“กล้า แก้ว นั่นพ่อเธอนี่ ทำไมไปอยู่ห้องอาเชอร์ล่ะ” เสียงใสซื่อของต้นหลิวเพื่อนร่วมเรียนของห้องฟีนิกซ์ทำให้ใบหน้าของกล้ากวีเศร้าสลด เมื่อหันมามองแม่ของเขาก็คงไม่ต่างกัน
กวินภพส่งยิ้มมาให้สามคนแม่ลูกฝั่งตรงข้ามพร้อมโบกมือให้ แต่ว่าเธอกลับยิ้มไม่ออก
“พี่กล้าเรากลับกันดีไหม น้องแก้วไม่สนุกแย้ว” แก้วกัลยามองหน้าเชอร์รีลที่แย่งพ่อไป ทั้งมองไปที่พี่ชายเพื่อขอความเห็น
“ไม่...เราต้องชนะ!” กล้ากวีแพ้ให้เชอร์รีลทุกเรื่อง กระทั่งพ่อก็ยังเสียให้ไป แต่เกมนี้กล้ากวีจะไม่แพ้
แววตาแสนเจ็บปวดมองไปยังชายที่ไม่สนใจไยดี ที่ส่งยิ้มมา และมองใบหน้าลูกที่เศร้าสลด เธอไม่น่ามาร่วมงานวันนี้เลยด้วยซ้ำ หากรู้ว่าจะมาเห็นเขากับคนของเขาฝั่งโน้น
เหล่าผู้ปกครองมองมาที่เธอทั้งแอบซุบซิบให้กัน เธอจะเดาไม่ออกได้อย่างไรว่าคนเหล่านั้นพูดเรื่องอะไร กวินภพไม่คิดอะไรแต่เธอหน้าด้านไม่พอ
“แม่ฮะ...ลงแข่งแล้วกลับกัน”
สุดท้ายขัดใจลูกชายไม่ได้จึงลงแข่งให้มันจบ แล้วเดินจากไป ถือว่าครั้งนี้มายินดีให้กับรักครั้งใหม่กับคนเก่าของเขา เธอและลูกหลีกทางให้...