LOGINเมยาวีกลับมาถึงห้องเช่าโดยที่พ่อของลูกอาสาขับรถมาส่ง
ไม่รู้ว่าตัวเองควรดีใจหรือควรรู้สึกอย่างไรดี เพราะในเมื่อเมื่อวานนี้ลูกสาวบอกแล้วว่าไม่ต้องการไปเจอพ่อตัวเองอีกครั้ง นี่หากเขาไปรับลูกกับเธอแล้วเมยาดาเห็นจะว่าอย่างไรบ้าง
แต่เขาก็เหมือนอยากเข้าใกล้ลูกสาวของเธออยู่นะ เหมือนว่าเขาเองก็ปักใจเชื่อแล้วบ้างว่าใช่จริงๆ
แต่ที่เขาไม่เชื่อก็คือ เธอขายตัวให้เขาคนเดียวจริงๆ ไหม หลังจากนั้นต่างหากว่าเธอยังไปมีอะไรกับใครบ้าง
เธอไม่โกรธเขาหรอกบอกแล้ว ก็เธอถูกมองว่าเป็นผู้หญิงขายตัวมาตลอดแล้วทำไมยังต้องคิดมาก ก็ได้แต่รอเวลาว่าเย็นนี้จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง แล้วจะรับมืออย่างไร
จึงได้สลัดเรื่องราวพวกนี้ออกไปแล้วไปเอาสินค้าออกมาถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงในกลุ่มขายของจิปาถะทั่วไป เธอต้องคอยอัปเดตสินค้าอยู่เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้แม่ค้าคนอื่นๆ ดันสินค้าของเธอลงไปด้านล่าง ไม่นานก็มีคนมาเอฟและจัดการโอนเงินมา รอยยิ้มน้อยๆ คลี่บนใบหน้าเมื่อวันนี้มีค่ากับข้าวตอนเย็นแล้ว
หักลบต้นทุนออกแล้วเหลือกำไรที่สองร้อยบาท ก็ยังดี รอดูว่าทั้งวันของวันนี้จะได้มาเพิ่มอีกไหม แต่เธอก็ไม่เคยหลุดต่ำกว่าสามร้อยบาทสักครั้ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เมยาวีที่กำลังเก็บของเข้าที่เดิม ก็เป็นของที่ยังขายไม่ออก แต่อันไหนที่ลูกค้าโอนตังค์มาแล้วเธอจะวางไว้ด้านนอกเพื่อเตรียมแพ็คส่งวันต่อวันจะได้ถึงมือลูกค้าเร็วๆ
ขมวดคิ้วว่าใครมาหาเธอ แต่อย่างนั้นมันก็ไม่แปลกเพราะห้องใกล้มักมาเคาะแล้วเอาของกินมาฝากเสมอ เป็นเหตุการณ์คุ้นเคยไปแล้ว
แต่พอเปิดประตูออกไปกลับไม่เป็นอย่างที่เธอคิด เพราะคนที่เพิ่งบอกลาไปเมื่อไม่กี่นาที ตอนนี้มายืนปาดเหงื่ออยู่หน้าห้องของเธอแล้ว
เขากลับไปแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วตอนนี้มาทำอะไรที่นี่
อคิราห์วนหาที่จอดรถอยู่ตั้งนานกว่าจะเจอคือไกลมาก พอเจอแล้วต้องเดินย้อนกลับมาอีกครั้ง ระยะทางตั้งสองร้อยเมตร ตอนนี้ทั้งตัวเขาเปียกชื้นเต็มไปด้วยเหงื่ออยากเข้าไปตากแอร์เย็นๆ แต่เขาคงคิดผิด เพราะมองพัดลมตัวเล็กๆ ที่เปิดทิ้งเอาไว้ไม่น่าผ่อนคลาย
"ขอเข้าไปหน่อย" บอกเจ้าของห้องน้ำเสี่ยงติดหงุดหงิด เขาไม่ได้หงุดหงิดเธอ แต่หงุดหงิดอากาศที่ร้อนจัดและที่จอดรถไม่มีต่างหาก
เมยาวีจึงขยับหลีกทางให้เขาเข้ามางงๆ พอเจ้าตัวเข้ามาก็เห็นเขายืนมองรอบๆ ห้องจนเธอนึกอาย
ห้องแคบๆ ที่ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเท่าไหร่ แล้วก็ไม่คิดว่ามันจะเหมาะกับเขาด้วย
อคิราห์ตัดสินใจนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นเป็นเสื่อน้ำมันหน้าพัดลมตัวเล็กเมื่อทนไม่ไหว แล้วรีบถอดเสื้อที่ทำให้เขาร้อนไม่หายสักทีออกแล้วพาดไปบนโต๊ะญี่ปุ่นขนาดเล็ก
เมยาวีชะงัก เมินหน้ามองไปทางอื่นไม่อยากสนใจมอง หากแต่อย่างนั้นเพียงแค่แวบเดียวเธอกลับจดจำได้หมดว่ารูปร่างและความขาวที่ปรากฏให้เห็นมันดีขนาดไหน
แน่นอนว่าเขาที่อยู่แต่ในห้องแอร์ ไม่เคยมาอยู่อากาศร้อนๆ แบบนี้ผิวเขาย่อมดีกว่าเธอเป็นไหนๆ แต่ที่เธอสงสัยมากกว่าว่าเขามาทำอะไรที่นี่ ทำไมเขาไม่กลับบ้าน
ข้อนี้จึงทำให้คนอายุน้อยกว่าหันกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ยิ่งรู้สึกประหม่าเมื่อพบว่าคนที่นั่งหันหลังให้เมื่อกี้ ตอนนี้เขานั่งหันหน้ามาหาเธอพร้อมพัดลมที่เปลี่ยนทิศทางไปเช่นกัน
คนที่เดินออกจากพัดลมมาอย่างเธอ ยกมือเรียวเล็กปาดเหงื่อที่ชื้นออกมาตรงหน้าผากก่อนนั่งพับเพียบลงที่ข้างๆ เขาเพื่อทำงาน
"คุณมา..ทำไมเหรอคะ ฉันนึกว่าคุณกลับไปแล้วเสียอีก" ปากถามไปขณะที่เมื่อก็เริ่มแพ็คของไปด้วย
นั่นสิ เขามาทำไม เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมาทำไม ทั้งที่เขาควรรอบ่ายสามโมงครึ่งแล้วไปเจอเธอที่หน้าโรงเรียนลูกอย่างที่ตกลงกันเอาไว้ แต่แล้วเขาตามเธอมาทำไมก็ยังไม่เข้าใจตัวเอง
"ทำไมไม่ติดแอร์ให้ลูก" มองใบหน้าที่เริ่มมีเหงื่อซึมออกมาเยอะขึ้นจึงเปลี่ยนพัดลมให้เป็นโหมดส่าย ส่วนที่เธอถามว่าเขามาทำไม ถ้าเขารู้เขาคงตอบไปแล้ว
"เราชินแล้วน่ะค่ะ" เมยาวีบอกยิ้มๆ ช่วงที่พัดลมส่ายมาโดนตัวรู้สึกราวกับได้ขึ้นสวรรค์ชั้นหนึ่ง
"ใครจะชินกับอากาศร้อนแบบนี้" เขาคนหนึ่งแหละที่ไม่ชิน แล้วก็ไม่คิดว่าลูกจะชินด้วย
"แต่เราสองแม่ลูกก็โตมากับห้องห้องนี้นะคะ" นั่นจึงทำให้อคิราห์เงียบปากลงไป สายตามองผ่านเนินอกอิ่มที่โผล่พ้นมาเกือบครึ่งเต้าเมื่อเจ้าตัวเอื้อมมือไปหยิบสกอตช์เทปมาแปะกล่อง
เป็นผู้หญิงอยู่ตัวคนเดียว ใส่กางเกงขาสั้นเสมอหูขนาดนี้ ไหนจะเสื้อสายเดี่ยวสีเทาที่มันขับผิวขาวนวลเนียนสุขภาพดี อีกทั้งยังอวดอกตูมๆ แถมดูจากการเดินไปเปิดประตูในเวลาไม่ถึงห้าวินาทีแบบนี้แสดงว่าคงมีใครมาเคาะห้องบ่อยแน่นอน แต่แล้วใครมันชอบมาเคาะกัน!
เมยาวีที่สังเกตได้ว่าอีกฝ่ายเงียบไปไม่เอ่ยอะไรต่อจึงเงยหน้าขึ้นมอง ทว่าเจ้าของสายตากลับเมินไปทางอื่น เธอเห็นว่าเขามองไปยังสินค้าที่ยังไม่มีเจ้าของกองโต
"พอดีฉันขายของออนไลน์น่ะค่ะของเลยเยอะหน่อย" รีบอธิบายต่อสายตาคู่นั้นทันที ก็เป็นของที่เธอสต๊อกไว้แต่ยังขายไม่หมด
"ขายอะไรบ้าง" อคิราห์ถามด้วยความสนใจ เพราะมันถูกถุงพลาสติกห่อหุ้มเอาไว้จึงเดาได้ยาก และเขาอยากรู้ว่าเธอมีรายได้กี่บาท มันพอเลี้ยงลูกมาจนถึงอย่างทุกวันนี้เพียงลำพังได้อย่างไรกัน
"ของทั่วๆ ไปค่ะ"
"ก็แล้วขายอะไรล่ะ" เขาถามน้ำเสียงติดเหวี่ยงนิดๆเมื่ออีกคนตอบไม่เคลียร์
"ก็พวกตะกร้าใส่ของน่ารักๆ กิฟต์ช็อปอะไรพวกนี้ค่ะ"
"แล้วได้ตังค์เท่าไหร่"
เมยาวีที่กำลังแพ็คสินค้าใส่กล่องต่อไปจึงหยุดก่อน เงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกที "ก็พอได้อยู่ค่ะ" เธอไม่อยากให้เขารู้สึกว่าตัวเองลำบากขนาดนั้น ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ตัดสินใจไปหาเขาก็เพราะตัวเองลำบาก
"แล้วสรุปคุณมาหาฉันมีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ มีอะไรที่ฉันยังเล่าไม่หมดหรือเปล่าคุณถามมาได้เลยค่ะ" เพราะเห็นเขาถามแต่เกี่ยวกับของในห้องห้องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราเพิ่งคุยกันไป
"จะชวนไปอยู่ด้วยกัน" เอ่ยแล้วเมินสายตาไปทางอื่น
เมยาวีชะงัก ก่อนเม้มริมฝีปากตัวเองเบาๆ แล้วก้มหน้าทำงานต่อ "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ" ทั้งที่ในใจนั้นเต้นแรงไปแล้วเพราะไม่คิดว่าเขาจะชวน เธอไม่เคยคิดถึงข้อนี้ด้วยซ้ำเมื่อตัดสินใจพาลูกไปเจอเขา
เธอแค่อยากฝากเมยาดาในช่วงเวลากลางคืนที่เธอไปทำงาน เลิกงานก็จะรับลูกกลับมานอนด้วยเธอคิดแค่นี้ ระหว่างนี้ลูกจะได้สมหวังด้วยว่ารู้จักสีหน้าคร่าตาพ่อตัวเอง
"แต่ฉันไม่อยากให้ลูกต้องอยู่ที่นี่" ในเมื่อตัวเขาอยู่แบบสุขสบาย แต่ลูกต้องมาทนร้อน นอนในห้องแคบๆ สิ่งแวดล้อมก็ไม่ค่อยน่าอยู่เท่าไหร่ เขาไม่โอเคหรอก
แค่ไม่กี่นาทีก็เห็นแล้วว่าตัวเองลำบากขนาดไหน ตอนนี้น่ะเหงื่อโชกไปทั้งตัวจะให้ว่าไง ไม่อยากจะคิดว่าสองแม่ลูกต้องมาแย่งกันใช้พัดลมตัวเดียวกัน
ทันทีที่คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันเดินกลับมาถึงสถานที่ที่สามหนุ่มกำลังจัดเตรียมปิ้งย่างอาหารกัน ก็ได้ยินเสียงปรบมืออย่างพร้อมเพรียงดังลั่น ราวกับว่าเตรียมกันมาอย่างนั้นทำให้คนที่กำลังเดินจูงมือกันมา พูดคุยล้อเล่นกันมาตลอดทางเงยหน้าขึ้นมอง"อะไร" เคนเลิกคิ้ว และเป็นภูผาที่ตอบ"สมกับที่กูลงทุนหยุดงานเพื่อมาฮันนีมูนกับมึงและเมียโดยเฉพาะเลย คุ้มค่ามาก.. ไอ้พวกนี้ก็ปล่อยให้แต่กูทำงานงกๆ อยู่ที่บ้าน ชวนกูมาดูของดีหน่อยก็ดี" ภูผาเอ่ยกับเคนแล้วพาดพิงไปหาสองหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหลังกำลังก่อไฟกันเคนที่นิ่งคิดไป อ๋อ สงสัยพวกมันทุกตัวคงจะเห็นกันหมดแล้ว แคปชั่นบอกรักเมียของเขา ก็ทำไม เขารักเมียมันผิดตรงไหน พวกมันนั่นแหละพูดออกมาได้ว่าเขามาฮันนีมูน ไอ้เพื่อนเวร นี่มันมาเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนชัดๆ ถึงได้แห่กันมาอย่างนี้นาราที่พอเข้าใจความหมายได้ดีก็เขินอาย เอาจริงเธอเพิ่งเคยอยู่กับเพื่อนของเขาครบทุกคนครั้งแรก หากไม่นับรวมวันแต่งงานนั้น ที่ดูผู้คนจะเยอะแยะกันเกินไปมองดูอาหารการกินถูกนำออกมาเตรียมเอาไว้เพื่อปิ้งย่าง อาหารทะเลหลากหลายชนิด รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกสี่ลัง อีกทั้งเครื่องดื่มเบาๆ นารา
หญิงสาวทำหน้ายู่ "ขอนาราอยู่อย่างนี้สักสามสี่ปีก่อนนะคะ อีกอย่างพี่ยังไม่แก่สักหน่อยค่ะ ใจร้อนไปไหนคะเนี่ย" เธอชมสามีเปาะ ก็เขายังดูแน่นดีเคนรั้งอีกคนมากอดเอาไว้ก่อนจะหอมขมับเธอหลายๆ ทีเมื่ออีกคนพูดถูกใจ ชักจะพูดเอาใจกันเก่งเกินไปแล้ว "กับเราไม่ว่าเรื่องอะไรพี่ใจเย็นไม่ได้สักที อะไรที่เกี่ยวกับเราพี่จริงจังหมดเลยแหละ ก็มีแต่คนๆ นี้" หอมแก้มนวลอีกหลายๆ ที"หึหึ พี่เคน..พอแล้วค่ะนาราจั๊กจี้ เดี๋ยวตอนเย็นเราลงไปเดินเล่นกันนะคะ""เอาสิครับ กลับมาเดี๋ยวเรามานั่งกินปิ้งย่างกัน เดี๋ยวพี่ให้คนเอาของมาให้""ว้าว สามีนาราใจดีมาก รู้ใจเมียที่สุดเลยค่ะ" คราวนี้เธอเป็นฝ่ายหอมแก้มเขากลับเสียเอง ก่อนจะสวมกอดเขาเอาไว้ ทำไมมันมีความสุขแบบนี้ช่วงเวลายามเย็นที่นาราเปลี่ยนชุดเสร็จเพื่อลงมาเดินเล่นข้างล่าง เสื้อยืดสายเดี่ยวสีเหลืองอ่อนกับกางเกงขาสั้นกุดสีขาว ชายเสื้อและหัวกางเกงยาวเสมอกัน ด้านล่างมีรองเท้าแตะสีน้ำตาลอ่อน ปล่อยผมยาวดกดำเป็นลอนสยายไปตามสายลมส่วนเคนสวมกางเกงขาสั้นสีขาวเพียงเข่า กางเกงรัดท่อนขาแกร่งกับก้นเด้ง สวมเสื้อลายทะเลสีเหลืองอ่อนเข้าคู่กับเมีย ปลดกระดุมลงมาสองสามเม็ดอวดอกแกร่งพอให้ส
@หนึ่งเดือนต่อมางานฉลองมงคลสมรสของอดีตผู้ปกครองและเด็กในอุปถัมภ์ของตัวเองถูกจัดขึ้นที่โรงแรมชื่อดังนาราสวมชุดเจ้าสาวสีขาวแขนยาวลูกไม้ ถึงด้านหน้าจะเรียบร้อยอย่างที่เจ้าบ่าวชอบ แต่ด้านหลังคว้านลึกลงไปอย่างที่เจ้าสาวชอบเหมือนกัน ขอหน่อยเถอะในงานของเธอเองส่วนเคนสวมเป็นสูทสีเทา ทรงผมถูกเซตให้เปิดขึ้นเห็นใบหน้าหล่อเหลา ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังเข้าพิธีรดน้ำสังข์จากผู้ใหญ่ที่นับถือและแขกที่มาร่วมงานท่ามกลางซ้ายขวาที่มีเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวอย่างเพื่อนของเคนและนารามาคอยช่วยงานทยอยยืนสังข์ที่มีน้ำอยู่ในนั้นให้แขกทีละคน ได้รับคำอวยพรมาอย่างมากล้น คนทั้งสองหันไปมองสบตากันแล้วอมยิ้มบ่อยครั้งส่วนคนที่นาราไม่คิดว่าจะมาในงานวันนี้ด้วยแต่เธอก็มา ก็จะใครล่ะ คนที่เธอไม่ค่อยชอบหน้าเท่าไหร่ แต่เธอก็ยักคิ้วให้คุณพิมพ์คนนั้นไปทีหนึ่งอย่างเหนือกว่า ก่อนจะก้มลงขอบคุณพี่ชายของอีกฝ่ายที่มาด้วยกัน"ยินดีด้วยนะครับคุณเคนคุณนารา" พัฒน์บอกอย่างใจดี ยอมรับว่าตอนที่รู้ข่าวเขาเขวไปนิด แต่ก็ยังดีที่เรายังไม่ได้สานสัมพันธ์กัน"ขอบคุณค่ะ" นาราก้มหัวลงเล็กน้อยพลางส่งยิ้มหวานแต่การกระทำทั้งหมดของนารากลับอยู่ในส
นาราเริ่มอยู่ไม่สุขบิดกายไปมาอย่างเร่าร้อน หายใจหอบราวกับไปวิ่งไกลสิบกิโลเมตรมายิ่งยามที่เขาล็อกเอวคอดกิ่วเธอเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ใบหน้าหล่อเหลาแนบชิดลงกับความอวบนุ่มจนนาราสัมผัสได้ความร้อนลากไล้อย่างทรมานจนเสียวกาย นาราทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ได้แต่ร้องครวญคราง กำมือระบายความเสียวไปกับหมอนจนกระทั่งกล้ามเนื้อด้านในเริ่มหดเกร็ง บีบรัดจนแน่น ร่างเล็กดีดดิ้นทุรนทุราย"พะ..พอ พอค่ะคุณเคน นาราเสียวมาก" เธอเหมือนใจจะขาดในตอนนี้หากเขายังไม่ยอมหยุดขยี้ ในเมื่อเขาส่งเธอขึ้นสวรรค์เรียบร้อยแล้วเคยผละตัวขึ้นมาก่อนจะรีบขยับนั่งคร่อมบั้นท้าย จับแก่นกายขนาดใหญ่ถูไถตรงก้นเด้ง ทั้งน้ำรักและน้ำลายเมื่อกี้ที่เปื้อนเปรอะเป็นหล่อลื่นชั้นดี "อืม.." ยังไม่ทันได้เอาเข้าไปเสียด้วยสิแต่เสียวหัวแล้วความอุ่นร้อนและแข็งขืนสัมผัสลงมาที่กลีบกุหลาบทำให้นารารู้สึกเสียวซ่านอีกครั้งริมฝีปากเล็กครางออกมาเมื่อแท่งร้อนสอดแทรกความคับแน่นเข้ามาเรื่อยๆ จนเอาเข้ามาหมดคนด้านหลังเริ่มซอยสะโพกถี่ขึ้น ทำให้คนตัวเล็กต้องขย้ำปลอกหมอนอีกรอบจนมันเป็นรอยสัดส่วนด้านในเสียดสี เสียงเนื้อกระทบกันดังพับๆ เร็วแรง เสียงความหวานฉ่ำแฉ
เวลาฝึกงานของสี่สาวผ่านไปแล้ว ทุกคนต่างกลับมาถึงที่กรุงเทพหลังจากอยู่เที่ยวต่อหนึ่งสัปดาห์เต็ม นาราได้คุณแฟนที่คอยอำนวยความสะดวกหาคนมาขับรถให้ พาไปเที่ยวจนคิดว่าครบหมดทุกที่แล้วไม่มีอะไรติดค้างสำหรับที่นั่นนาราคิด แต่หากมีโอกาสให้กลับไปเที่ยวอีกก็คงไปเคนและนาราเดินเข้ามาในบ้าน พอสาวน้อยเห็นใบหน้าเจ้าของบ้านครั้งแรกในรอบสี่เดือนก็รีบวิ่งเข้าไปกอดด้วยความคิดถึงสุดๆ"คุณท่าน นาราคิดถึงค่ะ" นาราบอกอย่างไม่ปกปิด เธอคิดถึงคุณท่านจริงๆ แต่ดีหน่อยที่คุณเคนไปหาเธอที่นั่น จึงทำให้เธอคลายความเหงาคิดถึงบ้านลงไปได้เยอะเลย"นารา.." เคนรีบเตือนสติ"คุณแม่..แฮ่" นาราที่ลืมตัวก็ยิ้มแหย่ออกมา"หึหึ สนุกมั้ยลูก สมใจหรือเปล่า" เจ้าของบ้านที่ขำไปกับท่าทางของเด็กน้อยก็ถามออกมา"สนุกมากค่ะ คุณเคนพานาราไปเที่ยวจนครบทุกที่เลยค่ะ" หญิงสาวว่าอย่างอิ่มเอมหัวใจ"แล้วลูกชายแม่ล่ะ พอใจไหม" เคนที่อมยิ้มไปกับท่าทางของอีกคน เมื่อเห็นว่านารามีความสุขเขาก็ดีใจ ก่อนจะมองหน้าแม่ตัวเอง"พอใจครับแม่" แล้วเคนเดินเข้ามากอดคนเป็นแม่ หอมแก้มซ้ายขวา สองแม่ลูกมองตาก็รู้ใจกัน"จะขึ้นไปพักผ่อนกันก่อนไหมหรือจะคุยเลย""คุยเลยครับ"
"ว้า..ถ้าไม่บอกไม่รู้เลยนะเนี่ย ไม่เห็นมีหลักฐานอะไรให้จับผิดเลย" ทั้งที่ใบหน้าเครื่องสำอางจัดเต็มซะขนาดนี้ นารามองอีกฝ่ายนิ่งอย่างไม่ค่อยแน่ใจ จนเห็นเขาอมยิ้มออกมา"คุณเคนน่ะ..ฮื่อออ" เธอทำสีหน้าเง้างอดใส่เขา นั่นไง เธอจะไปโกหกเขาได้ยังไงกัน เพราะเขาตามเธอทันทุกอย่างอยู่แล้ว มีแต่เธอที่ต้องยอมรับสารภาพต่างหาก เจ็บแล้วไม่จำ!"นาราก็ว่าจะบอกคุณอยู่แล้วค่ะ" ก็บอกไปตามความจริง ยังไงเธอก็ต้องหาโอกาสบอกเขา โอกาสดีๆ ที่ไม่คิดว่ามันจะเป็นตอนสถานการณ์ปุบปับเช่นนี้ยังไงล่ะ"เมื่อคืนไม่เห็นเอ่ยเลย เห็นแต่ใครก็ไม่รู้ชวนเข้านอนพร้อมกัน" เคนทำไม่รู้ไม่ชี้"ก็นาราโกหกนี่คะ แต่โกหกไม่พ้น นารากลัวคุณไม่ให้ไป""แล้วถ้าเป็นแบบนี้ จะไปไหนไม่ต้องโกหกกันตลอดไปเลยเหรอหื้ม" เคนถามน้ำเสียงอบอุ่นคราวนี้ นาราก็เงียบ ไม่กล้าตอบคำถาม"ถ้าจะไปไหนก็บอกกันดีๆ สิ จะได้ให้คนช่วยตามดู" เพราะเมื่อคืนเขาก็โทรไปรบกวนภูผามันให้คนช่วยดูให้หน่อย เขาถึงได้นอนหลับอย่างสบายใจไงล่ะ"นาราขอโทษนะคะ" พนมมือไหว้ลงตรงอกของเขาอย่างรู้สึกผิดจริงๆ เข้าใจแล้วว่าแท้จริงเขาเป็นห่วง ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้เธอไปไหนแบบนั้นหรอก เธอเพิ่งมาเข้าใจน







