เข้าสู่ระบบเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทำให้ปราชญ์โกรธจัดจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำให้เผลอชกหน้าลูกพี่ลูกน้องคนสนิทไม่หนึ่งหมัด แต่ฝ่ายนั้นไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงแค่ยกมือขึ้นปาดเลือดที่เลอะมุมปากเท่านั้น
มีเพียงอิงดาวที่ส่งข้อความมาหาเขาเมื่อเห็นว่า ‘แฟน’ มีรอยช้ำที่มุมปาก
เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความผิดของเพียงตะวันคนเดียว หากไม่มีเธอชีวิตของเขาควรมีความสุขกับคนที่ตัวเองรักโดยไม่ต้องรอเวลาให้คนอื่นชิงตัดหน้าไปก่อน เขาควรได้แต่งงานกับอิงดาวและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจนถึงบั้นปลายของชีวิต
เรื่องราวระหว่างเขา อิงดาว และปลื้ม เกิดขึ้นมานานตั้งแต่จำความได้ เขากับอิงดาวเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่เรียนอยู่ห้องเดียวกันมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ส่วนปลื้มที่เป็นลูกชายของลุงปรมัตถ์พี่ชายพองพ่อเขา
ปลื้มอายุมากกว่าเขากับอิงดาวสองปี แต่ปราชญ์ไม่เคยเรียกว่าพี่ เพราะเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เกิด จึงสนิทกันในรูปแบบเพื่อนมากกว่า ทั้งสามคนสนิทกันมานานมาก ทุกช่วงเวลาของชีวิตล้วนมีกันและกัน และในความคิดของปราชญ์ อิงดาวสนิทกับเขามากกว่าปลื้มอยู่แล้ว
ปราชญ์ตั้งใจว่าจะสารภาพรักกับอิงดาวและขอเธอเป็นแฟนในวันเกิดอายุครบยี่สิบแปดปี แต่เป็นเพราะเพียงตะวันคนเดียว ทำให้ทุกอย่างพังไม่เป็นท่า
“พี่ปราชญ์คะ พี่ดาวกับพี่ปลื้มรออยู่ห้องรับแขกค่ะ”
“มาทำไม”
“ตะวันไม่ทราบค่ะ”
“น่ารำคาญ”
“ตะวันทำอะไรให้พี่ปราชญ์ไม่พอใจหรือเปล่าคะ”
“ตั้งแต่มีเธอเข้ามา ชีวิตฉันก็พังหมด”
“ถ้าพี่ปราชญ์คิดแบบนั้น ตะวันก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัวค่ะ”
“รู้ไว้ก็ดี จะได้ไม่หวังเกินตัว”
ทันทีที่พูดจบปราชญ์ก็ยืนขึ้นเต็มความสูง เขาเดินผ่านหน้าของเพียงตะวันโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง จนไม่ทันเห็นสีหน้าที่ฉายแววเศร้าของเพียงตะวัน ผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ผู้มาเยือนทั้งสองคนนั่งเล่นอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกด้วยท่าทีที่สบาย ราวกับว่าที่นี่เป็นบ้านของตน เพราะการที่โตมาด้วยกันทำให้ทั้งสามเข้าออกพื้นที่บ้านของกันและกันได้อย่างสนิทใจ
“มาทำไม”
ปราชญ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ไม่รู้ว่าทั้งสองคนนั้นจงใจจะมาเยาะเย้ยเขาหรือเปล่า นึกแล้วมันน่าเจ็บใจ
“มาแสดงความยินดีกับรักที่สดใสของมึงไง”
ปลื้มพูดติดตลก เขาตั้งใจจะแหย่ให้ปราชญ์อารมณ์เสียเล่น ๆ เพราะน้องชายคนสนิทคนนี้เก็บอาการไม่เก่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“กวนตีน หน้ากูดูเหมือนคนสดใสมากหรอ”
“กูยังไม่ได้คิดบัญชีกับมึงเลยนะ”
“เรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องที่กูพลั้งมือต่อยมึงล่ะก็ กูให้ต่อยคืนแล้วไง ทำไมมึงไม่ต่อย”
“มึงใช้คำว่าพลั้งมือ”
“เออกูตั้งใจต่อยเองแหละ”
แต่ทิฐิมันค้ำคออยู่จนคนอย่างปราชญ์ไม่สามารถเอ่ยคำขอโทษออกมาได้เลย แต่ปลื้มเองก็พอจะเข้าใจดี จึงไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองอะไร
ทุกคนต่างมองออกว่าปราชญ์คิดอย่างไร หากอิงดาวเลือกอีกฝ่ายปลื้มเองก็คงทำแบบเดียวกัน เพราะเขาเองก็ชอบอิงดาวไม่น้อยไปกว่าปราชญ์เลย
“แล้วมึงจะไม่ขอโทษกู”
ปลื้มเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เขาไม่ได้ต้องการคำขอโทษ แค่จะแกล้งคนตรงหน้าที่มีอาการหงุดหงิด เห็นแล้วมันตลกดี
“แล้วถ้าเป็นมึงล่ะ”
ปราชญ์ถามกลับบ้าง ปลื้มนิ่งไปสักพักก่อนจะคลี่ยิ้มมุมปาก เขากับปราชญ์มีหลายอย่างที่เหมือนกัน ทำให้ต่างคนต่างรู้จักกันดี จนบางทีก็รู้จักกันดีเกินไป
“เออ สมควรแล้ว”
ปลื้มพูดก่อนจะหัวเราะเล็กน้อย จนฝ่ามือเล็ก ๆ ของอิงดาวฟาดเข้าที่ต้นแขนหนึ่งที
“สองคนนี้เล่นอะไรกัน”
ตั้งแต่จำความได้อิงดาวก็เป็นฝ่ายห้ามศึกของสองพี่น้องตลอด แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่รุนแรงเท่าครั้งส่าสุดอีกแล้ว เป็นครั้งแรกที่อิงดาวได้เห็นปราชญ์ต่อยหน้าปลื้ม คนที่เขาเองก็บอกว่ารักเหมือนพี่ชายแท้ ๆ
“แค่แกล้งมันเล่น ๆ เองครับที่รัก”
“ดาวบอกว่าเก็บไว้เรียกตอนอยู่กันสองคนไงคะ พี่ปลื้มไม่เคยฟังหรอก”
“ขอโทษครับที่รัก”
“พี่ปลื้มเลิกแกล้งปราชญ์สักทีเถอะ”
และเป็นอิงดาวที่ห้ามรอบที่สอง บรรยากาศระหว่างสองคนที่กำลังคุยกัน มันเหมือนล้อมรอบด้วยทุ่งดอกไม้สีชมพู อบอวลไปด้วยความรัก จนคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นแทบไม่มีความหมาย เป็นครั้งแรกที่ปราชญ์รู้สึกว่าตัวเป็นส่วนเกินในสมการนี้
“เอ่อ...กูยังจำเป็นอยู่ไหม”
ปราชญ์เอ่ยถาม เมื่อรู้สึกว่าเป็นส่วนเกิน ในเมื่อก่อนทั้งเขา ปลื้ม และอิงดาวสนิทกันมาก เมื่อมาถึงตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าเป็นส่วนเกินขึ้นมาเสียได้
“จำเป็นดิ กูมาดูใจมึงอยู่นี่ไง”
“ไม่จำเป็น”
“อาการมันเป็นยังไง”
“มึงเคยอกหักไหมล่ะ”
“ก็ไม่ อย่าบอกนะว่ามึงอกหัก”
“มึงกับอิงดาวคบกัน ถ้ามึงลองมาเป็นกูจะต้องรู้สึกยังไง”
“ก็คงมีเสียใจบ้าง แต่ก็ก็จะยินดีกับความรักของอิงดาว แม้คนนั้นจะไม่ใช่กู”
“สักวันเดี๋ยวกูจะยินดีกับมึง แต่ไม่ใช่ตอนนี้”
พูดจบปราชญ์ก็เดินออกไปจากห้องรับแขกทันที โดยไม่ทันได้ส่งแขกด้วยซ้ำ ไม่สนใจเพียงตะวันที่เดินสวนเข้ามาและมองเขาด้วยสายตาที่แสดงความห่วงใย
“ตะวันขอโทษแทนพี่ปราชญ์ด้วยนะคะ”
เพียงตะวันยกมือไหว้ขอโทษปลื้มกับอิงดาว ที่มองตามปราชญ์ด้วยสายตาเป็นห่วงเช่นกัน ทุกคนต่างเป็นห่วงความรู้สึกของปราชญ์
“เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น ตะวันไม่ต้องคิดมากนะ”
ปลื้มพูดปลอบใจน้องสะใภ้ เขายังหวังว่าปราชญ์จะเปิดใจให้ตะวันในไม่ช้า
“ดาวขอคุยกับตะวันสองคนได้ไหมคะ”
ปลื้มพยักหน้า ก่อนจะปลีกตัวออกไป เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวกับทั้งสอง
อิงดาวจับมือตะวันขึ้นมากุมไว้ ก่อนจะพามานั่งคุยที่โซฟา
“ตะวันเป็นยังไงบ้าง ปราชญ์คงใจร้ายกับตะวันมากเลยใช่ไหม”
“ตะวันไม่เป็นไรค่ะ”
“ดาวพอจะดูออกว่าตะวันคิดยังไงกับปราชญ์”
คนถูกรู้ทันหลุบตามองลงต่ำ ไม่กล้าสบตาอิงดาว ตะวันมีใจให้ปราชญ์ ทุกคนรู้ แต่ปราชญ์ไม่รู้ หรืออาจจะรู้แต่ไม่ได้ใส่ใจ
“แต่พี่ปราชญ์รักพี่อิงดาว”
เธอพูดเสียงเบา แววตาฉายแววเศร้าอย่างเห็นได้ชัด อิงดาวอดที่จะเอ็นดูคนตรงหน้าไม่ได้ ปราชญ์ไม่ได้รักเธอแบบคนรักด้วยซ้ำ อิงดาวรับรู้จากความรู้สึกในส่วนลึกของจิตใจ เธอกับปราชญ์เป็นเพื่อนกันมานาน ความรู้สึกที่มีต่อกันมันคือความห่วงใยในแบบเพื่อนสนิท หรือพี่น้องมากกว่า
เพราะความสนิทกันมาก จนปราชญ์คิดว่าเขารักเธอแบบที่หนุ่มสาวรักกัน แต่สำหรับอิงดาวแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้น ความรู้สึกที่ปราชญ์มีให้เธอมันไม่ใช่แบบคนรัก เธอรู้จักปราชญ์ดีกว่าที่เขารู้จักตัวเองเสียอีก
“มันไม่ใช่แบบที่ตะวันคิดแน่นอน พี่ดาวคอนเฟิร์ม”
“แต่พี่ปราชญ์ต่อยพี่ปลื้ม เพราะเป็นแฟนกับพี่อิงดาว”
“หนุ่มวัยกลัดมันก็เลือดร้อนเป็นธรรมดา ตะวันไม่ต้องคิดมาก”
มือเล็กลูบหัวตะวันอย่างเอ็นดู อิงดาวเอ็นดูตะวันเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง และเชื่อว่าสักวันตะวันจะเป็นคนได้ครอบครองหัวใจของปราชญ์ เพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียวของเธอ
“ตะวันของคุณพี่อิงดาวมาก ๆ เลยค่ะ”
“ถ้าตะวันไม่สบายใจ ตะวันคุยกับพี่ได้ตลอดนะ แล้วถ้าหมอนั่นทำตัวไม่น่ารักกับตะวัน ให้รีบมาบอกพี่ เดี๋ยวพี่จะจัดการให้”
“ตะวันคงต้องฟ้องทุกวันแล้วแหละค่ะ”
เพียงตะวันยิ้มเจื่อน เธอรู้สึกขอบคุณในความหวังดีของอิงดาว แต่ก็อดที่จะคิดมากไม่ได้ ยังไงอิงดาวก็เป็นคนที่ปราชญ์รัก อิงดาวเป็นคนที่ใจดี ยิ้มเก่ง แถมยังชอบช่วยเหลือคนอื่น ตะวันจะเอาอะไรไปสู้คนในใจพี่ปราชญ์ได้
“โอ๋เอ๋นะตะวัน มากอด ๆ กัน”
อิงดาวดึงตะวันเข้าไปกอด อ้อมกอดที่อบอุ่นทำให้ตะวันคิดถึงครอบครัวที่จากไป ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึง ตะวันอยากกอดพ่อกับแม่ทุกวัน แต่ทำไม่ได้ หวังเพียงแค่ได้เจอกันในโลกใบใหม่ก็พอ
“ตะวันไม่ต้องร้องไห้นะ พี่ดาวอยู่ข้างตะวันเสมอ”
เพียงตะวันไม่รู้ว่าน้ำตาไหลมาตอนไหน ปกติเธอไม่ใช่คนที่จะร้องไห้ง่าย ๆ แต่ทำไมช่วงนี้อ่อนไหวกว่าเมื่อก่อน หรือเป็นเพราะการที่เธอถูกเขาทำร้ายจิตใจทุกวันเป็นเวลานาน จึงทำให้จิตใจที่เคยเข้มแข็งเริ่มอ่อนแอลง
หลังจากส่งแขกกลับไปแล้ว เพียงตะวันเตรียมตัวเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็นให้สามีหมาด ๆ ของเธอได้รับประทาน ส่วนเรือนหอที่อยู่ท้ายหมู่บ้านก็คงไม่พ้นเป็นบ้านร้างเหมือนเดิม
“พี่ปราชญ์อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมคะ”
“ฉันไม่กิน”
“งั้นตะวันทำขาหมูพะโล้ของโปรดพี่ปราชญ์นะคะ เผื่อพี่ปราชญ์หิวจะได้กินด้วยกัน”
“ไม่ต้องทำหรอก ดาวทำแล้ว”
อิงดาวตั้งใจจะทำเมนูโปรดของปราชญ์ เพื่อเป็นการฉลองให้กับคนที่แต่งงานเป็นคนแรกในกลุ่มที่มีกันอยู่สามคน เย็นนี้จะมีงานเลี้ยงเล็ก ๆ ที่บ้านของเธอ
แน่นอนว่าแขกคนสำคัญก็คงหนีไม่พ้นปราชญ์กับเพียงตะวัน แต่เขายังไม่ได้ชวนเพียงตะวัน ไม่ใช่ว่าลืม แต่เขาไม่อยากอยู่ใกล้ผู้หญิงคนนี้ เห็นแล้วมันขัดหูขัดตา เป็นเพราะเพียงตะวันทำตัวน่าหงุดหงิด หรือเป็นเพราะตัวเขาเองที่อยู่ในช่วงของการอกหัก
ความรู้สึกที่ปราชญ์มีต่ออิงดาวมันค่อนข้างซับซ้อน ในบางครั้งเขาเองก็ไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง โดยทั่วไปคนอกหักต้องมีอาการประมาณไหน ร้องไห้ฟูมฟาย หรืออยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง เขาควรจะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่กลับรู้สึกน้อยใจเหมือนถูกหักหลังจากคนที่ไว้ใจทั้งสองคน หรือเป็นเพราะคนที่ได้หัวใจของอิงดาวไปครอบครองนั้นคือปลื้ม จึงทำให้เขาวางใจไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง เพราะเพื่อนรักของเขาได้เจอกับคนที่เหมาะสมแล้ว
“เย็นนี้ไปกินข้าวที่บ้านดาวกัน”
“พี่ปราชญ์ชวนตะวันหรือคะ”
เพียงตะวันรู้สึกราวกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นดึงเธอขึ้นมาจากหลุมที่ข้างล่างมืดสนิท ความหวังจากแสงไฟริบหรี่ที่ปากหลุม ทำให้เธอมีหวังขึ้นมา อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้พูดจาทำร้ายจิตใจเธอแล้ว
“เปล่า ดาวเป็นคนชวน”
ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยออกมาจากปากของปราชญ์ เหมือนกระชากให้เพียงตะวันตกลงไปในหลุมเดิมที่เพิ่งปีนขึ้นมา
“พี่ปราชญ์...ข้อตกลงของเรายังต้องทำอยู่ไหมคะ” เพียงตะวันพลิกตัวออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นสามี หลังจากผ่านเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่แล้วเขาก็ตัวติดกับเธอเป็นพิเศษ “ไม่หย่า” “แบบนี้เรียกว่าผิดสัญญาหรือเปล่าคะ” เพียงตะวันแกล้งถามผู้เป็นสามี เธอรู้สึกว่าสัญญาในตอนแรกไม่มีผลมาสักพักแล้ว ความรู้สึกของเธอกับเขามาไกลเกินกว่าที่จะเป็นการแต่งงานเพียงเพื่อรอวันหย่าเท่านั้น “พี่ผิดเองที่เคยทำให้ตะวันเสียใจ อดีตเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว พี่กลับไปแก้ไขไม่ได้ ขอแค่ตะวันให้โอกาสพี่อีกสักครั้ง พี่จะไม่ทำให้ตะวันเสียใจอีก” วงแขนแกร่งดึงเธอเข้ามากอด เพียงตะวันไม่รู้หรอก ว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เธอมั่นใจว่าการตัดสินใจแต่งงานกับเขาเป็นเรื่องที่เธอเลือกถูกที่สุดแล้ว “ตะวันระ...” ริมฝีปากหยักทาบทับลงมากลืนประโยคที่เธอกำลังจะเอื้อนเอ่ยให้หายไปพร้อมกับรสจูบอันแสนนุ่มนวลของเขา ปากหยักบดคลึงหยอกเย้าอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะถอนออกช้า ๆ มือหนาประคองใบหน้าสวยไว้อย่างเบามือ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดก็สั
เพียงตะวันไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด เธอทุบประตูจนความแดงกลืนกินไปทั่วฝ่ามือ ทั้งยังตะโกนขอความช่วยเหลือจนลำคอแห้งผาก แต่กลับไม่มีใครได้ยิน ราวกับว่าเธอส่งเสียงในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ความกลัวเกาะกุมหัวใจเมื่อดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำ ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามา หากยังติดอยู่ที่นี่เธอคงต้องนอนในห้องน้ำที่ไร้แสงไฟ เธอเลือกที่จะนั่งลงบนชักโครกเพื่อรอความช่วยเหลือ เดรสสีขาวที่เคยเปียกจนแนบลำตัว บัดนี้ได้แห้งจนเกือบสนิทแล้ว แต่ความเหน็บหนาวยังไม่หายไป เพียงตะวันกอดตัวเองไว้แน่น น้ำตาที่แห้งเหือดไหลออกมาอีกครั้งไม่ต่างกับฉากหนึ่งในนิยายน้ำเน่า ปราชญ์ถอนหายใจออกมาเมื่อแฟ้มเอกสารฉบับสุดท้ายถูกปิดลง สายตาสะดุดกับนาฬิกาข้างผนังเข็มสั้นเลยเลขหกมาเล็กน้อย แต่โทรศัพท์ของเขากลับเงียบสนิทไร้วี่แววการตอบกลับจากภรรยาตัวน้อย เขาส่งข้อความหาเธอหลายครั้งแต่อีกฝ่ายกลับหายเงียบไปเสียดื้อ ๆ ก่อนที่เขาจะออกมาทำงานเธอมีอาการเหมือนจะไม่สบาย ซึ่งนั่นก็สร้างความกังวลใจให้เขาไม่น้อย “เพียงตะวันล่ะ” ประตูถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับคำถามจากผู้หญิงที่ชอบทำให้เขารู้สึกหงุดหง
เพียงตะวันรู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนเพลียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คงเป็นเพราะว่ารอบเดือนของเธอใกล้จะมาแล้ว “ตะวันพักผ่อนอยู่บ้านนะครับ พี่จะรีบกลับ” มือหนาลูบหัวของคนที่กำลังนอนพักอยู่บนเตียงความสัมพันธ์ของเขากับเธอดีขึ้นตามลำดับ รู้ตัวอีกทีก็อยู่ในสถานะสามีภรรยากันเข้าเดือนที่สามแล้ว “เย็นนี้พี่ปราชญ์อยากทานอะไรคะ ตะวันจะทำไว้รอ” “ตอบได้หรอครับ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏที่มุมปาก ปราชญ์รู้สึกว่าช่วงนี้เขามีความสุขที่ได้แกล้งให้อีกฝ่ายหน้าแดง พอได้เห็นท่าทางเขินอายของเธอแล้วมันก็อดเอ็นดูไม่ได้ “ตะวันทำให้ได้ทุกอย่างค่ะ ขอแค่พี่ปราชญ์บอก” “ตะวัน” ดวงตาคมมองเธออย่างลึกซึ้ง ไม่รู้ว่าเพียงตะวันทำอะไรกับเขากันแน่ ปราชญ์รู้สึกอยากอยู่ใกล้เธอเป็นพิเศษ “พี่ปราชญ์มีอะไรหรือเปล่าคะ” “พี่อยากกินตะวันครับ” คำตอบที่ออกมาจากปากเขาทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ปราชญ์เองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาพูดออกไปแบบนั้น คงจะเป็นอาการของคนที่แพ้เสียงในหัวก็เป็นได้ “ตะวันไม่คุยด้วยแล้ว พี่ปราชญ์ตั้งใจทำงาน
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เพียงตะวันก็ไม่ได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมจากผู้เป็นสามี เธอไม่กล้าแม้แต่จะถามออกไปว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่ “ดาวชวนดูหนัง จะไปดีไหมครับ” เพียงตะวันหยุดมือที่กำลังหั่นหัวหอมก่อนจะหันไปที่ต้นทางของเสียง ปราชญ์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอกรินน้ำใส่แก้ว มือหนายกแก้วขึ้นดื่มจนของเหลวไร้สีพร่องไปครึ่งแก้ว สายตาจับจ้องมาที่ภรรยาตัวน้อยที่สวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูลายกระต่าย “พี่ปราชญ์ไปได้เลยค่ะ ไม่ต้องถามตะวันก็ได้” เธอตอบออกไปเสียงเรียบ มือบางยกขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ “พี่ชวนครับ” รู้ตัวอีกทีใบหน้าของเธอก็อยู่ภายใต้มือของเขา ปราชญ์ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาของผู้เป็นภรรยา มืออีกข้างกุมข้างแก้มเอาไว้ ความร้อนจากฝ่ามือทำเอาก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของคนตัวเล็กเต้นไม่เป็นจังหวะ “ตะวันตามใจพี่ปราชญ์ค่ะ” การที่เรารักใครบางคนเพียงข้างเดียวมานานหลายปีทำให้ต้องสูญเสียความเป็นตัวเองไปขนาดนี้เชียวหรือ การตัดสินใจของเธอล้วนขึ้นอยู่กับเขาทั้งสิ้น เพียงตะวันพยายามทำทุกอย่างใ
สถานะของเธอกับเขาก็คือสามีภรรยา ส่วนเรื่องของความสัมพันธ์ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน เขาไม่เคยบอกว่าชอบหรือรักเธอเลยสักครั้ง แม้ว่าความสัมพันธ์ทางกายจะไปถึงขั้นนั้นแล้วก็ตาม หลังจากวันที่ทั้งสองมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน เขาก็ปฏิบัติกับเธอดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทุกวันเขาจะกลับไปทานข้าวมื้อกลางวันกับเธอเสมอ “คนนอกเข้าไม่ได้นะครับ” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตึกเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนไม่ใช่พนักงานที่เข้าออกเป็นประจำ “ขอโทษค่ะ ตะวันมาพบคุณปราชญ์ ไม่ทราบว่าต้องไปชั้นไหนคะ” หญิงสาวตอบกลับด้วยท่าทางที่นอบน้อม เป็นครั้งแรกที่เธอได้ย่างกรายเข้ามาในตึกนี้ หลังจากที่แต่งงานกับปราชญ์ เพียงตะวันก็ไม่เคยถูกแนะนำให้ใครต่อใครรู้จักในฐานะภรรยาของเขาเลยสักครั้ง ซึ่งเธอก็เข้าใจดีว่าเขาแต่งงานกับเธอเพราะถูกบังคับ ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นภรรยาเชิดหน้าชูตาอยู่แล้ว “ได้นัดไว้ไหมครับ” ชายวัยกลางคนถามอย่างสุภาพ ดูจากการแต่งตัว ผิวพรรณ และกิริยาท่าทางสามารถเดาได้ว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ใช่มิจฉาชีพอย่างแน่นอน “ขอโทษค่ะ ตะวันไม่ได้นัดไว
ห้องนอนขนาดใหญ่ในบ้านสีขาวแสนอบอุ่น ตกแต่งสไตล์มินิมอล เน้นโทนสีขาวครีม เตียงนอนขนาดคิงไซซ์ปูด้วยผ้าสีครีมสะอาดตา หลายคืนที่ผ่านมามีแค่เพียงตะวันผู้เป็นภรรยาที่นอนคนเดียว แต่วันนี้กลับมีสามีของเธอย้ายเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน “นอนด้วยกันไหมคะ” เพียงตะวันเอ่ยถามคนตัวสูงที่เพิ่งเสร็จจากการอาบน้ำ ท่อนบนไร้อาภรณ์ปกปิด หยดน้ำบางส่วนยังเกาะอยู่ตามแผ่นอกกว้าง ไหลลงมาตามร่องของแนวกล้ามเนื้อที่ปรากฏบนหน้าท้องขาวเนียน ผ้าเช็ดตัวสีขาวพันรอบเอวปกปิดส่วนสงวน ช่างเป็นภาพที่ชวนให้หลงใหลราวกับประติมากรรมของศิลปินชั้นเอก ทำเอาคนที่นั่งรออยู่อีกฝั่งของเตียงใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “จ้องขนาดนี้พี่ก็อายเป็นนะ” คนตัวโตยกมือขึ้นมาปิดหน้าอกอันเปลือยเปล่า ท่าทางที่ทำเป็นเหนียมอายทำให้เพียงตะวันขำพรืดออกมา เธอไม่คิดว่าจะเห็นเขาในมุมนี้ด้วยซ้ำ “ก็พี่ปราชญ์หล่อนี่คะ” เพียงตะวันชมเขาจากใจ เป็นหุ่นในฝันของใครหลายคนเลยก็ว่าได้ กล้ามหน้าท้องที่ไม่ชัดมากเหมือนนักกีฬาเพาะกายเรียงตัวกันอย่างสวยงามราวกับจับวาง หากไม่มีวินัยคงรักษาหุ่นแบบนี้ไว้ไม่ได้แน่
หลังจากที่เพียงตะวันบอกกับเขาว่าอยากอยู่คนเดียวสักพัก เขาก็ไม่ได้เจอหน้าเธอมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอจะเป็นอย่างไร หายโกรธเขาหรือยัง เลิกงานเขาต้องแวะไปดูเสียหน่อยแล้ว ครืด...ครืด...ครืด...โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานกำลังสั่นจากแจ้งเตือนข้อความเข้า รองประธานละสายตาจากแฟ้มเอกสาร
“คุยกันหน่อย” สองขายังไม่ก้าวพ้นธรณีประตู เสียงอันทรงพลังก็ทำให้ให้เขาต้องชะงัก เบื้องหน้าเขาเป็นมารดาที่นั่งไขว่ห้าง สองมือกอดอกสายตาที่มองเขาเจือไปด้วยความโกรธปนผิดหวัง “แม่มีอะไรหรือเปล่าครับ” เขาถามออกไป หากพูดยืดยาวกว่านี้คงต้องวิ่งหลบฝ่ามืออรหันต์เป็นแน่
แสงแดดของยามเช้าค่อย ๆ ลอดผ่านผ้าม่านกระทบกับใบหน้าคมคาย ชายหนุ่มสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาพร้อมสัมผัสอบอุ่นในอ้อมแขน ร่างเล็กในอ้อมกอดยังหลับสนิท ลมหายใจแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เธอขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะซุกหน้าเข้าหาไออุ่นจากแผ่นอกกว้างจนผู้เป็นสามีเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ครืด...
หลังจากที่ปราชญ์ถามว่าเธออยากไปไหน เขาก็พาเธอไปสถานที่แห่งนั้นจริง ๆ รถหรูแล่นบนทางด่วนมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกที่อยู่ติดกับทะเล “กลัวไหม” ใบหน้าเรียบเฉยทอดสายตามองถนนที่ทอดยาวออกไป สองข้างทางมีรั้วกั้นไว้ตลอดทั้งสาย “หมายถึงกลัวพี่ปราชญ์หรอคะ” เพียงตะวัน