Masukเสียงเพลงจากลำโพงขนาดเล็ก บรรเลงเพลงฮิตในยุคปัจจุบันที่ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย น้ำสีอำพันในแก้วทรงสูงพร่องลงเกือบครึ่งจากฝีมือของปราชญ์
“มึงเร่งอะไร เดี๋ยวก็เมาจนเมียด่า”
ปลื้มเอ่ยแซวลูกพี่ลูกน้องที่เพิ่งแต่งงานใหม่ เสียงดังจากลำโพงทำให้มีเพียงเจ้าตัวที่ได้ยินประโยคนี้
“ตัวเล็กอย่างกับลูกแมว จะว่าอะไรกูได้”
“ระวังจะหอนเป็นหมา”
“ไม่มีทาง!”
เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลยสักนิด แค่แต่งงานให้มันจบ ๆ ไป พอครบหนึ่งปีก็แยกย้ายกันไปตามทางที่ต้องการ
“เออ กูจะรอดูครับน้อง”
คนอย่างเขานี่หรือจะต้องหอนเป็นหมาเพราะผู้หญิงคนเดียว แค่ในความคิดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
มือหนาคว้าแก้วมาเพื่อกระดกแอลกอฮอล์ลงคอ แต่ถูกรั้งไว้โดยคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“พี่ปราชญ์เมาแล้วนะคะ”
เพียงตะวันกระซิบบอกผู้เป็นสามี เพราะเห็นว่าปราชญ์เริ่มทรงตัวไม่อยู่จนต้องเอาหัวมาซบตรงไหล่ของเธอ ลมหายใจที่รดต้นคอของเธอคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นของแอลกอฮอล์
“ฉันไม่ได้เมา”
คนที่มีอาการเมาปฏิเสธทันควัน
“ตะวันแบกไม่ไหวนะคะ”
“ไปรักกับมันตอนไหน”
เสียงพึมพำแทบไม่ได้ศัพท์จากคนที่ซบอยู่ตรงไหล่ ทำให้เพียงตะวันหยุดการเคลื่อนไหวทันที ความเจ็บแล่นทะยานเข้าสู่หัวใจ คนเมาย่อมพูดความจริงเสมอ สติที่ไร้การควบคุมจะเผยสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกของหัวใจออกมา แน่นอนว่า ในใจของปราชญ์ยังมีอิงดาวอยู่
“กลับกันเถอะค่ะ เดี๋ยวตะวันช่วยพยุง”
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน”
“ทำไมตะวันจะแตะต้องไม่ได้ ตะวันเป็นภรรยานะคะ”
“ฉันไม่ชอบ”
เพียงตะวันรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่บีบแน่นในอกข้างซ้าย ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหนคนอย่างปราชญ์ก็ไม่เคยมองเห็นค่า คงเหมือนกับคำกล่าวที่ว่า ความดีกับความรักมันคนละส่วนกัน ดีก็ส่วนดี รักก็ส่วนรัก ไม่รักก็คือไม่รัก แต่เธอยังแอบหวังว่าในสักวัน ความใกล้ชิดจะทำให้ก่อเกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นมา แม้ยังไม่เรียกว่ารักก็ขอให้เป็นความรู้สึกที่ดีต่อกันไม่ว่าจะอยู่ในฐานะไหนก็ตาม
“ตะวันพาพี่ปราชญ์กลับแล้วนะคะ”
เพียงตะวันเอ่ยบอกเจ้าของบ้านเพื่อไม่เป็นการเสียมารยาท อย่างไรเสีย ปลื้มกับอิงดาวก็เปรียบเสมือนพี่ชายและพี่สาวของเธอ ถึงแม้ส่วนลึกในใจจะรู้สึกอิจฉาอิงดาวอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงความคิดที่ผุดขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
“กลับกันดี ๆ นะ พี่รออุ้มหลาน”
ปลื้มแซวน้องสะใภ้ เมื่อเห็นท่าทีทุลักทุเลก็อดเอ็นดูไม่ได้ หวังว่าเจ้าน้องชายของเขาจะพอมีน้ำยาอยู่บ้าง
“พูดมาก”
คนเมาสวนกลับทันควัน จนปลื้มอดสงสัยไม่ได้ว่าคนเป็นน้องเมาจริง หรือแกล้งเมากันแน่
ฟุบ! เสียงร่างกายกระแทกกับเตียงนอนขนาดคิงไซซ์ที่นุ่มดุจปุยนุ่น หากเป็นเตียงนอนธรรมดาเกรงว่าจังหวะเมื่อครู่คงทำให้เจ้าของร่างปวดหลังไม่น้อย
“พี่ปราชญ์นอนรอตรงนี้ก่อนนะคะ”
ยังไม่ทันที่เพียงตะวันจะเดินออกไป มือบางก็ถูกดึงไว้ด้วยความเร็ว คนที่ควรจะหลับอยู่บนเตียงกลับจ้องหน้าเธอด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ได้ จนขนทั้งร่างกายของเธอลุกซู่ขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“เธอคิดจะทำอะไร”
“ตะวันแค่จะไปเอาผ้ามาเช็ดตัวให้พี่ปราชญ์ค่ะ”
“เช็ดทำไม ฉันไม่ได้ป่วย”
“ตะวันแค่เป็นห่วง กลัวว่าพี่ปราชญ์จะไม่สบายตัว”
คนที่นอนอยู่บนเตียงออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย ร่างบางก็เสียหลักล้มลงไปบนตัวเขา ราวกับถูกเทพเจ้าจับวาง จังหวะที่เพียงตะวันช้อนตาขึ้นมองคนที่อยู่ตรงหน้าทำเอาปราชญ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ความใกล้ชิดทางกายที่เกิดขึ้นในขณะนี้ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย ใบหน้าที่แดงด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์เลื่อนเข้าประชิดใบหน้านวลของคนที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่ริมฝีปากทั้งสองจะประกบกันเหมือนฉากโรแมนติกในเทพนิยาย ริมฝีปากหยักกลับยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะก้มลงไปกระซิบข้างหูของเพียงตะวัน
“หึ เธอคิดว่าฉันจะทำอะไร”
เพียงตะวันเด้งตัวออกจากท่าที่ล่อแหลมทันที สองพวงแก้มมีเลือดฝาดจนปราชญ์ดูออกว่าคนตรงหน้ารู้สึกเขินขนาดไหน ความอายที่แทรกขึ้นมาหลังจากที่ปราชญ์จับได้ว่าเธอแอบคิดว่าเขาจะจุมพิตทำให้เพียงตะวันรีบวิ่งหนีออกจากห้องไปโดยที่ไม่เอ่ยอะไรออกมาสักประโยค
“นึกว่าจะแน่”
ปราชญ์พึมพำเบา ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกสับสนขึ้นมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ทำให้เขาเกือบดึงสติตัวเองไม่อยู่ เขายอมรับว่าเพียงตะวันสามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้ชั่วขณะ คงไม่ใช่ว่าเขาเริ่มสนใจในตัวของภรรยาเพียงในนามหรอกใช่ไหม
“แอบคิดอะไรอยู่นะเพียงตะวัน”
สองมือกุมอยู่ตรงหน้าอกที่หัวใจข้างในเต้นรัว จนเธอกลัวว่ามันจะกระเด็นออกมาหากปล่อยมือออก เมื่อครู่คล้ายกับว่าเธอโดนสะกดด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์อ่อน ๆ ที่คละคลุ้งอยู่ในลมหายใจของเขา รวมถึงริมฝีปากหยักที่เคลื่อนเข้ามาหาเธออย่างช้า ๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนเกือบลืมไปแล้วว่า คนอย่างปราชญ์คงไม่คิดพิศวาสตัวเธอแม้แต่น้อย
“พี่ปราชญ์เคยคิดจะรักตะวันบ้างไหมนะ”
เพียงตะวันทำได้เพียงรักข้างเดียวมาตลอด หากได้รับความรักกลับมาคงจะดีไม่ใช่น้อย ในชีวิตมีเพียงพ่อกับแม่ที่เป็นความอบอุ่น แต่ท่านทั้งสองจากไปแล้ว เธอจึงรู้สึกโดดเดี่ยวจนบางครั้งก็ไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป ไม่มีคนปลอบโยนในยามทุกข์ ไม่มีครอบครัวคอยยินดีเมื่อประสบความสำเร็จ นอกจากเนตรนภา เพื่อนรักเพียงคนเดียวที่มีอยู่ ชีวิตของเธอก็ไม่มีใครอีกแล้ว เมื่อคิดมาถึงตอนนี้หยดน้ำไสก็ไหลออกมาจากดวงตาที่แสนเศร้า เธอรู้สึกเหงาสุดหัวใจ
“ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้”
เสียงที่คุ้นเคยทำให้เพียงตะวันตื่นจากห้วงนิทรา แสงแดดตอนเช้าที่สาดลอดหน้าต่างบานใหญ่ที่ควรจะส่องโดนหน้าของเธอ กลับมีเงาของคนร่างสูงที่ยืนบังอยู่ ความรู้สึกแรกหลังจากตื่นนอนคือรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวราวกับว่าจะเป็นไข้ ใบหน้าสวยขมวดคิ้วจากความรู้สึกหนักอึ้งที่ศีรษะ
“ตะวันปวดหัวจัง”
“แล้วทำไมไม่ไปนอนในห้อง”
คนตรงหน้าถามเสียงแข็ง เพียงตะวันรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวหงุดหงิด ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ขวางหูขวางตาเขาไปเสียทุกอย่าง
“ตะวันเกรงใจค่ะ เมื่อคืนพี่ปราชญ์เมามาก”
เพียงตะวันไม่กล้าสบตาคู่สนทนา เพราะกลัวว่าเขาจะทำหน้าดุใส่ ยิ่งตอนที่ไม่สบายเธอค่อนข้างอ่อนไหวเป็นพิเศษ หากเขาพูดจาไม่ดีแม้แต่คำเดียว น้ำตาของเธอก็พร้อมจะไหลออกมาทันที
“ไร้สาระ”
“ตะวันขอโทษค่ะ”
น้ำตาที่กลั้นไว้เริ่มคลอที่หัวตา เพียงตะวันทำได้เพียงกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมาจนปราชญ์รู้สึกขัดหูขัดตาแล้วพาลมาพูดจาแย่ ๆ ใส่เธอ
“แต่งงานกันแล้ว นอนเตียงเดียวกันจะเป็นอะไรไป”
“อะไรนะคะ”
เพียงตะวันคิดว่าปราชญ์จะรังเกียจจนไม่อยากนอนร่วมเตียงกับเธอเสียอีก
“ร้องไห้ทำไม”
“ตะวันเปล่านะคะ”
“หึ! ไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว เดี๋ยวคนมาเห็นจะคิดว่าฉันรังแกเธอ”
ปราชญ์ยอมรับว่าแปลกใจไม่น้อยที่เห็นน้ำตาของเพียงตะวัน หญิงสาวที่ภายนอกดูเข้มแข็ง มองโลกในแง่ดี เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นกลับแสดงละครได้อย่างน่าสงสาร หรือนี่จะเป็นเพียงบทบาทที่เธอแสดงความอ่อนแอเพื่อเรียกร้องความสงสารจากเขา ไม่มีวันเสียหรอก
“ตะวันปวดหัวจัง”
ยังไม่ทันที่เพียงตะวันจะเดินพ้นสายตาของปราชญ์ ร่างกายที่ไร้การควบคุมล้มลงไปกองกับพื้นทันที
“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า”
ไร้เสียงตอบรับจากร่างที่นอนไร้สติอยู่ตรงหน้า ใบหน้าของปราชญ์ฉายแววสับสนออกมาอย่างปิดไม่มิด ด้วยอคติที่บังตาเขาจึงคิดว่าคนตรงหน้ากำลังเล่นละครเป็นนางเอกที่แสนอ่อนแอเพื่อให้เขารู้สึกสงสาร
“เพียงตะวัน”
มือหนายื่นไปแตะตัวหญิงสาวที่นอนหมดสติอยู่ต่อหน้าเขา ในวินาทีที่มือสัมผัสบริเวณต้นแขนของเพียงตะวัน ปราชญ์รับรู้ถึงอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ เขารีบอุ้มเธอไปนอนพักบนห้องนอน จัดแจงให้คนตัวเล็กนอนในท่าที่สบาย ก่อนจะนำผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำมาเช็ดตามใบหน้าของภรรยาเพียงในนาม
“พ่อกับแม่รอตะวันก่อนนะคะ ตะวันจะไปหา”
ร่างซีดเซียวที่นอนอยู่ต่อหน้าปราชญ์ ละเมอออกมาด้วยพิษไข้ แต่เป็นประโยคที่ฟังแล้วทำให้เขาเกิดการชะงักในทันที
“พูดอะไรของเธอ”
ปราชญ์ดุคนตัวเล็กที่นอนไม่ได้สติ ทุกคนต่างรู้ดีว่าพ่อกับแม่ของเพียงตะวันนั้นเสียชีวิตไปแล้ว สถานที่เดียวที่จะได้เจอกันมีเพียงโลกหลังความตายเท่านั้น ซึ่งไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าจะเจอจริงหรือไม่ ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงจินตนาการ
สิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ตีความได้ว่าคนตัวเล็กอาจจะมีความคิดที่จะลาโลกนี้ไปอย่างแน่นอน ปราชญ์ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพียงตะวันรู้สึกโดดเดี่ยวเพียงใด เมื่อต้องอยู่บนโลกนี้อย่างไร้ญาติขาดมิตร ในเมื่อตอนนี้เธอเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขาแล้ว การที่จะปล่อยให้เธอมีความคิดเช่นนี้มันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นสามีที่ไม่ได้เรื่อง หากเพียงตะวันจากไปจริง ๆ เขาคงรู้สึกผิดที่ละเลยเธอ ในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ก็เท่านั้นเอง
คนตัวเล็กที่นอนขดอยู่บนเตียงขนาดคิงไซซ์ถูกปลุกด้วยเจ้าของห้องที่ปรากฏตัวพร้อมกับถาดอาหารในมือ
“ตื่นกินข้าวก่อน จะได้กินยา”
“พี่ปราชญ์ไม่ดุตะวันได้ไหมคะ”
“ฉันไม่ได้ดุเธอ”
เมื่อเห็นสายตาที่เหมือนลูกแมวกำลังอ้อนเจ้าของ ทำให้ปราชญ์รู้สึกวูบวาบภายในใจอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกแบบนี้ไม่ควรเกิดเพราะเพียงตะวัน ผู้หญิงที่ทำให้ความรักของเขาไม่สมหวัง
ถึงแม้ในใจของเขาจะมีความรู้สึกที่หลากหลายตีรวนกันอยู่ แต่ร่างกายกลับปรี่เข้าไปประคองคนตรงหน้าให้นั่งพิงหัวเตียงเพื่อให้กินข้าว มือเจ้ากรรมดันตักข้าวต้มกุ้งป้อนคนตรงหน้า
“ร้อนค่ะ”
“อ๋อ...เอ่อ โทษทีนะ ฉันไม่ได้เป่า”
ปราชญ์รู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อสบตากับภรรยาเพียงในนามของตัวเอง ซึ่งเขาไม่ควรมีความรู้สึกแบบนี้
“พี่ปราชญ์ให้ตะวันกินเองเถอะค่ะ”
“ใครเขาอยากป้อนเธอกัน ฉันแค่กลัวว่าที่นอนจะเปื้อน”
เพียงตะวันลุกจากเตียงทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น เธอรีบบอกหัวใจไม่ให้คิดไกลไปกว่านี้ สุดท้ายคนที่จะต้องเสียใจที่สุดก็คงเป็นเธอ แต่มันคงไม่ทันแล้ว เพราะเธอรักเขาไปแล้วทั้งใจ
“ตะวันขอโทษค่ะ”
เพียงตะวันรับถ้วยข้าวต้มจากปราชญ์มาด้วยมือที่แทบจะไม่มีแรง ทำให้ข้าวต้มบางส่วนหกโดนมือของเธอ
“เรี่ยวแรงไม่มียังจะอวดดีอีก”
เพียงตะวันหลบสายตาดุที่ส่งมาจากคนตรงหน้า หากคนที่ป่วยเป็นอิงดาวเขาจะดูแลเธอดีขนาดไหน แค่คิดก็เจ็บไปถึงขั้วหัวใจแล้ว
“ตะวันกินเองได้ค่ะ”
“อย่าดื้อ”
ปราชญ์ยื่นช้อนข้าวต้มที่ผ่านการเป่ามาแล้วอย่างดีให้เธออีกครั้ง เพียงตะวันทำได้เพียงกินอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาให้หัวใจ
“พี่ปราชญ์...ข้อตกลงของเรายังต้องทำอยู่ไหมคะ” เพียงตะวันพลิกตัวออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นสามี หลังจากผ่านเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่แล้วเขาก็ตัวติดกับเธอเป็นพิเศษ “ไม่หย่า” “แบบนี้เรียกว่าผิดสัญญาหรือเปล่าคะ” เพียงตะวันแกล้งถามผู้เป็นสามี เธอรู้สึกว่าสัญญาในตอนแรกไม่มีผลมาสักพักแล้ว ความรู้สึกของเธอกับเขามาไกลเกินกว่าที่จะเป็นการแต่งงานเพียงเพื่อรอวันหย่าเท่านั้น “พี่ผิดเองที่เคยทำให้ตะวันเสียใจ อดีตเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว พี่กลับไปแก้ไขไม่ได้ ขอแค่ตะวันให้โอกาสพี่อีกสักครั้ง พี่จะไม่ทำให้ตะวันเสียใจอีก” วงแขนแกร่งดึงเธอเข้ามากอด เพียงตะวันไม่รู้หรอก ว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เธอมั่นใจว่าการตัดสินใจแต่งงานกับเขาเป็นเรื่องที่เธอเลือกถูกที่สุดแล้ว “ตะวันระ...” ริมฝีปากหยักทาบทับลงมากลืนประโยคที่เธอกำลังจะเอื้อนเอ่ยให้หายไปพร้อมกับรสจูบอันแสนนุ่มนวลของเขา ปากหยักบดคลึงหยอกเย้าอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะถอนออกช้า ๆ มือหนาประคองใบหน้าสวยไว้อย่างเบามือ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดก็สั
เพียงตะวันไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด เธอทุบประตูจนความแดงกลืนกินไปทั่วฝ่ามือ ทั้งยังตะโกนขอความช่วยเหลือจนลำคอแห้งผาก แต่กลับไม่มีใครได้ยิน ราวกับว่าเธอส่งเสียงในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ความกลัวเกาะกุมหัวใจเมื่อดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำ ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามา หากยังติดอยู่ที่นี่เธอคงต้องนอนในห้องน้ำที่ไร้แสงไฟ เธอเลือกที่จะนั่งลงบนชักโครกเพื่อรอความช่วยเหลือ เดรสสีขาวที่เคยเปียกจนแนบลำตัว บัดนี้ได้แห้งจนเกือบสนิทแล้ว แต่ความเหน็บหนาวยังไม่หายไป เพียงตะวันกอดตัวเองไว้แน่น น้ำตาที่แห้งเหือดไหลออกมาอีกครั้งไม่ต่างกับฉากหนึ่งในนิยายน้ำเน่า ปราชญ์ถอนหายใจออกมาเมื่อแฟ้มเอกสารฉบับสุดท้ายถูกปิดลง สายตาสะดุดกับนาฬิกาข้างผนังเข็มสั้นเลยเลขหกมาเล็กน้อย แต่โทรศัพท์ของเขากลับเงียบสนิทไร้วี่แววการตอบกลับจากภรรยาตัวน้อย เขาส่งข้อความหาเธอหลายครั้งแต่อีกฝ่ายกลับหายเงียบไปเสียดื้อ ๆ ก่อนที่เขาจะออกมาทำงานเธอมีอาการเหมือนจะไม่สบาย ซึ่งนั่นก็สร้างความกังวลใจให้เขาไม่น้อย “เพียงตะวันล่ะ” ประตูถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับคำถามจากผู้หญิงที่ชอบทำให้เขารู้สึกหงุดหง
เพียงตะวันรู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนเพลียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คงเป็นเพราะว่ารอบเดือนของเธอใกล้จะมาแล้ว “ตะวันพักผ่อนอยู่บ้านนะครับ พี่จะรีบกลับ” มือหนาลูบหัวของคนที่กำลังนอนพักอยู่บนเตียงความสัมพันธ์ของเขากับเธอดีขึ้นตามลำดับ รู้ตัวอีกทีก็อยู่ในสถานะสามีภรรยากันเข้าเดือนที่สามแล้ว “เย็นนี้พี่ปราชญ์อยากทานอะไรคะ ตะวันจะทำไว้รอ” “ตอบได้หรอครับ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏที่มุมปาก ปราชญ์รู้สึกว่าช่วงนี้เขามีความสุขที่ได้แกล้งให้อีกฝ่ายหน้าแดง พอได้เห็นท่าทางเขินอายของเธอแล้วมันก็อดเอ็นดูไม่ได้ “ตะวันทำให้ได้ทุกอย่างค่ะ ขอแค่พี่ปราชญ์บอก” “ตะวัน” ดวงตาคมมองเธออย่างลึกซึ้ง ไม่รู้ว่าเพียงตะวันทำอะไรกับเขากันแน่ ปราชญ์รู้สึกอยากอยู่ใกล้เธอเป็นพิเศษ “พี่ปราชญ์มีอะไรหรือเปล่าคะ” “พี่อยากกินตะวันครับ” คำตอบที่ออกมาจากปากเขาทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ปราชญ์เองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาพูดออกไปแบบนั้น คงจะเป็นอาการของคนที่แพ้เสียงในหัวก็เป็นได้ “ตะวันไม่คุยด้วยแล้ว พี่ปราชญ์ตั้งใจทำงาน
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เพียงตะวันก็ไม่ได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมจากผู้เป็นสามี เธอไม่กล้าแม้แต่จะถามออกไปว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่ “ดาวชวนดูหนัง จะไปดีไหมครับ” เพียงตะวันหยุดมือที่กำลังหั่นหัวหอมก่อนจะหันไปที่ต้นทางของเสียง ปราชญ์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอกรินน้ำใส่แก้ว มือหนายกแก้วขึ้นดื่มจนของเหลวไร้สีพร่องไปครึ่งแก้ว สายตาจับจ้องมาที่ภรรยาตัวน้อยที่สวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูลายกระต่าย “พี่ปราชญ์ไปได้เลยค่ะ ไม่ต้องถามตะวันก็ได้” เธอตอบออกไปเสียงเรียบ มือบางยกขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ “พี่ชวนครับ” รู้ตัวอีกทีใบหน้าของเธอก็อยู่ภายใต้มือของเขา ปราชญ์ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาของผู้เป็นภรรยา มืออีกข้างกุมข้างแก้มเอาไว้ ความร้อนจากฝ่ามือทำเอาก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของคนตัวเล็กเต้นไม่เป็นจังหวะ “ตะวันตามใจพี่ปราชญ์ค่ะ” การที่เรารักใครบางคนเพียงข้างเดียวมานานหลายปีทำให้ต้องสูญเสียความเป็นตัวเองไปขนาดนี้เชียวหรือ การตัดสินใจของเธอล้วนขึ้นอยู่กับเขาทั้งสิ้น เพียงตะวันพยายามทำทุกอย่างใ
สถานะของเธอกับเขาก็คือสามีภรรยา ส่วนเรื่องของความสัมพันธ์ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน เขาไม่เคยบอกว่าชอบหรือรักเธอเลยสักครั้ง แม้ว่าความสัมพันธ์ทางกายจะไปถึงขั้นนั้นแล้วก็ตาม หลังจากวันที่ทั้งสองมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน เขาก็ปฏิบัติกับเธอดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทุกวันเขาจะกลับไปทานข้าวมื้อกลางวันกับเธอเสมอ “คนนอกเข้าไม่ได้นะครับ” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตึกเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนไม่ใช่พนักงานที่เข้าออกเป็นประจำ “ขอโทษค่ะ ตะวันมาพบคุณปราชญ์ ไม่ทราบว่าต้องไปชั้นไหนคะ” หญิงสาวตอบกลับด้วยท่าทางที่นอบน้อม เป็นครั้งแรกที่เธอได้ย่างกรายเข้ามาในตึกนี้ หลังจากที่แต่งงานกับปราชญ์ เพียงตะวันก็ไม่เคยถูกแนะนำให้ใครต่อใครรู้จักในฐานะภรรยาของเขาเลยสักครั้ง ซึ่งเธอก็เข้าใจดีว่าเขาแต่งงานกับเธอเพราะถูกบังคับ ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นภรรยาเชิดหน้าชูตาอยู่แล้ว “ได้นัดไว้ไหมครับ” ชายวัยกลางคนถามอย่างสุภาพ ดูจากการแต่งตัว ผิวพรรณ และกิริยาท่าทางสามารถเดาได้ว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ใช่มิจฉาชีพอย่างแน่นอน “ขอโทษค่ะ ตะวันไม่ได้นัดไว
ห้องนอนขนาดใหญ่ในบ้านสีขาวแสนอบอุ่น ตกแต่งสไตล์มินิมอล เน้นโทนสีขาวครีม เตียงนอนขนาดคิงไซซ์ปูด้วยผ้าสีครีมสะอาดตา หลายคืนที่ผ่านมามีแค่เพียงตะวันผู้เป็นภรรยาที่นอนคนเดียว แต่วันนี้กลับมีสามีของเธอย้ายเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน “นอนด้วยกันไหมคะ” เพียงตะวันเอ่ยถามคนตัวสูงที่เพิ่งเสร็จจากการอาบน้ำ ท่อนบนไร้อาภรณ์ปกปิด หยดน้ำบางส่วนยังเกาะอยู่ตามแผ่นอกกว้าง ไหลลงมาตามร่องของแนวกล้ามเนื้อที่ปรากฏบนหน้าท้องขาวเนียน ผ้าเช็ดตัวสีขาวพันรอบเอวปกปิดส่วนสงวน ช่างเป็นภาพที่ชวนให้หลงใหลราวกับประติมากรรมของศิลปินชั้นเอก ทำเอาคนที่นั่งรออยู่อีกฝั่งของเตียงใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “จ้องขนาดนี้พี่ก็อายเป็นนะ” คนตัวโตยกมือขึ้นมาปิดหน้าอกอันเปลือยเปล่า ท่าทางที่ทำเป็นเหนียมอายทำให้เพียงตะวันขำพรืดออกมา เธอไม่คิดว่าจะเห็นเขาในมุมนี้ด้วยซ้ำ “ก็พี่ปราชญ์หล่อนี่คะ” เพียงตะวันชมเขาจากใจ เป็นหุ่นในฝันของใครหลายคนเลยก็ว่าได้ กล้ามหน้าท้องที่ไม่ชัดมากเหมือนนักกีฬาเพาะกายเรียงตัวกันอย่างสวยงามราวกับจับวาง หากไม่มีวินัยคงรักษาหุ่นแบบนี้ไว้ไม่ได้แน่
หลังจากที่เพียงตะวันบอกกับเขาว่าอยากอยู่คนเดียวสักพัก เขาก็ไม่ได้เจอหน้าเธอมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอจะเป็นอย่างไร หายโกรธเขาหรือยัง เลิกงานเขาต้องแวะไปดูเสียหน่อยแล้ว ครืด...ครืด...ครืด...โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานกำลังสั่นจากแจ้งเตือนข้อความเข้า รองประธานละสายตาจากแฟ้มเอกสาร
เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทำให้ปราชญ์โกรธจัดจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำให้เผลอชกหน้าลูกพี่ลูกน้องคนสนิทไม่หนึ่งหมัด แต่ฝ่ายนั้นไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงแค่ยกมือขึ้นปาดเลือดที่เลอะมุมปากเท่านั้น มีเพียงอิงดาวที่ส่งข้อความมาหาเขาเมื่อเห็นว่า ‘แฟน’ มีรอยช้ำที่มุมปาก เรื่องที่เกิ
แสงแดดอ่อน ๆ ส่องลอดผ่านผ้าม่านสีขาว กระทบกับใบหน้านวลที่ล่องลอยอยู่ในห้องนิทรา เปลือกตากะพริบถี่ ๆ เมื่อมีแสงแยงเข้ามา เจ้าของร่างลืมตาขึ้นมาเต็มดวง ตรงหน้าคือเพดานสีขาวที่เธอรู้สึกคุ้นเคย เพียงตะวันกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง จนสายตาไปสะดุดกับข้อความที่เขียนด้วยปากกาเมจิกสีน้ำเงิน แม้
บรรยากาศรอบตัวที่แสนอบอุ่นทำให้ ‘เพียงตะวัน’ในชุดเจ้าสาวสีขาวระบายยิ้มออกมา วันนี้ถือว่าเป็นวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอเลยก็ว่าได้ หลายคนใฝ่ฝันที่จะเข้าพิธีแต่งงานกับชายหนุ่มที่ตัวเองรัก เพียงตะวันเองก็เช่นกัน การที่เธอได้แต่งงานกับชายที่เธอรักก็เป็นหนึ่งในความฝันของหญิงสาว







