LOGINในขณะที่รถกลังจะเคลื่อนตัวออกไปเขาเลือกแตะเบรก แล้วขยับตัวโน้มเข้าหาเธออย่างรวดเร็ว กิรณาไม่ทันตั้งตัวตกใจสุดขีด หดตัวแนบเข้ากับประตูอีกฝั่งพลางยกมือขึ้นดันหน้าอกแกร่งเอาไว้ด้วยความลืมตัว
“พะ ... พี่สิบทิศ จะทำอะไรคะ อย่าทำแบบนี้บนรถนะคะ”
กิรณาร้องเสียงหลง สมองของเธอเตลิดไปไกล นึกถึงเหตุการณ์
เมื่อคืน กลัวว่าเขาจะโกรธที่เธอมาช้าจนจะปล้ำเธอขึ้นมาอีกในที่สาธารณะแบบนี้ท่าทางตื่นตระหนกจนเกินเหตุนั้นทำให้สิบทิศชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากหยักจะเผลอหลุดยิ้มออกมาอย่างขบขัน
...มันเป็นรอยยิ้มที่กิรณาไม่เคยเห็นจากเขามาก่อนเลย...
“นี่เธอคิดสัปดนไปถึงไหนแล้วเนี่ยยัยบ๊อง!” สิบทิศเอื้อมมือข้ามไปกดปุ่มปรับเบาะด้านข้างเธอ
“ฉันแค่จะปรับเบาะให้เธอนอนลงไป ขืนนั่งหัวโด่ออกไปแบบนี้ คนที่ป้อมยามหรือคนในบริษัทที่ยังหลงเหลืออยู่เขาก็เห็นกันหมดพอดีว่าเรากลับบ้านด้วยกัน”
ชายหนุ่มจัดการปรับเบาะจนเอนราบลงไปเกือบสุด ก่อนจะผละตัวกลับไปประจำที่ตำแหน่งเดิม แล้วปรายตามองเธออย่างยั่วโมโห
“อีกอย่าง... เลิกมโนไปไกลได้แล้ว ตอนนี้ฉันยังไม่มีอารมณ์ เหนื่อย!”
สิบทิศหันกลับไปสตาร์ทรถและเหยียบคันเร่งออกไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้กิรณานอนจมอยู่กับเบาะรถด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันไปหมด ทั้งอายที่ตัวเองคิดลึกไปไกล และทั้งเจ็บใจที่เขามองเธอเป็นเมียที่ต้องซ่อนเอาไว้ให้มิดชิดที่สุด
หญิงสาวทำได้เพียงแค่หลับตาลง กัดริมฝีปากตัวเองเพื่อสะกดอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดจนแทบสุดปรอท ในขณะที่รถสปอร์ตคันหรูค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากบริษัทไป
กว่าจะฝ่ารถติดช่วงเย็นออกมาได้ กลับถึงบ้านก็เกือบหนุ่มทุ่ม ทั้งที่บริษัทกับบ้านก็ห่างกันไม่ไกลเท่าไหร่ ย่ากรองแก้วที่ตั้งใจมานั่งรออยู่สนามหญ้าหน้าบ้านเพื่อรอจับผิด ก็ถึงกับยิ้มออกมาเมื่อเห็นทั้งคู่กลับมาด้วยกัน
“กลับมาแล้วเหรอหนูกิ๋ว วันนี้เหนื่อยไหม ย่าให้คนเตรียมมื้อค่ำของโปรดเอาไว้ให้เยอะเลยนะ”
สิบทิศเห็นย่าเอาใจกิรณาก็รู้สึกหมั่นไส้ เลยเอ่ยพูดกับย่าด้วยความอิจฉาที่ซ่อนเอาไว้ไม่มิด
“หลานแท้ ๆ ยืนอยู่ตรงนี้ไม่เห็นเอาใจบ้างเลย”
ย่ากรองแก้วละสายตาจากหลานสะใภ้ หันมามองหลานชายตัวดีที่ยืนทำหน้ามุ่ยอยู่ข้างรถสปอร์ตคันหรู หญิงชราขยับยิ้มหมั่นไส้ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิกเข้าที่สีข้างของสิบทิศเบา ๆ จนชายหนุ่มต้องสะดุ้งโหยง
“ทำมาเป็นน้อยใจไปได้ตาสิบ แกน่ะมันหลานนอกคอก อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยจนโตเป็นความย ย่าเห็นหน้าจนเบื่อแล้ว แต่หนูกิ๋วเขาเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ไม่ถึงสามวันเลย ย่าต้องเอาใจน้องสิ ... ใช่ไหมลูก”
ย่ากรองแก้วหันไปพยักพเยิดกับกิรณาที่ยืนอมยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปโอบไหล่หลานสะใภ้คนโปรดพาเดินเข้าบ้านทิ้งให้สิบทิศยืนกรอกตามองบนอยู่ลำพัง เขาพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะยอมก้าวเท้าเดินตามหลังคนทั้งคู่เข้าบ้านด้วยท่าทีปั้นปึ่ง
ภายในห้องอาหาร กุลนิภากับศิลานั่งรออยู่ก่อนแล้ว บนโต๊ะมีอาหารหลากหลายวางอยู่ ทั้งที่ปกติทำแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น
“มากันพอดีเลยลูก นั่งสิ วันนี้มีแต่ของอร่อย ๆ ทั้งนั้น” กุลนิภาเอ่ยทักทายพลางกวักมือเรียกให้กิรณานั่งลงข้าง ๆ ลูกชายเธอ
ร่างอวบเดินไปนั่งลงด้านข้าง และเริ่มรู้สึกว่าร่างกายตัวเองแปลก ๆ กลิ่นแกงเผ็ดและของคาวที่เคยเป็นของโปรด กลับทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอมจนต้องยกมือขึ้นปิดปาก ใบหน้าอวบอิ่มเริ่มซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
“กิ๋ว ... กิ๋วขอตัวเข้าห้องน้ำสักครู่นะคะ”
ไม่รอให้ใครเอ่ยอนุญาต ร่างอาวบก็รีบรุกพรวดพราดวิ่งออกไปจากห้องอาหารทันที ทิ้งให้ผู้ใหญ่ทั้งสามคนมองงตามด้วยความสงสัย ย่ากรองแก้วกับกุลนิภาหันมาสบตากันอย่างมีความหมาย ก่อนที่ผู้เป็นย่าจะเปรยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“อาการแบบนี้ ทำไมแม่รู้สึกคุ้น ๆ นะแม่กุล เหมือนคนกำลังท้องไม่มีผิดเลย”
“นั่นสิคะคุณแม่ หรือว่าหนูกิ๋วจะแพ้ท้อง” กุลนิภาเอ่ยสำทับด้วยแววตาเป็นประกาย
เคร้ง!
เสียงช้อนในมือสิบทิศกระทบขอบจานข้าวเสียงดัง ชายหนุ่มปรายตามองผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยสายไม่อยากจะเชื่อ
“มันไม่เร็วขนาดนั้นหรอกครับคุณย่า คุณแม่ จะท้องได้ยังไง ได้กันแค่คืนเดียวแล้วท้องแลยเนี่ยนะ ผมไม่ใช่ยอดมนุษย์นะครับ”
ประโยคที่โพล่งออกมาตรง ๆ ของสิบทิศทำเอาห้องอาหารตกอยู่ในความเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ผู้ใหญ่ทั้งโต๊ะจะหันมองหน้ากันแล้วยิ้มกริ่มออกมาอย่างปิดไม่มิด แล้วก็เป็นฝ่ายศิลาที่แสร้งทำหน้าเคร่งขรึมแล้วเอ่ยถามลูกชาย
“แกไม่ได้บังคับขืนืใจน้องใช่ไหมตาสิบ”
“เปล่า”
สิบทิศตอบสั้น ๆ เพียงคำเดียวแล้วรีบก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากเพื่อกลบเกลื่อนความผิด ใบหน้าแดงก่ำรามถึงใบหูเมื่อนึกถึงเรื่องคืนเดียวที่เพิ่งผ่านมาเมื่อคืนนี่เอง กิรณาเดินกลับมาที่โต๊ะด้วยสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย ทว่ายังดูอ่อนเพลียอยู่มาก
“หนูกิ๋ว เป็นยังบ้างลูก หน้าซีดเซียว ไปหาหมอไหมเดี๋ยวแม่ให้ตาสิบพาไป” กุลนิภาถามด้วยความเป็นห่วงพลางลูบแขนสะใภ้เบา ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่ อาการโรคกระเพาะน่าจะกำเริบ กิ๋วเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ มื้อเที่ยงวันนี้กิ๋วงานยุ่งเลยไม่ได้ทานข้าว เลยเป็นแบบนี้บ่อย ๆ ค่ะ”กิรณาส่ายหน้าช้า ๆ พลางส่งยิ้มเจื่อนให้ทุกคนบนโต๊ะ
“อ้าว! ทำไมหนูปล่อยให้ตัวเองหิวจนเป็นเรื่องขนาดนี้ล่ะลูก” ย่ากรองแก้วดุเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
“ขอโทษค่ะคุณย่า เดี๋ยวทานข้าวลงไปก็น่าจะดีขึ้นค่ะ”
กิรณาตอบพลางเลี่ยงที่จะสบตากับสิบทิศที่ยังคงนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ชายหนุ่มเพียงแค่ปรายตามองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆและรู้สึกผิดที่รู้ว่าเธอไม่ได้กินข้าวเที่ยงก็เพราะมัวแต่ห่วงเรื่องคำสั่งที่เขาพูดกรอกหูอยู่บ่อย ๆ
สิบทิศย่นคิ้วเข้าหากัน มองคนตรงหน้าด้วยความไม่พอใจที่โดนย้อน“เธอหมายความว่ายังไง พูดให้มันดี ๆ นะ!”“ทำไมจะพูดไม่ได้ล่ะคะ และกิ๋วก็หมายความว่าพี่สิบทิศเห็นผู้หญิงอื่นดีกว่าเมียตัวเองไง พี่ทำได้ยังไง ปล่อยให้กิ๋วนั่งรออยู่ที่บริษัทตั้งหลายชั่วโมง กิ๋วโทรไปก็ปิดเครื่องหนี ส่งข้อความไปกี่ครั้งก็ไม่เคยตอบ ที่ไหนได้กลับหนีไปแรดอยู่กับคนที่ไม่ใช่เมียตัวเองจนเช้า!”“กิ๋ว!”ชายหนุ่มเรียกชื่อเธอด้วยความโกรธจัดที่ถูกคนตรงหน้าด้วยคำพูดแรง ๆแบบนั้น ขายาวก้าวพรวดเข้าไปหาแล้วใช้สองมือจับไปที่ไหล่ของเธอแน่นราวกับจะบีบให้แหลกคามือทว่าครั้งนี้กิรณาไม่ยอมเป็นเบี้ยวล่างอีกต่อไป เธอรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีสะบัดตัวออกจากการเกาะกุมอย่างแรง ก่อนจะใช้มืออวบทั้งสองข้างผลักอกกว้างของสิบทิศจนเขาเสียหลักล้มลงไปนอนบนเตียงแทน“ไม่ต้องมาแตะต้องตัวกิ๋ว! กิ๋วรังเกียจคนใจร้ายแบบพี่”พูดจบกิรณาก็ไม่รอให้เขาได้ลุกขึ้นมาโต้ตอบ เธอรีบหมุนตัววิ่งออกจากห้องนอนไปทันที ทิ้งให้สิบทิศนอนอึ้งอยู่บนเตียงด้วยความคาดไม่ถึงว่าผู้หญิงที่เคยยอมเขามาตลอดจะกล้าทำรุนแรงและสาดคำพูดเจ็บแสบใส่เขาได้ถึงเพียงนี้“กิ๋ว! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ จะไปไ
“สวัสดีค่ะ คุณลลนา”ลลนายิ้มรับแกน ๆ ก่อนจะหันไปทางสุดเขตด้วยน้ำเสียงจิกกัด“แล้วนี่ ... ทั้งคู่มาเจอกันได้ยังไงคะเนี่ย เขตไม่เคยบอกนาเลยนะว่าสนิทกับน้องเขาถึงขั้นพาออกมาทานข้าวกันข้างนอกแบบนี้”สุดเขตเห็นท่าไม่ดี รีบเอ่ยแก้ตัวแทนกิรณาทันที“พอดีบังเอิญมาเจอกันน่ะ เห็นกิ๋วเขาเดินดูของอยู่แถวนี้พอดีก็เลยชวนมาหาอะไรทานด้วยกันเฉย ๆ ไม่มีอะไรหรอก”สุดเขตหันไปมองหน้ากิรณาที่ดูหน้าซีดลงเรื่อย ๆ ก่อนจะรีบสรุปสถานการณ์“กิ๋ว ... อิ่มแล้วใช่ไหม เดี๋ยวพี่ไปส่งที่บ้านเอง ปะ.... กลับกันเถอะ”“เดี๋ยว!”สิบทิศเอ่ยขัดจังหวะ เขาจ้องหน้ากิรณาด้วยสายตาที่เย็นเฉียบจนคนรอบข้างสัมผัสได้ถึงความกดดันบางอย่างที่อ่านไม่ออก“ไม่ต้องลำบากแกหรอกไอ้เขต เดี๋ยวฉันอาสาไปส่งกิ๋วเอง”“แกจะไปส่งน้องเขาได้ยังไงสิบ ในเมื่อแกมากับนา” สุดเขตขมวดคิ้วมองเพื่อนรักอย่างรู้ทัน“แกก็ไปส่งนาแทนฉันหน่อยสิ พอดีเมื่อเช้าคุณย่าบ่นคิดถึงกิรณาอยู่พอดี ท่านบอกให้เธอไปพบน่ะ”สิบทิศพูดพลางขยับเข้าไปใกล้กิรณามากขึ้น หญิงสาวมีสีหน้ากังวลเล็กน้อย เพราะภายใต้รอยยิ้มนั้นมันเหมือนซ่อนกรงเล็บของเสือร้ายเอาไว้“กลับด้วยกันนะ ... กิ๋ว”กิรณาอ้าปาก
“ยัยกิ๋วไม่ได้มาที่นี่นะ เขาบอกบ้านโน่นว่ามาที่นี่เหรอ”ณดลมีสีหน้าตกใจเมื่อเห็นว่าลูกเขยมาถามหาลูกสาวที่นี่“เปล่าครับ เห็นคุณย่าบอกว่ากิ๋วขอมาช่วยงานคุณลุง”“ไม่เห็นยัยกิ๋วว่ายังไงนะ อีกอย่างงานที่นี่ก็ไม่ได้ยุ่งด้วย เราสองคนทะเลาะออะไรกันหรือเปล่า”ณดลถามย้ำด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล สิบทิศนิ่งไปครู่หนึ่งไม่คิดว่ายัยบ๊องจะกล้าโกหกคุณย่า แล้วตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน“เปล่าครับ เราไม่ได้ทะเลาะอะไรกัน สงสัยกิ๋วคงแวะไปทำธุระที่อื่นก่อนครับ เดี๋ยวผมลองโทรหาดูอีกที คุณลุงไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”“อืม ... ถ้าไม่ได้ทะเลาะกันก็ดีล่ะ ลุงก็ตกใจนึกว่ายัยกิ๋วไปทำอะไรให้เราไม่พอใจเข้า ถ้าเจอแล้วก็บอกน้องด้วยนะว่างก็แวะมาหาพ่อบ้าง”“ครับคุณลุง งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”สิบทิศไหว้ลาพ่อตาด้วยท่าทางสุภาพตามมารยาท พอเดินกลับมาที่รถ ใบหน้าหล่อก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะกดโทรออกไปหากิรณาว่าอยู่ที่ไหน ทว่าจังหวะนั้นเองสายเรียกเข้าจากลลนาก็โทรเข้ามาเสียก่อน“ว่าไงนา มีออะไรหรือเปล่า”(สิบ! คุณต้องไม่เชื่อแน่ ๆ ว่านาเจอใคร)เสียงปลายสายของดาราสาวดูตื่นเต้น ทำเอาชายหนุ่มขมว
“โอเค พี่เข้าใจแล้ว พี่จะปิดปากให้สนิทที่สุด ไม่ต้องห่วงนะ เรื่องนี้จะเป็นความลับระหว่างเรา”“ขอบคุณมากค่ะพี่เขต” กิรณายิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความโล่งใจ“งั้นพี่กลับก่อนนะ แล้วเจอกันใหม่นะกิ๋ว” สุดเขตทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่ดูมีความหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่กิรณาพยักหน้ารับคำ แล้วมองตามไฟท้ายรถของสุดเขตที่ค่อย ๆ หายไปกับความมืด ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับขึ้นบ้านเพื่อไปจัดการคนเมาที่ยังไม่ได้สติ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเขาถึงได้ดื่มมาหนักขนาดนั้น“นา... สิบขอโทษนะ ที่ไม่ได้บอกเรื่องแต่งงาน”สิบทิศพึมพำออกมาเบา ๆ มืออวบที่จับผ้าเย็นซับลงบนใบหน้าคมถึงกับชะงัก วันนี้ที่เขาไม่ได้กลับบ้านพร้อมกับเธอก็เพราะมัวไปง้อคุณลลนาเธอเม้มปากเข้าหากันแน่นก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเขาจนถึงคอ ก่อนที่ตัวเองจะคว้าเอาหมอนกับผ้าห่มอีกผืนกลับไปนอนที่โซฟามุมห้องเช้ามืดของวันกิรณาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ไก่โห่ เพื่อจัดเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องดื่มแก้แฮงค์วางไว้ให้คนที่ยังนอนจมอยู่บนเตียง ก่อนที่เธอจะปลีกตัวออกจากบ้านไปอย่างเงียบ ๆช่วงสายตะวันแยงตา สิบทิศเดินลงมายังโต๊ะอาหารด้วยท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ มือหนายกขึ้นกุมขมับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กำลังจะเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง แต่ว่าปลายสายที่ตอบมากลับไม่ใช่เสียงของเขา แต่เป็นเสียงหวานใสของผู้หญิงคนหนึ่ง(ฮัลโหลค่ะ)กิรณาชะงักไปครู่ใหญ่ “เอ่อ... ขอสายพี่สิบทิศหน่อยค่ะ”(อ๋อ สิบทิศเหรอคะ ตอนนี้เขาไม่สะดวกรับสายค่ะ)เสียงปลายสายนั้นดูราบเรียบ ไม่ตกใจเลยสักนิดที่เห็นผู้หญิงโทรหาเขา ท่าทางจะดูสนิทสนมจนทำให้ความคิดของกิรณาคิดไปไกล(ฉันชื่อลลนาค่ะ เป็นเพื่อนของสิบทิศ พอดีตอนนี้เขาดื่มหนักไปหน่อยจนเมาหลับไปแล้วค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ถ้าเขาสร่างแล้วฉันจะให้รถไปส่งเขากลับบ้านเองค่ะ แค่นี้นะคะพอดีนามีธุระต่อ)“ค่ะ...”กิรณาตอบได้เพียงสัน ๆ เท่านั้น ก่อนที่สายจะถูกตัดไปโดยไม่รอให้เธอได้พูดอะไรต่อ หญิงสาวค่อย ๆ ลดโทรศัพท์มือถือลงข้างตัว ความรู้สึกตอนนี้เหมือนเธอถูกกระชากวิญญาณออกจากกายหยาบ แม้จะพยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ แต่มันกลับทำไม่ได้อย่างที่ใจนึกหยาดน้ำใสที่พยายามอดกลั้นมาทั้งวันก็ไหลอาบลงสองแก้มเงียบ ๆการที่ต้องงแอบรักสามีตัวเอง และต้องยืนอยู่บนความเจ็บปวดช้ำแล้วช้ำเล่ากับการที่เขาไม่รัก แถมยังทำท่ารังเกียจและเห็นเธอเป็นเพียงภาระที่เอามาขัดหนี้ก็เท่านั้น...ร่างสูงที่ไร้สติยังค
“รู้แล้วใช่ไหมว่า อีกสองสัปดาห์บริษัทเราจะพาพนักงานไปเอ้าท์ติ้งที่หัวหิน”พี่เกรซเอ่ยขึ้นขณะที่น้อง ๆ ในแผนกบัญชีกำลังเข้าประจำโต๊ะทำงานช่วงบ่าย หลังจากเมื่อเช้าบอร์ดบริหารและฝ่ายHRเรียกประชุมด่วน“แล้วปีนี้เขาจะจ้างนักร้องไหมพี่เกรซ ถ้าจ้างก็ขอหมอลำม่วน ๆ จอย ๆ ไม่เอาแบบปีที่แล้วนะ แทบจะรำไทเก็กร่อมร่อ” เตชิตากอดอกยักไหล่ เมื่อนึกถึงวงดนตรีปีที่แล้วแทบจะทำเอาหลับบนโต๊ะจีน“จ้างสิจ๊ะ ปีนี้จัดหนักจัดเต็มแน่นอน พี่ได้ข่าวจากวงในมาว่าปีนี้ผลกำไรของบริษัทเราค่อนข้างดีเลยล่ะ ท่านประธานเลยอนุมัติงบให้จ้างนักร้องหมอลำที่กำลังมีกระแสที่สุดตอนนี้มาเอนเตอร์เทนพนักงงานทุกคนที่หัวหินเลยนะ เตรียมชุดเตรียมท่าเต้นกันไปดี ๆ ล่ะ”พนักงานในแผนกบัญชีต่างส่งเสียงเฮด้วยความดีใจ บางคนเริ่มจับกลุ่มคุยกันเรื่องเสื้อผ้าที่จะใส่ไปประชันกันในคืนวันงาน ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้น กลับมีเพียงกิรณาที่นั่ง สีหน้ามีความหนักใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดเธอรู้ดีว่าการไปเอ้าท์ติงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พนักงานที่ต้องไป แต่พี่สิบทิศก็ต้องไปด้วยในฐานะเจ้าของบริษัท และคุณย่ากับคุณแม่ยังให้ถือโอกาสนี้ไปฮันนีมูนด้วยอีกต่างหาก มันคง







