Se connecter"เว่ยฉิงซวง!"
เสียงตวาดของเพ่ยหรงอวี้ดังก้องไปทั่วห้องจนบรรยากาศทั้งห้องเหมือนหยุดนิ่ง ความเงียบเมื่อครู่แตกกระจายราวกับกระจกถูกทุบ ร่างบอบบางพุ่งเข้าไปหาเว่ยฉิงซวงอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่สวยแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ สีหน้าที่เคยอ่อนโยนหลงเหลือเพียงความเจ็บปวดและความแค้นจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
หมับ!
มือเรียวกำเส้นผมของอีกฝ่ายเต็มแรงจนหญิงสาวร้องลั่น ศีรษะถูกกระชากหงายไปด้านหลัง ลำคอตึงจนเส้นเอ็นขึ้นเป็นสัน ก่อนจะตบหน้าของเพื่อนรักที่เปลี่ยนเป็นเพื่อนแค้นทันควัน
เผียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังสนั่นไปทั่วห้องจนใบหน้าของเว่ยฉิงซวงสะบัดไปอีกด้าน น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวด ข้างแก้มแดงเป็นรอยฝ่ามือชัดเจน
"โอ๊ย! เสี่ยวหรงหรง!"
เว่ยฉิงซวงร้องลั่นด้วยความตกใจ มือรีบคว้าแขนของเพ่ยหรงอวี้หวังแกะมือที่กำผมตนเองออก ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้าง ทั้งเจ็บ ทั้งตกใจ และเริ่มหวาดกลัวเมื่อเห็นแววตาของเพื่อนรักที่ไม่เหลือความอ่อนโยนอีกแล้ว
"อย่าเรียกฉันแบบนั้นอีกนะ!"
เพ่ยหรงตวาดออกไปแล้วอี้กัดฟันแน่น จนกรามขึ้นเป็นสัน ดวงตาแดงก่ำจนแทบกลายเป็นสีเลือด มือที่กำผมเพื่อนแค้นไม่มีทีท่าว่าจะคลาย แม้ข้อนิ้วจะซีดขาวเพราะออกแรงเต็มกำลังก็ตาม
รักมากแค่ไหน วางใจเท่าไหร่ ตอนนี้ก็แค้นมากยิ่งกว่า
ภาพความทรงจำตลอดหลายปีที่เคยหัวเราะ กินข้าว ทำการบ้าน และแบ่งปันทุกเรื่องให้กันผุดขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกภาพคนทั้งสองอยู่ในแนบชิดกันจนแทบหลอมรวมเป็นหนึ่งจะฉีกกระชากอดีตสวยงามจนไม่เหลือชิ้นดี
หัวใจของคุณหมอสาวเหมือนถูกเหยียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากเพือนสนิทและสามีที่เธอรักหมดหัวใจ เพ่ยหรงรักลู่จิ่นเฉิงมาก แต่กลับยังน้อยกว่าความรักที่ตนมีให้เว่ยฉิงซวง ดังนั้นพอเห็นภาพแนบชิด เธอจึงเจ็บปวดมากยิ่งกว่ารับรู้ว่า สามีนอกใจนอกกายมาตลอดสองปี
"ทำไมต้องเป็นเธอ! ทำไมต้องเป็นเพื่อนของฉันที่ทรยศกันแบบนี้!"
เสียงตะโกนสั่นเครือปนสะอื้น ความเจ็บปวดในอกมากเสียจนแทบหายใจไม่ออก
เว่ยฉิงซวงเสียหลัก ร่างเซถลาไปตามแรงกระชาก พยายามทรงตัวอย่างทุลักทุเล น้ำตาไหลไม่หยุด เธอรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด แต่เมื่อเห็นเพ่ยหรงอวี้เจ็บปวดถึงเพียงนี้ ความรู้สึกผิดกลับยิ่งกัดกินหัวใจจนไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย
เว่ยฉิงซวงเสียหลัก ร่างเซถลาไปตามแรงกระชาก แก้มทั้งสองข้างแสบร้อนจนชา เลือดฝาดบนใบหน้าหายวับไปในพริบตา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น เล็บยาวจิกลงบนฝ่ามือตัวเองแน่นจนแทบหัก ความเจ็บบนใบหน้าไม่อาจเทียบได้กับความอัปยศที่ถูกตบต่อหน้าลู่จิ่นเฉิง
ในสายตาของเธอ คนที่ควรยืนเคียงข้างผู้ชายคนนั้นมาตั้งแต่แรกคือเธอ ไม่ใช่เพ่ยหรงอวี้ ผู้หญิงโง่คนนั้นมีดีอะไร นอกจากโชคดีที่ได้แต่งงานกับลู่จิ่นเฉิง ยิ่งคิด ความอิจฉาที่สั่งสมมานานก็ยิ่งพลุ่งพล่านจนแทบเผาอก
ถ้าไม่ใช่เพราะลู่จิ่นเฉิงยืนอยู่ตรงนี้ เธอไม่มีวันยอมถูกตบอยู่ฝ่ายเดียวแน่
คิดแล้วปลายนิ้วขยับเตรียมสวนคืนอย่างไม่ลังเล แต่เพียงเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมเย็นของลู่จิ่นเฉิง หัวใจก็เย็นวาบไปทั้งดวง แววตาคู่นั้นไร้ซึ่งความอ่อนโยน รักใคร่หรือแม้แต่ความสงสาร
มีเพียงสายตาเย็นเฉียบที่กำลังเตือนเธออย่างชัดเจนว่าห้ามตอบโต้เพ่ยหรงอวี้ หากเธอกล้าแตะต้องผู้หญิงคนนั้นแม้แต่ปลายเล็บ ผลลัพธ์จะไม่ใช่แค่ถูกต่อว่าแน่นอน แต่อาจเป็นความตายเลยทีเดียว
เว่ยฉิงซวงเม้มริมฝีปากแน่น กัดฟันกลืนความแค้นทั้งหมดลงคอ แม้อยากฉีกหน้าผู้หญิงตรงหน้าให้สาสมเพียงใด ก็จำต้องฝืนสะกดอารมณ์ ยอมปล่อยให้เพ่ยหรงอวี้ตบตีต่อไปอย่างไม่เต็มใจ เพราะเธอรู้ดีว่า เวลานี้คนที่น่ากลัวที่สุดในห้อง ไม่ใช่เพ่ยหรงอวี้ แต่เป็นลู่จิ่นเฉิงต่างหาก
แต่ยังไม่ทันที่ฝ่ามือของเพ่ยหรงอวี้จะฟาดลงบนใบหน้าอีกฝ่ายซ้ำ ร่างสูงของลู่จิ่นเฉิงก็เข้ามาขวางไว้เสียก่อน
หมับ!
มือใหญ่คว้าข้อมือภรรยาเอาไว้แน่นจนเธอไม่อาจขยับได้ แรงบีบของเขาหนักแน่นแต่ระมัดระวัง ไม่ใช่เพราะกลัวเว่ยฉิงซวงจะเจ็บ หากแต่ไม่อยากให้มือของภรรยาต้องเปื้อนด้วยการตบตีผู้หญิงเช่นนี้ ผู้หญิงแพศยาอย่างเว่ยฉิงซวง ไม่คู่ควรสักนิดเดียว
"หยุดนะหรงอวี้!"
น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวราวกับออกคำสั่ง สีหน้าตึงเครียดจนเห็นเส้นเลือดข้างขมับเต้นชัดเจน พูดจบก็กัดกรามแน่นเหมือนกำลังฝืนอดทนกับบางสิ่ง
ทั้งที่ความจริงลู่จิ่นเฉิงไม่ได้ตั้งใจดุหญิงสาว เขาแค่พยายามสะกดกลั้นความร้อนรุ่มจากฤทธิ์ยาที่เว่ยฉิงซวงผสมในกาแฟให้เขาดื่มไปครู่ก่อนเท่านั้น
พิษยากำลังแล่นพล่านไปทั่วร่าง ลมหายใจของเขาหนักขึ้นทุกวินาที เหงื่อเม็ดโตเริ่มผุดเต็มหน้าผาก นิ้วมือที่จับข้อมือภรรยาสั่นเพียงเล็กน้อย แต่เขาฝืนไม่ให้ใครสังเกตเห็น
เพ่ยหรงอวี้ตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาที่เพิ่งแดงจากการร้องไห้ก่อนหน้าเพราะโมโหยังมีหยาดน้ำตาคลออยู่ แต่ครั้งนี้เป็นน้ำตาแห่งความสุข เพราะลูกน้อยเลือกดิ้นเป็นครั้งแรกในวันที่พ่อของเขาได้รับรู้การมีอยู่ของตัวเอง“ดีจัง...ดีจริง ๆ ที่พี่รอดชีวิตกลับมา”ลู่จิ่นเฉิงเอ่ยแผ่วเบา ความตื้นตันเอ่อท้นจนจุกอยู่ในลำคอ หากวันนั้นเขาไม่รอดกลับมา เขาคงไม่มีวันได้สัมผัสช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิตเช่นนี้“ต่อไปนายต้องระวังตัวกว่านี้นะ”เพ่ยหรงอวี้พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิม มือเรียวลูบหลังมือของเขาเบา ๆ แม้จะยังโกรธกับความดื้อรั้นของเขา แต่ลึก ๆ แล้วสิ่งที่เธอกลัวที่สุด คือการต้องสูญเสียผู้ชายคนนี้ไปจริง ๆ“ได้ พี่รับปาก ว่าแต่ทำไมเธอต้องปิดบังพี่ด้วย นี่คงห้าเดือนแล้วใช่ไหม”ลู่จิ่นเฉิงรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนอดถามสิ่งที่ค้างคาใจไม่ได้ เขาไม่ได้ต่อว่า มีเพียงความสงสัยและเสียดายที่พลาดช่วงเวลาสำคัญของลูกมาตลอดหลายเดือน“ใช่ ห้าเดือน แล้วเป็นไง นายรู้สึกยังไงบ้าง ถูกปิดบังแค่ห้าเดือน นายชอบไหม”เพ่ยหรงอวี้ถามกลับด้วยสายตานิ่งสงบ ไม่ได้ประชดประชัน เพียงอยากให้เขาได้ลองรับรู้ความรู้สึกเดียวกับที่เธอเค
“นาย...นายมันคนบ้า นายมันคนเลว ไอ้ผัวชั่ว ฮึก”เพ่ยหรงอวี้พูดทั้งน้ำตา เสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่สั่นเครือจนแทบขาดห้วง ความเป็นห่วงที่อัดแน่นอยู่ในใจตลอดหลายวันที่ผ่านมา รวมกับฮอร์โมนของคนท้องและความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก ทำให้กำแพงที่เธอพยายามสร้างไว้พังทลายลงในที่สุด แม้เธอจะบอกตัวเองเสมอว่าต้องเข้มแข็ง ในฐานะแพทย์เธอต้องรักษาคนไข้ให้ดีที่สุดก่อน แต่พอเห็นลู่จิ่นเฉิงนั่งอยู่ตรงหน้าในสภาพบาดเจ็บไม่น้อย ความกลัวว่าจะเสียเขาไปก็เอ่อล้นจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่“หรงหรง...เธอร้องไห้?”ลู่จิ่นเฉิงถามอย่างตกใจ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรน เพียงได้ยินเสียงสะอื้นของภรรยา หัวใจของเขาก็เหมือนถูกบีบรัดแน่น ความเจ็บจากบาดแผลทั้งตัวกลับเทียบไม่ได้เลยกับการรู้ว่าคนที่เขารักกำลังร้องไห้เพราะเขา“เออน่ะสิ ทั้งที่ฉันสัญญากับตัวเองแล้วแท้ ๆ ว่าจะไม่ร้องไห้ให้กับผัวเฮงซวยแบบนาย ตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว”เพ่ยหรงอวี้ตอบทั้งน้ำตา พยายามยกมือเช็ดแก้มลวก ๆ แต่ยิ่งเช็ด น้ำตาก็ยิ่งไหลไม่หยุด ความเข้มแข็งที่เธอรักษาไว้ตลอดหลายปี พังลงต่อหน้าผู้ชายคนนี้เพียงคนเดียว คุณหมอสาวก็โผเข้าไปกอดร่างสูงบนเตียงแน่นราวกับ
หวังเซวียเย่ถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ ก่อนพยักหน้ารับช้า ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความจนปัญญา เพราะตั้งแต่ลู่จิ่นเฉิงตื่นขึ้นมาตอนกหโมงครึ่ง แล้วเพ่ยหรงอวี้ยังไม่มาหาเขา โรงพยาบาลทั้งชั้นก็แทบไม่ได้สงบเลย“ไอ้ผัวตัวดี!”เพ่ยหรงอวี้กัดฟันเอ่ยลอดไรฟัน ดวงตาคู่สวยลุกวาวด้วยทั้งความโมโหและความเป็นห่วง คนเจ็บสาหัสที่ควรนอนพักรักษาตัว กลับเลือกสร้างความปั่นป่วนให้คนทั้งโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าตรู่เพราะจะเอาแต่ใจ มันเกินไปแล้วนะ!ดังนั้นพอพูดจบ เท้าในรองเท้าส้นเตี้ยก็ก้าวฉับ ๆ มุ่งตรงไปยังห้องพักวีวีไอพีอย่างรวดเร็ว ความโมโหทำให้เธอลืมไปชั่วขณะเสียด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ได้ห้าเดือน“คุณหมอใจเย็นก่อนครับ”หวังเซวียเย่รีบสาวเท้าตาม พลางเอ่ยร้องห้ามด้วยสีหน้าตื่น ๆ เกรงว่าคุณหมอสาวจะเดินเร็วเกินไปจนเป็นอันตรายต่อตัวเองและลูกในท้อง“ฉันใจเย็นมามากพอแล้วค่ะ เลขาหวัง”เพ่ยหรงอวี้ตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะหยุดฝีเท้า น้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่คนฟังก็รับรู้ได้ทันทีว่า ความอดทนที่คุณหมอเพ่ยสะสมมาตลอดหลายเดือนกำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่ก้าวข้างหน้าผลัวะ!ปัง!เสียงของแข็งกระแทกผนังห้องดังสนั่น จนพยาบาลที่ยืนอยู่หน้า
หลังจากหลับไปหลายชั่วโมง เพ่ยหรงอวี้ก็ตื่นขึ้นตามนาฬิกาชีวิตของตัวเองในเวลาเจ็ดโมงเช้า แม้เมื่อคืนจะเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่ร่างกายของคนเป็นแพทย์ก็ยังคุ้นชินกับการตื่นเช้าเสมอคุณหมอสาวอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนรับประทานอาหารเช้าที่ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมไว้ให้ได้พอประมาณ ขณะกำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!“ใครคะ”เพ่ยหรงอวี้เอ่ยถามผ่านบานประตูด้วยน้ำเสียงสุภาพ พลางวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะข้างโซฟา แล้วเดินไปที่หน้าประตู“ผมหวังเซวียเย่ครับ คุณหมอเพ่ย”เลขาหนุ่มตอบกลับทันทีด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่แฝงความร้อนรนเอาไว้ไม่น้อย ราวกับกำลังรอความช่วยเหลือจากเธอ“อ๋อ...สักครู่นะคะ”เพ่ยหรงอวี้ตอบรับ ก่อนเอื้อมมือไปปลดกลอนประตูแล้วจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เพราะไม่อยากเสียมารยาทกับแขกที่มายืนรออยู่หน้าห้อง ก่อนประตูจะถูกเปิดออกช้า ๆ“มีอะไรคะ”คุณหมอสาวเอ่ยถามทันทีที่เห็นหวังเซวียเย่ยืนอยู่หน้าห้อง สีหน้าของเลขาหนุ่มดูอิดโรยราวกับไม่ได้นอนทั้งคืน ทำให้เธออดแปลกใจไม่ได้“รองประธานลู่น่ะสิครับ พอตื่นมาก็อาละวาด ไม่กินข้าว ไม่กินยา เอ่อ...จริง ๆ ก็อาละวาดตั้งแต่เมื่อคืน
ลู่จิ่นเฉิงสวนกลับทันควัน แม้ดวงตาจะมองไม่เห็น แต่ก็ยังพยายามผลักพี่ชายออกด้วยแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่“หยุดดิ้น! เลขาหวัง ไปเรียกพยาบาลมาแทงเข็มน้ำเกลือใหม่!”จั๋วอี้เฉินออกคำสั่งเสียงเฉียบ ขณะใช้ผ้าก๊อซกดห้ามเลือดที่หลังมือคนไข้เอาไว้ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดจนแทบไม่มีเค้าของความเป็นเพื่อนหลงเหลือ มีแต่แพทย์ที่กำลังรับมือกับคนไข้ดื้อเท่านั้น“ครับ”หวังเซวียเย่รับคำทันที ก่อนรีบวิ่งออกจากห้องไปตามพยาบาลอย่างไม่รอช้า“ปล่อยกู!”ลู่จิ่นเฉิงยังคงดิ้นไม่หยุด พยายามสะบัดมือของจั๋วอี้เฉินและลุกลงจากเตียงอีกครั้ง แม้บาดแผลที่สีข้างจะเริ่มปวดจนใบหน้าซีดลงก็ตามเพียะ!ฝ่ามือของลู่เฉินอวี่ฟาดลงบนใบหน้าน้องชายเต็มแรง เสียงดังสนั่นไปทั่วห้อง ความโกรธและความเป็นห่วงที่อัดแน่นอยู่ในอกระเบิดออกมาพร้อมแรงตบครั้งนั้น“มึงจะบ้าหรือไง!”ประธานลู่ตะคอกลั่น ดวงตาคมแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ เขาจ้องหน้าน้องชายเขม็ง ราวกับหวังให้การตบครั้งนี้ดึงสติของอีกฝ่ายกลับมา“...”ลู่จิ่นเฉิงนิ่งค้างไปทันที ใบหน้าหันตามแรงตบ ลมหายใจหอบหนัก ความดื้อดึงเมื่อครู่เหมือนหยุดชะงักลงชั่วขณะ เขานั่งก้มหน้าเงียบ ไม่พูดตอบแม้แต่คำเดียว
หลังอาบน้ำชำระความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เพ่ยหรงอวี้เปลี่ยนเป็นชุดลำลองที่ทางโรงพยาบาลเตรียมไว้ ก่อนฝืนรับประทานอาหารรองท้องไปได้เพียงไม่กี่คำ เพราะความอ่อนเพลียมีมากกว่าความหิวแต่คุณหมอสาวก็เตือนให้ตนต้องกินเพื่อเจ้าตัวน้อยทันทีที่เอนกายลงบนเตียงนอนนุ่มในห้องพักพิเศษ เปลือกตาของคุณหมอสาวก็หนักอึ้งจนแทบลืมไม่ขึ้นเพียงดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงอกและหลับตาลง ลมหายใจก็ค่อย ๆ สม่ำเสมอ ร่างกายที่กรำงานมาตลอดทั้งเจ้าจนถึงบ่ายและยังต้องอีกสามชั่วโมงพาเธอดำดิ่งสู่ห้วงนิทราในเวลาไม่กี่อึดใจสำหรับแพทย์อย่างเพ่ยหรงอวี้ ไม่ว่าจะเป็นห้องเวร เก้าอี้ในห้องพักแพทย์ หรือเตียงผู้ป่วยญาติ หากมีเวลาให้พักเพียงไม่กี่นาที ร่างกายก็สามารถหลับได้ทันที วันนี้ก็ไม่ต่างกัน แม้เตียงห้องพักพิเศษจะนุ่มสบายกว่าที่เธอคุ้นเคย แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดหลายเดือน โดยเฉพาะหลังตั้งครรภ์ ทำให้เธอหลับสนิทแทบจะในทันทีแน่นอนว่า หลังจากเพ่ยหรงอวี้มาถึงโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ลู่จิ่นเฉิงก็ทราบข่าวทันทีว่าภรรยาของเขาเดินทางถึงปักกิ่งแล้ว และกำลังพักผ่อนอยู่ภายในโรงพยาบาลแห่งนี้คนที่เป็นฝ่ายนำข่าวมาบอกไม่ใช่ใครอื่น แต







