LOGIN“แล้วนั่นใครล่ะ” พยักพเยิดหน้าไปยังด้านหลัง
“นี่คุณธีรณัฐค่ะ เป็นเจ้านายฟาเอง” เธอยิ้มไม่เต็มปาก อีกทั้งใบหน้ากลมนั้นก็ขึ้นสีเรื่อ ผู้เป็นแม่หรี่ตาลงอย่างรู้ทัน
“สวัสดีค่ะ มาส่งยัยฟาเหรอคะ”
“ครับ ผมเลยถือโอกาสมาชิมหมึกย่างด้วย หวังว่าผมไม่รบกวนเกินไปนะครับ” เขาว่าพร้อมกับเหลือบมองหน้าลูกค้าที่ต่อแถวยาวเยียด
“ได้ ๆ ไม่มีปัญหา แต่รอหน่อยนะคะ”
เขาพยักหน้ารับเล็กน้อย แล้วร่นถอยไปยืนดูอยู่ไม่ไกล และก็เห็นว่ามันเป็นจริงอย่างที่ฟาริดาบอก ว่าร้านของแม่เธอมีคนมาต่อคิวซื้อยาว
หลังจากนั้นไม่นานคนตัวกลมที่เขากำลังยืนดูอยู่ก็เดินถือถุงที่มีถ้วยกระดาษมาให้ เขารับมาถือไว้แล้วก็ยืนกินตรงนั้นมันเสียเลย
“อร่อยไหมคะ”
“อืม อร่อยเหมือนที่คุณบอกจริง ๆ ด้วย” ตอบทั้งที่ปากยังเคี้ยวอยู่
เพียงพริบตาเดียวหมึกย่างในถ้วยก็หมดลงอย่างรวดเร็ว เธอเชื่อแล้วว่าเขาชอบกินหมึกย่างอย่างที่บอกจริง ๆ
ธีรณัฐยืนอยู่ไม่นานก็ขอตัวกลับ เพราะไม่อยากรบกวนเวลาของฟาริศาที่จะต้องช่วยแม่ขายของ
“ผมคงต้องกลับก่อน ขอบคุณสำหรับหมึกย่างนะครับ” เขายิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นเรียบง่ายแต่กลับทำให้หัวใจหญิงสาวกระตุกเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรค่ะ ท่านประธานขับรถกลับดี ๆ นะคะ”
เขาพยักหน้ารับ พอเธอจะเดินกลับไปที่ร้านธีรณัฐจึงเรียกเอาไว้ใหม่อีกรอบ
“คะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“คุณช่วยเรียกผมว่าคุณแทนคำว่าเรียกว่าท่านประธานได้ไหม ผมไม่ชอบคำนี้สักเท่าไร มันเหมือนแบ่งชนชั้นยังไงไม่รู้”
“ค่ะ” เธอตอบรับสั้น ๆ
คราวนี้เขายิ้มที่มุมปากทว่าเกือบมองแทบไม่ทัน ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป แต่เดินผ่านไปแค่สามร้านเท่านั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“ธีคะ”
เสียงเรียกนั้นทำให้เขาชะงัก แล้วจึงหันไปมองต้นเสียงที่เดินตรงเข้ามา หญิงสาวผมยาว ใบหน้ารูปไข่ ตาโต แต่งตัวดีในชุดเดรสผ้าลูกไม้สีอ่อน มือถือกระเป๋าแบรนด์เนมห้อยที่ข้อมือ
“ณลิน” เขาครางชื่อนั้นในลำคอ
“บังเอิญจังเลยนะคะ ที่ได้มาเจอคุณที่นี่...” เธอพูดด้วยรอยยิ้ม
ปกติแล้วธีรณัฐไม่ค่อยมาเดินเล่นตลาดนัดกลางคืนแบบนี้ แล้วเธอก็เหลือบมองร้านหมึกย่างที่เขาเพิ่งเดินออกมาเมื่อครู่ ก่อนจะขยับเท้าเข้าไปยืนใกล้ ๆ
ชายหนุ่มเก็บความรู้สึกตัวเองเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรีบเฉย
“อืม ผมมาซื้อของนิดหน่อยน่ะ”
ณลินยิ้มมุมปาก แล้วหลุบตามองพื้น “เราก็มาคนเดียว มาเดินเล่นน่ะ”
พูดจบเธอก็เงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง “ธีสนใจเดินเล่นด้วยกันไหม”
ชายหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“คงไม่ได้ ผมกำลังจะกลับพอดีมีทำงานค้างเอาไว้”
หญิงสาวเบะปากเล็กน้อยอย่างคนที่อดเสียดายไม่ได้ แล้วลดเสียงลงราวกับพูดกับตัวเองมากกว่าคนตรงหน้า
“งั้นลินคงต้องไปเดินคนเดียว ... อีกแล้วสินะ”
ธีรณัฐถอนหายใจเบา ๆ เขาไม่ชอบการถูกกดดัน แต่ก็ไม่ใช่คนใจร้าย ก่อนจะเหลือบมองหญิงสาวตรงหน้า พลางเอ่ยถามขึ้นเสียงราบเรียบ
“แล้วศราวินไปไหน? ทำไมไม่ด้วยกัน”
คำถามนั้นทำให้สีหน้าของณลิน สลดลงทันที แววตาเศร้านั้นฉายชัดขึ้นราวกับเธอกำลังพยายามกลืนบางอย่างลงคอ
“อย่าพูดถึงเขาได้ไหม”
ธีรณัฐรู้ได้ทันทีว่าทั้งคู่คงมีปัญหากันอีกเหมือนเคย จึงไม่ได้ถามซ้ำแค่พยักหน้ารับเงียบ ๆ ก่อนจะเปลี่ยนใจไปเดินเล่นเป็นเพื่อนเธอ
ในขณะที่เดียวกันฟาริศาที่กำลังง่วนอยู่กับการหยิบของใส่ถุงให้ลูกค้า จังหวะเงยหน้ามองลูกค้า สายตาเธอเหลือบไปเห็นร่างสูงคุ้นตาเดินผ่านไปอีกทาง โดยมีผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอไม่รู้จักเดินเคียงข้างกัน
เธอคนนั้นดูสวย สูง ผอมเพรียว และแต่งตัวดูดี แตกต่างจากเธอโดยสิ้นเชิง แม้จะไม่ได้เดินใกล้ชิดกันจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้ห่างพอจนเรียกว่าห่างเหินได้
‘ใครกัน...’
ฟาริศามองตามทั้งสองจนลับตา และคิดไปเองต่าง ๆ นานา จนไม่ได้ยินเสียงเรียกของผู้เป็นมารดา จนกระทั่งมือเหี่ยวเอื้อมมาสะกิดไหล่
“ยัยฟา”
“คะ ... คะแม่?”
“เหม่ออะไร รีบเอาของใส่ถุงให้ลูกค้าสิ”
“ค่ะ ๆ”
เธอรีบขานรับ พร้อมกับสะบัดหัวไล่ความคิด พอหันไปมองลูกค้าแล้วก็หุบยิ้มแทบไม่ทัน เพราะหน้าที่บอกบุญไม่รับ ทำให้รู้ได้ว่าลูกค้ากำลังไม่พอใจ
เวลาเพียงแค่สองชั่วโมงหมึกย่างที่เตรียมมาหลายร้อยไม้ก็หมดลง บางคนที่มาเข้าแถวรอไม่ได้กินก็มี แม้ว่าจะเพิ่มปริมาตรแล้วแต่มันก็ยังไม่พออยู่ดี
“วันนี้ลุงนัยถามหาแกกับน้องด้วยนะ”
ขณะเข็นรถกลับบ้าน อินตานึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้จึงบอกกับลูกสาว เพราะเห็นว่าทั้งคู่สนิทกัน
“ลุงนัยมาเหรอแม่ เสียดายจังไม่ได้เจอตั้งหลายวัน”
“กลับไปก่อนแกมาไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำมั่ง”
“หือ เสียดายอ่า ฟามีเรื่องจะเล่าให้ลุงเขาฟังเยอะแยะเลยนะ”
หญิงสาวทำหน้าเสียดาย จนผู้เป็นแม่อดที่จะยกมือขึ้นมาโยกหัวไม่ได้ หากสามีเธออยู่ลูกสาวคงมีเรื่องคุยจ้อเยอะแยะไปหมด
“วันนี้งานยุ่งอีกแล้วล่ะสิ”
“ก็นิดหน่อยค่ะ เออ ... แม่จะว่าอะไรไหมหากท่านประธานจะขอมาทานฝีมือผัดกระเพาะของแม่ พอดีว่าฟาไปโม้ไว้เยอะว่าแม่ทำกะเพราอร่อยที่สุดแล้วตั้งแต่กินมา”
อินตาย่นคิ้วเขาหากัน ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไปพูดแบบนั้น ฟาริศาจึงเล่าเรื่องงานที่ตัวเองรับผิดชอบให้ฟัง
“ถ้าเป็นเรื่องงานแม่ไม่ถือหรอก มาเถอะ แต่เขากินได้แน่นะ”
“ฟาลองโยนหินถามทางดูแล้วค่ะ เขาบอกว่าไม่เคยถือ”
หญิงสาวพูดออกมาด้วยใบหน้าสดใส และยิ้มกว้างทุกครั้ง จนอินตาหรี่ตามองแล้วเอ่ยในสิ่งที่ตัวเองสงสัย
“ผู้ชายคนนี้หรือเปล่า?”
“แม่หมายถึงอะไรอ่า ฟาไม่เข้าใจ”
“คนที่ลูกเคยบอกว่าเป็นเหมือนแรงบันดาลใจ และต้นแบบในการทำงาน แล้วถ้าให้แม่เดาก็คงเป็นคนที่ลูกชอบด้วยใช่ไหม...”
หญิงสาวอึ้งไปครู่ใหญ่ “แม่รู้ด้วยเหรอคะ”
“แกเป็นลูกสาวแม่นะ ทำไมจะไม่รู้คลอดออกมาเองกับท้อง อีกอย่างเวลาที่ลูกพูดถึงเขา รู้ตัวหรือเปล่าว่าดวงตาเป็นประกายแค่ไหน”
“ฟาก็แค่ชอบค่ะ แล้วก็มันคงไม่มีทางเป็นจริงได้”
ว่าพร้อมกับยิ้มขืนออกมา แล้วก็หันกลับไปตั้งใจเข็นรถกลับบ้านต่อ
เธอกับเขาต่างกันราวฟ้ากับเหว แค่ได้เห็นเขาใกล้ ๆ มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว...
เสียงเจื้อยแจ้วเล็ก ๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างป้อม ๆ ในชุดนักเรียนอนุบาลสีฟ้าสดใสวิ่งลงมาจากชั้นบนตัวบ้าน ‘น้องพราว’ หรือเด็กหญิงพราวรศา อัศวเมธากุล ในวัยสี่ขวบเต็มกำลังตื่นเต้นกับวันแรกของการไปโรงเรียนอย่างสุดขีด กระเป๋าเป้ลายเจ้าหญิงเงือกน้อยแทบจะใหญ่กว่าแผ่นหลังเล็กๆ แต่เจ้าตัวก็ยังสะพายมันอย่างกระฉับกระเฉงไม่มีท่าทีว่าหนักเลยสักนิด“คุณพ่อขา คุณแม่ขา หนูพราวพร้อมแล้วค่ะ”ฟาริศาที่กำลังจัดเตรียมอาหารเช้าอยู่บนโต๊ะหันมายิ้มให้ลูกสาวด้วยความเอ็นดู “รอทานข้าวก่อนสิคะลูก เดี๋ยวคุณแม่ป้อนนะ”“ไม่เอาค่ะ พราวโตแล้ว ทานเองได้ค่ะ”เด็กหญิงตอบอย่างฉะฉาน ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งอย่างแข็งขันภาพนั้นทำให้ฟาริศาทั้งขำทั้งภูมิใจในความรักอิสระของลูกสาว แต่สำหรับใครอีกคน มันคือภาพที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจธีรณัฐเดินลงมาจากบันไดด้วยท่าทางราวกับคนป่วยที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน เขาอยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย แต่แววตากลับหม่นหมองอิดโรยราวกับคนไม่ได้หลับได้นอนเขาทรุดตัวลงนั่งข้างลูกสาว มองแก้มยุ้ยที่กำลังเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“เป็นอะไรของคุณแต่เช้าคะ” ฟาริศาถามสามีพลางเลิกคิ้ว เธอ
เวลาล่วงเลยไปจนฟาริศาอุ้มท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที การเดินเหินเริ่มอุ้ยอ้ายไปบ้างตามประสา แต่เธอก็ยังคงมีความสุขกับการได้มาทำงานและอยู่ใกล้ ๆ สามี แม้ว่าธีรณัฐจะลดปริมาณงานของเธอลงจนแทบไม่ต้องทำอะไรแล้วก็ตามวันนี้ทำเอาฟาริศาถึงกับขมวดคิ้วเมื่อคุณนักรบเข้ามาบอกว่ารายการทอล์คโชว์ชื่อดังติดต่อมายังบริษัทเพื่อขอสัมภาษณ์เธอกับเขาในฐานะคู่รักที่มีเรื่องราวเป็นที่สนใจของสังคม ธีรณัฐผู้ซึ่งไม่เคยออกสื่อในเรื่องส่วนตัวกลับตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล“คุณธีจะดีเหรอคะ ฟา... เอ่อ ... ตอนนี้ฟาไม่สวยเลยนะคะ อ้วนก็อ้วน ตัวก็บวม"ฟาริศาบอกอย่างไม่มั่นใจ ขณะลูบท้องกลมโตของตัวเองหน้ากระจก ธีรณัฐเดินเข้ามากอดเธอจากด้านหลัง วางคางเกยบนไหล่แล้วมองภาพของพวกเขาสะท้อนในกระจก"ใครว่าไม่สวย สำหรับผม คุณสวยที่สุดเสมอ สวยกว่าผู้หญิงบางคนที่ผมเคยเจออีกนะ แต่ไม่ใช่หน้าตา แต่เป็นตรงนี้" เขาทาบมือไปยังหน้าอก“ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ว่าผู้หญิงที่ผมรัก และกำลังจะเป็นแม่ของลูกเป็นใคร ผมอยากจะเปิดตัวคุณอย่างเป็นทางการสักขี ไม่ต้องหลบซ่อนเป็นเมียในความลับแบบเมื่อก่อน”คำพูดที่หนักแน่นและแววตาที่เปี่ยมด้วยรักของเขาปัดเป่าความกังวลใ
หนึ่งเดือนผ่านไป...ชีวิตของฟาริศากลับคืนสู่สภาวะปกติ หัวใจที่เคยบอบช้ำกลับได้รับการเยียวยาจนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอยืนกรานที่จะกลับมาทำงานฝ่ายการตลาดเหมือนเดิม แม้ว่าธีรณัฐจะอ้อนวอนขอให้เธอพักผ่อนอยู่บ้านจนกว่าจะคลอด แต่คนดื้อรั้นอย่างเธอก็ไม่ยอมท่าเดียว“คุณธีไม่ต้องห่วงฟานะคะ ฟาสัญญาว่าจะดูตัวเองกับลูกอย่างดีที่สุด แค่นั่งทำงานเอกสารในออฟฟิศ ไม่ได้ใช้แรงอะไรเลย ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ น่าเบื่อจะตาย”เธอบอกกับเขาในเช้าวันแรกของการกลับมาทำงานธีรณัฐที่อยู่ในชุดสูทเต็มยศทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ กับความดื้อของภรรยา เขาโน้มตัวลงจูบหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา“ตามใจครับ แต่ถ้าเหนื่อยหรือว่ารู้สึกไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ต้องโทรหาผมทันทีนะ รู้ไหม”“รับทราบค่ะ ท่านประธาน!” ฟาริศารับคำอย่างแข็งขัน พร้อมกับทำท่าตะเบ๊ะ จนเขาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้บรรยากาศในออฟฟิศวันนี้ดูจะสดใสเป็นพิเศษ ทันทีที่ฟาริศาก้าวเข้ามา สุริยาและแพรพายก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยความดีใจ“น้องฟา! กลับมาแล้วเหรอคะ” แพรพายโผเข้ากอดเธอเบา ๆ อย่างระมัดระวัง “พวกพี่คิดถึงน้องฟาจะแย่แล้วค่ะ”“ใช่ค่ะ ที่นี่ไม่มีคุณน้องแล้วมันเหงา ๆ ยังไง
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ในที่สุดประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นนายแพทย์ในชุดสีกาวน์เดินออกมา ทุกคนต่างลุกพรวดขึ้นไปหาคุณหมอโดยพร้อมเพรียงกัน“หมอคะ สามีของดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ เขาปลอดภัยไปไหม”ฟาริศาเป็นคนแรกที่เอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงของเธอสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำพูดนายแพทย์วัยกลางคนถอดหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่ส่งผลให้หัวใจของทุกคนพองโตขึ้นด้วยความหวัง“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คนไข้ปลอดภัยแล้ว”คำพูดสั้น ๆ นั้นทรงพลังราวกับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจฟาริศาแทบจะทรุดลงกับพื้นหากไม่ได้ธีรนัยช่วยประคองไว้ น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมาทันที แต่มันคือน้ำตาแห่งความโล่งใจ“โชคดีมากที่กระสุนแค่ถากกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ไปเท่านั้น ไม่ได้โดนอวัยวะสำคัญหรือเส้นเลือดใหญ่ ที่คนไข้หมดสติไปน่าจะเกิดจากการเสียเลือด และความอ่อนเพลียสะสมของร่างกายมากกว่าครับ”คุณหมอกวาดสายตามองทุกคน ก่อนจะอธิบายต่อ“ตอนนี้คนไข้ฟื้นแล้วนะครับ หมอทำแผลและให้น้ำเกลือเรียบร้อยแล้ว ผมให้พยาบาลย้ายไปห้องพักฟื้นแล้ว ญาติเข้าไปเยี่ยมได้เลยนะครับ”สิ้นเสียงคุณหมอ ทุกคนต่างหันไปมองฟาริศาเป็นตาเดียวกัน
ธีรณัฐรู้สึกตัวอีกครั้งจากความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วร่าง เขากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงไฟสลัว ๆ ก่อนจะพบว่าตัวเองถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้เหล็กเก่า ๆ ในโกดังร้างที่ไหนสักแห่ง“ตื่นแล้วเหรอ ไอ้ท่านประธาน”เสียงแหบพร่าอันแสนคุ้นคอยดังขึ้นจากมุมมืด ทำให้ธีรณัฐต้องหันไปมอง หัวใจเขากระตุกวูบเมื่อเห็นอัศนียืนแสยะยิ้มอยู่ไม่ไกล“แก!”"ใช่! กูเอง!" อัศนีหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง"เซอร์ไพรส์ของกูถูกใจไหม"มันเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะชูโทรศัพท์มือถือของธีรณัฐขึ้นโชว์ แล้วนิ้วหยาบกร้านก็กดโทรออกไปยังหมายเลขที่เขาเพิ่งโทรออกล่าสุด เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า‘ที่รัก’“แกจะทำอะไร!” ธีรณัฐดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่เชือกที่มัดแน่นหนาเกินไป ความกลัวพุ่งขึ้นสุดขีดอัศนียกโทรศัพท์แนบหู รอไม่นานปลายสายก็กดรับ“ฮาโหล... คุณธีเหรอคะ เป็นยังไงบ้าง คุณกลับมาหรือยัง คุณนักรบบอกว่าคุณออกมาตั้งนานแล้วนี่”น้ำเสียงที่รอดผ่านสายเต็มไปด้วยความห่วงใยดังขึ้น ทำเอาหัวใจธีรณัฐแทบแตกสลาย“เมียมึงเสียงหวานดีนี่ ตรงข้ามกับสารรูปเลย” อัศนีกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเป็นเย็นเยียบ“สวัสดีฟาริศา ยังจำกั
“พ่อรู้นะว่าสิ่งที่เจ้าธีทำกับหนูมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัยได้ง่ายๆ ในฐานะพ่อตาธี ก็อยากจะขอโทษหนูแทนลูกชายของพ่อด้วย”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพ่อ เรื่องมันผ่านไปแล้ว” ฟาริศาตอบเสียงเรียบ พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้“มันยังไม่ผ่านไปหรอกลูก ตราบใดที่หนูยังไม่ยกโทษให้เจ้าธี” ธีรนัยหันมาสบตากับเธอตรงๆ“พ่อขอร้องเถอะนะ ให้โอกาสตาธีมันสักครั้งได้ไหม พ่อเลี้ยงมันมากับมือ ไม่เคยเห็นมันยอมทิ้งทุกอย่างแล้วมาทำตัวลำบากเพื่อใครแบบนี้มาก่อนเลย”ฟาริศานิ่งเงียบไป เธอรู้ว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ธีรณัฐดูแลเธอดีแค่ไหน เขาไม่เคยล่วงเกิน ไม่เคยตอแยให้รำคาญใจ มีแต่สายตาห่วงใยและคอยช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่บาดแผลในใจมันยังคงสดใหม่เกินไปเห็นลูกสะใภ้ยังคงนิ่ง ธีรนัยจึงบอกความจริงอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันออกไป“หนูฟา... ที่พ่อต้องรีบมาวันนี้ จริงๆ แล้วมีอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ตาธีมันดึงดันจะมาเฝ้าหนูอยู่ที่นี่ไม่ยอมห่าง ก็เพราะมันเป็นห่วงความปลอดภัยของหนูกับลูก”คิ้วเรียวสวยของฟาริศาขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความไม่เข้าใจ“ความปลอดภัยเหรอคะ? ที่นี่สงบสุขดีออกค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยสักนิด ผ







