ログインฉันได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้ก่อนจะเดินออกจากบ้านมาขึ้นรถของตัวเอง
ฉันขับรถมาซุปเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ใกล้บ้านเดินเลือกซื้อของเข้าครัวและขนมขบเคี้ยวที่ฉันกับธานินทร์ชอบกินเป็นประจำไปตุนเก็บไว้ ใช้เวลาอยู่ห้างนานพอสมควรเลยค่ะแล้วในจังหวะที่ฉันกำลังเข็นรถไปคิดเงินฉันเห็นนิ่มกำลังเดินยิ้มเข้ามาหาฉัน "ไม่คิดว่าจะเจอรักที่นี่" เป็นโยคแรกที่นิ่มพูดกับฉันทันทีที่เธอเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า "บังเอิญจัง" "นั่นสิ" ฉันครางรับอย่างเห็นด้วยไม่คิดเลยว่าฉันจะบังเอิญเจอเธอที่นี่ทั้งที่คอนโดนิ่มไกลจากที่นี่พอสมควร "แล้วแกซื้อของเสร็จยัง" "เสร็จแล้วกำลังไปคิดเงินน่ะ" "งั้นดีเลย เสร็จจากนี่เราไปกินข้าวกัน" นิ่มไม่รอให้ฉันได้เอ่ยพูดอะไรเข็นรถเข็นที่มีของมากมายตรงไปยังเคาน์เตอร์คิดเงินทันที เมื่อจ่ายเงินเสร็จก็พากันออกมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตเอาของที่ซื้อมาจัดเรียงใส่รถ "แกจะไปกินข้าวร้านไหมอะนิ่ม แกไปรอฉันที่ร้านได้เลยนะเสร็จจากนี่เดี๋ยวฉันตามไป" ฉันหันไปบอกนิ่มที่ยืนรอฉันจัดของใส่รถอยู่ด้วยความเกรงใจ "ร้านภาภัคอะ" "ภาภัคเหรอ" ฉันทำหน้านึกนิดหน่อย "โอเคเดี๋ยวฉันตามไปแกล่วงหน้าไปก่อนเลย" บอกนิ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ "โอเค เดี๋ยวฉันสั่งของที่แกชอบไว้รอ" นิ่มโบกมือบ๊ายบายฉันก่อนที่จะเดินกลับไปที่รถของตัวเองที่จอดอยู่อีกฟากหนึ่ง เมื่อจัดของใส่รถเสร็จฉันก็ขับรถตรงมายังร้านอาหารที่นิ่มบอกไว้ เดินเข้ามาในร้านฉันกวาดสายตามองหานิ่มก่อนจะเห็นเธอนั่งอยู่คนเดียวพร้อมกับอาหารมากมายวางอยู่บนโต๊ะ "สั่งไปเลี้ยงแขกที่ไหนเนี่ย" ฉันเอ่ยแซวอีกคนอย่างไม่จริงจังมากนักเพราะอาหารที่นิ่มสั่งมามันเยอะจนจะล้นโต๊ะอยู่แล้ว "เลี้ยงแกนั่นแหละ" "ฉันกินไม่หมดหรอกนะ" ฉันว่าพลางกลั้วหัวเราะก่อนจะหย่อนก้นนั่งลงตรงเก้าอี้ตรงข้ามกับอีกคน "ไม่เป็นไรฉันอยากเลี้ยงแก" "น่ารัก" ฉันยื่นมือหยิกแก้มเพื่อนรักเบา ๆ อย่างนึกหมั่นเขี้ยว "เอ่อ ว่าแต่นิ่มมาทำอะไรแถวนี้เหรอ แถวนี้มันไกลจากคอนโดนิ่มหนิ" "ฉันมากับแฟนน่ะ ตอนนี้แฟนฉันไปทำธุระอยู่" "อ๋อ" ฉันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนเอามือท้าวคางมองหน้านิ่มแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย "แฟนแกคือใครฉันชักจะอยากรู้แล้วสิเมื่อไหร่แกจะพาเขามาเจอฉัน" "อีกไม่นานหรอกน่าแกได้รู้แน่ว่าแฟนฉันคือใคร ถึงวันนั้นแกอาจจะช็อกจนพูดไม่ออกเลยก็ได้" "หืม" ฉันร้องออกมาด้วยความแปลกใจกับคำพูดของนิ่มเรียวคิ้วขมวดเข้าหากันยุ่งเป็นปมด้วยความสงสัย "ทำไมฉันต้องช็อกด้วยอ่า" "ฉันก็พูดไปเรื่อยไม่มีอะไร" นิ่มไหวไหล่อย่างไม่แยแสก่อนที่เธอจะตักอาหารมาใส่จานของฉัน "เลิกคุยเรื่องของฉันแล้วกินข้าวกันดีกว่าฉันสั่งแต่ของชอบแกทั้งนั้นแกกินเยอะ ๆ นะคงเครียดมากสิท่าแกดูผอมลงไปเยอะเชียว" "อืม" ใช่ผอมลงจริง ๆ จากน้ำหนักห้าสิบกว่าเจอเรื่องของธานินทร์เข้าไปตอนนี้น้ำหนักฉันลดลงเหลือแค่สี่สิบสามเองค่ะ "มันไม่ดีขึ้นเหรอ" ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบ "แล้วแกจะทนอยู่ทำไม" "........" เป็นคำถามที่ฉันเองก็ไม่สามารถจะตอบได้เหมือนกัน ฉันก็ไม่รู้กันว่าทำไมฉันต้องทนทั้งที่ธานินทร์ทำฉันเสียใจซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ทุกวัน "งั้นก็ช่างมัน" ฉันกับนิ่มเราหยุดบทสนทนาของเราไว้แค่นั้นก่อนที่เราทั้งสองจะลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ในจังหวะที่นิ่มยกมือขึ้นทัดผมไปไว้ข้างหูทำให้ฉันเห็นแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอ "แหวนของนิ่มสวยจัง" นิ่มที่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักกับคำพูดของฉัน ก่อนที่เธอจะระบายยิ้มออกมายื่นมือข้างซ้ายมาตรงหน้าฉัน "สวยเหรอแฟนฉันซื้อให้น่ะ" "สวยมาก" "แพงมากด้วย" นิ่มเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจกับราคาของแหวนที่เธอสวมใส่อยู่ "จะมีข่าวดีเร็ว ๆ นี้รึเปล่าน้า" ฉันกระเซ้าเย้าแหย่อย่างไม่จริงจังมากนัก "......." นิ่มไม่ตอบแต่ยิ้มให้ฉันแทน มีแวบหนึ่งที่ฉันเห็นว่าสายตาที่นิ่มใช้มองฉันมันดูแปลกไปแต่แค่แวบเดียวเท่านั้นแววตาของเธอก็กลับมาเป็นปกติฉันเลยคิดว่าตัวเองคงตาฝาดไป นิ่มไม่มีทางมองฉันด้วยสายตาสมเพชเหยียดฉันท์แบบนั้นแน่ "ขอบคุณที่เลี้ยงข้าวรักนะนิ่ม" ก่อนจะแยกกันฉันไม่ลืมที่จะหันไปขอบคุณนิ่มที่เป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวฉันในวันนี้ "ยินดีมาก" "งั้นฉันกลับก่อนนะไว้เจอกัน" "ขับรถดี ๆ " ฉันกับนิ่มร่ำลากันอีกหน่อยก่อนจะแยกย้ายกัน กลับมาถึงบ้านฉันยังเห็นรถของธานินทร์จอดอยู่ซึ่งมันแปลกมาก ๆ เพราะเวลานี้เขาไม่น่าจะอยู่บ้านนะน่าจะอยู่กับสาว ๆ ของเขาที่ไหนสักที่ "ช่วย" ฉันที่กำลังจะยกของที่ซื้อมาลงจากรถก็ต้องชะงักเมื่อธานินทร์เดินมาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ เขาแย่งของจากมือฉันไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้นแล้วหิ้วของเขาบ้านไปทันที "เฮ้อ" ฉันถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วเดินตามอีกคนเข้าบ้านมาบ้าง ปล่อยของที่ซื้อมาให้แม่บ้านจัดการแล้วตัวฉันก็เดินขึ้นห้องมาเปิดประตูห้องเข้าไปก็เจอธานินทร์นอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียงนอนเขาปรายตามองฉันเพียงนิดแต่ไม่พูดอะไร "ไม่คิดว่าจะอยู่บ้าน" "ก็นี่มันบ้านธา" ฉันเงียบเมื่อโดนเขาตอกกลับมาแบบนั้น "รักอยากคุยเรื่องความสัมพันธ์ของเรา" คราวนี้ฉันหันไปเผชิญหน้ากับเขา "ธาจะเอายังไงกับเรื่องของเรา" "ไม่เอาไง" ธานินทร์ตอบกลับทันทีแทบไม่ต้องคิดอะไรไม่ใช่แค่นั้นเขายังไหวไหล่อย่างไม่แยแสให้ฉันอีก "ธาช่วยพูดให้มันเคลียร์ ๆ หน่อยได้ไหมนี่มันสามเดือนแล้วนะธาที่ความสัมพันธ์ของเรามันแย่ลงไปทุกวัน ธาจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้จริง ๆ เหรอ" "รักจะซีเรียสอะไรนักหนาที่เป็นอยู่ตอนนี้มันไม่ดีหรือไงกัน" "กล้าพูดเนอะธา กล้าพูดมาได้ยังไงว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มันดี การที่ธาไปนอนเอากับคนนู้นคนนี้ทั้งที่มีรักอยู่แล้วมันดียังนั้นเหรอ" ฉันเค้นเสียงถามเขาอย่างเหลือซึ่งอีกคนก็แสดงท่าทีหงุดหงิดฉันออกมาอย่างชัดเจน" จะเลิกจะเอาไงยังไงธาก็พูดมาดิ พูดมาให้เคลียร์รักจะได้รู้ว่าตัวเองควรทำยังไงต่อไป" ฉันพูดความรู้สึกของฉันที่มีออกมาด้วยความอัดอั้นแต่ดูเหมือนว่าคำพูดของฉันจะทำให้ธานินทร์เขารำคาญ ธานินทร์ลุกขึ้นนั่งพลางจ้องมองมาทางฉันด้วยความไม่พอใจ "จะเอายังไงก็พูดมา" "จะพล่ามอะไรนักหนาถามหน่อย วันนี้ธาอุตส่าห์อารมณ์ดีแล้วดูรักพูดแต่ละเรื่องแม่งน่าเบื่อว่ะ" "รักต้องการให้เราเคลียร์กันไงธา อยู่กันแบบนี้มันไม่มีความสุขหรอกนะในเมื่อธาไม่ได้รักรักแล้วอะ " "หยุดพูดสักทีเถอะมาพูดเรื่องลงเรื่องเลิกอยู่นั่นถามหน่อยเถอะถ้าเกิดเราเลิกกันขึ้นมาจริง ๆ รักคิดว่ารักจะมีปัญญาดูแลตัวเองเหรอลืมไปแล้วหรือไงกันว่าเงินที่รักใช้อยู่ทุกวันใครเป็นคนหา" ธานินทร์ตวาดใส่ฉันเสียงดังลั่น ซึ่งคำพูดของเขาก็ทำให้ฉันนิ่งลงไปเลยเหมือนกัน ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดออกมาเขาตั้งใจพูดหรือพูดเพราะความโกรธแต่ทว่าฉันที่ได้ฟังใจมันแตกสลายไปแล้ว ผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์กับความสัมพันธ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของฉันกับธานินทร์ เขาก็ใช้ชีวิตของเขาแบบเดิมแบบไม่แคร์ว่าใครจะเป็นยังไง บ้านไม่กลับ โทรหาไม่รับ ไลน์ไปไม่ตอบ ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของฉันกับธานินทร์ดำเนินมาถึงจุดแตกหักแล้วจริง ๆ ฉันที่นั่งปอกผลไม้พร้อมกับดูข่าวบรรเทิงในทีวีไปด้วยอยู่ที่ห้องรับแขกก็ต้องชะงักตัวฉันชาวาบกับข่าวที่ฉายอยู่ตรงหน้า 'หนุ่มนักธุรกิจไฟแรงประกาศลั่นวิวาห์สายฟ้าแลบกับลูกสาวนักการเมืองชื่อดังหลังจากคบหาดูใจกันได้เพียงสองเดือน' ฉันจับใจความประโยคที่นักข่าวรายงายได้แค่นั้นก่อนที่หูของฉันมันจะอื้อไม่รับรู้สิ่งใด ขนาดโดนมีดบาดฉันยังไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด และฉันจะไม่อะไรเลยถ้าคนที่ประกาศแต่งงานกันออกสื่อไม่ใช่สามีของฉันอีกทั้งเจ้าสาวของเขายังเป็นเพื่อนรักของฉันอีก ตอนนี้ฉันไม่รู้เลยว่าระหว่างเลือดกับน้ำตาอะไรมันไหลออกมามากกว่ากันห้าเดือนผ่านไป ห้าเดือนที่กลับมาใช้ชีวิตคู่กับธานินทร์การใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มันดีขึ้นจนไม่น่าเชื่อ ฉันไม่ได้เป็นเมียลับ เมียเก็บของธานินทร์อีกต่อไปเพราะรายนั้นเป็นคนเปิดเผยเองทุกอย่าง ลงรูปฉันกับทีน่าลงเฟซบุ๊ก ลงไอจีทุกวันเลยก็ว่าได้ ธานินทร์ในตอนนี้น่ะคลั่งรักฉันกับลูกมาก เขาเหมือนธานินทร์คนเก่าของฉันเลยตลอดสามปีที่ฉันกับธานินทร์เป็นแฟนกันเขาเป็นแบบนี้มาตลอด คลั่งรักฉัน ดูแล เอาอกเอาใจแต่น่าเสียดายที่เขาดันมาตกม้าตายหลังจากแต่งงานได้ไม่นาน แรก ๆ ที่ธานินทร์เปิดตัวฉันกับลูกชาวโซเชียลพากันมาถล่มเฟซบุ๊ก ไอจีฉันยับเลยค่ะ กระแนะกระแหนฉันด้วยคำพูดหยาบคาย 'บ้างก็บอกตอนจะเลิกกันทำเล่นใหญ่ ตอนนี้เป็นไง อาหารหมารัว ๆ' และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ฉันกังวลมาตลอดแต่ก็พอทำใจยอมรับได้ เพราะตอนจะเลิกกันฉันแฉธานินทร์ไว้มากจริง ๆ สุดท้ายก็กลับมาคืนดีกันไม่แปลกที่คนจะพากันเข้ามากระแนะกระแหนฉัน ธานินท์เขาก็ให้กำลังใจฉันบอกฉันว่าอย่าไปใส่ใจกับคำพูดของคนพวกนั้น ให้โฟกัสแค่ครอบครัวของเราที่วันนี้มีความสุขมากก็พอ นานวันเข้าคนที่เคยเข้ามาด่าก็พากันจางหาย พวกเขาเลิกด่าฉันแล้วหันกลับมา
ในขณะที่ฉันนั่งมองหน้าลูกในตอนที่ลูกกำลังนอนหลับมันทำให้ฉันเผลอนึกถึงคำพูดของลูกวันนี้ คำพูดของเด็กหนึ่งปีทำให้ฉันฉุกคิดอะไรได้มากมาย ฉันยกมือลูบศีรษะทีน่าอย่างแผ่วพลางคิดอะไรบางอย่างไปด้วยก่อนที่น้ำตาของฉันจะไหลลงมาเมื่อคิดได้ว่าตัวเองเป็นแม่ที่แย่แค่ไหน ฉันเอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นหลัก ให้คนอื่นทำตามในสิ่งที่ฉันต้องการ คิดว่ายังไงฉันก็เลี้ยงลูกได้มีกันแค่สองคนแม่ลูกก็ไม่เห็นเป็นไร ชีวิตฉันไม่จำเป็นต้องมีธานินทร์ก็ได้ ลูกไม่จำเป็นต้องมีธานินทร์ก็ได้ แต่ทว่าความจริงมันสวนทางกับความคิดฉันทั้งหมด ลูกมีแค่ฉันไม่ได้ทีน่าเธอต้องการพ่อเธอ ฉันกับลูกอยู่ด้วยกันสองคนไม่ได้เพราะทีน่าอยากให้พ่อของเธออยู่ด้วย มันเป็นเพราะทิฐิในใจของฉัน เป็นเพราะความกลัวที่ฉันมีต่อธานินท์จึงทำให้ฉันเผลอคิดแทนลูกทุกอย่างมารู้ตัวอีกทีความคิดของฉันก็ทำร้ายลูกไปแล้ว "แม่ขอโทษนะทีน่า" ฉันขอโทษลูกทั้งน้ำตาพลางร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ในขณะที่ฉันนั่งร้องไห้กับการกระทำของตัวเองอยู่จู่ ๆ ก็มีมือวางบนศีรษะของฉันเมื่อฉันเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าพ่อยืนยิ้มให้ฉันอยู่ "คิดมากเรื่องที่ทีน่าพูดวันนี้เหรอลูก" ฉันพยักหน้าร
ฉันปล่อยให้ธานินทร์นอนหลับโดยที่ฉันนั่งเฝ้าเขาเงียบ ๆ ไม่ห่างไปไหนเฝ้ามองดวงหน้าซีดเผือดของเขาด้วยความรู้สึกหลากหลายก่อนจะเอื้อมมือบางแตะสัมผัสลูบไล้ใบหน้าหล่อเหลาของธานินทร์เบา ๆ ไว้พรุ่งนี้เขาตื่นมาฉันจะถามเขาให้แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ทำไมเขาถึงได้ตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองผล็อยหลับไปตอนไหนรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีมือของใครบางคนกำลังลูบศีรษะฉันอยู่ "อือ" ฉันส่งเสียงครางอื้ออึงพลางขยับตัว "ตื่นแล้วเหรอ" ตามด้วยเสียงของธานินทร์ที่เอ่ยถามฉันโดยที่มือของเขาได้ผละออกไปจากศีรษะฉันเรียบร้อย เมื่อเห็นฉันมองธานินทร์ก็ยิ้มบาง ๆ ให้ "เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บตรงไหนไหม" ฉันมองธานินทร์อย่างพินิจพิจารณาสีหน้าของเขาในตอนนี้ดูดีกว่าเมื่อวานที่เจอกันมาก "ไม่ ธาไม่ได้เป็นอะไรแล้ว" "อือ" ฉันขานรับแต่ตายังมองเขาอยู่ "แล้วไปทำอีท่าไหนถึงได้ตกอยู่ในสภาพแบบนี้หมอบอกรักว่าภายในของธาบอบช้ำเหมือนร่างกายกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างธาไปโดนอะไรมาเหรอ" ฉันถามพลางจ้องตาธานินทร์นิ่งอย่างต้องการคำตอบ "เมื่อวานธาขับรถเร็วไปหน่อยน่ะกะจะมาให้ทันเป่าเค้กทีน่า ระหว่างขับรถมาฝนต
อยู่โรงพยาบาลสามวันก็กลับบ้านได้ พ่อกับแม่ธานินทร์กลับไปก่อนแล้วเพราะต้องกลับไปทำงาน ส่วนธานินทร์ยังอยู่กับฉัน เขาช่วยฉันดูแลลูกทุกอย่างตั้งแต่เช็ดเยี่ยวเช็ดขี้ลูก ซักผ้าลูกซักผ้าฉัน กลางคืนเราก็นอนอยู่ด้วยกันธานินทร์นอนล่างเตียงส่วนฉันกับลูกนอนบนเตียง กลางคืนลูกตื่นมาร้องไห้ก็เป็นธานินทร์ที่ลุกขึ้นมาดู เขาทำหน้าที่พ่อได้สมบูรณ์แบบมากจนฉันไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยเหมือนกัน ธานินทร์อยู่ช่วยฉันเลี้ยงลูกหนึ่งเดือนเต็ม ๆ เขาก็ต้องกลับไปทำงานเพราะงานที่บริษัทตอนนี้ก็ยุ่งมาก งานล้นมือเลยด้วยซ้ำแต่ดีที่เพื่อน ๆ ของเขาช่วยเข้ามาดูแลเลยทำให้ธานินทร์อยู่กับฉันและลูกได้นานเป็นเดือน หนึ่งเดือนเต็มที่กลับมาอยู่ด้วยกันธานินทร์ไม่เคยปริปากพูดกับฉันเรื่องที่จะให้ฉันกลับไปอยู่กับเขาอีกเลย ฉันเองก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่คุยกันที่โรงพยาบาล เราสองคนต่างทำเหมือนปล่อยผ่าน ไม่พูดถึง ไม่นึกถึง เหมือนต่างคนต่างโฟกัสแค่ลูกเท่านั้น ตั้งแต่ธานินทร์กลับไปฉันก้าวสู่โหมดแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเต็มตัว เป็นอะไรที่เหนื่อยมาก ๆ การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ นะคะ ตอนนี้ฉันเลี้ยงลูกคนเดียวไม
#อ้อมรัก ฉันยืนมองรถของธานินทร์ที่ขับออกไปจนสุดสายตาก่อนจะหันหลังเดินเข้าบ้านในเวลาต่อมา พ่อยืนกอดอกมองฉันก่อนจะอ้าแขนออกกว้างเห็นดังนั้นฉันเลยเดินเข้าไปสวมกอดพ่อแน่น "ไม่เป็นไรนะ" พ่อพูดพลางลูบศีรษะฉันอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เสียงโทรศัพท์ของฉันจะแผดเสียงร้องดังขึ้นมาเป็นพี่อุ่นรักที่คอลมาหา ฉันรีบกดรับสายเธอทันที "เซอร์ไพรส์" คนในสายตะโกนพร้อมชูมือให้ฉันกับพ่อดูแหวนที่สวมอยู่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอ "คอสขอหนูแต่งงานค่ะพ่อ" เธอบอกพ่อด้วยใบหน้าที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข "ไอ้คอสดูลงทุนจังเนาะ ยอมหายไปเป็นเดือนให้ลูกพ่อถ่อสังขารไปหา" พ่อว่าให้คอสที่ยืนยิ้มด้านหลังพี่สาวของฉัน "ก็เงินผมหมดไงครับพ่อตา" "รวยล้นฟ้าทำพูด" พ่อฉันกระแนะกระแหนคอส จากนั้นฉันพ่อและพี่อุ่นรักก็คุยกันอีกพักใหญ่ ก่อนที่พี่อุ่นรักจะเป็นคนขอตัววางสายเพราะถึงเวลาที่พ่อแม่คอสนัดข้าวแล้ว พี่อุ่นรักเล่าให้ฟังว่าที่คอสหาย เขาแค่เตรียมเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานพี่อุ่นรักไว้แล้วแกล้งทำเป็นโกรธ ทำเป็นไม่พอใจ ทำเป็นหายไปให้พี่อุ่นรักกระวนกระวายใจแล้วบินไปหาเขาในที่สุดและเหตุผลที่คอสลงทุนขนาดนั้นก็แค่อยากจะขอพี่อุ่นรักแต
#ธานินทร์ ย้อนกลับไปเมื่อคืน พ่อตาโทรมาหาผมวานให้ผมช่วยพารักไปหาหมอเนื่องจากหมอนัดแล้วพ่อตาไม่ว่างพาไป อุ่นรักก็ไปตามไอ้คอสที่หายเข้ากลีบเมฆไปเป็นเดือน ท่านจึงโทรมาหาผม ผมตอบรับทันทีอย่างไม่ต้องคิดอะไรเลยครับวางสายจากพ่อตาผมก็โทรไปหาเพื่อนวานให้มันเข้ามาช่วยดูงานที่บริษัทให้อีกที ผมมองนาฬิกาตอนนี้มันสองทุ่มกว่า ๆ เห็นดังนั้นผมเลิกทำงานหยิบโทรศัพท์มาตั้งนาฬิกาปลุกแล้วกลับห้องมานอนทันที เวลาตีสามเสียงนาฬิกาปลุกที่ผมตั้งก็ดังแจ้งเตือนขึ้นมา ผมเอื้อมมือปิดก่อนจะลุกอย่างไม่อิดออด อาบน้ำอาบท่าก่อนจะเดินทางไปบ้านของรัก จากบ้านผมไปบ้านรักใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ครับทำให้ผมต้องออกเดินทางเวลานี้จะได้ไปถึงบ้านเธอก่อนเก้าโมงทันเวลาที่หมอนัดเธอพอดี ผมไม่ได้เจอหน้ารักมาสองเดือนกว่า ๆ แล้วครับก็ตั้งแต่วันนั้นที่เธอไล่ให้ผมกลับไปทำงาน ผมก็กลับมาตามคำสั่งของเธอทำงานงก ๆ แทบไม่พักเนื่องจากพ่อกำลังจะเลื่อนตำแหน่งให้ผมหลังจากที่ผมเข้ามาช่วยงานที่บริษัทหลายปี และตอนนี้ที่ผมกำลังจะเป็นพ่อคนพ่อเลยอยากยกตำแหน่งที่มั่นคงที่ท่านดำรงอยู่ให้ผมแทน แต่การที่จะขึ้นเป็นประทานบริษัทมันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย







