LOGINบทที่9 จัดการ
หลังจากพาพลับกลับถึงคอนโด เมฆให้เธอขึ้นไปพัก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกหาคิง…ลูกน้องคนสนิทที่เขาไว้ใจที่สุด เสียงปลายสายรับสายด้วยความเคารพ “ครับนาย” “เตรียมทีม” เสียงเมฆนิ่ง เย็น “คืนนี้เราจะปิดบ่อนของเฮียซ้ง” คิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบรับทันที “ครับ…จะให้วางแผนบุกเลยไหมครับ?” “ไม่ใช่แค่บุก” เมฆเน้น “ฉันจะล้างมันให้สิ้นซาก — เอกสารบัญชี ทรัพย์สิน เงินผิดกฎหมาย รูปภาพทุกอย่างที่เกี่ยวกับการค้าผู้หญิง เอามาหมด” เมฆหรี่ตามองไปที่ตึกไกลลิบนอกหน้าต่าง น้ำเสียงเย็นจัด “แล้วให้คนปลอมตัวเข้าไป…อัดคลิปหลักฐานตอนมันบีบบังคับเด็กกับผู้หญิง” “หลังจากนั้น ส่งให้ตำรวจ สน.ทุกเขต และสื่อท้องถิ่นพร้อมกัน” คิงเงียบไปอึดใจ ก่อนจะถามเสียงต่ำ “จะเล่นถึงตำรวจเลยเหรอครับ?” “ใช่” เมฆตอบทันควัน “คราวนี้ฉันจะไม่แค่ขู่ ฉันจะทำให้มัน หาย ไปจากวงการ…” เวลาสี่ทุ่ม ที่หน้าบ่อนเถื่อนของเฮียซ้ง ย่านซอยลึกกลางเมือง ชายชุดดำหลายคน เดินลงจากรถตู้โดยไม่มีเสียง พร้อมกล้องบอดี้แคมและสายตาเย็นเฉียบ คิงยืนอยู่ตรงกลาง พร้อมแผนรัดกุม “ไม่ต้องใช้กำลังเกินเหตุ พอได้หลักฐานปุ๊บ รีบส่งแล้วเผ่น” ขณะเดียวกัน ภายในบ่อน เฮียซ้งกำลังหัวเราะร่ากับลูกค้า ไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า โลกของเขากำลังพังลง รุ่งเช้า ข่าว “จับบ่อนการพนันและเครือข่ายค้าประเวณีเถื่อน” กระฉ่อนทั้งโซเชียล ภาพเฮียซ้งถูกจับ เสียงเจ้าหน้าที่แถลงหลักฐาน ชื่อบ่อนพร้อมภาพสาวๆ ที่เคยถูกบังคับหลุดออกมา แต่ไม่มีใครรู้…ว่าเบื้องหลัง คือ "เมฆ หัวหน้าแก๊งเมฆา" เช้าต่อมาตั้งแต่ขยับตัว เมฆลืมตาตื่นมือควานหาโทรศัพท์ เขากดโทรออกทันที แต่เสียงปลายสาย...ดังแล้วถูกตัด ดังแล้วก็ไม่มีใครรับ เมฆขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อยๆ โทรซ้ำอีกครั้ง…อีกครั้ง…อีกครั้ง ไม่มีคนรับ! เขาเริ่มเดินวนไปมาอย่างคนหงุดหงิด สบถเบาๆ “หายไปไหนแต่เช้า…ไม่รับโทรศัพท์ ทำไม” มือข้างหนึ่งกำมือถือแน่น อีกข้างเท้าเอว สายตาขุ่นเคืองเต็มที่ ที่ด้านนอก พลับกำลังนั่งตรงข้ามฝ่ายบุคคลของบริษัทโฆษณาขนาดกลาง อยู่ในช่วงสัมภาษณ์รอบสอง มือถือเธอสั่นไม่หยุด เธอแอบเหลือบมองหน้าจอ — “พี่เมฆ” โทรมาเกิน 10 สายแล้ว เธอกัดปากแน่น ตัดสินใจ "ปิดเสียง" และตั้งใจตอบคำถามให้จบ ก่อนจะรีบขอตัวออกมา พอสัมภาษณ์เสร็จ เธอรีบโทรกลับทันที เสียงปลายสายรับแบบ “ไม่ทันให้กดติด” ตามมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดจัดของเมฆ “เธออยู่ไหน! หายไปไหนทั้งเช้า!” “พี่โทรกี่สายแล้วรู้ตัวไหม!” พลับสะดุ้ง พยายามอธิบายเสียงอ่อน “ขอโทษค่ะ หนูไปสัมภาษณ์งาน…ก็เลยปิดเสียงไว้ ไม่ได้ยิน…” “สัมภาษณ์ที่ไหน!” “บริษัทโฆษณาแถวสุขุมวิทค่ะ…” ยังพูดไม่ทันจบ เมฆก็พูดสวนมาเสียงต่ำแต่เครียด “อยู่ตรงนั้น เดี๋ยวฉันไปหาเอง!” “จะมาอะไรตอนนี้คะพี่! หนูกลับเองได้นะคะ—” “ไม่ต้องกลับเอง อยู่ตรงนั้น!” ติ๊ด! วางสายเฉียบ สิบห้านาทีต่อมา รถสปอร์ตหรูแล่นมาจอดหน้าตึกสำนักงาน พลับยืนรออยู่ริมฟุตบาทด้วยสีหน้ากึ่งงงกึ่งประหม่า ประตูรถเปิดออก ชายหนุ่มในสูทสีดำสนิท ก้าวลงมา ใบหน้าหล่อจัด หงุดหงิดชัดเจน ดวงตาคมเข้มจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า “ทีหลังจะไปไหน โทรบอกก่อน” พลับยืนมองเขา แล้วพูดเสียงเบา “พี่ไม่ใช่พ่อหนูสักหน่อย…” เมฆขมวดคิ้ว “แต่ฉันเป็นคนที่เป็นห่วงเธอมาก” เงียบไปสองวินาที …ก่อนที่เขาจะพูดเสียงอ่อนลงนิด “ไปขึ้นรถ เดี๋ยวจะพาไปกินข้าว” เมฆเปิดประตูให้พลับ หญิงสาวสวยในชุดเรียบร้อยก้าวขึ้นรถช้าๆ ก่อนจะนั่งนิ่งๆ ข้างเขา ไม่พูดอะไร เขาออกรถอย่างเงียบๆ ในรถมีเพียงเสียงแอร์เย็นๆ กับบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างคนสองคนที่มีเรื่องค้างคาใจ เมฆขับไปสักพัก หันมามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “หิวหรือยัง เดี๋ยวพาไปกินข้าว” พลับตอบเรียบๆ “ไม่ค่อยหิวค่ะ ขอบคุณ” เมฆนิ่งเงียบไปอีกสักพัก พลับเม้มปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา “เมื่อกี้พี่เมฆบอกว่า…พี่ห่วงพลับมาก” เขาเหลือบตามองเธอเล็กน้อย แต่ไม่ตอบอะไรทันที “พลับก็เลยอยากรู้ว่า…พี่หมายความว่าไงกันแน่” “ตกลง…พี่จะเป็นอะไรของพลับเหรอคะ?” เสียงเธอเบา แต่อัดแน่นด้วยความรู้สึก ใบหน้าหวานแดงระเรื่อเพราะความประหม่า มือที่วางบนตักกำแน่น เมฆเงียบอยู่สองวินาที ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วตอบกลับเสียงทุ้มต่ำ “ฉันก็ไม่รู้ว่าต้องพูดแบบไหนให้ชัด…” เขาชะลอรถจอดตรงมุมเงียบๆ ดับเครื่องแล้วหันมามองหน้าหญิงสาวข้างๆ อย่างจริงจัง “แต่ฉันไม่อยากให้ใครเข้าใกล้เธอ ไม่อยากให้เธอเหนื่อย ไม่อยากให้เธอต้องร้องไห้…” เขาหยุด พลับเงยหน้ามองเขาตาโต แต่เธอกลับเป็นฝ่ายถามสวนขึ้นทันที “แล้วผู้หญิงของพี่ล่ะ…พวกนั้นล่ะ?” เมฆนิ่ง…ก่อนจะตอบชัดเจน “ไม่มีใครเป็นแฟนฉันสักคน” “แค่…ผู้หญิงที่ฉันเคยให้เงินไป ไม่ได้ผูกพัน ไม่ได้รู้สึกอะไร” “แต่กับเธอ…” เขาหยุดอีกครั้ง สบตาเธออย่างตรงไปตรงมา “เธอเป็นคนเดียว…ที่ฉันอยากคุยด้วย อยากเจอทุกวัน และอยากให้เธอยิ้มเพราะฉัน” พลับใจเต้นแรง เธอเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพราะเขินจัด แต่ก็ยังพูดเบาๆ โดยไม่มองหน้าเขา “แล้ว…ถ้าพลับคิดเหมือนกันล่ะคะ…” เมฆยิ้มมุมปาก โน้มตัวเข้าไปใกล้เธอช้าๆ กระซิบเสียงเบา “งั้นเรามาลองเป็นอะไรกันดูไหมล่ะ…” บรรยากาศในรถเงียบลงอีกครั้ง หลังจากเมฆพูดออกมาตรงๆ พลับก็ไม่พูดอะไรต่อ เธอแค่…ยิ้ม รอยยิ้มน้อยๆ ของเธอ ก่อนที่เธอจะขยับตัวเข้ามาใกล้เมฆอย่างช้าๆ แล้ว…จุ๊บเบาๆ ที่แก้มเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ตรงแก้มธรรมดา… …มันเฉียดใกล้ข้างริมฝีปากของเขาอย่างจงใจ เมฆนิ่งไปทันที ดวงตาคมหรี่ลงนิด มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัยแน่น ขณะที่อีกข้างเผลอกำขากางเกงของตัวเองไว้แน่นราวกับควบคุมตัวเอง เงียบกันไปสองวิ… ก่อนที่เขาจะหลุดพูดออกมาเสียงต่ำ ห้วน และจริงจัง “อย่าทำแบบนี้กับใครเข้าใจไหม” “ถ้าเธอไปทำแบบนี้กับคนอื่น…แล้วเขาคิดมากขึ้นมา” พลับทำหน้าแกล้งใสซื่อ แต่ดวงตาแอบพราวระยับเหมือนรู้ดีว่าทำอะไร “ก็…ทำกับพี่เมฆคนเดียวนี่นา” เมฆหันมามองเธอเต็มๆ เห็นใบหน้าหวานนั่นที่ยังยิ้มไม่รู้ร้อนรู้หนาว แล้วเขาก็ถอนหายใจยาวๆ — เหมือนจะพยายามดับไฟในอกตัวเอง “เธอนี่มัน…” “เล่นกับไฟชัดๆ” พลับยักไหล่เบาๆ พิงเบาะข้างๆ แล้วหัวเราะคิกคักน้อยๆ เมฆเลยรีบสตาร์ทรถ พูดเสียงต่ำว่า “รีบไปกินข้าวก่อนฉันจะอดใจไม่ไหวกว่านี้…” หลังจากที่เมฆข่มอารมณ์อยู่พักใหญ่ แต่พลับยังคงนั่งยิ้ม ขำ ๆ แบบรู้ทัน มือเล็ก ๆ เท้าแก้ม หันมามองเขาแล้วถามเบาๆ “พี่เมฆเป็นอะไรเหรอคะ…ทำหน้าเหมือนจะระเบิด” เมฆเม้มปากแน่น หันหน้าหนีออกไปทางกระจก พยายามสงบลมหายใจที่เริ่มไม่เป็นจังหวะ พลับยังถามต่ออย่างซน ๆ “ไม่สบายน่ะเหรอ…หน้าแดงเลย~” เมฆหันกลับมา จ้องเธอเต็มตา น้ำเสียงต่ำลงกว่าเดิม “พลับ…เธอไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นเลยนะ” “ฉันยังใจดีอยู่...แต่อีกนิดเดียว ฉันอาจจะไม่ได้ดีเท่าเดิมแล้วก็ได้” พลับหัวเราะเบา ๆ แต่ยังไม่วางตา “ก็แค่ถามเองนี่คะ ว่าพี่เป็นอะไร” เมฆกลอกตา ถอนหายใจแรง ก่อนจะก้มลงมาพูดใกล้ใบหูเธอ เสียงต่ำจนขนลุก “ก็เพราะเธอ ‘จุ๊บ’ แล้วนั่งทำหน้าทำตาน่ารักใส่แบบนี้ไง” “ถ้าไม่เชื่อ…ก็ก้มลงไปดูตรงเป้าเกงเองสิ ว่า ‘มัน’ เป็นอะไร” พลับชะงัก หน้าแดงก่ำในทันที “บะ…บ้า!!!” เธอรีบหันหน้าหนี เอามือปิดตาเหมือนเด็กน้อย ขณะที่เมฆก็หัวเราะในลำคออย่างพอใจ “คราวหลังอย่าเล่นกับไฟ ถ้ายังไม่พร้อมจะโดนเผา…พลับ” รถยนต์หรูขับช้าๆ เคลื่อนไปตามถนนสายหลักใจกลางกรุงเทพฯ เมฆตั้งใจจะพาพลับไปนั่งร้านข้าวร้านหนึ่งที่เขาชอบ — ไม่หรู ไม่แพง แต่อร่อยและเงียบสงบ เพราะเขาอยากให้บทสนทนาต่อจากนี้…จริงจังและได้ฟังจากใจของเธอ แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นบนหน้าจอรถ ชื่อ “คิง” ขึ้นมาชัดเจน เมฆถอนหายใจเบาๆ แล้วกดรับสาย “ว่าไง” เสียงของคิงดังแทรกขึ้นมาทันที ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าด่วนมาก “นายใหญ่ครับ เรื่องที่ดินแปลงที่บางนาเกิดปัญหาครับ ฝ่ายกฎหมายของเราไปเจอเอกสารที่อีกฝ่ายปลอมมาเสนอเซ็น เราต้องรีบตัดสินใจจะฟ้อง หรือเจรจา” “คนใหญ่คนโตฝั่งโน้นรออยู่ ถ้าเซ็นพลาด จะโดนฟ้องกลับทันทีครับ” เมฆขมวดคิ้วทันที เสียงเข้ม “จะเอายังไง?” “ผมว่านายต้องเข้ามาเองครับ เอกสารมันยุ่ง… ถ้าช้าไปจะเสียเปรียบ” เมฆนิ่งไปเพียงครู่ก่อนตอบเรียบๆ “โอเค กำลังไป” เขาวางสายแล้วเงียบไปเล็กน้อย พลับหันมามองเขาอย่างสงสัย “มีอะไรรึเปล่าคะ?” เมฆพยักหน้าเล็กน้อย “มีเรื่องที่บริษัท ต้องรีบไปจัดการด่วน” เขาชำเลืองมองเธอเล็กน้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เสียดายนะ…อยากพาเธอไปกินข้าวจริงๆ” พลับยิ้มนิดๆ พยักหน้าเข้าใจ “ไม่เป็นไรค่ะ งั้นแวะส่งพลับที่ร้านพี่ภูผาก็ได้ พลับตั้งใจจะเข้าไปลาออกอยู่แล้ว” เมฆเหลือบมองเธอเล็กน้อย ดวงตาวูบไหวทันทีเมื่อได้ยินชื่อ “ภูผา” “จะลาออกแล้วเหรอ?” “…เพราะฉันใช่ไหม?” “ไม่หรอกค่ะ พลับตั้งใจไว้นานแล้วค่ะ ว่าถ้าเรียนจบจะเริ่มต้นชีวิตใหม่จริงจัง” เมฆไม่พูดอะไรอีก นอกจากพยักหน้าเล็กน้อย แล้วพาเธอขับรถตรงไปยังร้านกาแฟหรู “Phupha Coffee” ภูผายืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาเห็นพลับก้าวลงมาจากรถหรูของเมฆ ดวงตาเขาวูบลงเล็กน้อย เธอเดินเข้ามา พร้อมยิ้มให้อ่อนๆ “พี่ภูผา…วันนี้พลับมาขอลาออกค่ะ จะไปหางานประจำทำแล้ว” ภูผาเงียบไปชั่วครู่ เขามองเธอด้วยแววตาที่ทั้งเข้าใจ และทั้งเสียดาย “พลับ...เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วเหรอ?” พลับยิ้ม “ไม่หรอกค่ะ ถ้าเราบังเอิญเจอกันอีก ก็ถือว่าเป็นพรหมลิขิตเนอะ” ภูผานิ่งไป เขาหยิบดอกไม้ช่อเล็กที่เตรียมไว้ออกมาจากเคาน์เตอร์ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นแต่จริงจัง “งั้น…พี่ขอพูดอะไรหน่อยนะ” พลับชะงัก มือที่ถือกระเป๋าแน่นขึ้น ดวงตาเธอเริ่มไหววูบ ทั้งสองเดินออกมาคุยกันที่สวนหน้าร้าน ทางด้านเมฆเมื่อถึงออฟฟิศเขารีบเคลียร์เอกสาร และก็รีบออกจากออฟฟิศทันที เขาไม่ได้แม้แต่จะแวะพัก หรือกินอะไร ทุกนาทีในหัวมีแต่ใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง... “พลับ…” เขาขับรถหรูตรงดิ่งมายัง "Phupha Coffee" ที่เธอบอกว่าจะมาลาออก — แต่ในใจของเขามันไม่สงบเลยแม้แต่น้อย รถจอดสนิท เมฆก้าวลงมา ไม่พูดไม่จา เดินเร็วไปทางด้านสวนหลังร้าน ซึ่งเงียบและร่มรื่น — เหมาะกับคำสารภาพรักโดยไม่ต้องมีเสียงรบกวน และเขาก็เดินมาได้จังหวะ…พอดีบทที่45 ตอนพิเศษค่ำคืนหนึ่งในเดือนธันวาคม — กรุงเทพฯร้านอาหารหรูบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมภูผา ถูกเนรมิตให้กลายเป็นดินเนอร์หรูส่วนตัวของ “สองครอบครัวใหญ่” ใต้ท้องฟ้าสีมืดมิดปนแสงดาว พื้นไม้สีเข้มสะท้อนแสงไฟนวลที่ประดับประดารอบโต๊ะอาหารยาว ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี ทั้งไทย ฝรั่ง ญี่ปุ่น และขนมหวานสำหรับเด็กเจ้าแฝดทั้งสี่—นาวา, พาย, ขุนเขา, สายลม—วิ่งเล่นรอบโต๊ะด้วยเสียงหัวเราะ ไม่ห่างจากสายตาของแม่ๆ และพ่อๆ ที่คอยมองและยิ้มอย่างภูมิใจพลับใส่เดรสยาวสีครีม ผมยาวปล่อยสลวย หน้าสดใสขึ้นมากตั้งแต่มีลูก ส่วนพลอยในเดรสสีชมพูอ่อนก็ดูละมุนละไมยิ่งขึ้นกว่าเดิม ท่ามกลางบรรยากาศแบบครอบครัว พวกเธอเหมือนแม่ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีหัวหน้าแก๊งค์อย่าง “เมฆ” กับ “ภูผา” ยืนอยู่ข้างๆ... พร้อมทำหน้าที่สามีและพ่ออย่างเต็มภาคภูมิแต่ในค่ำคืนนี้... จะมีเรื่องที่ทำให้หัวใจอบอวลกว่านั้นเกิดขึ้นขณะที่อาหารจานหลักถูกเก็บออกไป เหลือเพียงแชมเปญและเค้กขนาดเล็ก—ภูผาหันไปสบตากับเมฆเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้กันซันที่นั่งหัวโต๊ะ ยิ้มมุมปากทันที “เอ้า...จะเริ่มยังไง รอดูอยู่นานละนะ”จู่ๆ เมฆลุกขึ้นช้าๆ กุมมือของพลับไ
บทที่44 อยากมีลูกอีกNCเสียงหัวเราะจากลานสวนค่อย ๆ ซาเมื่อเมฆเริ่มทำตัวอ้อนภรรยาหนักขึ้น เขาทั้งโอบทั้งหอมพลับซ้ายขวาไม่หยุด จนทุกคนต้องส่ายหน้า“พอเลยพี่เมฆ หอมเข้าไป เดี๋ยวก็หอบเมียกลับเข้าห้องแน่!” ซันแซวพร้อมยกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม“เออ มันอุ้มไปแน่กูดูหลายรอบละ” ภูผาก็เสริมพลางหัวเราะเบา ๆ พลอยเองก็นั่งอมยิ้ม ส่ายหน้าเบา ๆแต่เมฆไม่ได้สนใจคำแซวสักนิด เขาก้มลงกระซิบข้างหูพลับเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วอุ้มพลับในท่าเจ้าสาวเต็มตัวกลางสวนหลังบ้าน ท่ามกลางเสียงฮือฮา“เฮ้ยยย! มันจริงว่ะ!!” ซันอ้าปากค้าง“โอ้ยย พี่เมฆบ้าา!” พลับหน้าแดงจัด ดิ้นเล็กน้อยแต่ก็ยอมให้อุ้มอย่างว่าง่ายเพราะรู้ว่าเถียงไปก็ไม่รอดก่อนจะก้าวเดินเพื่อเข้าบ้าน เมฆก็หันมามองทั้งสามคนแล้วตะโกนออกมาเสียงดังฟังชัด“แยกย้ายกันนอนได้แล้ว คืนนี้กูจะขยันจัดเมียให้หนัก ๆ ฮ่า ๆๆๆ!”เสียงหัวเราะและเสียงโห่ของเพื่อน ๆ ก็ตามหลังไปตลอดทาง ส่วนพลับก็เอาหน้าซุกอกเมฆอย่างอายจัด จนไม่กล้าเงยหน้ามองใครเมฆพาพลับเข้าห้องอย่างเบามือ วางเธอลงที่เตียงด้วยท่าเจ้าสาวอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดไฟหัวเตียงดวงเดียวในห้อง แสงสลัวสีส้มอ่อนส่องก
บทที่43 วันครอบครัวเช้าวันเสาร์อากาศแจ่มใส แดดอ่อนๆ ส่องลอดผ้าม่านสีครีมในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์เมฆา บ่งบอกถึงวันหยุดแสนสุขที่รอคอย พลับตื่นตั้งแต่เช้าเพราะเสียงหัวเราะของน้องพายและน้องนาวาที่วิ่งดุ๊กดิ๊กอยู่หน้าห้องน้ำ เด็กแฝดวัยสามขวบครึ่งกำลังดีดดิ้นด้วยความตื่นเต้น เพราะรู้ว่าพ่อแม่จะพาไปสวนน้ำพลับยิ้มกว้าง หยิบมือถือมากดโทรหาพลอยทันที“ฮัลโหลพี่พลอย ตื่นยังงงง~” เสียงสดใสของเธอดังลอดเข้าไปในปลายสาย“ยังไม่ได้หลับเลยแก! ลูกขุนเขากับสายลม ตื่นตั้งแต่ตีห้า จะไปสวนน้ำให้ได้เนี่ย” พลอยบ่นทั้งที่หัวเราะแทรกอยู่ในน้ำเสียง“ดีเลย! วันนี้ที่ห้างเรามีเปิดโซนใหม่ด้วยนะ เป็นโซนเด็กเล็กพอดี ไปกันๆ เดี๋ยวพี่เมฆเขาจองโซน VIP ไว้แล้ว เงียบคน ไม่ต้องเบียดใคร เด็กๆ เล่นน้ำได้สบายเลย”“โอ๊ย ดีอ่า งั้นเจอกันกี่โมง?”“สิบเอ็ดโมง”รถตู้หรูสีดำของบ้านเมฆจอดสนิทที่หน้าโรงแรมของภูผาในเวลาสิบเอ็ดโมงเช้าเป๊ะ เด็กน้อยสองแฝด นาวาและพาย วิ่งลงจากรถทันทีด้วยความตื่นเต้น ตะโกนลั่นว่า “น้องขุนเขา! น้องสายลม! ไปสวนน้ำกันนน!!” ข้างหลังคือพลับที่ยืนเท้าสะเอวรอรับพลอย ส่วนเมฆนั้นลงมายืนกอดอกพิงรถ ชะเง้อมองหาเพื่อนร
บทที่42 NCสิ้นเดือนเหมือนสวรรค์ของชาวแก๊งค์บรรยากาศของวันสิ้นเดือนบน “ตึกเมฆา” ในวันนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ…แสงแดดยามสายลอดกระจกเข้ามาในห้องทำงานหรูของเมฆ สะท้อนผิวพื้นหินอ่อนจนระยิบระยับ เสียงหัวเราะของ “น้องนาวา” และ “น้องพาย” ลูกฝาแฝดของเมฆและพลับดังเจื้อยแจ้วในห้อง ทำเอาบรรยากาศที่เคยเย็นชาจากความเป็นมาเฟีย กลับดูอบอุ่นแบบบ้าน ๆ อย่างไม่น่าเชื่อพลับนั่งอยู่บนโซฟาหนังแท้ เปิดกล่องของเล่นให้ลูก ๆ ระหว่างรอให้เมฆจัดการเรื่องเงินเดือนลูกน้อง ข้าง ๆ คือโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ที่เมฆใช้ประชุมงานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน วันนี้โต๊ะนี้กลับกลายเป็นโต๊ะวาง “ซองขาว” เงินเดือนสำหรับคนของเขาลูกน้องแก๊งเมฆา ทุกคนในชุดดำเรียบร้อย เดินขึ้นมาตามลำดับแผนก ทีละคน…สองคน…จนเต็มห้องคิงส์ยืนประจำจุดด้านหน้า กวักมือเรียกทีละชื่อ ช่วยแจกซองเงินแบบเงียบขรึม“ไอ้บอย–การเงิน”“ไอ้ทอม–ภาคสนาม”“ไอ้เอก–ข่าวกรอง”ทุกคนรับซองด้วยท่าทางนอบน้อม ก่อนจะหันไปยกมือไหว้พลับที่นั่งอยู่พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นเสียงหัวเราะของลูกฝาแฝดยังคงดังเป็นจังหวะเสริมจังหวะเครียด ๆ ของชายชุดดำในห้องอย่างลงตัว… นาวากำลังลากรถของเล่นวิ่งรอบโต๊ะ ส่ว
บทที่41 เซ็นต์สัญญาบ่ายวันหนึ่ง ณ ตึกเมฆาหลังผ่านเหตุการณ์มากมายในชีวิต ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ความสงบ ทั้งธุรกิจ กลุ่มแก๊งค์ และหัวใจของทุกคนเมฆกลับมาทำงานตามปกติในตำแหน่งประธานบริษัทเมฆา อินเตอร์กรุ๊ป ขณะที่ซันนั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม โต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารโครงการใหญ่ที่กำลังจะเริ่มต้น — “ห้างหรูระดับเอเชียใจกลางกรุงเทพฯ” โครงการที่เคยถูกพักไว้เมื่อหลายเดือนก่อนเพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันวันนี้ มิสเตอร์ลี นักลงทุนรายใหญ่จากสิงคโปร์นัดเข้าพบอีกครั้งเพื่อสรุปดีล และครั้งนี้ เมฆก็เตรียมแผนไว้ล่วงหน้า“เดี๋ยวอีกคนจะตามมา… ผู้ถือหุ้นใหม่ของโครงการ” เมฆพูดขณะเซ็นเอกสาร“ใคร?” ซันเลิกคิ้วประตูกระจกเลื่อนเปิดออก…ภูผา ในชุดสูทสีเข้ม เดินเข้ามาเงียบๆ พร้อม พลอย ที่ตอนนี้อุ้มท้องโตแปดเดือนกว่า ใบหน้ายิ้มละไมและดูสดใสขึ้นมากหลังจากพักฟื้นจนหายดี เธอแต่งชุดเดรสยาวคลุมเข่า สวมรองเท้าแตะสบายๆ เดินเคียงข้างสามีมาอย่างอ่อนโยน“มาแล้วครับหุ้นส่วนใหม่” เมฆยิ้มเล็กน้อย“ไม่คิดว่าฉันจะมาอยู่ฝั่งเดียวกันจริงๆ ล่ะสิ” ภูผาเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปจับมือกับมิสเตอร์ลีซันหัวเราะ “โห… จากคู่กัดกลายเป็น
บทที่40 คลอดแล้วจ้าผ่านไปหลายเดือน—ฤดูฝนมาเยือนพร้อมเสียงฟ้าร้องเบา ๆ ตอนกลางคืน...ในบ้านหลังใหญ่ของ “เมฆา บารมีอนันต์” แห่งตระกูลมาเฟียที่ใครก็ไม่กล้ายุ่ง เวลานั้นทุกอย่างเงียบสงบ… ยกเว้นห้องนอนใหญ่ที่เปิดไฟสลัว เสียงหอบหายใจของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังดังขึ้นเรื่อย ๆ“อื้อ… เมฆ… เมฆ… พี่เมฆ!”ลูกพลับร้องเสียงหลง มือข้างหนึ่งกุมท้องแน่น ขาเกร็งจนเธอลุกจากเตียงไม่ขึ้นเมฆที่กำลังนั่งทำงานอยู่หน้าโน้ตบุ๊กไม่ไกล รีบเผ่นพรวดมาหาทันที สีหน้าตกใจสุดขีด“เป็นอะไร! เจ็บเหรอ!”“เจ็บท้อง… มันจุกไปหมดเลย เหมือนจะคลอด… พี่เมฆ… ฮึก…”“เวรเอ๊ย!” เมฆสบถลั่น รีบประคองเธอขึ้นอย่างทุลักทุเล แผ่นหลังกว้างของเขาเปียกเหงื่อ มือสั่นจนน่าแปลกใจ เพราะไม่เคยเห็นเมฆเป็นแบบนี้“เดี๋ยวพี่พาไปโรงพยาบาล! อดทนนะพลับ! เดี๋ยวพี่จัดการเอง!”เขารีบโทรหาพี่คิงส์ให้เตรียมรถ สั่งให้ป้าติ๋มหยิบกระเป๋าเตรียมคลอดที่จัดไว้มาวางท้ายรถ แล้วตัวเองก็อุ้มพลับขึ้นรถไปเองเลยไม่ให้ใครจับ“อย่าเจ็บมากนะคนเก่งของพี่… เดี๋ยวก็ได้เจอลูกเราแล้วนะ…”ในรถ พี่คิงส์ขับพุ่งฝ่าฝนกลางคืนไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่เขาเคยขับ มือจับพวงมาลัยแน่น หน้าตา







