LOGINมีกลิ่นหนึ่งในสายลมเสมอ เมื่อเรานิ่งพอแล้วสัมผัส คล้ายกลิ่นของอดีตที่พัดเอารอยแค้นฝังลึก หรืออาจเป็นกลิ่นหวานพัดเป็นรอยชื่นมื่น
ปรู๊นนนนน....
เสียงหวูดรถไฟลากยาวกลางป่าเขา ขณะกำลังเข้าใกล้เมืองลพบุรี แสงก่อนเที่ยงร้อนเปรี้ยงพาให้ทุกสิ่งหยาดด้วยเหงื่อ ไม่เว้นแม้แต่หญิงที่นั่งข้าง หน้าต่าง ดวงหน้าหวานงดงามอย่างสาวพระนครขบริมฝีปากครุ่นคิดถึงสิ่งที่ต้องเผชิญ
“คุณนิด” เสียงหญิงอีกคนนั่งข้างกันเรียกเบา ๆ “พี่ว่าใกล้ถึงแล้ว”
เธอหลุดออกจากภวังค์ ชำเลืองมองข้างทางเหยียดริมฝีปากนิด ๆ “ถึงหรือไม่ ไม่ต่างกัน” ก่อนปรายสายตากลับไปทางพี่เลี้ยงที่บัดนี้หน้าซีดเซียว
“นิดขอโทษที่ทำให้พี่ลดาเดือดร้อน” เธอเปรยเบา
“อะไรกัน... ไม่หรอกค่ะ พี่เต็มใจเสียยิ่งกว่าที่ได้ตามมา”
ทว่าสองสาวไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยมากไปกว่านั้น พลันเกิดเสียงอึกทึกของสัตว์ฝูงใหญ่ด้านนอกรถไฟดังกังวานในป่าไพร
เปรี้ยง !! ฮรี่รรร !! ฉึกฉัก ๆ
“หยุด !! นี่คือการปล้น !”
เสียงทุ้มดังก้องป่า ฝีเท้าม้านับสิบกระแทกพื้นดิน ฝุ่นแดงลอยคลุ้งเหมือนม่านควันโอบคลุมโชคชะตาทั้งขบวน ปืนยาว สั้น ถูกควงขึ้นไกนก สีหน้าคล้ำแดดล้วนฮึกเหิม ปิดมิดด้วยผ้าโพกสีเข้ม โผล่พ้นเพียงลูกตา
พลั่ก ๆ ปรู๊นนนน เอี๊ยดดดด
“เฮ้ย ! ไอ้ห่า”
นายขบวนร้องเสียงหลง ตาเบิกกว้าง กระตุกเชือกหยุดม้าเหล็กทัน สมัย เครื่องจักรไอน้ำคำรามเสียงหวูดหวีดแหลมก้อง ควันดำจากถ่านหินพวยพุ่งขึ้นท้องฟ้า ช่างโยนโกยเถ้าเข้ากองถ่าน ลดความเร็วจนกลิ่นเผาไหม้แสบฉุน
“เอ้ย ! ขอนไม้”
รถไฟขบวนยาวบรรทุกทั้งคน ทั้งของเต็มเอียด หยุดล้อฉิวเฉียดเส้นยาแดงผ่าแปดก่อนถึงท่อนไม้ที่ขวางทางกลางรางเหล็ก
“ว้าย ! ตาเถร คุณพระช่วย” เสียงหวีดร้องแหลม แยกไม่ออกชายหญิง ต่างหัวทิ่มขมำ ข้าวของกลิ้งเกลื่อน เบิกตาโตตระหนกผุดลุกเมื่อรับรู้ว่ากำลังถูกปล้น ยิ่งขนลุกตั้งชัน แผ่นหลังเปียกเหงื่อกาฬยามได้ยินนามหัวหน้าโจร
“พี่ขาล...”
ในช่วงเกือบเที่ยงพาไอร้อนแผ่ลง หยาดเค็มไหลซึมข้างขมับของชายใบหน้าแกร่งทว่าคมสัน สีผิวคล้ำจากแดดลามเลีย เขาตะโกนสั่ง
“ไอ้เพิ่มมึงไปคุมคนขับ ไอ้สักพาคนขึ้นท้ายขบวน”
จากนั้นคนสิบกว่าชีวิตพาม้าโผนทะยานชิดตัวรถไฟ กระโดดขึ้นแล้วพุ่งตัวสู่ชั้นในส่วนของผู้โดยสาร
วนิดานั่งตัวแข็งทื่อ ใช้มือดึงหมวกปีกกว้างสีขาวขลิบฟ้าระบายด้วยโบเล็กบดบังใบหน้าชื้นเหงื่อจนมิด คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย พึมพำเบา ๆ
เสือขาล...
“คุณวนิดา พี่ว่าไม่ดีแน่ พี่ได้ยินชื่อ...” ลดาวัลย์ตะกุกตะกัก
“เงียบ... พี่ลดา” เธอเปรยลอดไรฟัน “ก้มหน้าอย่าให้มันเห็น”
“แต่ว่า...” ลดาวัลย์ทำท่าโต้แย้งแต่เสียงตึงตังจากด้านหลัง ฝีเท้านับสิบพาให้สาวร่างเล็กสะดุ้ง ขนลุกเกรียว เธอรีบงุดหน้า ยกกระเป๋าสานใบใหญ่ขึ้นปิดด้วยมือสั่นเทา
“หมอบลง หมอบลงไป !” โจรร่างเล็กตัวดำตะคอกใส่คู่สามีภรรยาที่ทำท่าวิ่งหนี “ไอ้พวกผู้รากมากดี ขาก... ถุย !”
“เบาไอ้แก้ว เที่ยวนี้เอาแต่ของท้ายขบวน” เสียงทุ้มต่ำหนักเปล่งเบาเปี่ยมอำนาจ พาให้คนชื่อแก้วเงียบเสียง
โจรใหญ่พาร่างสูงสง่าน่าครั่นคร้ามเดินสำรวจลึกเข้าไป กวาดตาจนทั่วอย่างไม่ใส่ใจ ด้วยจุดหมายมิใช่ของมีค่าในกระเป๋าของพวกผู้ดีในชั้นนี้ ซึ่งล้วนแต่งชุดอย่างคนพระนคร กระโปรงสมัยนิยมลายดอก เสื้อคอบัวสีพื้นสวมหมวกทั้งที่อยู่ในร่ม ประดับเครื่องแต่งกายด้วยมุกน้อยชิ้น
ทุกก้าวที่เขาผ่าน ทุกคนสั่นสะท้าน
จุดหมายเขาคือของที่ถูกส่งมาจากพระนคร บอบบางดั่งดอกไม้ แต่หน่วงอยู่ในอกของเขามาหลายวัน
“ขาล” สักเรียกดัง ๆ มาจากทางด้านหน้าขบวน เสือขาลละสายตาออก ยกปืนขึ้นก้าวยาว แต่แล้ว...
กลิ่นมะลิ... ภาพในคืนหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนผุดทับซ้อน รอยยิ้มอ่อนหวาน ยิ้มที่มอบให้เขาคนเดียว
แม่... เสียงเรียกแผ่วในใจดังขึ้นพร้อมกลิ่นดอกมะลิผสมส้มอ่อน ๆ ที่ลอยมาตามลมทางหน้าต่างด้านซ้ายมือ
วนิดาบีบมือตัวเองแน่นบนตัก เธอเพ่งสายตาแต่ริ้วไม้ขอบหน้าต่างสีน้ำตาลอ่อน กลั้นลมหายใจเมื่อเงาทะมึนหยุดทอดใกล้เก้าอี้ที่เธอนั่ง กลิ่นม้าติดกายอวลจางๆ กลิ่นที่เธอไม่คุ้นเคย
ขอพระแม่ทรงโปรด... ให้เขาเดินเลยผ่านลูกไป
เธอภาวนาอย่างคนที่คุ้นชินกับการสวดในโบสถ์คอนแวนต์ แม้ว่าเธอเดินทางมาเพื่อเป็นเมียเขา แต่เธอยังไม่พร้อมประจันหน้ากับเขาในตอนนี้
ทว่า... คำขอของเธอไม่สัมฤทธิ์ผล
เสือขาลผินหน้ากลับมาจดจ้องร่างหนึ่ง หญิงข้างหน้าต่างที่แสงยามบ่ายสาดลงปีกหมวกเกิดเงาสีเทาทอดดวงหน้าขาวละมุน ลมเอื่อยกระพือปลายหมวกสะบัดเล็กน้อย
ปับ ! เสือขาลยังจ้องนิ่งแม้ว่าบ่าถูกตะปปด้วยมือคล้ำของเสือสักเพื่อนสนิท เขาเอียงหน้าไปใกล้เพื่อน ฟังคำบอกเล่าก่อนจะโก่งคิ้วสูงข้างซ้าย ยักมุมปากบนบางกว่าด้านล่างกระตุกนิด ๆ แล้วก้าวไปใกล้หล่อนคนนั้น
“เจอแล้ว...” เขาเปรยบอกสักเบา ๆ เก็บไกนกดัง กึก ! ลอบยิ้มเมื่อเห็นร่างระหงสะดุ้งเล็กน้อย
เมียเจ้า สายเลือดน้ำเงินแสนชัง ในที่สุด...
เสือขาลวาดปืนลดปลายลำดำมะเมื่อมสอดใต้ปีกหมวกว่าที่เมีย ยกเผยอขึ้นก่อนตวัดพรวดคราวเดียวร่วงออกนอกหน้าต่าง
พรึบ ! ว้าย !
เสียงร้องตกใจแหลมเล็กมิได้ออกมาจากปากกระจับจิ้มลิ้มสีระเรื่อธรรมชาติ ทว่าเป็นหญิงอีกคนวัยทึนทึกที่นั่งข้างกัน เจ้าหล่อนปราดลุกขวางในชุดน่าขบขัน กระโปรงบานสีเข้ม เสื้อผ้าฝ้ายกระดุมหน้าสีขาวและลูกไม้ระบายแขนวิจิตรเกินงาม นิ้วระริกดั่งใบไม้ต้องลมชี้ไปทางโจร
“ไอ้พวกกักขฬะ ช่างไม่รู้ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” เสียงปรามดังสั่นสะท้าน ลอดไรฟันกึกกัก
“หลบไป...” สุ้มเสียงเสือขาลทุ้มต่ำแม้ไม่ดังนัก ทว่าทำให้ลดาวัลย์ขาเทิ้มสะท้านเกือบทรุด อีกมือจับพนักเก้าอี้ไม้เป็นหลักพยุง จิกเล็บลง
วนิดาเม้มปากกระตุกชายเสื้อพี่เลี้ยงสาว “พี่ลดา นิดจัดการเองค่ะ”
เธอดึงพี่เลี้ยงให้นั่งลงแล้วแหงนดวงหน้าขึ้นจ้องทั้งที่ท้องวูบโหวง เธอมองคิ้วเข้มยกสูงบนหน้าคล้ำ ดวงตาของเขาแข็งกร้าว แต่เธอจะไม่แสดงออกว่ากลัว พาร่างในชุดสมัยใหม่พระนครอาบด้วยศักดิ์ศรีลุกยืน
เสือขาลเคาะนิ้วบนไกปืนพลางกวาดตามองเธอ ลมหายใจสะดุดยามร่างอรชรอวบอิ่มมากสง่าทำท่าจองหองแต่เขาดันวูบไหว
ว่าที่เมียเจ้าแสนชัง แต่อยากจะคว้ามากอด ไอ้สารเลวประยูร !
แค่เห็นหน้าใกล้ ๆ กูก็อยากกลืนน้ำลายตัวเอง...
“คุณวนิดา” เสียงของลดาวัลย์ประหวั่นพรั่นพรึง พยายามปราม ทว่าพี่เลี้ยงสาวพลันตกตะลึงเมื่อหม่อมสาวกล่าวท้าทาย
“ฉันไม่คิดว่าคุณจะมาต้อนรับกลางทาง” วนิดาเชิดหน้า
ลดาวัลย์ใช้มือชื้นเหงื่อกระตุกมือวนิดา แต่หม่อมราชวงศ์ดึงมือออก ใบหน้างามเรียบเฉย
“สวัสดี” เธอกล่าวทักสงบนิ่ง เชิดปลายคาง “ฉันวนิดา... เมียที่คุณประยูรยกให้”
เสือขาลโน้มหน้าเข้าหา พ่นลมหายใจร้อนผ่าวเคลือบยิ้มหยัน ดันปลายปืนจรดคางขาวละมุนอย่างเยาะเย้ย
“ฉันเสือขาล” เสียงทุ้มเขาเรียบเช่นกัน แฝงเฉยชายิ่งกว่าน้ำนิ่งในหน้าหนาว ทำเอาวนิดาขดปลายนิ้วเท้าไม่รู้ตัว
ยิ่งเขาเข้าใกล้ ความปรารถนายิ่งฉายชัดจนวนิดาเกือบถอยหลัง เธอสั่นอยู่ข้างในฝืนยืนนิ่งเมื่อเขาโน้มหน้าพากลิ่นผู้ชายผสานเหงื่อ ที่ส่งผลต่อท้องไส้จนเผลอเลียริมฝีปาก
ดวงตาสีสนิมหลุบมองเรียวลิ้น เขาลดปืนลงเปลี่ยนเป็นนิ้วชี้ลูบขอบปากเธอแทน สองคนประสานสายตาสบกันนิ่ง ก่อนที่มือกร้านจะดึงผ้าพาดหน้าของตัวเองลง เผยใบหน้าคมสันดุดันและรอยยิ้มที่พาให้วนิดาสะท้านวาบในทรวงอกจนเกือบเซ
ทั้งชังและต้องการ...
“สวัสดี... เมียรัก”
คำไม่กี่พยางค์สะท้อนก้องจนอื้ออึง
นับจากวันนี้... คำนี้จะวนเวียนอยู่กับพวกเขาทั้งคู่ โดยที่ทั้งเสือขาลและวนิดาไม่อาจรู้ได้เลยว่า
คำว่า ‘เมียเสือขาล’ จะเป็นดั่งคำสาป หรือ พรจากสวรรค์กันแน่
เสียงหวูดรถไฟยังแว่วก้อง แต่ไม่มีใครได้ยินอีกต่อไป...
นอกจากคำว่า เมียรัก ที่จะตามหลอกหลอนเธอไปตลอดชีวิต
แสงเช้าพาดผ่านบานหน้าต่างไม้เก่าซีดของโรงแรมราคาถูกในอำเภอพรหมบุรี เสียงจอแจจากถนนดินแดงด้านนอกดังก้องตั้งแต่ไก่ขันกลิ่นข้าวสารปนฝุ่นจากรถม้าลอยคละคลุ้งเข้ามาในห้องพักแคบ ๆ เตียงไม้กรุผ้าปูสีหม่นวางชิดผนัง มุ้งเก่าห้อยยาน ม่านบางสั่นไหวตามลม ยามเช้าเสือสักยืนพิงขอบหน้าต่าง มวนยาสูบในมือส่งควันลอยเป็นเส้นบาง ร่างสูงกำยำในเสื้อสีเข้มและกางเกงผ้าฝ้ายเงียบขรึมผิดไปจากที่เคยเป็น ดวงตาคมนิ่งทอดมองลานกว้างด้านล่าง แต่ใจกลับวนเวียนอยู่ที่ร่างเล็กบนเตียงด้าน หลังหญิงสาวจากพระนครที่ถูกจับลากมาพร้อมวนิดา ยังนอนขดตัวใต้ผ้าห่มบาง ผมดำยาวสยายลงหมอน ใบหน้าหวานแฝงรอยเหนื่อยอ่อนจากคืนก่อน ที่เขากอดรัดเธอไม่ยอมปล่อย ผิวขาวเนียนสะท้อนแสงเช้า รอยช้ำจางๆ จากการรักอันดิบเถื่อนยังประทับอยู่บนต้นคอและไหล่บาง“พี่สัก...”เสียงหวานพร่าเอ่ยเรียกเบา ลดาวัลย์พลิกตัวช้าๆ ผ้าห่มเลื่อนลง เผยแผ่นหลังขาวนวลที่โค้งงามราวหยกแกะสลัก เธอรู้ว่าเขายืนมองอยู่ ดวงตาคู่สวยเงยขึ้นสบตาเขา ยิ้มจางๆ“เช้านี้พี่ดูแปลก ๆ”สักกลืนน้ำลายลงคอ สายตาคมนิ่ง แต่หัวใจหนักอึ้งราวถูกบ
หกปีต่อมา ณ วังเทวากูรเวลาหกปีผ่านไปทำให้บาดแผลทั้งหลายแปรเปลี่ยนเป็นความสงบแสงยามเย็นท้ายวังทอดลงยังริมสระขุดใหม่ใกล้กันคือศาลาหลังเล็ก ที่ซึ่งสองสามีภรรยามักมาใช้เวลาร่วมกันในช่วงบ่ายเสมอ ทว่าวันนี้กลับเป็นช่วงเย็นเด็กชายวัยห้าขวบยืนนิ่งมือถูกผู้เป็นย่ากำไว้หลวม ๆ ตามแรงชราภาพ ทั้งสองมองหม่อมราชวงศ์ศิการและหม่อมวนิดากำลังฝังกลบสัตว์เลี้ยงแสนรัก“มันเป็นอะไรตายครับ” เด็กชายแหงนหน้าถามย่า“มันแก่แล้ว... ศิกร” ย่าก้มลงมองยิ้มไปถึงดวงตาฝ้าฟาง“งั้นอีกหน่อยย่าก็ต้องตายใช่ไหมครับ” เด็กชายยังถามอีกทำให้ผู้เป็นย่าหัวเราะเบา ๆ ศิกรในวัยห้าขวบช่างถามเกินวัยสมอายุ ย่าลูบหัวช้า ๆ“ไม่นานดอกหลานรัก จะถึงเวลาของย่า”เด็กชายบีบมือย่าแน่น “ผมไม่อยากให้ย่าตายเลย ไอ้สิบทิศก็ด้วย”วนิดาหันหลังกลับมาปรามดุ “ลูกกำลังพูดคำหยาบ”“แต่คุณพ่อเรียกมันแบบนั้นนี่ครับ” ศิกรหันไปทางพ่อที่หัวเราะในลำคอ ปัดมือสองสามครั้งก่อนพยุงร่างเมียรักขึ้นยืน โอบหลังพาเด
ปรู๊น... เสียงหวูดรถไฟดังแว่วจากชุมทางบ้านหมี่ แสงแดดยามบ่ายของต้นปี พ.ศ. 2481 สาดเปรี้ยงลงบนถนนดินแดงวนิดาในชุดเดรสทันสมัยแบบสาวพระนครยกมือปาดเหงื่อที่หน้าผาก แต่ก่อนที่หยาดเหงื่อจะไหลลงแก้ม มือคล้ำกร้านของเสือขาลคว้าผ้าเช็ดหน้ามาแตะซับให้อย่างนุ่มนวล“ใครหนอ คิดเรื่องฮันนี่มูนทันสมัยถึงบ้านนอก”วนิดาแสร้งบ่น แววตาหยอกเย้าขณะเดินเคียงข้างร่างสูงใหญ่ของสามีที่เหมือนเป็นเงาคุ้มภัย แสงแดดส่องสะท้อนผมดำเงาของเธอ ทำให้ใบหน้าหวานยิ่งเด่นชัด“บ้านนอกที่ไหน นี่คึกคักยิ่ง รอตกเย็นคุณหญิงจะได้จับจ่ายเดินเล่น”เสือขาลยิ้มเจ้าเล่ห์ มือจับแขนบางเธอแน่น เดินนำไปยังโรงแรมเล็ก ที่ตั้งอยู่ริมถนน คุ้นตาเหมือนเคยมาพักเมื่อครั้งอดีตวนิดาหยุดชะงัก มองป้ายโรงแรมเก่าๆ แล้วหันไปมองสามี “อย่าบอกนะ นี่คือที่ที่พาเมียมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” เธอแหงนหน้าถาม รอยยิ้มของเขาทำให้ใจเธอเต้นแรง ทั้งข้องใจและหวั่นไหว“เป็นเมียโจร อย่าลืมกำพืดสิ ไปเถิด”เสือขาลหัวเราะ ดึงมือเธอขึ้นบันไดไม้ไปยังหน้าโถงโรงแรม เขารับกุญแจจากเจ้าของด้วยท่าทีสนิทสนม
ย้อนกลับไปช่วงวันที่เสือขาลนอนพักรักษาแผลถูกยิงเอ้ก อี้ เอ้ก เอ้ก...เสียงสิบทิศขันแต่เช้าตรู่ในขณะที่ฟ้ายังมืด เสือขาลขยับเปลือกตาสะดุ้งเล็กน้อย ยกมือกุมสีข้างเหลียวมองตามเสียงกรนเบา ๆ เขาทิ้งศีรษะลงวนิดา...เขาพึมพำลอดไม่เป็นถ้อย ใกล้เพียงเอื้อมแต่กลับคว้าไว้ไม่ได้ เขายกมือขึ้นกลั้นเจ็บเอานิ้วเกี่ยวในผมดำขลับของเธอ นุ่มสลวยกลิ่นหอมอ่อน ๆ เผลอยิ้มหากอยู่พระนคร หล่อนคงเข้าร้านเสริมสวยจู่ ๆ ภาพเธอสวมใส่ชุดทันสมัยไม่ใช่ผ้านุ่งอย่างชาวบ้านผุดขึ้น มือชะงักดึงลงวางดั่งเดิมคงเป็นไปไม่ได้... ฉันจะไม่ปล่อยเธอกลับไป“แค่ก ๆ” เขาแสร้งกระแอม เธอยังนอนนิ่งด้วยความอ่อนเพลีย จึงใช้มือเขย่าแรง ๆ “ตื่นได้แล้ว แดดกำลังจะส่องหัว”เธอกะพริบตาสงสัย แล้วลุกพรวดเมื่อเห็นว่าตัวเองนอนดิ้นมาใกล้จนศีรษะเกือบเกยตัวเสือขาล จ้องหน้าเขาที่ทำหน้าขมวดคิ้วอารมณ์เสียแต่เช้า...“ฉันหิวน้ำ” เสือขาลเปรยเสียงแหบวนิดาไม่พูดอะไร เธอโน้มตัวไปหยิบขันน้ำ เสื้อคอกระเช้าสำหรับใส่นอนหย่อนลงจนเห็นเนินหน้
โห ฮิ่โห ฮิ่โห ฮิ่โห ฮิ่โห... ฮิ้ว...ใครมีมะกรูด มาแลกมะนาว ใครมีลูกสาว มาแลกลูกเขย เอาว่ะเอาเว้ย ตะละลา......เสียงขบวนขันหมากคึกคักยิ่งด้วยหัวหน้าโจรร่อนจดหมายบอกพรรคพวกลูกน้องเก่าให้ช่วยมาจัดงาน ในเช้านี้ขันหมากตระกูลผู้ดีจึงได้ยาวเหยียด แต่งกายเสื้อฝ้ายสีมอกางเกงเนื้อหยาบ เสียงคุยเอะอะหัวเราะครืนทุ้มก้องยังหัวถนนกระต๊าก ! ไอ้สิบทิศร้องเบา ๆ ในอ้อมแขนเจ้านายของมัน เขาลูบหัวปลอบใจ“มึงทำหน้าที่ให้ดี แล้วกูจะไม่ต้มมึง”ขาลเปรยหัวใคร่ยืนตรงกลางขนาบข้างด้วยเสือสักยกพานสินสอด สมุนโจรยกต้นกล้วยอ้อยคาดเอวด้วยผ้าขาวม้าลายแดงน้ำเงินเสียงขบวนขันหมากเหล่าบุรุษเถื่อนวังน้ำใสก้องยาวบนถนนราชดำเนิน ดงผู้ดีของพระนคร ดังเสียจนเจ้าสาวที่นั่งอยู่หน้ากระจกหัวเราะเบา ๆ“ดูท่าศิการจะเกณฑ์คนมาอักโข” หม่อมอภิรดีเปรยเบา สวมสร้อยคอทับทิมที่หม่อมอัมพรนำมาให้ตั้งแต่เมื่อวาน วนิดายกแตะลูบสีโลหิต“คึกคักดีค่ะ”ภาพสะท้อนในกระจกเช้านี้ เธอเลือกไว้ทรงผมเดิมดัดลอนสั้นพองาม ต่างหูคู่ไม่ใหญ่นักแต่สีเม็ดทับทิมแข่งรับริมฝีปากแต้มชมพูดอกบัว เสื
เสียงหวีดแหลมดังก้องในโถงวังปรียาวงศ์ของอภิรดีลอดไปยังลานสวนข้างบ้าน ที่ซึ่งต้นกาสะลองใหญ่ยืนนิ่งรับรู้ถึงทุกสิ่งของบ้านหลังนี้ใต้ต้นคือชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าซีดเผือด กระโจนพรวดไม่กี่ก้าวตามเสียงไปทางห้องพักผ่อน เสือขาลตาเบิกโพลงตระหนก ตวัดปืนขึ้นมือสั่นเทา“ไอ้ประยูร” เสือขาลกดเสียง หัวใจหล่นวูบลงที่เท้า ร่างของหญิงคนรักถูกคนที่ฆ่าพ่อเขารัดคอแน่นด้วยมือ นัยน์ตาเธอเหลือกขึ้นก่อนที่มันจะหันมาเห็นแล้วปล่อยออก“แค่ก ๆ” วนิดาสำลักอากาศ สูดหายใจเฮือก ไอเอาลมเข้าปอด ตาแผดร้อนแดงก่ำน้ำตารื้น “พี่ขาล...”“โลกมันกลมจริงไหม” ประยูรใช้ท่อนแขนรัดคอลูกสาวลากไปอีกทาง ปลายปืนลูกโม่เสือขาลจ่อไล่ทุกฝีก้าว “กูเพิ่งรู้ข่าว ไม่คิดเลยว่ามึงจะเป็นลูกท่านหลานเธอ โดยเฉพาะไอ้ศิกร”เสือขาลกัดกรามกรอด ทรวงอกร้อนวาบนิ้วชื้นเหงื่อขยับขึ้นไกนก กึก! ประยูรสลับมือ ใช้มีดพร้าจ่อคอวนิดาทันควัน“มึงกล้าแลก ?” ประยูรเยาะหยัน“ปล่อยหล่อน” ขาลสั่งลอดไรฟัน เหงื่อผุดไหลลงหางตา“ปล่อย ? ก่อนหน้ากูคิดว่าส่งมันไปก็สมเนื้อ ลูกโจรกับโจร คนชั้นต่ำ ฮ่า ฮ่า ใครจะรู้ว่ามึงเป็นส







