LOGINในยามนี้ช่วงก่อนเที่ยงของพระนครจอแจด้วยรถยุโรปและผู้คนสัญจร กลิ่นอาหารข้างทางขายให้กุลีชาวจีนโชยเนือง ๆ เข้ามาในโรงพัก ห้องกองสืบ สวนนครบาล พื้นไม้เก่าที่ถูกจนเดินย่ำซ้ำไปมามันเลื่อมผสานกลิ่นอับจากกรงขังด้านหลัง ชนกานต์และอภิรดีใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก
ตำรวจหนุ่มวางปากกา “คดีนี้…ยาก” เขาเหลือบมองหมายจับเหลืองกรอบตรงมุมโต๊ะ
“เป็นไปได้ยาก แต่ใช่ว่าจะไม่ได้” ชนกานต์กล่าวแย้ง “ไอ้เสือนั่นมีหมายจับ โจรชั่วที่ทางการอยากได้ มิใช่หรือ”
“เสือขาลไม่ใช่รายเล็ก รังโจรเข้าได้ทางเดียว...”
“ก็ระดมคน” หม่อมราชวงศ์ชายแทรกเสียงดังอย่างชนชั้นเอาแต่ใจ
“ระดมคน? ผู้การยังไม่กล้าแตะเลยคุณชาย” ตำรวจหนุ่มหยุดชะงักมองลอดไปด้านนอก
ชนกานต์เอี้ยวคอกลับมองตาม จึงเห็นผู้การกองสืบอายุราวสี่สิบกว่า ผอมเกร็งผิวซีดเหมือนคนนั่งอยู่ในกรมมากกว่าวิ่งตามจับผู้ร้าย
“เอาเป็นว่า... ผมจะลงไว้เป็นคนหายก่อนแล้วกันครับ”
“เอ้ย !” หม่อมราชวงศ์หนุ่มร้องขึ้นก่อนหยุดเสียงเมื่อมือเหี่ยวของมารดาดึงเสื้อ ส่ายหน้าเบา ๆ ปรามให้เขาเงียบ
“ถ้าเช่นนั้นดิฉันคงรบกวนคุณตำรวจเพียงเท่านี้” อภิรดียิ้มเล็กน้อยดูไว้ตัวจนตำรวจโค้งหัวเกรงใจ
“ครับคุณหญิง ถ้าได้เรื่องคืบหน้ากระผมจะรีบให้คนส่งข่าวครับ”
คุณตำรวจผุดลุกยืนแสร้งแสดงสีหน้ายิ้มแย้มส่งสองแม่ลูกสกุลสูงศักดิ์ที่เดินจากไปด้วยกิริยาเลือดผู้ดี ก่อนที่พวกเขาจะหุบมุมปากลงเมื่อพวกเขาลับสายตา
“โธ่ ! น่าสงสารเด็กสาวคนนั้น” เขาโคลงศีรษะปิดหน้าลงทะเบียนแจ้งคนหาย เปรยกับเพื่อนตำรวจด้วยกัน ทอดเสียงราวเห็นใจทว่าไม่ใช่ “จะไปเหลือรอดอะไร... สาวพระนครกับโจรฆ่าคนตาย”
“อยู่ที่โน้นเสียยังดีกว่า” อีกคนเยาะเสียง “ขืนกลับมา คงอับอายขายหน้า”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ของตำรวจสองนายลอยสะท้อนในห้องสืบสวนนครบาล มันไม่ใช่เสียงหัวเราะแห่งความขบขัน แต่เป็นดั่งเสียงคำตัดสินจากศาลในใจคน
โดยที่คุณชายและมารดามิอาจหยั่งถึงว่า การรุดมาแจ้งความยิ่งพาให้เกิดเสียงฉาวโฉ่ ซิบซุบนินทาในระดับแวดวงสังคมชั้นสูง เล็ดลอดไปตามแหล่งบันเทิงไนต์คลับ สนามเทนนิส สโมสรบุรุษ
หรือแม้กระทั่งหลุดเข้ามาในงานพระศพเจ้านายใหญ่ เจ้าฟ้าชายศิวกาญจน์ เทวาภักดี ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เสียงลือดังก้องท่ามกลางเสียงสวดในโถงอันศักดิ์สิทธิ์
“นี่ได้ยินข่าวหรือไม่” สาวิตรีหนึ่งในเชื้อพระวงศ์ยศเจ้าเพียงหม่อม หลวง สาวสวยอายุยี่สิบกว่าแต่ไม่มีผู้ใดสู่ขอแต่งงาน ยกพัดปิดปากเอียงหน้าไปหาอีกคน “แม่นิด ลูกคนเล็กของคุณชายประยูรหนีตามผู้ชาย”
“ฮื้อ... จริงหรือ ข่าวว่าเพิ่งกลับจากปีนังไม่นานนัก”
“คงใจแตกเสียแล้ว กลับมาก็ไปเล่นเป็นนางละครโรงคุณชายรุจิภักดิ์ที่ศาลาเฉลิมกรุง ไม่กี่เดือนเท่านั้น... ข่าวลือว่าหนีตามผู้ชายไปถึงสิงห์บุรี”
สิงห์บุรี...
เสียงพึมพำทวนคำลอดลำคอเหี่ยวชราของคุณหญิงชั้นหม่อม ภรรยาเจ้าฟ้า แผ่วเบาทว่าหนักด้วยความถือตัว แม้วัยเกือบแปดสิบแต่ยังงามสง่าในชุดดำผ้าซิ่นทอไหมสีเดียวกันลวดลายยกดอก ประดับพระศอด้วยมุกห้อยจี้ลายพิเศษเพียงหนึ่งเดียว ท่านเอี้ยวหน้ากลับไป
“เมื่อครู่พวกหล่อนพูดกระไรกัน สิงห์บุรี”
“หม่อมอัมพร...” หญิงคนที่เอ่ยขึ้นคนแรกเปรยเบาตกใจเล็ก ๆ ที่หม่อมอัมพร พระชายาของเจ้าฟ้าชายศิวกาญจน์ลอบได้ยินคำนินทา
“เอ้า ! ฉันถาม ไยไม่ตอบ” น้ำเสียงเฉียบขาดทำสาวิตรีเย็นสันหลัง
“เรื่องซุบซิบธิดาคุณชายประยูรเพคะ ลือว่าหนีตามผู้ชายไปสิงห์บุรี”
“ใคร ?”
“ลูกสาวของคุณชายประยูร ชื่อวนิดา จบจากปีนัง...”
“ฉันหมายถึงผู้ชายน่ะ ใครกัน”
เชื้อพระวงศ์สาวจ้องสงสัย ไฉนหม่อมอัมพรจึงถามหาชายโฉด ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า ทว่าปากกลับตอบด้วยท่าทีอ่อนน้อม
“ลือว่าเป็นโจรผู้ร้ายชื่อเสือขาลเพคะ”
“เสือขาล...” หม่อมอัมพรเอี้ยวหน้ากลับ จ้องเมรุใหญ่ลวดลายสลักมากพิธีอย่างชนชั้นสูงราชนิกุลระดับเจ้าฟ้ากลางลานตรงหน้า
สูงสุดมิอาจเอื้อม... ท้ายสุดปลายทางคือควันที่ลอยคว้าง
ความมากศักดิ์ที่เหลือเพียงเถ้าถ่าน ทว่ายังมิอาจปล่อยวางสิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง
ท่านใจร้าย... สิ้นพระชนม์แล้ว ยังทำให้หม่อมอย่างดิฉันต้องร้อนใจ
หม่อมอัมพรเม้มริมฝีปาก... ชื่อที่ทำบาดแผลเก่าแล่นวาบในอก เธอหันหลังให้เมรุ “ฉันจะไปถามเอง”
สาวิตรีสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ ๆ หม่อมอัมพรผุดลุกจากเก้าอี้แล้วเดินลับหายเข้าไปยังปะรำพิธีอีกด้าน หลังจากได้ยินเรื่องอัปยศของสกุลปรียานนทวงศ์
หรือว่า... ท่านรู้จักวนิดา
ด้วยความเป็นหญิงชั้นสูง การพบเจอมีเพียงคนในระดับเดียวกันจึงมิได้มองลึกลงไปอีกชั้น คิดแค่ผิวเผินดั่งเช่นคนอีกมากมายของพระนคร เสียงซุบซิบแผ่วลอยไปตามงานต่าง ๆ วนิดาซึ่งกำลังเผชิญชะตาในรังโจร มิมีวันล่วงรู้ได้เลยว่า ชื่อของเธอกำลังถูกลากไปสู่ปากคนทั้งเมือง
เพราะเสียงเดียวที่เธอได้ยินอยู่ในเวลานี้คือ... เสียงเสือขาล
“กินข้าว” เสียงทุ้มก้องดังลอยมาจากทางชานเรือน
วนิดานั่งนิ่งที่เดิมหลังพิงผนังเรือน ตั้งแต่บ่ายถูกบังคับให้ผลัดผ้า แม้ว่าเขาไม่ได้อยู่มองให้เธอได้อับอาย แต่เธอยังรู้สึกถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี
ปัง... เสือขาลตบโต๊ะฉาด คิ้วขมวดยุ่ง กระแทกตัวนั่งลงเก้าอี้หัวโล้น รินเหล้าเถื่อนสีใสบาดคอใส่แก้วหกเหลี่ยมเล็ก ยกกระดกรวดเดียว
“จะออกมาหรือไม่ คุณหญิง !”
แสงเช้าพาดผ่านบานหน้าต่างไม้เก่าซีดของโรงแรมราคาถูกในอำเภอพรหมบุรี เสียงจอแจจากถนนดินแดงด้านนอกดังก้องตั้งแต่ไก่ขันกลิ่นข้าวสารปนฝุ่นจากรถม้าลอยคละคลุ้งเข้ามาในห้องพักแคบ ๆ เตียงไม้กรุผ้าปูสีหม่นวางชิดผนัง มุ้งเก่าห้อยยาน ม่านบางสั่นไหวตามลม ยามเช้าเสือสักยืนพิงขอบหน้าต่าง มวนยาสูบในมือส่งควันลอยเป็นเส้นบาง ร่างสูงกำยำในเสื้อสีเข้มและกางเกงผ้าฝ้ายเงียบขรึมผิดไปจากที่เคยเป็น ดวงตาคมนิ่งทอดมองลานกว้างด้านล่าง แต่ใจกลับวนเวียนอยู่ที่ร่างเล็กบนเตียงด้าน หลังหญิงสาวจากพระนครที่ถูกจับลากมาพร้อมวนิดา ยังนอนขดตัวใต้ผ้าห่มบาง ผมดำยาวสยายลงหมอน ใบหน้าหวานแฝงรอยเหนื่อยอ่อนจากคืนก่อน ที่เขากอดรัดเธอไม่ยอมปล่อย ผิวขาวเนียนสะท้อนแสงเช้า รอยช้ำจางๆ จากการรักอันดิบเถื่อนยังประทับอยู่บนต้นคอและไหล่บาง“พี่สัก...”เสียงหวานพร่าเอ่ยเรียกเบา ลดาวัลย์พลิกตัวช้าๆ ผ้าห่มเลื่อนลง เผยแผ่นหลังขาวนวลที่โค้งงามราวหยกแกะสลัก เธอรู้ว่าเขายืนมองอยู่ ดวงตาคู่สวยเงยขึ้นสบตาเขา ยิ้มจางๆ“เช้านี้พี่ดูแปลก ๆ”สักกลืนน้ำลายลงคอ สายตาคมนิ่ง แต่หัวใจหนักอึ้งราวถูกบ
หกปีต่อมา ณ วังเทวากูรเวลาหกปีผ่านไปทำให้บาดแผลทั้งหลายแปรเปลี่ยนเป็นความสงบแสงยามเย็นท้ายวังทอดลงยังริมสระขุดใหม่ใกล้กันคือศาลาหลังเล็ก ที่ซึ่งสองสามีภรรยามักมาใช้เวลาร่วมกันในช่วงบ่ายเสมอ ทว่าวันนี้กลับเป็นช่วงเย็นเด็กชายวัยห้าขวบยืนนิ่งมือถูกผู้เป็นย่ากำไว้หลวม ๆ ตามแรงชราภาพ ทั้งสองมองหม่อมราชวงศ์ศิการและหม่อมวนิดากำลังฝังกลบสัตว์เลี้ยงแสนรัก“มันเป็นอะไรตายครับ” เด็กชายแหงนหน้าถามย่า“มันแก่แล้ว... ศิกร” ย่าก้มลงมองยิ้มไปถึงดวงตาฝ้าฟาง“งั้นอีกหน่อยย่าก็ต้องตายใช่ไหมครับ” เด็กชายยังถามอีกทำให้ผู้เป็นย่าหัวเราะเบา ๆ ศิกรในวัยห้าขวบช่างถามเกินวัยสมอายุ ย่าลูบหัวช้า ๆ“ไม่นานดอกหลานรัก จะถึงเวลาของย่า”เด็กชายบีบมือย่าแน่น “ผมไม่อยากให้ย่าตายเลย ไอ้สิบทิศก็ด้วย”วนิดาหันหลังกลับมาปรามดุ “ลูกกำลังพูดคำหยาบ”“แต่คุณพ่อเรียกมันแบบนั้นนี่ครับ” ศิกรหันไปทางพ่อที่หัวเราะในลำคอ ปัดมือสองสามครั้งก่อนพยุงร่างเมียรักขึ้นยืน โอบหลังพาเด
ปรู๊น... เสียงหวูดรถไฟดังแว่วจากชุมทางบ้านหมี่ แสงแดดยามบ่ายของต้นปี พ.ศ. 2481 สาดเปรี้ยงลงบนถนนดินแดงวนิดาในชุดเดรสทันสมัยแบบสาวพระนครยกมือปาดเหงื่อที่หน้าผาก แต่ก่อนที่หยาดเหงื่อจะไหลลงแก้ม มือคล้ำกร้านของเสือขาลคว้าผ้าเช็ดหน้ามาแตะซับให้อย่างนุ่มนวล“ใครหนอ คิดเรื่องฮันนี่มูนทันสมัยถึงบ้านนอก”วนิดาแสร้งบ่น แววตาหยอกเย้าขณะเดินเคียงข้างร่างสูงใหญ่ของสามีที่เหมือนเป็นเงาคุ้มภัย แสงแดดส่องสะท้อนผมดำเงาของเธอ ทำให้ใบหน้าหวานยิ่งเด่นชัด“บ้านนอกที่ไหน นี่คึกคักยิ่ง รอตกเย็นคุณหญิงจะได้จับจ่ายเดินเล่น”เสือขาลยิ้มเจ้าเล่ห์ มือจับแขนบางเธอแน่น เดินนำไปยังโรงแรมเล็ก ที่ตั้งอยู่ริมถนน คุ้นตาเหมือนเคยมาพักเมื่อครั้งอดีตวนิดาหยุดชะงัก มองป้ายโรงแรมเก่าๆ แล้วหันไปมองสามี “อย่าบอกนะ นี่คือที่ที่พาเมียมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” เธอแหงนหน้าถาม รอยยิ้มของเขาทำให้ใจเธอเต้นแรง ทั้งข้องใจและหวั่นไหว“เป็นเมียโจร อย่าลืมกำพืดสิ ไปเถิด”เสือขาลหัวเราะ ดึงมือเธอขึ้นบันไดไม้ไปยังหน้าโถงโรงแรม เขารับกุญแจจากเจ้าของด้วยท่าทีสนิทสนม
ย้อนกลับไปช่วงวันที่เสือขาลนอนพักรักษาแผลถูกยิงเอ้ก อี้ เอ้ก เอ้ก...เสียงสิบทิศขันแต่เช้าตรู่ในขณะที่ฟ้ายังมืด เสือขาลขยับเปลือกตาสะดุ้งเล็กน้อย ยกมือกุมสีข้างเหลียวมองตามเสียงกรนเบา ๆ เขาทิ้งศีรษะลงวนิดา...เขาพึมพำลอดไม่เป็นถ้อย ใกล้เพียงเอื้อมแต่กลับคว้าไว้ไม่ได้ เขายกมือขึ้นกลั้นเจ็บเอานิ้วเกี่ยวในผมดำขลับของเธอ นุ่มสลวยกลิ่นหอมอ่อน ๆ เผลอยิ้มหากอยู่พระนคร หล่อนคงเข้าร้านเสริมสวยจู่ ๆ ภาพเธอสวมใส่ชุดทันสมัยไม่ใช่ผ้านุ่งอย่างชาวบ้านผุดขึ้น มือชะงักดึงลงวางดั่งเดิมคงเป็นไปไม่ได้... ฉันจะไม่ปล่อยเธอกลับไป“แค่ก ๆ” เขาแสร้งกระแอม เธอยังนอนนิ่งด้วยความอ่อนเพลีย จึงใช้มือเขย่าแรง ๆ “ตื่นได้แล้ว แดดกำลังจะส่องหัว”เธอกะพริบตาสงสัย แล้วลุกพรวดเมื่อเห็นว่าตัวเองนอนดิ้นมาใกล้จนศีรษะเกือบเกยตัวเสือขาล จ้องหน้าเขาที่ทำหน้าขมวดคิ้วอารมณ์เสียแต่เช้า...“ฉันหิวน้ำ” เสือขาลเปรยเสียงแหบวนิดาไม่พูดอะไร เธอโน้มตัวไปหยิบขันน้ำ เสื้อคอกระเช้าสำหรับใส่นอนหย่อนลงจนเห็นเนินหน้
โห ฮิ่โห ฮิ่โห ฮิ่โห ฮิ่โห... ฮิ้ว...ใครมีมะกรูด มาแลกมะนาว ใครมีลูกสาว มาแลกลูกเขย เอาว่ะเอาเว้ย ตะละลา......เสียงขบวนขันหมากคึกคักยิ่งด้วยหัวหน้าโจรร่อนจดหมายบอกพรรคพวกลูกน้องเก่าให้ช่วยมาจัดงาน ในเช้านี้ขันหมากตระกูลผู้ดีจึงได้ยาวเหยียด แต่งกายเสื้อฝ้ายสีมอกางเกงเนื้อหยาบ เสียงคุยเอะอะหัวเราะครืนทุ้มก้องยังหัวถนนกระต๊าก ! ไอ้สิบทิศร้องเบา ๆ ในอ้อมแขนเจ้านายของมัน เขาลูบหัวปลอบใจ“มึงทำหน้าที่ให้ดี แล้วกูจะไม่ต้มมึง”ขาลเปรยหัวใคร่ยืนตรงกลางขนาบข้างด้วยเสือสักยกพานสินสอด สมุนโจรยกต้นกล้วยอ้อยคาดเอวด้วยผ้าขาวม้าลายแดงน้ำเงินเสียงขบวนขันหมากเหล่าบุรุษเถื่อนวังน้ำใสก้องยาวบนถนนราชดำเนิน ดงผู้ดีของพระนคร ดังเสียจนเจ้าสาวที่นั่งอยู่หน้ากระจกหัวเราะเบา ๆ“ดูท่าศิการจะเกณฑ์คนมาอักโข” หม่อมอภิรดีเปรยเบา สวมสร้อยคอทับทิมที่หม่อมอัมพรนำมาให้ตั้งแต่เมื่อวาน วนิดายกแตะลูบสีโลหิต“คึกคักดีค่ะ”ภาพสะท้อนในกระจกเช้านี้ เธอเลือกไว้ทรงผมเดิมดัดลอนสั้นพองาม ต่างหูคู่ไม่ใหญ่นักแต่สีเม็ดทับทิมแข่งรับริมฝีปากแต้มชมพูดอกบัว เสื
เสียงหวีดแหลมดังก้องในโถงวังปรียาวงศ์ของอภิรดีลอดไปยังลานสวนข้างบ้าน ที่ซึ่งต้นกาสะลองใหญ่ยืนนิ่งรับรู้ถึงทุกสิ่งของบ้านหลังนี้ใต้ต้นคือชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าซีดเผือด กระโจนพรวดไม่กี่ก้าวตามเสียงไปทางห้องพักผ่อน เสือขาลตาเบิกโพลงตระหนก ตวัดปืนขึ้นมือสั่นเทา“ไอ้ประยูร” เสือขาลกดเสียง หัวใจหล่นวูบลงที่เท้า ร่างของหญิงคนรักถูกคนที่ฆ่าพ่อเขารัดคอแน่นด้วยมือ นัยน์ตาเธอเหลือกขึ้นก่อนที่มันจะหันมาเห็นแล้วปล่อยออก“แค่ก ๆ” วนิดาสำลักอากาศ สูดหายใจเฮือก ไอเอาลมเข้าปอด ตาแผดร้อนแดงก่ำน้ำตารื้น “พี่ขาล...”“โลกมันกลมจริงไหม” ประยูรใช้ท่อนแขนรัดคอลูกสาวลากไปอีกทาง ปลายปืนลูกโม่เสือขาลจ่อไล่ทุกฝีก้าว “กูเพิ่งรู้ข่าว ไม่คิดเลยว่ามึงจะเป็นลูกท่านหลานเธอ โดยเฉพาะไอ้ศิกร”เสือขาลกัดกรามกรอด ทรวงอกร้อนวาบนิ้วชื้นเหงื่อขยับขึ้นไกนก กึก! ประยูรสลับมือ ใช้มีดพร้าจ่อคอวนิดาทันควัน“มึงกล้าแลก ?” ประยูรเยาะหยัน“ปล่อยหล่อน” ขาลสั่งลอดไรฟัน เหงื่อผุดไหลลงหางตา“ปล่อย ? ก่อนหน้ากูคิดว่าส่งมันไปก็สมเนื้อ ลูกโจรกับโจร คนชั้นต่ำ ฮ่า ฮ่า ใครจะรู้ว่ามึงเป็นส







