LOGINยามรุ่งสางแสงสว่างสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามากระทบเปลือกตาบาง ‘เสิ่นหว่าน’ ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรู้สึกร้าวระบมไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับร่างกายของนางเพิ่งผ่านการถูกบดขยี้ด้วยรถม้าศึกมาทั้งคืน
จะว่าอย่างนั้นก็ไม่แปลกเพราะคนด้านข้างขย้ำนางราวกับตายอดตายอยากมาสิบชาติ
หญิงสาวพยายามขยับตัว ทว่าความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาจากช่วงเอวและ... กลางกายสาว ความทรงจำอันเร่าร้อนเมื่อคืนหวนกลับมาฉายซ้ำในหัวสมองเป็นฉาก ๆ ๆ ใบหน้างามพลันร้อนผ่าวสลับซีดเผือด
ไม่ใช่ความฝัน... นางเกิดใหม่แล้ว และนางก็เพิ่งผ่านค่ำคืนวสันต์กับบุรุษแปลกหน้าไปแล้วจริง ๆ !
เสิ่นหว่านกัดฟันกลั้นเสียงร้องแห่งความเจ็บปวด ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล สายตาเหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่ที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่ข้างกาย แผ่นหลังกว้างเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการทำศึก และ... รอยเล็บที่นางฝากเอาไว้เมื่อคืนยิ่งกว่ารอยแมวข่วนเสียอีก จนใบหน้าสวยหวานร้อนผ่าวขึ้นเมื่อรู้ว่าตนเองทำอะไรกับเขาเอาไว้บ้าง
นางกวาดสายตามองใบหน้ายามหลับใหลของบุรุษผู้นั้นชัด ๆ อีกครั้ง ลมหายใจของนางพลันสะดุดกึก หัวใจร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
คิ้วกระบี่พาดเฉียง... จมูกโด่งเป็นสัน... และป้ายหยกสีดำทมิฬที่วางระเกะระกะอยู่ข้างหมอน
บนป้ายหยกสลักอักษรคำว่า ‘เว่ย’ (魏) เอาไว้ชัดเจนทำให้มือเล็กยกขึ้นทาบอกอย่างสั่นเทา
“แม่ทัพ... เว่ยอู๋จี!”
เสิ่นหว่านแทบอยากจะยกมือตบหน้าตัวเองสักฉาด หนีจากหมาป่าสกุลหรง ดันมาตกปากพยัคฆ์ร้ายแห่งกองทัพ!
ในเมืองหลวงแห่งนี้ ใครบ้างไม่รู้กิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมอำมหิตของเขาผู้ได้รับฉายา ‘ยมทูตหน้าหยก’ ผู้สังหารคนตาไม่กะพริบ หากเขารู้ว่านางเป็นใคร... นางคงไม่แคล้วถูกบั่นคอโยนศพให้สุนัขกินเป็นแน่ ยิ่งไม่อาจกล่าวได้ว่าเรื่องนี้เป็นความผิดเขา เพราะเมื่อคืนนางมีสติครบถ้วน ยกเว้นแต่อาการทางกายที่ยากเกินควบคุม จนเอ่ยปากในเรื่องน่าอายพรรค์นั้นออกไป
“ต้องหนี...” คำนี้ผุดขึ้นในหัว
นางบอกตัวเองด้วยมือไม้ที่สั่นเทา รีบคว้าเสื้อผ้าที่ฉีกขาดวิ่นของตนมาสวมใส่อย่างลวก ๆ ทว่าชุดเดิมนั้นสภาพดูไม่ได้เสียแล้ว นางจึงตัดสินใจหยิบเสื้อคลุมตัวนอกสีดำสนิทของเขามาสวมทับ เพื่ออำพรางสภาพร่างกายของตนเอง
ในขณะที่กำลังจะปีนหน้าต่างหนี สายตาของนางก็เหลือบไปเห็น ‘ถุงเงิน’ และ ‘มีดสั้น’ ลวดลายแปลกตาของเขาที่วางอยู่ข้างป้ายหยก
ในเมื่อเสียตัวให้เขาไปแล้ว จะให้กลับไปมือเปล่าก็น่าเสียดายแย่... เสิ่นหว่านตัดสินใจคว้าถุงเงินและมีดสั้นยัดใส่ในอกเสื้อทันที
แน่นอนว่าป้ายหยกมิอาจขโมยมาได้ เพราะยังอยากหายใจอยู่ต่อเพื่อดูความพินาศของตระกูลที่ทรยศต่อความไว้ใจของนางอย่างตระกูลหรง!
หากเอาป้ายหยกของเขาไปนางคงได้ตายตั้งแต่เขาตื่นมา
“ถือว่าเป็นค่าตัวของข้าก็แล้วกัน ท่านแม่ทัพ!”
นางทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะกัดฟันปีนข้ามหน้าต่างเรือนรับรองหนีออกไปอย่างรวดเร็ว โดยทิ้งรอยเลือดพรหมจรรย์สีแดงฉานบนผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดไว้ดูต่างหน้า
เพียงไม่กี่อึดใจหลังจากที่เงาร่างบอบบางหายลับไป เปลือกตาคมกริบของคนที่นอนอยู่บนเตียงก็เปิดขึ้นฉับพลัน
นัยน์ตาพยัคฆ์ดำขลับไร้แววง่วงงุน เว่ยอู๋จีลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า ผ้าห่มเลื่อนลงมาเผยให้เห็นมัดกล้ามกำยำที่มีรอยขีดข่วนแดงก่ำไปทั่วแผ่นอก เขาตื่นตั้งแต่นางเริ่มขยับตัวแล้ว เพียงแต่อยากรู้ว่า ‘แม่โจรสาวที่ขโมยพรหมจรรย์แม่ทัพอย่างเขา’ ผู้นี้จะทำเช่นไรต่อไป
คิดไม่ถึงว่านางจะใจกล้าขโมยเสื้อคลุมไม่พอ ยังกล้าฉกมีดสั้นประจำกายของเขาไปด้วย!
มือหนาลูบไล้รอยเลือดสีสดบนที่นอน มุมปากหยักลึกยกยิ้มเหี้ยมเกรียมแฝงแววอันตราย กลิ่นหอมกรุ่นของนางยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูกไม่จางหาย ความรู้สึกอิ่มเอมซ่านกระเซ็นยังคงตราตรึง
“ค่าตัวอย่างนั้นรึ?”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยพึมพำกับตัวเอง แววตาฉายประกายนักล่าที่เพิ่งเจอเหยื่อถูกใจ
“จิวตง!”
สิ้นเสียงเรียก เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นคุกเข่าอยู่หน้าเตียงทันที “ขอรับท่านแม่ทัพ”
“ไปสืบมา... สตรีที่เข้ามาในห้องข้าเมื่อคืนคือนางจิ้งจอกบ้านไหน พลิกเมืองหลวงหาก็ต้องหาตัวนางมาให้ได้!”
“รับทราบขอรับ!”
“อื้อ! ข้าก็รักท่านแม่ที่สุด!” อาเนี่ยนกอดตอบ แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เขาสัมผัสได้ถึงความรักอันมหาศาล“แอบมาร้องไห้อะไรกันสองแม่ลูก?”เว่ยอู๋จีเดินเข้ามาในห้องอาบน้ำ เขาเพิ่งกลับมาจากตรวจเวรยาม เห็นภาพภรรยากอดลูกร้องไห้ก็รีบถลันเข้ามา “ใครทำอะไรเจ้า? หรือเจ้าตัวแสบนี่แกล้งเจ้า!”“เปล่าเจ้าค่ะ...” กู้หว่านเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มที่งดงามที่สุดให้สามี “ข้าแค่... มีความสุขมากเหลือเกินเจ้าค่ะท่านพี่”เว่ยอู๋จีชะงัก เมื่อเห็นแววตาที่เปี่ยมสุขของนาง เขาก็ผ่อนคลายลง เดินเข้ามานั่งขอบถังน้ำแล้วโอบกอดทั้งสองคนไว้ในวงแขน“ข้าก็มีความสุข...” เขาจูบขมับภรรยา แล้วหันไปดีดหน้าผากลูกชายเบา ๆ “ถึงเจ้าลิงนี่จะแสบไปหน่อย แต่เขาก็คือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่เจ้ามอบให้ข้า”“ท่านพ่อ... ข้าอยากกินขนม”“อาบน้ำให้เสร็จก่อนเถอะเจ้าตัวกินล้างผลาญ!”เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งในห้องอาบน้ำ กู้หว่านมองดูสามีที่กำลังหยอกล้อกับบุตรชาย ภาพความเจ็บปวดในอดีตชาติค่อย ๆ เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความอบอุ่นในปัจจุบันนางเคยคิดว่าชีวิตนี้คงต้องจมปลักอยู่กับความแค้น แต่เว่ยอู๋จีได้ฉุดนางขึ้นมา มอบแสงสว่าง และมอบครอบครัวที่
กาลเวลาผันผ่านราวกับสายน้ำไหล สี่ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เมืองหลวงแห่งแคว้นต้าเหลียงยังคงเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้ผู้ปรีชาสามารถ และการดูแลความมั่นคงของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินเว่ยอู๋จีทว่า... ความสงบสุขนั้นดูเหมือนจะไม่ครอบคลุมถึงภายในจวนแม่ทัพเว่ยสักเท่าไรนัก“เว่ย-ฉาง-เนี่ยน! เจ้าลิงทะโมน! ลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”เสียงคำรามกึกก้องของแม่ทัพเว่ยดังสนั่นไปทั่วลานฝึกยุทธ์ บ่าวไพร่ต่างพากันสะดุ้งโหยง แต่มิใช่ด้วยความหวาดกลัว กลับเป็นความขบขันที่ต้องกลั้นไว้จนหน้าแดงบนยอดไม้สูงลิบกลางลานฝึก มีร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยสามขวบกว่าในชุดไหมสีแดงสดนั่งห้อยขาแกว่งไปมาอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือตราพยัคฆ์ตราสั่งการกองทัพของบิดาเอาไว้ราวกับของเล่น“ท่านพ่อ... ข้าไม่ลง! ท่านพ่อจะตีก้นข้า!” เสียงเล็กใสแจ๋วตะโกนตอบกลับมา“ข้าไม่ตี! ข้าสัญญา!” เว่ยอู๋จีพยายามปรับเสียงให้อ่อนลง แต่เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ “เจ้าส่งตราพยัคฆ์ลงมาให้พ่อก่อน... นั่นไม่ใช่ของเล่นนะลูกรัก”“ท่านตาทวดบอกว่า ข้าเอาไปเล่นทุบเปลือกเกาลัดได้!”เว่ยอู๋จีแทบจะกระอักเลือดออกมา “ท่านตาทวด... ท่านราชครูกู้หยวนน่ะรึ?”“ใช่
“ไม่ต้อง...” เว่ยอู๋จีรวบตัวนางกลับลงมาจมอก “ที่จวนนี้ไม่มีธรรมเนียมยุ่งยาก ท่านพ่อท่านแม่ข้าไม่อยู่แล้ว... เจ้ามีหน้าที่ปรนนิบัติสามีเพียงคนเดียวก็พอ”“แต่ข้าหิว...” กู้หว่านประท้วงท้องร้องโครกคราก“ข้าก็หิว...” เว่ยอู๋จีลืมตาขึ้น นัยน์ตาเป็นประกายวาววับจ้องมองริมฝีปากนาง “หิวเจ้า...”“ว้าย! ท่านพี่! อื้ออออ!”ยังไม่ทันได้ร้องขอความเมตตา กู้หว่านก็ถูกพลิกตัวลงใต้ร่างเขาอีกครั้ง บทเรียนบทที่สองจากตำราวสันต์ถูกนำมาปฏิบัติทันทีโดยไม่มีการพักยกตลอดทั้งวัน บ่าวไพร่ที่ยกอาหารมารอหน้าห้องต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก นายท่านสั่งห้ามใครรบกวนเด็ดขาด อาหารที่ยกมาวางไว้หน้าประตูเย็นชืดแล้วก็ถูกยกกลับไป เปลี่ยนสำรับใหม่วนเวียนอยู่อย่างนั้นเสียงหัวเราะคิกคัก เสียงหวีดร้องเบา ๆ และเสียงเตียงสั่นสะเทือนดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ ทำให้สาวใช้หน้าแดงก่ำต้องรีบถอยห่างออกมากว่าจะได้กินข้าวกันจริง ๆ ก็ปาเข้าไปช่วงบ่ายคล้อย เว่ยอู๋จีสวมเพียงกางเกงตัวเดียว นั่งพิงหัวเตียงป้อนข้าวต้มให้ภรรยาที่นอนหมดสภาพอยู่ในผ้าห่ม“อ้าปากสิเด็กดี...” เขาเป่าข้าวต้มให้หายร้อน แล้วป้อนนางอย่างเอาใจกู้หว่านเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ย มองค
ตำราปกสีน้ำเงินที่ถูกโยนทิ้งลงพื้นดูเหมือนจะไร้ค่าไปในทันที เมื่อเทียบกับเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นที่นอนทอดกายอยู่บนเตียงกว้าง ม่านมุ้งสีแดงมงคลถูกปลดลงมาปิดกั้นโลกภายนอก เหลือเพียงแสงเทียนวูบไหวที่สาดส่องกระทบผิวขาวเนียนละเอียดราวกับหยกมันแพะของกู้หว่านให้ดูเย้ายวนจับตาเว่ยอู๋จีปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นมัดกล้ามกำยำที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งสมรภูมิ รอยแผลเป็นจาง ๆ บนแผงอกกว้างไม่ได้ทำให้เขาดูน่ากลัว แต่กลับเสริมเสน่ห์แห่งบุรุษเพศที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลังและความดุดันเขาทาบทับร่างหนาลงมา กักขังนางไว้ใต้ร่างแกร่ง กลิ่นอายบุรุษเพศผสมกับกลิ่นสุรามงคลจาง ๆ มอมเมาสติของกู้หว่านให้พร่าเลือน“หว่านเอ๋อร์...” เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนนางขนลุกซู่“รู้หรือไม่ว่า ข้าอดทนรอเวลานี้มานานเพียงใด... นานจนข้าแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว”“ท่านพี่... ท่านใจเย็น...อื้อ...ใจเย็นเจ้าค่ะ” กู้หว่านพยายามเอ่ยห้ามเสียงเบาหวิว มือเล็กดันแผงอกเขาไว้ แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดหรือจะต้านทานพยัคฆ์หนุ่มผู้หิวกระหายได้“คืนนี้ไม่มีคำว่าใจเย็น...” เว่ยอู๋จีขบเม้มติ่งหูของนางเบา ๆ ก่อนจะ
เว่ยอู๋จีเหยียบคันชั่งขึ้นมา แล้วค่อย ๆ บรรจงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก...ทันทีที่ผ้าคลุมหน้าพ้นใบหน้า ความงดงามของเจ้าสาวก็ปรากฏแก่สายตา แสงเทียนขับเน้นผิวขาวเนียนละเอียด แก้มแดงระเรื่อ และดวงตากลมโตที่ฉ่ำน้ำ ยิ่งดูเย้ายวนชวนให้ลุ่มหลง“หว่านเอ๋อร์...” เว่ยอู๋จีครางเรียกชื่อนางในลำคอ ราวกับคนละเมอ “เจ้าช่างงดงามเหลือเกิน...”เขาหยิบสุรามงคลขึ้นมาสองจอก ส่งให้นางหนึ่งจอก“ดื่มสุรามงคล... ครองคู่ตราบชั่วฟ้าดินสลาย”ทั้งสองคล้องแขนกัน ดื่มสุราจนหมดจอก รสชาติเผ็ดร้อนของสุราไหลลงคอ แต่มิอาจเทียบได้กับความร้อนรุ่มในแววตาของแม่ทัพหนุ่มที่จ้องมองนางเว่ยอู๋จีรับจอกสุราจากมือนางไปวางไว้ แล้วขยับตัวเข้าประชิด เขาค่อย ๆ ถอดมงกุฎหงส์อันหนักอึ้งออกจากศีรษะนาง ปล่อยให้เส้นผมดำขลับสยายลงมาเต็มแผ่นหลัง“หนักหรือไม่?” เขาถามเสียงนุ่ม นิ้วมือเกลี่ยไล้ไปตามกรอบหน้า“ไม่หนักเจ้าค่ะ... แต่ข้าตื่นเต้น” กู้หว่านตอบเสียงสั่น แม้ว่านางจะเคยร่วมเรียงเคียงหมอน แต่ตอนนั้นด้วยฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด แต่บัดนี้เป็นเรื่องที่นางจะรู้สึกกับมันจริง ๆเว่ยอู๋จียิ้มเจ้าเล่ห์ “ตื่นเต้นเรื่องอันใด? เรื่องเข้าหอ หรือเรื่องที่สาม
สายลมแห่งความปีติพัดโชยมาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้มงคล ทั่วทั้งเมืองหลวงในวันนี้ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน ไม่ใช่สีแดงของโลหิตดั่งเช่นวันวาน แต่เป็นสีแดงของงานมงคลสมรส ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ต้าเหลียงเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวปลุกให้ชาวเมืองตื่นตัวตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ ขบวนขันทีหลวงเคลื่อนออกจากวังมุ่งหน้าสู่จวนตระกูลกู้ พร้อมด้วยราชโองการสีทองอร่าม“รับราชโองการ!”กู้หว่านในชุดเจ้าสาวสีแดงสดปักลายหงส์คู่มังกรด้วยด้ายทองคำแท้ คุกเข่าลงรับราชโองการด้วยความนอบน้อม ข้างกายมีท่านตาที่ยิ้มจนแก้มปริ“ด้วยพระเมตตาแห่งโอรสสวรรค์... ทรงเห็นถึงความเหมาะสมดั่งกิ่งทองใบหยก พระราชทานสมรสให้แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินเว่ยอู๋จี และหลานสาวราชครูกู้ กู้หว่านขอให้ครองคู่ยั่งยืนนาน มีบุตรเต็มบ้านหลานเต็มเมือง จบราชโองการ!”ขุนนางและขันทีต่างซุบซิบกันถึงที่มาของราชโองการฉบับนี้ ว่ากันว่าแม่ทัพเว่ยผู้เกรียงไกรถึงกับบุกไปป่วนท้องพระโรงทุกวัน จนฮ่องเต้ปวดพระเศียร“ฝ่าบาท... เมื่อไหร่จะพระราชทานสมรสพ่ะย่ะค่ะ?”เพราะไม่พระราชทานสมรสสักที แม่ทัพเว่ยไม่ทำอะไรไม่พอ ยังเอาแต่กวนพระทัยในท้องพระโรงทุกวัน “ฝ







