เข้าสู่ระบบชาติก่อนโดนคนไว้ใจทำร้ายจนตัวตาย...ชาตินี้ข้าเกิดใหม่ขอทวงคืน สิ่งใดที่ข้าได้รับคนที่ทำกับข้าล้วนต้องได้รับ สิ่งใดที่ข้าทนทุกข์พวกมันต้องได้ทุกข์ ที่สิ่งที่พวกมันปรารถนาข้าจะยื้อแย่ง
ดูเพิ่มเติมความร้อนรุ่มดั่งไฟสุมทรวงแผดเผาไปทั่วสรรพางค์กาย ‘เสิ่นหว่าน’ หอบหายใจสะท้าน ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกหินพันชั่งทับถม ดวงตาพร่ามัวมองเห็นเพียงแสงเทียนวูบไหวในห้องนอนที่คุ้นตา... คุ้นเสียจนความหวาดกลัวสายหนึ่งแล่นพล่านเข้าสู่ขั้วหัวใจ
นี่มัน... ห้องรับรองปีกตะวันตกของจวนสกุลหรง!
ภาพความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาดั่งเขื่อนแตก นางจำได้แม่นยำ คืนนี้คือจุดเริ่มต้นของนรกขุมนั้น นางถูกวางยาปลุกกำหนัด และอีกไม่เกินหนึ่งเค่อ ‘หรงจื่อ’ คุณชายใหญ่ตระกูลหรงผู้กระหายในกามจะเปิดประตูเข้ามา และนางจะถูกตราหน้าว่าปีนเตียงบุรุษ จนต้องจำใจแต่งงานเข้าไปรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนของเขา ถูกอนุในเรือนตระกูลหรงกดขี่ใส่ร้ายป้ายสี สุดท้ายต้องทนมองดูบุตรชายถูกขายเป็นทาส ตัวนางก็กระอักเลือดตายอย่างโดดเดี่ยวในศาลบรรพชนของตระกูลหรง
“ไม่... ชาตินี้ข้าจะไม่ยอมตายเยี่ยงสุนัขข้างถนนอีก!”
เสิ่นหว่านกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือดเพื่อเรียกสติ นางรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายพาร่างที่อ่อนระทวยลงจากเตียง ประตูหน้ามีคนเฝ้า ทางเดียวคือระเบียงที่เชื่อมไปยังห้องข้าง ๆ
แม้นางจะไม่รู้ว่าห้องข้าง ๆ คือผู้ใดที่กำลังพักผ่อนเมื่อสร่างเมา แต่อย่างน้อยก็ดีกว่านรกขุมเดิม!
แม้ต้องเสี่ยงดวงพลิกชะตานางก็ต้องทำ
ร่างบางโซซัดโซเซปีนข้ามระเบียงไม้ฉลุด้วยมือที่สั่นเทา ลมหายใจหอบกระเส่า ร่างกายร้อนผ่าวจนแทบระเบิด ทันทีที่นางผลักบานหน้าต่างห้องข้าง ๆ เข้าไป กลิ่นอายสังหารรุนแรงสายหนึ่งก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้า
“ใคร!”
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าตวาดลั่นมาจากมุมมืด พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ที่พุ่งเข้ามาประชิดตัวนางในชั่วพริบตา กริชเย็นเฉียบจ่อลงบนลำคอระหงของเสิ่นหว่านทันที
เสิ่นหว่านเงยหน้าขึ้นมองบุรุษในความมืด แสงจันทร์สลัวเผยให้เห็นดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ที่แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความทรมานไม่ต่างจากนาง เหงื่อกาฬไหลอาบกรอบหน้าคมสัน
คนผู้นี้... ก็ถูกวางยาเช่นกัน!
“ช่วย... ช่วยข้าด้วย...ร้อน” นางวิงวอนเสียงสั่น ฤทธิ์ยากำหนัดในกายทำให้นางไม่อาจหักห้ามความต้องการที่ปะทุขึ้นเมื่อได้สัมผัสกายแกร่งของบุรุษ
‘แม่ทัพเว่ยอู๋จี’ ขบกรามแน่น เขาถูกคนทรยศวางยา หวังจะให้เขาร่วมหอลงโรงกับคุณหนูรองสกุลหรงเพื่อผูกมัดอำนาจทางการทหาร เขาถูกพาไปที่เตียงในห้องนอนคุณหนูรองหรงรั่วซี แต่เขาฝืนกลั้นใจหลบหนีมาที่นี่เพื่อให้ยาคลายฤทธิ์ คิดไม่ถึงว่าจะเจอกวางน้อยหลงเข้ามาอีกตัว
กลิ่นหอมกรุ่นจากกายสาวและผิวกายเนียนละเอียดที่เบียดเสียดแนบชิด ทำลายความอดทนเส้นสุดท้ายของแม่ทัพหนุ่มจนขาดผึง
“ในเมื่อเจ้าเสนอตัวมาเอง... ก็อย่าได้โทษว่าข้ารังแกเจ้าอย่างไร้ความปรานี!”
กริชในมือถูกโยนทิ้งไป ร่างสูงกระชากร่างเล็กเข้าสู่อ้อมกอด ก่อนจะบดขยี้ริมฝีปากลงมาอย่างดุดันหิวกระหาย ค่ำคืนวสันต์ที่ผิดฝาผิดตัวกำลังจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของพวกเขาทั้งสองไปตลอดกาล...
“อื้อ! ข้าก็รักท่านแม่ที่สุด!” อาเนี่ยนกอดตอบ แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เขาสัมผัสได้ถึงความรักอันมหาศาล“แอบมาร้องไห้อะไรกันสองแม่ลูก?”เว่ยอู๋จีเดินเข้ามาในห้องอาบน้ำ เขาเพิ่งกลับมาจากตรวจเวรยาม เห็นภาพภรรยากอดลูกร้องไห้ก็รีบถลันเข้ามา “ใครทำอะไรเจ้า? หรือเจ้าตัวแสบนี่แกล้งเจ้า!”“เปล่าเจ้าค่ะ...” กู้หว่านเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มที่งดงามที่สุดให้สามี “ข้าแค่... มีความสุขมากเหลือเกินเจ้าค่ะท่านพี่”เว่ยอู๋จีชะงัก เมื่อเห็นแววตาที่เปี่ยมสุขของนาง เขาก็ผ่อนคลายลง เดินเข้ามานั่งขอบถังน้ำแล้วโอบกอดทั้งสองคนไว้ในวงแขน“ข้าก็มีความสุข...” เขาจูบขมับภรรยา แล้วหันไปดีดหน้าผากลูกชายเบา ๆ “ถึงเจ้าลิงนี่จะแสบไปหน่อย แต่เขาก็คือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่เจ้ามอบให้ข้า”“ท่านพ่อ... ข้าอยากกินขนม”“อาบน้ำให้เสร็จก่อนเถอะเจ้าตัวกินล้างผลาญ!”เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งในห้องอาบน้ำ กู้หว่านมองดูสามีที่กำลังหยอกล้อกับบุตรชาย ภาพความเจ็บปวดในอดีตชาติค่อย ๆ เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความอบอุ่นในปัจจุบันนางเคยคิดว่าชีวิตนี้คงต้องจมปลักอยู่กับความแค้น แต่เว่ยอู๋จีได้ฉุดนางขึ้นมา มอบแสงสว่าง และมอบครอบครัวที่
กาลเวลาผันผ่านราวกับสายน้ำไหล สี่ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เมืองหลวงแห่งแคว้นต้าเหลียงยังคงเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้ผู้ปรีชาสามารถ และการดูแลความมั่นคงของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินเว่ยอู๋จีทว่า... ความสงบสุขนั้นดูเหมือนจะไม่ครอบคลุมถึงภายในจวนแม่ทัพเว่ยสักเท่าไรนัก“เว่ย-ฉาง-เนี่ยน! เจ้าลิงทะโมน! ลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”เสียงคำรามกึกก้องของแม่ทัพเว่ยดังสนั่นไปทั่วลานฝึกยุทธ์ บ่าวไพร่ต่างพากันสะดุ้งโหยง แต่มิใช่ด้วยความหวาดกลัว กลับเป็นความขบขันที่ต้องกลั้นไว้จนหน้าแดงบนยอดไม้สูงลิบกลางลานฝึก มีร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยสามขวบกว่าในชุดไหมสีแดงสดนั่งห้อยขาแกว่งไปมาอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือตราพยัคฆ์ตราสั่งการกองทัพของบิดาเอาไว้ราวกับของเล่น“ท่านพ่อ... ข้าไม่ลง! ท่านพ่อจะตีก้นข้า!” เสียงเล็กใสแจ๋วตะโกนตอบกลับมา“ข้าไม่ตี! ข้าสัญญา!” เว่ยอู๋จีพยายามปรับเสียงให้อ่อนลง แต่เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ “เจ้าส่งตราพยัคฆ์ลงมาให้พ่อก่อน... นั่นไม่ใช่ของเล่นนะลูกรัก”“ท่านตาทวดบอกว่า ข้าเอาไปเล่นทุบเปลือกเกาลัดได้!”เว่ยอู๋จีแทบจะกระอักเลือดออกมา “ท่านตาทวด... ท่านราชครูกู้หยวนน่ะรึ?”“ใช่
“ไม่ต้อง...” เว่ยอู๋จีรวบตัวนางกลับลงมาจมอก “ที่จวนนี้ไม่มีธรรมเนียมยุ่งยาก ท่านพ่อท่านแม่ข้าไม่อยู่แล้ว... เจ้ามีหน้าที่ปรนนิบัติสามีเพียงคนเดียวก็พอ”“แต่ข้าหิว...” กู้หว่านประท้วงท้องร้องโครกคราก“ข้าก็หิว...” เว่ยอู๋จีลืมตาขึ้น นัยน์ตาเป็นประกายวาววับจ้องมองริมฝีปากนาง “หิวเจ้า...”“ว้าย! ท่านพี่! อื้ออออ!”ยังไม่ทันได้ร้องขอความเมตตา กู้หว่านก็ถูกพลิกตัวลงใต้ร่างเขาอีกครั้ง บทเรียนบทที่สองจากตำราวสันต์ถูกนำมาปฏิบัติทันทีโดยไม่มีการพักยกตลอดทั้งวัน บ่าวไพร่ที่ยกอาหารมารอหน้าห้องต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก นายท่านสั่งห้ามใครรบกวนเด็ดขาด อาหารที่ยกมาวางไว้หน้าประตูเย็นชืดแล้วก็ถูกยกกลับไป เปลี่ยนสำรับใหม่วนเวียนอยู่อย่างนั้นเสียงหัวเราะคิกคัก เสียงหวีดร้องเบา ๆ และเสียงเตียงสั่นสะเทือนดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ ทำให้สาวใช้หน้าแดงก่ำต้องรีบถอยห่างออกมากว่าจะได้กินข้าวกันจริง ๆ ก็ปาเข้าไปช่วงบ่ายคล้อย เว่ยอู๋จีสวมเพียงกางเกงตัวเดียว นั่งพิงหัวเตียงป้อนข้าวต้มให้ภรรยาที่นอนหมดสภาพอยู่ในผ้าห่ม“อ้าปากสิเด็กดี...” เขาเป่าข้าวต้มให้หายร้อน แล้วป้อนนางอย่างเอาใจกู้หว่านเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ย มองค
ตำราปกสีน้ำเงินที่ถูกโยนทิ้งลงพื้นดูเหมือนจะไร้ค่าไปในทันที เมื่อเทียบกับเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นที่นอนทอดกายอยู่บนเตียงกว้าง ม่านมุ้งสีแดงมงคลถูกปลดลงมาปิดกั้นโลกภายนอก เหลือเพียงแสงเทียนวูบไหวที่สาดส่องกระทบผิวขาวเนียนละเอียดราวกับหยกมันแพะของกู้หว่านให้ดูเย้ายวนจับตาเว่ยอู๋จีปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นมัดกล้ามกำยำที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งสมรภูมิ รอยแผลเป็นจาง ๆ บนแผงอกกว้างไม่ได้ทำให้เขาดูน่ากลัว แต่กลับเสริมเสน่ห์แห่งบุรุษเพศที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลังและความดุดันเขาทาบทับร่างหนาลงมา กักขังนางไว้ใต้ร่างแกร่ง กลิ่นอายบุรุษเพศผสมกับกลิ่นสุรามงคลจาง ๆ มอมเมาสติของกู้หว่านให้พร่าเลือน“หว่านเอ๋อร์...” เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนนางขนลุกซู่“รู้หรือไม่ว่า ข้าอดทนรอเวลานี้มานานเพียงใด... นานจนข้าแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว”“ท่านพี่... ท่านใจเย็น...อื้อ...ใจเย็นเจ้าค่ะ” กู้หว่านพยายามเอ่ยห้ามเสียงเบาหวิว มือเล็กดันแผงอกเขาไว้ แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดหรือจะต้านทานพยัคฆ์หนุ่มผู้หิวกระหายได้“คืนนี้ไม่มีคำว่าใจเย็น...” เว่ยอู๋จีขบเม้มติ่งหูของนางเบา ๆ ก่อนจะ

















