LOGINเว่ยอู๋จีมองออกไปนอกหน้าต่างที่นางเพิ่งปีนหนีไป รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งกดลึก
“ขโมยพรหมจรรย์ของข้า แล้วคิดจะหนีไปง่าย ๆ ...ไม่ง่ายกระมัง!”
....
เสิ่นหว่านหลบหลีกผู้คนในจวนหรงเพื่อออกมาที่ห้องของตนที่ตระกูลหรงใช้รับรองเพราะนางเป็นสหายรักของหรงรั่วซี วันงานเมื่อวานนี้จึงมาค้างที่บ้านสหายโดยไม่มีใครระแคะระคายว่าเหตุใดนางไม่กลับจวน
แม้นางเป็นคุณหนูใหญ่แต่การเป็นอยู่ในบ้านตระกูลเสิ่นไม่ได้ดีเท่าไรนัก เพราะอนุอย่างเจินอี๋เหนียงหรือเจินซื่อเฉียวไม่ได้รักและเอ็นดูนาง
ยิ่งหากเรื่องเมื่อคืนหลุดออกไป จากความทรงจำเมื่อชาติก่อนนางจำได้แม่นยำว่า เจินซื่อเฉียวเจ้ากี้เจ้าการให้นางแต่งออกแทบจะทันที ราวกับตระเตรียมเรื่องนี้มานานแล้ว
จนกระทั่งถึงเรือนรับรองด้านหลัง เสี่ยวหลัวที่ยืนกระวนกระวายอยู่เห็นนางเข้ารีบร้องตะโกน
“คุณหนู...”
“ชู่ว์!”
นางรีบบอกให้สาวใช้คนสนิทของตนที่ไว้ใจได้เงียบเสียงลงทันที ทั้งหันซ้ายหันขวามองดูว่ามีใครอื่นที่ได้ยินอีกหรือไม่
“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะคุณหนู”
“เรื่องมันยาว...ออกไปทางประตูลับที่พวกเรารู้กันที่หรงรั่วซีบอกเอาไว้แล้วเรียกรถม้าเถอะ ข้าจะค่อย ๆ เล่าทีหลัง”
เสิ่นหว่านไม่อยากให้ใครเห็นว่าตัวเองมีสภาพไม่น่ามอง ทั้งให้เสี่ยวหลัวเก็บของที่จำเป็นต้องเอากลับ ส่วนเสื้อผ้าทิ้งไว้ที่นี่กันคนสงสัย เพื่อพาตัวเองออกไปจากจวนหรงโดยเร็ว
จวนที่จะกักขังนางไปชั่วชีวิตนี้ นางไม่ควรอยู่นานนัก
เสี่ยวหลัวรู้ดีว่าเกิดเรื่องบางอย่างกับเจ้านายก็ไม่รอช้า จัดการทุกอย่างคล่องแคล่วก่อนจะหลบกันออกไปแล้วเรียกรถม้ารับจ้างด้านข้างจวนหรง ก่อนจะเปลี่ยนชุดเป็นชุดเมื่อวานที่เสิ่นหว่านใส่มาที่จวนหรง
“คุณหนู เราจะไปที่ใดเจ้าคะ”
“ไปเปิดโรงเตี๊ยมก่อน” สภาพนางตอนนี้ดูไม่ได้ ทั้งเรือนกายมีแต่ร่องรอยสีกุหลาบเต็มไปหมด เมื่อคืนไม่มีคนมาขัดขวางคืนวสันต์ เพราะห้องที่นางไปซ่อนตัวนั้นอยู่อีกฝั่งสำหรับรับรองแขกพิเศษที่มียศตำแหน่งสูงหรือผู้สูงศักดิ์อย่างเชื้อพระวงศ์
หากเดาไม่ผิด ที่ไม่มีใครเข้ามาเพราะว่าแผนการป้ายสีในจวนหรงไม่สำเร็จสินะ เพราะว่านางต้องไปอยู่อีกห้อง แล้วเมื่อบ่าวรับใช้เปิดไปไม่เจอนางคงวิ่งไปรายงานคนวางแผน
เรื่องนี้นางคิดว่าไม่ใช่แค่จวนหรงที่คิดทำเรื่องนี้ลำพัง จะต้องมีคนมากกว่าหนึ่งตระกูลร่วมมือกัน สังเกตจากที่แม่ทัพเว่ยคล้ายกับโดนยาปลุกกำหนัดเหมือนกัน ทำให้นางพยายามนึกถึงตอนที่นางถูกส่งมาแต่งงานอย่างไร้เกียรติว่าช่วงนั้นเกิดสิ่งใดขึ้น
แต่เหมือนความทรงจำเกี่ยวกับแม่ทัพเว่ยหายไป...หรือคล้ายกับไม่มีความทรงจำอื่นใดอีกเกี่ยวกับเขา นางแต่งงานเข้ามาจวนตระกูลหรงก็จริง แม้แต่สหายอย่างหรงรั่วซีแทบไม่เคยพบหน้า ยิ่งข่าวถูกปล่อยบอกว่านางวางแผนขึ้นเตียงหรงจื่อคุณชายใหญ่หรงด้วยแล้ว แม่สามีแทบจะเห็นนางไม่ต่างจากสุนัขตัวเมียตัวหนึ่งที่ร่านติดสัดในเดือนสิบสอง
เสี่ยวหลัวเมื่อถึงหน้าโรงเตี๊ยมพลันคิดบางอย่างได้
“คุณหนู พวกเราไม่มีเงินเจ้าค่ะ” เสี่ยวหลัวพูดแล้วน้ำตาคลอขึ้นมา คุณหนูใหญ่ได้เงินใช้รายเดือนเพียงสองตำลึงไม่สมเกียรติเอาเสียเลย นายท่านเสิ่นก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราวในจวนคล้ายกับลืมแล้วว่า คุณหนูใหญ่เป็นลูกภรรยาเอก
เสิ่นหว่านเห็นท่าทางของเสี่ยวหลัวพลันคิดว่าชาติก่อนนางลำบากจริง ๆ มารดาด่วนจากไป ไม่มีใครเป็นเกาะกำบังให้ โชคดีที่นางรอบคอบคว้าถุงเงินของแม่ทัพเว่ยมาด้วย
“เอานี่ไป...พวกเราต้องพักที่นี่สักคืน”
เสี่ยวหลัวเห็นตำลึงเกิดตาโต แต่ทว่าเรื่องนี้ค่อยพูดคุยกันภายหลัง ตอนนี้จัดการเปิดโรงเตี๊ยมให้คุณหนูได้พักผ่อน
เสิ่นหว่านเมื่อได้แช่น้ำอุ่นรู้สึกเบาสบายขึ้น จากเดิมที่ข้างขานางมีแต่กลิ่นอายวสันต์ ทำให้รู้สึกคลื่นเหียนอยากจะอาเจียนอยู่บ้าง ยิ่งน้ำในส่วนนั้นไหลทะลักออกมาทำให้นางยิ่งอับอาย
‘บุรุษไร้ยางอาย...ชาตินี้ท่านไม่เคยปลดปล่อยรึ!’
แต่โกรธก็เท่านั้น นางค่อย ๆ ผ่อนคลายอารมณ์ลงแล้วขึ้นจากน้ำให้เสี่ยวหลัวช่วยแต่งตัวให้
“เมื่อคืนข้าโดนวางยาปลุกกำหนัด แต่ไม่ตรงตามแผนของคนเหล่านั้น ข้าหนีออกมาได้ แต่ทว่าได้ขึ้นเตียงกับบุรุษคนหนึ่งเข้า เจ้าจงรีบไปซื้อยาห้ามครรภ์กับยาแก้ไข้ให้ข้า ปิดหน้าปิดตาให้ดีอย่าให้ใครจำได้ว่าเป็นเจ้า”
เสี่ยวหลัวตกใจแทบเป็นลมเมื่อได้ยินคุณหนูกล่าวออกมาเช่นนี้ แต่นางไม่มีเวลามานั่งโศกเศร้ารีบจัดการตามที่คุณหนูสั่ง ก่อนเรื่องจะบานปลาย
“อื้อ! ข้าก็รักท่านแม่ที่สุด!” อาเนี่ยนกอดตอบ แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เขาสัมผัสได้ถึงความรักอันมหาศาล“แอบมาร้องไห้อะไรกันสองแม่ลูก?”เว่ยอู๋จีเดินเข้ามาในห้องอาบน้ำ เขาเพิ่งกลับมาจากตรวจเวรยาม เห็นภาพภรรยากอดลูกร้องไห้ก็รีบถลันเข้ามา “ใครทำอะไรเจ้า? หรือเจ้าตัวแสบนี่แกล้งเจ้า!”“เปล่าเจ้าค่ะ...” กู้หว่านเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มที่งดงามที่สุดให้สามี “ข้าแค่... มีความสุขมากเหลือเกินเจ้าค่ะท่านพี่”เว่ยอู๋จีชะงัก เมื่อเห็นแววตาที่เปี่ยมสุขของนาง เขาก็ผ่อนคลายลง เดินเข้ามานั่งขอบถังน้ำแล้วโอบกอดทั้งสองคนไว้ในวงแขน“ข้าก็มีความสุข...” เขาจูบขมับภรรยา แล้วหันไปดีดหน้าผากลูกชายเบา ๆ “ถึงเจ้าลิงนี่จะแสบไปหน่อย แต่เขาก็คือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่เจ้ามอบให้ข้า”“ท่านพ่อ... ข้าอยากกินขนม”“อาบน้ำให้เสร็จก่อนเถอะเจ้าตัวกินล้างผลาญ!”เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งในห้องอาบน้ำ กู้หว่านมองดูสามีที่กำลังหยอกล้อกับบุตรชาย ภาพความเจ็บปวดในอดีตชาติค่อย ๆ เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความอบอุ่นในปัจจุบันนางเคยคิดว่าชีวิตนี้คงต้องจมปลักอยู่กับความแค้น แต่เว่ยอู๋จีได้ฉุดนางขึ้นมา มอบแสงสว่าง และมอบครอบครัวที่
กาลเวลาผันผ่านราวกับสายน้ำไหล สี่ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เมืองหลวงแห่งแคว้นต้าเหลียงยังคงเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้ผู้ปรีชาสามารถ และการดูแลความมั่นคงของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินเว่ยอู๋จีทว่า... ความสงบสุขนั้นดูเหมือนจะไม่ครอบคลุมถึงภายในจวนแม่ทัพเว่ยสักเท่าไรนัก“เว่ย-ฉาง-เนี่ยน! เจ้าลิงทะโมน! ลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”เสียงคำรามกึกก้องของแม่ทัพเว่ยดังสนั่นไปทั่วลานฝึกยุทธ์ บ่าวไพร่ต่างพากันสะดุ้งโหยง แต่มิใช่ด้วยความหวาดกลัว กลับเป็นความขบขันที่ต้องกลั้นไว้จนหน้าแดงบนยอดไม้สูงลิบกลางลานฝึก มีร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยสามขวบกว่าในชุดไหมสีแดงสดนั่งห้อยขาแกว่งไปมาอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือตราพยัคฆ์ตราสั่งการกองทัพของบิดาเอาไว้ราวกับของเล่น“ท่านพ่อ... ข้าไม่ลง! ท่านพ่อจะตีก้นข้า!” เสียงเล็กใสแจ๋วตะโกนตอบกลับมา“ข้าไม่ตี! ข้าสัญญา!” เว่ยอู๋จีพยายามปรับเสียงให้อ่อนลง แต่เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ “เจ้าส่งตราพยัคฆ์ลงมาให้พ่อก่อน... นั่นไม่ใช่ของเล่นนะลูกรัก”“ท่านตาทวดบอกว่า ข้าเอาไปเล่นทุบเปลือกเกาลัดได้!”เว่ยอู๋จีแทบจะกระอักเลือดออกมา “ท่านตาทวด... ท่านราชครูกู้หยวนน่ะรึ?”“ใช่
“ไม่ต้อง...” เว่ยอู๋จีรวบตัวนางกลับลงมาจมอก “ที่จวนนี้ไม่มีธรรมเนียมยุ่งยาก ท่านพ่อท่านแม่ข้าไม่อยู่แล้ว... เจ้ามีหน้าที่ปรนนิบัติสามีเพียงคนเดียวก็พอ”“แต่ข้าหิว...” กู้หว่านประท้วงท้องร้องโครกคราก“ข้าก็หิว...” เว่ยอู๋จีลืมตาขึ้น นัยน์ตาเป็นประกายวาววับจ้องมองริมฝีปากนาง “หิวเจ้า...”“ว้าย! ท่านพี่! อื้ออออ!”ยังไม่ทันได้ร้องขอความเมตตา กู้หว่านก็ถูกพลิกตัวลงใต้ร่างเขาอีกครั้ง บทเรียนบทที่สองจากตำราวสันต์ถูกนำมาปฏิบัติทันทีโดยไม่มีการพักยกตลอดทั้งวัน บ่าวไพร่ที่ยกอาหารมารอหน้าห้องต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก นายท่านสั่งห้ามใครรบกวนเด็ดขาด อาหารที่ยกมาวางไว้หน้าประตูเย็นชืดแล้วก็ถูกยกกลับไป เปลี่ยนสำรับใหม่วนเวียนอยู่อย่างนั้นเสียงหัวเราะคิกคัก เสียงหวีดร้องเบา ๆ และเสียงเตียงสั่นสะเทือนดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ ทำให้สาวใช้หน้าแดงก่ำต้องรีบถอยห่างออกมากว่าจะได้กินข้าวกันจริง ๆ ก็ปาเข้าไปช่วงบ่ายคล้อย เว่ยอู๋จีสวมเพียงกางเกงตัวเดียว นั่งพิงหัวเตียงป้อนข้าวต้มให้ภรรยาที่นอนหมดสภาพอยู่ในผ้าห่ม“อ้าปากสิเด็กดี...” เขาเป่าข้าวต้มให้หายร้อน แล้วป้อนนางอย่างเอาใจกู้หว่านเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ย มองค
ตำราปกสีน้ำเงินที่ถูกโยนทิ้งลงพื้นดูเหมือนจะไร้ค่าไปในทันที เมื่อเทียบกับเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นที่นอนทอดกายอยู่บนเตียงกว้าง ม่านมุ้งสีแดงมงคลถูกปลดลงมาปิดกั้นโลกภายนอก เหลือเพียงแสงเทียนวูบไหวที่สาดส่องกระทบผิวขาวเนียนละเอียดราวกับหยกมันแพะของกู้หว่านให้ดูเย้ายวนจับตาเว่ยอู๋จีปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นมัดกล้ามกำยำที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งสมรภูมิ รอยแผลเป็นจาง ๆ บนแผงอกกว้างไม่ได้ทำให้เขาดูน่ากลัว แต่กลับเสริมเสน่ห์แห่งบุรุษเพศที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลังและความดุดันเขาทาบทับร่างหนาลงมา กักขังนางไว้ใต้ร่างแกร่ง กลิ่นอายบุรุษเพศผสมกับกลิ่นสุรามงคลจาง ๆ มอมเมาสติของกู้หว่านให้พร่าเลือน“หว่านเอ๋อร์...” เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนนางขนลุกซู่“รู้หรือไม่ว่า ข้าอดทนรอเวลานี้มานานเพียงใด... นานจนข้าแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว”“ท่านพี่... ท่านใจเย็น...อื้อ...ใจเย็นเจ้าค่ะ” กู้หว่านพยายามเอ่ยห้ามเสียงเบาหวิว มือเล็กดันแผงอกเขาไว้ แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดหรือจะต้านทานพยัคฆ์หนุ่มผู้หิวกระหายได้“คืนนี้ไม่มีคำว่าใจเย็น...” เว่ยอู๋จีขบเม้มติ่งหูของนางเบา ๆ ก่อนจะ
เว่ยอู๋จีเหยียบคันชั่งขึ้นมา แล้วค่อย ๆ บรรจงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก...ทันทีที่ผ้าคลุมหน้าพ้นใบหน้า ความงดงามของเจ้าสาวก็ปรากฏแก่สายตา แสงเทียนขับเน้นผิวขาวเนียนละเอียด แก้มแดงระเรื่อ และดวงตากลมโตที่ฉ่ำน้ำ ยิ่งดูเย้ายวนชวนให้ลุ่มหลง“หว่านเอ๋อร์...” เว่ยอู๋จีครางเรียกชื่อนางในลำคอ ราวกับคนละเมอ “เจ้าช่างงดงามเหลือเกิน...”เขาหยิบสุรามงคลขึ้นมาสองจอก ส่งให้นางหนึ่งจอก“ดื่มสุรามงคล... ครองคู่ตราบชั่วฟ้าดินสลาย”ทั้งสองคล้องแขนกัน ดื่มสุราจนหมดจอก รสชาติเผ็ดร้อนของสุราไหลลงคอ แต่มิอาจเทียบได้กับความร้อนรุ่มในแววตาของแม่ทัพหนุ่มที่จ้องมองนางเว่ยอู๋จีรับจอกสุราจากมือนางไปวางไว้ แล้วขยับตัวเข้าประชิด เขาค่อย ๆ ถอดมงกุฎหงส์อันหนักอึ้งออกจากศีรษะนาง ปล่อยให้เส้นผมดำขลับสยายลงมาเต็มแผ่นหลัง“หนักหรือไม่?” เขาถามเสียงนุ่ม นิ้วมือเกลี่ยไล้ไปตามกรอบหน้า“ไม่หนักเจ้าค่ะ... แต่ข้าตื่นเต้น” กู้หว่านตอบเสียงสั่น แม้ว่านางจะเคยร่วมเรียงเคียงหมอน แต่ตอนนั้นด้วยฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด แต่บัดนี้เป็นเรื่องที่นางจะรู้สึกกับมันจริง ๆเว่ยอู๋จียิ้มเจ้าเล่ห์ “ตื่นเต้นเรื่องอันใด? เรื่องเข้าหอ หรือเรื่องที่สาม
สายลมแห่งความปีติพัดโชยมาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้มงคล ทั่วทั้งเมืองหลวงในวันนี้ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน ไม่ใช่สีแดงของโลหิตดั่งเช่นวันวาน แต่เป็นสีแดงของงานมงคลสมรส ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ต้าเหลียงเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวปลุกให้ชาวเมืองตื่นตัวตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ ขบวนขันทีหลวงเคลื่อนออกจากวังมุ่งหน้าสู่จวนตระกูลกู้ พร้อมด้วยราชโองการสีทองอร่าม“รับราชโองการ!”กู้หว่านในชุดเจ้าสาวสีแดงสดปักลายหงส์คู่มังกรด้วยด้ายทองคำแท้ คุกเข่าลงรับราชโองการด้วยความนอบน้อม ข้างกายมีท่านตาที่ยิ้มจนแก้มปริ“ด้วยพระเมตตาแห่งโอรสสวรรค์... ทรงเห็นถึงความเหมาะสมดั่งกิ่งทองใบหยก พระราชทานสมรสให้แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินเว่ยอู๋จี และหลานสาวราชครูกู้ กู้หว่านขอให้ครองคู่ยั่งยืนนาน มีบุตรเต็มบ้านหลานเต็มเมือง จบราชโองการ!”ขุนนางและขันทีต่างซุบซิบกันถึงที่มาของราชโองการฉบับนี้ ว่ากันว่าแม่ทัพเว่ยผู้เกรียงไกรถึงกับบุกไปป่วนท้องพระโรงทุกวัน จนฮ่องเต้ปวดพระเศียร“ฝ่าบาท... เมื่อไหร่จะพระราชทานสมรสพ่ะย่ะค่ะ?”เพราะไม่พระราชทานสมรสสักที แม่ทัพเว่ยไม่ทำอะไรไม่พอ ยังเอาแต่กวนพระทัยในท้องพระโรงทุกวัน “ฝ







