LOGINแสงแดดยามสายสาดรอดเข้ามายังโต๊ะข้างหน้าต่างในห้องหอ ความอบอุ่นของแสงแดดในยามนี้กระตุ้นให้หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกประปรี้ประเปร่ายกกายบิดเล็กน้อย
“หลินเสียง เตรียมชุดให้ข้าทีข้าอยากออกไปชมสวน” เสียงเล็ก ๆ ของนางเอื้อนเอ่ยหานางกำนัลคู่กาย แววตาที่เคยดูเหนื่อยล้ากลับสดใสดังเช่นเดิม
“พระสนม..พระองค์ทรงหายป่วยดีแล้วหรือเพคะ” หลินเสียงหยิบยกน้ำชารินยื่นส่งให้นาง
“เราหายดีแล้ว และก็อยากออกไปข้างนอกจวนนี้เสียให้ไว เรานอนอยู่แต่ในห้องนี้มาเกือบสามวันแล้วนะ” หลิวเซียงเอ๋อร์บ่นอุบ ก่อนจะเดินไปนั่งลงโต๊ะแต่งกายที่มีเหล่านางกำนัลค่อยผลัดเปลี่ยน ส่วนหลินเสียงเองนางก็กำลังผลัดแป้งให้เธอ
“พระสนม..เห็นนางกำนัลตำหนักซูเม่ยกงเอ่ยว่าสนมจูทรงป่วยเช่นเดียวกับพระองค์ แต่ฮ่องเต้กลับไปหานางเพียงคนเดียว พระสนมมิทรงทำอะไรบ้างหรือเพคะ” หลินเสียงนึกน้อยใจแทนนายตน นางรู้ดีว่าหลิวเซียงเอ๋อร์มีใจรักฮ่องเต้เพียงผู้เดียวแม้ยามหลับนางก็ยังคงห่วงหาฮ่องเต้ที่มิทรงเหลียวแลเลยตั้งแต่แต่งเข้าวังหลวงนี่ก็เกือบจะสามหนาวแล้วเห็นจะได้
“แล้วเจ้าจักให้เราทำสิ่งใด ในเมื่อสนมจูนางเป็นคนโปรดของฝ่าบาท”
“ยามพระสนมป่วยมีเพียงสั่งให้เหิงกงกงนำสมุนไพรชั้นดีมามอบให้ แต่กลับมิมาดูแลพระสนมเลย หม่อมชั้น...” หลินเสียงก้มหน้าบ่นมือนางยังคงรัดสายเอวชุดให้เธอ
“ช่างเถอะ..แค่นี้ก็มากพอแล้ว เรามิยากแย่งเป็นคนโปรดของใคร”
“พระสนม!!”
“เราแค่ต้องการชีวิตที่สงบ ยามที่เราเคยผ่านตายมาแล้วครั้งหนึ่งทำให้เรารู้แล้วว่าเป็นเช่นไร เช่นนั้นเราจักรักตนเองก่อนเจ้าก็เช่นกัน” หลินเสียงยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ มือเล็กหยิบยกปิ่นประดับอัญมณีสีแดงปักลงมวยผมเธออย่างบรรจง ศีรษะเล็ก ๆ ของหลิวเซียงเอ๋อร์สายหันไปมามองดูผ่านกระจกทองเหลืองที่ดูลางเลือนเล็กน้อยปิ่นอัญมณีนี้ช่างงดงามนัก
‘สนมหลิวนี่ช่างดีจริง ๆ มีชีวิตที่สุขสบายแต่เหตุใดจิตใจถึงไม่ยอมเป็นสุข’ หลิวเซียงเอ๋อร์นึกบ่นเจ้าของร่างเดิมเธอจับชุดสีฟ้าครามมองดูอย่างพอใจ
‘สวยจริง ๆ’
“พอแล้วล่ะ พวกเจ้าออกไปก่อน” หลิวเซียงเอ๋อร์ลุกยืนก่อนจะก้าวออกจากห้องหอ สวนที่เธอจะไปเป็นสวนฝั่งด้านในใกล้กับตำหนักฮองเฮา เพราะเธอไม่อยากไปสวนอุทยานกลางที่ฮ่องเต้มักจะอยู่กับสนมคนโปรดอย่าง จูเหมยฮวา
สวนเหว่ยซีเป็นสวนที่ตกแต่งไว้ภายในวังหลังติดกับตำหนักเจียวเชินกงของฮองเฮา ต้นไม้สูงใหญ่ร่มรื่นเหม่ย์กุยฮวา (1) ชูช่อออกดอกบานเต็มสวน จวี๋ฮวา (2) เรียงรายเต็มทางเดิน หลิวเซียงเอ๋อร์ที่เห็นความสวยความงามเช่นนี้ก็หลงลืมตัวกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างไม่เก็บกิริยาท่าทาง แววตาคู่จับจ้องมองมาที่เธอยกยิ้มเล็กน้อยจนคนถูกมองรู้สึกตัวได้
“ฮะ..ฮองเฮา..หม่อมชั้นถวายพระพรเพคะ” หลิวเซียงเอ๋อร์รีบยืนตัวตรงก่อนย่อกายลงแก่สตรีสูงศักดิ์ที่กำลังเดินมาทางเธอ
“ลุกเถิดน้องหญิง เปิ่นกงแค่เห็นเจ้าดูอารมณ์ดีเลยทำให้เปิ่นกงเองก็รู้สึกสดชื่นไปด้วย” ฮองเฮาเย่ฟานนางเป็นบุตรีของอัครเสนาบดีฝ่ายขวาผู้มีศักดิ์เป็นน้าชายของฮ่องเต้หนานรั่วหาน นางถูกหมั่นหมายไว้ตั้งแต่วัยเยาว์นางถูกฝึกให้เป็นสตรีที่รักษากิริยามารยาทนอบน้อม เพื่อฝึกให้เป็นจักรพรรดินีของแผ่นดิน ทำให้ช่วงวัยเยาว์ของนางแทบไม่มีเวลาได้วิ่งเล่นหรือความสนุกสนานเหมือนเด็ก ๆ ทั่วไปที่มี
“ฮองเฮาอยากทรงเดินเล่นด้วยกันกับหม่อมชั้นไหมเพคะ” หลิวเซียงเออร์มองแววตาเศร้า ๆ คู่นั่นก่อนเอ่ยชวน
‘หากนางยิ้มคงจะงดงามกว่านี้ซินะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ยิ้มจนเห็นแก้มบุ๋มแววตานางเต็มไปด้วยความสนุกสนาน จนสตรีตรงหน้าพยักหน้ารับ เช่นนั้นเธอรีบคว้ามือขาวซีดของนางมาจับ บรรดานางกำนัลเห็นจึงจะรีบคว้า
“เปิ่นกงไม่เป็นไร พวกเจ้าแค่ยืนรออยู่ตรงนี้พอ” เย่ฟานเอ่ยน้ำเสียงแห้ง ๆ มองเหล่าขันทีและนางกำนัลที่รายล้อมตัวนางจนต้องถ่อยหลังกับไปราวศอก
“ฮองเฮาชอบสวนนี้ไหมเพคะ”
“.....” เย่ฟานไม่ตอบเพียงแค่พยักหน้ารับพร้อมกับส่งยิ้มให้เธอ
“เช่นนั้นพระองค์ต้องออกมาเดินเล่นบ่อย ๆ นะเพคะ”
“เปิ่นกงร่างกายไม่แข็งแรงนัก เกรงเจ้าจะรำคาญเสียก่อน”
“มิเป็นเช่นนั้นแน่นอน..หม่อมชั้นอยู่แต่ในตำหนักน่าเบื่อจะตายไป”
หลิวเซียงเอ๋อร์หลุดคำพูดออกมาทำให้เย่ฟานถึงกับหลุดขำออกมาเล็กน้อย
“เจ้านี่นะ...หากมิได้อยู่ตรงนี้แล้วอย่าเที่ยวพูดจาเช่นนี้อีกเปิ่นกงมิถือสาเจ้าก็จริง แต่เจ้าต้องพึงระวัง ในวังบางคำล้วนต้องห้าม”
“หม่อมชั้นจะระวังเพคะ” หลิวเซียงเอ๋อร์ก้มหน้างุด สองมือขาวซีดลูบลงฝ่ามือเธอ
“หากเจ้าตัวตรงไม่กลัวเงาเอียง (3) เช่นนั้นก็มิมีใครทำเจ้าได้” เย่ฟานกล่าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอย่างห่วงใยนาง
หลิวเซียงเอ่อร์ใช้เวลาเกือบทั้งวันในการเดินเล่นกับฮ่องเฮา และนั่งคุยกับนาง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พูดใครกับใครซักคน
ราวกับพูดคุยเพื่อนสาวคนหนึ่ง ร่างบางเอนกายลงฟูกนิ่มความเหนื่อยล้าทำให้หนังตาของเธอเริ่มหนัก
แกร๊ก!! ตุ๊บ!! ร่างเงาชุดดำยืนมองจับจ้องร่างบางที่ยามนี้นอนหลับอยู่บนเตียงอย่างไร้กังวล เขาค่อย ๆ ไล้มือลงแก้มนวลอย่างเบามือ ก่อนจะเดินวนไปมาราวกับหาสิ่งหนึ่งสิ่งใด
“หลินเสียงนั่นเจ้าหรือ” หลิวเซียงเอ๋อร์ที่ขยับพลิกกายเพราะรู้สึกเหมือนมีใครอยู่ใกล้เธอ เพียงแต่กลิ่นกายนี้กลับคุ้นชินแปลก ๆ
ไม่มีเสียงใดเอ่ยตอบทำให้เธอรีบปรือตาดู
“เฉินฮั่ว?” เธอลองเอ่ยเรียกเพราะไม่แน่ใจเช่นกันว่าองครักษ์เฉินจะเข้ามาในยามนี้ทำไม จนบุรุษที่หยุดยืนอยู่ภายในห้องหอต้องรีบหันมาหยุดอยู่ข้างเตียงนางอย่างหงุดหงิด
“นี่เจ้าผูกพันกับองครักษ์นั่นมากซินะ” เสียงทุ้มเอ่ยราวคุ้นหูแผ่วเบาข้าง ๆ ตัวเธอ
“ฝ่าบาท!!” หลิวเซียงเอ๋อร์ยันกายลุกนั่ง เธอตกใจที่เห็นฮ่องเต้หนุ่มบุกเข้ามาในห้องหอนี้ เธออุทานอย่างตกใจจนมือหนารีบยกปิดปากอิ่มของเธอ
“เป็นเจิ้นเอง”
“ฝ่าบาทเหตุใดจึงแอบเข้ามาเช่นนี้”
“เจิ้นแค่อยากมาถามคลายสงสัย เหตุใดวันที่เจ้าฟื้นจึงได้ออกไปที่ตลาดนั่น”
“ตลาด?” หลิวเซียงเอ๋อร์ทำท่ากรุ่นคิดตาม ก่อนเอามือทาบอกอย่างไม่เชื่อ
“งั้นบุรุษชุดดำนั่นก็คือ....”
“ใช่..เป็นเจิ้นเองที่ช่วยเจ้าไว้ เจ้าบอกมาว่าเจ้าออกไปพบใคร” หนานรั่วหานบีบเค้นเสียงแผ่วเบาข้างลำหูนางอย่างระวังคนด้านนอกจักได้ยิน
“หม่อมชั้นแค่ออกไปเที่ยวเล่นก็เท่านั้นเอง มิได้นัดพบผู้ใด หากพระองค์อยู่ที่นั้นก็ย่อมต้องเห็นว่าหม่อมชั้นไปเพียงแค่สามคน”
หลิวเซียงเอ๋อร์กระซิบบอกก่อนจะค่อย ๆ ถอยกายห่างจากตัวเขา แต่ก็ถูกมือหนาดึงแขนของเธอไว้
“แล้วในเทศกาลหยวนเซียว เจ้าสอดส่ายสายตามองผู้ใดกัน หรือเจ้ามีส่วนรู้เห็นในคืนที่เกิดเหตุ”
“ฝ่าบาท!!” หลิวเซียงเอ๋อร์ตกใจกับวาจาที่เขากล่าวราวกับเธอเป็นผู้ต้องสงสัย
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงมิเป็นไรเลยทั้ง ๆ ที่เหล่าทหารต่างก็...”
“เป็นเพราะฝ่าบาทซินะเพคะ..มิแปลกเลยที่สนมอื่นกับได้รับการดูแลปกป้อง หากมิได้องครักษ์เฉิน ยามนี้หม่อมชั้นก็คงไปอยู่ปรโลกแล้ว” หลิวเซียงเอ๋อร์ใจเต้นแรงมือไม้เย็นเฉียบ น้ำตาเอ่อล้นขอบตาเรียวเธอรู้สึกกลัวบุรุษตรงหน้าขึ้นมาทันที เขากล้าที่จะสั่งให้เหล่าทหารละการดูแลเธอได้อย่างไร หนานรั่วหานมองใบหน้านางที่ตอนนี้มีน้ำใสไหล่อาบแก้ม หากแต่เสียงนางกลับดูใจเย็นราวมิได้เป็นไร
“เจิ้นแค่อยากรู้ว่าเจ้ารู้จักกับคนเหล่านั้นหรือไม่ แต่ดูเหมือนเจิ้นจะมองผิดไป” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบจนเธอต้องรีบลุกพร้อมจะตะโกนเรียกนางกำนัลที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องหอนี้ แต่มือหนากลับคว้าเอวเธอไว้พร้อมเอามือหนึ่งปิดปาก
“หากเจ้ามิได้รู้เรื่อง เจิ้นก็มิมีสิ่งใดสงสัยเจ้าแล้ว” เขาเอ่ยกระซิบ จนเธอเริ่มร้อนรนแทนเรียวแขนเล็ก ๆ ของเธอพยายามผลักดันอ้อมแขนแกร่งของเขาหวังให้หลุดออก
“เช่นนั้นก็ปล่อยหม่อมชั้นได้แล้วเพคะ” เธอกัดฟันเอ่ยเสียงจนเขารู้สึกได้ถึงแรงที่เธอพยายามดันตัวเขา
“เจิ้นปล่อยเจ้าแน่แต่เจ้าต้องบอกเจิ้นก่อนว่าเจ้ามีสัมพันธ์เช่นไรกับเจ้าองครักษ์นั่น” ความจริงเขามิได้คิดที่จะถามนางเรื่องนี้แต่เพราะนางเอ่ยชื่อนั่นขึ้นมา และยังจำภาพในคืนเทศกาลก่อนได้ดีที่นางให้องครักษ์หนุ่มนั่นอุ้มนางไปยังเกี้ยว
“หม่อมชั้นว่าพระองค์สู้ปล่อยหม่อมชั้นแล้วไปดูแลสนมโปรดเถิดเพคะ ถึงอย่างไรพระองค์ก็มิได้สนใจหม่อมชั้นแล้ว หม่อมชั้นสัญญาจะไม่ไปวุ่นวายพระองค์ขอเพียงแค่อิสระ”
“เจ้าต้องการให้เจิ้นปลดเจ้า แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าถ้าเจิ้นปลดเจ้าแล้วจะเป็นเช่นไร” มือหนาจับไหล่เล็กของนางหันหน้าเข้าอกแกร่ง วงแขนกอดกระชับแน่น จนเธอต้องเอามือยันแผลงอกกำยำของเขาไว้
เสียงฝีเท้าหนึ่งเคลื่อนไหวผ่านสายลมหากร่างสูงจับจังหวะได้เป็นอย่างดี ก่อนที่บุรุษหนึ่งจะเข้ามาในห้องหอนี้ เขาเอ่ยเสียงทุ้มเข้มราวขัดใจ
“ออกไป!! เจ้าไม่มีสิทธิเข้ามาในห้องหอนี้” เสียงแข็งเปล่งดังจนบุรุษร่างสูงที่เพิ่งมาถึงต้องก้าวถอยออกจากห้องหอไป เฉินฮั่วรู้ตัวดีว่าเขาทำผิดและตอนนี้เขายังสร้างความผิดให้กับนางด้วยเช่นกัน
“เฉินฮั่ว?” เธออุทานออกมาเบา ๆ แต่หนานรั่วหานผู้ที่ได้เคยถูกฝึกวรยุทธมาอย่างดีกลับได้ยินชื่อนี้อย่างชัดเจน
“เป็นห่วงกันมากซินะ” ยังไม่ทันที่ร่างบางจะผละออกริมฝีปากหนาขบเม้มลงที่เรียวปากอิ่มของเธอลิ้นอุ่นร้อนดุนดันราวเกี่ยวหาน้ำหวานในปากอิ่ม เธอพยายามเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อให้ไม่เขาล่วงล้ำเข้ามาได้ แต่มือหนากลับกอบกุมอกอิ่มบีบเคล้นจนเธอสะดุ้งเผลออ้าปากจนลิ้นอุ่นลุกล้ำเข้ามาเกี่ยวพันปลายลิ้นเล็ก ๆ ของเธอย่างเร่งเร้า เธอสู้ยันกายเขาไว้อย่างหลบหลีก กลับยิ่งทำให้อารมณ์เขาพลุกพล่านมากกว่าเดิมจนหมุนเหวี่ยงร่างบางลงเตียงนุ่มซุกไซ้จมูกโด่งของเขาลงที่ลำคอเธอ
“ฝ่ะ..ฝ่าบาทหยุดนะเพคะ..อ่ะ” เสียงเล็ก ๆ ของเธอได้หลุดหายไปในลำคอ ด้วยรู้สึกถึงความเปียกชื่นปลายยอดอกจนเธอเองรู้สึกเสียวขนลุกไปด้วย หนานรั่วหานยามนี้มิอาจควบคุมอารมณ์ตนได้อีกแล้วจึงคว้าอาภรณ์บางออกจากกายเธอ เขาค่อย ๆ ซุกไซ้ริมฝีปากอุ่นไปตามเนื้อผิวเนียนราวไข่มุกนั้น ก่อนจะหยุดตรงปลายยอดถัน หนานรั่วหานเงยหน้ามองใบหน้าที่ตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเนียน จนเขากลับดึงสติมาได้รีบส่งอาภรณ์บางให้เธอสวมใส่ เสียงสูดลมหายใจแรงก่อนจะปล่อยร่างบางนั้นอย่างเบามือ
“เจิ้นมิได้ตั้งใจรังแกเจ้าเลย” หนานรั่วหานยกมือปาดน้ำตาบนหน้าเธออย่างบรรจง เขารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำไปราวคนป่าเถื่อน ร่างสูงเอนกายลงนอนข้าง ๆ ค่อย ๆ ยกศีรษะเล็ก ๆ ของเธอหนุนมาที่ต้นแขนเขาพร้อมสวมกอดราวปลอบประโลมเธอ หลิวเซียงเอ๋อร์แม้จะรู้สึกโกรธ แต่ก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อย่างน้อยเขาก็ยังรู้สติยั้งไว้ จนความกังวลหายไป กลายเป็นความผ่อนคลายทำให้เธอเผลอหลับไปในอ้อมกอด
......................................................................................
(1) เหม่ย์กุยฮวา = ดอกกุหลาบ (2) จวี๋ฮวา = เบญจมาศ (3) ตัวตรงไม่กลัวเงาเอียง = หากคนเราประพฤติตนถูกต้อง ต่อให้ถูกว่าร้ายก็ไม่จำเป็นต้องกลัว
ร่างชายชุดดำถูกนำมาตรวจสอบอีกครั้งที่วังหลวง ร่างสูงของฮ่องเต้หนุ่มจับจ้องมองดูอย่างพิจารณา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแทบต้องเบือนหน้าหนี เหล่าหมอหลวงเร่งลงมือตรวจสอบ“ทูลฝ่าบาท..ศพที่ฝ่าบาทในกระหม่อมตรวจสอบมีพบเพียงรอยอักษรสักข้างอกซ้ายเขียนคำว่า เมิ่ง พ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงคนหนึ่งกล่าว เพราะนอกจากรอยอักษรนี้แล้วข้อสงสัยต่าง ๆ ก็ไม่พบล่องลอยใด ๆ หนานรั่วหานยืนขบกรามจนเส้นกล้ามเนื้อหน้าปูดด้วยอารมณ์โกรธแค้น เขากำหมัดแน่นจนดังกร๊อบ ก่อนจะสะบัดฉลองพระองค์ และเดินผ่านเหล่าหมอหลวงที่ยืนเรียงรายอย่างไม่แยแส กิ่งหลิวลิ่วไหวตามแรงลมหลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองพลางขบคิดถึงเหตุการณ์ชายชุดดำที่บุกเข้ามาถึงสองครั้งสองคราแต่เธอนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าพวกเขาเป็นใคร เธอพยายามนึกถึงข้อความตัวอักษรในหนังสือนิยายเล่มนั้นอย่างจริงจัง ใบหน้าขาวนวลแหนงมองกิ่งหลิวที่ยามนี้โบกพัดราวกับหยอกล้อกับสายลมไหว“ไม่คิดว่าจะได้พบสนมหลิวที่นี่” เสียงทุ้มเอ่ยทัก บุรุษร่างสูงใหญ่ยืนมือไขว้หลังราวว่างท่า หลิวเซียงเอ๋อร์ผินหน้ามอ
~ พิธีอภิเษกสมรสสนมเต๋อเฟย~ ลานกว้างหน้าพระราชวังถูกประดับไปด้วยช่อผ้าสีแดงสด เหล่านางกำนัลกำลังเร่งรีบจัดแต่งชุดให้เจ้าสาว ใบหน้านางยามนี้ฉายแววไปด้วยความสุข แม้นางจะมิเคยพบฮ่องเต้หนานรั่วหานคนนี้มาก่อนแต่เมื่อได้มาพบนางก็ยินดีพร้อมแต่งแม้ต้องอยู่ขั้นสนมนางก็รับได้ แม่สื่อจัดแต่งมงกุฎให้นางเป็นครั้งสุดท้าย“ฮ่องเต้เสด็จ!!..” เหิงกงกงที่ยืนอยู่หน้าตำหนักซูเฉียวกง เอ่ยตะโกนบอกกล่าวให้นางรู้ว่าพิธีส่งตัวได้เริ่มแล้ว ร่างสูงย่างลงจากเกี้ยวหลังใหญ่ ด้วยท่วงท่าสง่างามชุดสีแดงสะบัดตามแรงจังหวะก้าวเดิน“ข้ามีงานที่ต้องสะสางต่อฉะนั้นรีบเสร็จพิธี” ฮ่องเต้หนานรั่วหานเอ่ยบอกเหิงกงกง ชายชรายอบกายก่อนเร่งรีบวิ่งไปหน้าห้องหอนาง ร่างบางยามนี้นั่งนิ่งในใจกลับราวมีเสียงกลองตีกึกก้อง มือเล็ก ๆก็พลางสั่นด้วยความตื่นเต้นปนกลัวไปได้ ฮ่องเต้หนุ่มค่อย ๆ นั่งลงข้างนางก่อนจะยกผ้าปิดหน้าออก ใบหน้าอิ่มแหงนมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตากลมโตเขาขมวดคิ้วหนาก่อนจะหันไปหยิบยกสุรามงคลขึ้นดื่มรวดเดียวหมดก่อ
ร่างสูงมองกองหนังสือมากมายที่จัดเรียงไว้รอสะสาง‘ดูท่าเห็นทีคืนนี้คงต้องพักไว้ก่อน’ ใบหน้าเคร่งขรึมยามนี้ได้หยุดมือลงละมองไปนอกหน้าต่างที่มีเพียงแสงส่องของดวงจันทร์และตะเกียงไฟที่จุดไว้เรียงรายตามทางเดิน“เหิงกงกงเตรียมเกี้ยวข้าจะไปตำหนักสนมหลิว” เสียงทุ้มเอ่ยหนักแน่น ยามนี้เขาไม่สามารถข่มใจให้นั่งอยู่ต่อได้ “ฮ่องเต้จะเสด็จตำหนักซูฮวากง เด็ก ๆ เตรียมเกี้ยววว” เสียงเหิงกงกงประกาศบอกเหล่าขันทีองครักษ์ที่ดูแลรอบด้านตำหนักให้ทราบ ก่อนที่ร่างสูงจะทอดเดินไปตำหนักซูฮวากงยามนี้มีเพียงแสงไฟบางจุดที่ส่องแสงรวมถึงในห้องหอนางยามนี้ก็ดูสลัวยิ่งนัก ฮ่องเต้ลุกก้าวลงจากเกี้ยวจนเหล่านางกำนัลขันทีวิ่งรับกันแทบไม่ทัน“ถวายพระพร//ถวายบังคมฮ่องเต้ เพคะ//พ่ะย่ะค่ะ” เสียงดังในยามค่ำคืนปลุกให้เธอที่กำลังขดตัวกอดหมอนอุ่นต้องพลิกฟัง‘ฮ่องเต้..มายามนี้ทำไมกัน หรือวันนี้เราจะสร้างเรื่องอะไรให้พระองค์ไม่พอใจกันนะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ผละตัวลุกจากเตียงนอนก่อนรีบลุกไปเปิดประตูห้องหออย่างไม่รอช้า หลินเสียงที่ดูท่าที่ยังไม่ตื่นจากฝันได้ยกศีรษะเล็ก ๆ หันมองก่อนรีบยอบตัวลงแทบติดพื้น“ถะ..ถวายพระพรฝ่าบาท” หลินเสียงรีบคารวะ
ร่างสูงของสตรีคนหนึ่งยืนรอเธออยู่ด้านนอกห้องบรรทมพลางเร่งเร้า ด้วยการเดินไปเดินมาหน้าห้องทำให้เธอต้องรีบจัดแจงชุด หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองตัวเธอผ่านเงาสะท้อนจากแผนทองเหลือง ร่างอรชรที่สวมชุดคล้ายคลึงบุรุษ มัดรวบผมตึงกลางศรีษะใบหน้ายามไร้เครื่องประทินโฉมกลับมองดูสดใส ผิวกายเรียบเนียนขับชุดสีครามเข้มให้ดูสว่าง“หลินเสียงพอแล้ว เราจะไปฝึกซ้อมมิได้ออกไปเที่ยวไหนมิต้องแต่งมากนัก” เสียงห้ามของเธอทำให้นางหยุดมือลง หลินเสียงมองนายหญิงตนอย่างสงสัยเหตุใดนางถึงมีวรยุทธ์จนสามารถที่จะฝึกสอนผู้อื่นได้ เพราะนางเองก็มิเคยออกห่างจากกายนางไปที่ใด“พระสนมท่านไปเอาวิชาวรยุทธ์นี้มาจากที่ใดกันหม่อมชั้นใคร่อยากรู้นัก” หลินเสียงเอ่ยถามอย่างสงสัย‘ฉันจะบอกได้ยังไง ว่าจากภพชาติเดิมที่ฉันเคยอยู่’ หลิวเซียงเอ๋อร์มองหน้ายกยิ้มกรุ่มกริ้มก่อนจะกระซิบบอกนาง“เราก็แค่จำเอาเวลาที่เฉินฮั่วฝึกไง” เธอโกหกหญิงสาวตรงหน้าเพื่อคลายความสงสัยให้นาง หากความจริงแล้วถ่วงท่าที่เธอใช้ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เฉินฮั่วใช้จริง ๆ เธอเองก็สงสัยเช่นกันเหตุใดเฉินฮั่วจึงรู้ท่าทางของศิลปะเทควันโดนี้“...เพคะ” หลินเสียงทำท่าพยักหน้ารับงก ๆ ราวกับเข
เสียงผู้คนพลุกพล่านแข่งกับเสียงนกร้องในยามเช้า หลิวเซียงเอ๋อร์กระสับกระสายร่างไปมาบนเตียงอุ่นพลางเอาหมอนหนุนยกปิดหูทั้งสองข้าง“หลินเสียง..เกิดอะไรขึ้น” เธอมองหน้าบ่าวในตำหนักที่กรูเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมีหลินเสียงยืนอยู่ด้านหน้าแถว“ทูลพระสนม..ฝ่าบาทมีราชโองการให้จัดเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากแคว้นหูเยว่ที่จะมาถึงในอีกสามวันเพคะ” เธอยกมือจับชายผ้าคลุมกระชับไหล่ก่อนจะลุกเดินออกไปมองดูด้านหน้าที่เหล่าขันทีและสาวใช้นางกำนัลกำลังปัดกวาดเช็ดถูคล่องแคล่ว เธอผินหน้ามองไปยังตำหนักใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง“คงเพราะทราบข่าวเมื่อคืนซินะ” เธอเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องหอตามเดิม“เตรียมชุดให้ข้าที ข้าจะไปที่พระราชวัง” หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก เธอมีความกังวลอย่างหนึ่งคือชะตาชีวิตตระกูลหลิวถูกใส่ร้ายจากช่วงที่มีการจัดเตรียมงานพิธีสำคัญ ด้วยเพราะบิดาเป็นเสนาบดีฝ่ายธรรมการดูแลงานราชพิธีต่าง ๆ ถูกใส่ความก่อกบฏคิดทำร้ายราชวงศ์เธอจึงมีความกังวลที่อยากจะพบหน้าผู้ที่เป็นหัวหน้าตระกูลหลิว“พระสนมจะ
ร่างบางขยับกายเล็กน้อย มือเล็กลูบสัมผัสความเย็นไปที่เตียงนอน‘เขาคงออกไปก่อนรุ่งสางสินะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ปรือตามองไปรอบห้องหอไร้เงาฮ่องเต้หนุ่ม แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกโล่ง แต่ใจหนึ่งกลับรู้สึกเปลี่ยวเหงา ร่างบางยันกายลุกนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงคืนที่เพิ่งผ่านพ้นมา เธอนึกได้ว่าเฉินฮั่วได้เข้ามาที่ห้องหอนี้เช่นกัน อาจเพราะคิดว่าเธอมีภัยเขาจึงพลีพลามเข้ามาในห้องเธอในยามจังหวะนั้นได้“พระสนม..ทรงตื่นบรรทมแล้วหรือไม่เพคะ” น้ำเสียงคุ้นเอ่ยเรียกนางในยามเช้าอย่างตื่นเต้น“มีอะไรหรือ..”“องค์หญิงเจ็ดมาพบพระสนม รออยู่ที่ศาลาหน้าตำหนักแล้วเพคะ” น้ำเสียงตื่นเต้นของนางทำให้คนฟังพลางขมวดคิ้วตาม‘องค์หญิงเจ็ด? นี่เรายังต้องพบใครอีกบ้างนะ’ ภาพความคิดครั้งเก่าก่อนที่เธอจะมาที่แห่งนี้ก็ไม่เคยมีผ่านในความคิดนั้นซักครั้ง เพราะนี่คือตัวละครนอกที่ไม่มีเอ่ยเล่าอยู่ในนิยายที่เธอเคยอ่าน แววตาเรียวจับจ้องมองสตรีร่างสูงกว่าเธอไม่มากนัก แต่กลับดูสง่างามราวบุรุษ ริมฝีปากเรียวบางยกยิ้มทักทายจนเธอแปลกใจในท่าทางนาง แววตากลมราวกวา







