LOGINแสงแดดยามสายสาดรอดเข้ามายังโต๊ะข้างหน้าต่างในห้องหอ ความอบอุ่นของแสงแดดในยามนี้กระตุ้นให้หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกประปรี้ประเปร่ายกกายบิดเล็กน้อย
“หลินเสียง เตรียมชุดให้ข้าทีข้าอยากออกไปชมสวน” เสียงเล็ก ๆ ของนางเอื้อนเอ่ยหานางกำนัลคู่กาย แววตาที่เคยดูเหนื่อยล้ากลับสดใสดังเช่นเดิม
“พระสนม..พระองค์ทรงหายป่วยดีแล้วหรือเพคะ” หลินเสียงหยิบยกน้ำชารินยื่นส่งให้นาง
“เราหายดีแล้ว และก็อยากออกไปข้างนอกจวนนี้เสียให้ไว เรานอนอยู่แต่ในห้องนี้มาเกือบสามวันแล้วนะ” หลิวเซียงเอ๋อร์บ่นอุบ ก่อนจะเดินไปนั่งลงโต๊ะแต่งกายที่มีเหล่านางกำนัลค่อยผลัดเปลี่ยน ส่วนหลินเสียงเองนางก็กำลังผลัดแป้งให้เธอ
“พระสนม..เห็นนางกำนัลตำหนักซูเม่ยกงเอ่ยว่าสนมจูทรงป่วยเช่นเดียวกับพระองค์ แต่ฮ่องเต้กลับไปหานางเพียงคนเดียว พระสนมมิทรงทำอะไรบ้างหรือเพคะ” หลินเสียงนึกน้อยใจแทนนายตน นางรู้ดีว่าหลิวเซียงเอ๋อร์มีใจรักฮ่องเต้เพียงผู้เดียวแม้ยามหลับนางก็ยังคงห่วงหาฮ่องเต้ที่มิทรงเหลียวแลเลยตั้งแต่แต่งเข้าวังหลวงนี่ก็เกือบจะสามหนาวแล้วเห็นจะได้
“แล้วเจ้าจักให้เราทำสิ่งใด ในเมื่อสนมจูนางเป็นคนโปรดของฝ่าบาท”
“ยามพระสนมป่วยมีเพียงสั่งให้เหิงกงกงนำสมุนไพรชั้นดีมามอบให้ แต่กลับมิมาดูแลพระสนมเลย หม่อมชั้น...” หลินเสียงก้มหน้าบ่นมือนางยังคงรัดสายเอวชุดให้เธอ
“ช่างเถอะ..แค่นี้ก็มากพอแล้ว เรามิยากแย่งเป็นคนโปรดของใคร”
“พระสนม!!”
“เราแค่ต้องการชีวิตที่สงบ ยามที่เราเคยผ่านตายมาแล้วครั้งหนึ่งทำให้เรารู้แล้วว่าเป็นเช่นไร เช่นนั้นเราจักรักตนเองก่อนเจ้าก็เช่นกัน” หลินเสียงยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ มือเล็กหยิบยกปิ่นประดับอัญมณีสีแดงปักลงมวยผมเธออย่างบรรจง ศีรษะเล็ก ๆ ของหลิวเซียงเอ๋อร์สายหันไปมามองดูผ่านกระจกทองเหลืองที่ดูลางเลือนเล็กน้อยปิ่นอัญมณีนี้ช่างงดงามนัก
‘สนมหลิวนี่ช่างดีจริง ๆ มีชีวิตที่สุขสบายแต่เหตุใดจิตใจถึงไม่ยอมเป็นสุข’ หลิวเซียงเอ๋อร์นึกบ่นเจ้าของร่างเดิมเธอจับชุดสีฟ้าครามมองดูอย่างพอใจ
‘สวยจริง ๆ’
“พอแล้วล่ะ พวกเจ้าออกไปก่อน” หลิวเซียงเอ๋อร์ลุกยืนก่อนจะก้าวออกจากห้องหอ สวนที่เธอจะไปเป็นสวนฝั่งด้านในใกล้กับตำหนักฮองเฮา เพราะเธอไม่อยากไปสวนอุทยานกลางที่ฮ่องเต้มักจะอยู่กับสนมคนโปรดอย่าง จูเหมยฮวา
สวนเหว่ยซีเป็นสวนที่ตกแต่งไว้ภายในวังหลังติดกับตำหนักเจียวเชินกงของฮองเฮา ต้นไม้สูงใหญ่ร่มรื่นเหม่ย์กุยฮวา (1) ชูช่อออกดอกบานเต็มสวน จวี๋ฮวา (2) เรียงรายเต็มทางเดิน หลิวเซียงเอ๋อร์ที่เห็นความสวยความงามเช่นนี้ก็หลงลืมตัวกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างไม่เก็บกิริยาท่าทาง แววตาคู่จับจ้องมองมาที่เธอยกยิ้มเล็กน้อยจนคนถูกมองรู้สึกตัวได้
“ฮะ..ฮองเฮา..หม่อมชั้นถวายพระพรเพคะ” หลิวเซียงเอ๋อร์รีบยืนตัวตรงก่อนย่อกายลงแก่สตรีสูงศักดิ์ที่กำลังเดินมาทางเธอ
“ลุกเถิดน้องหญิง เปิ่นกงแค่เห็นเจ้าดูอารมณ์ดีเลยทำให้เปิ่นกงเองก็รู้สึกสดชื่นไปด้วย” ฮองเฮาเย่ฟานนางเป็นบุตรีของอัครเสนาบดีฝ่ายขวาผู้มีศักดิ์เป็นน้าชายของฮ่องเต้หนานรั่วหาน นางถูกหมั่นหมายไว้ตั้งแต่วัยเยาว์นางถูกฝึกให้เป็นสตรีที่รักษากิริยามารยาทนอบน้อม เพื่อฝึกให้เป็นจักรพรรดินีของแผ่นดิน ทำให้ช่วงวัยเยาว์ของนางแทบไม่มีเวลาได้วิ่งเล่นหรือความสนุกสนานเหมือนเด็ก ๆ ทั่วไปที่มี
“ฮองเฮาอยากทรงเดินเล่นด้วยกันกับหม่อมชั้นไหมเพคะ” หลิวเซียงเออร์มองแววตาเศร้า ๆ คู่นั่นก่อนเอ่ยชวน
‘หากนางยิ้มคงจะงดงามกว่านี้ซินะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ยิ้มจนเห็นแก้มบุ๋มแววตานางเต็มไปด้วยความสนุกสนาน จนสตรีตรงหน้าพยักหน้ารับ เช่นนั้นเธอรีบคว้ามือขาวซีดของนางมาจับ บรรดานางกำนัลเห็นจึงจะรีบคว้า
“เปิ่นกงไม่เป็นไร พวกเจ้าแค่ยืนรออยู่ตรงนี้พอ” เย่ฟานเอ่ยน้ำเสียงแห้ง ๆ มองเหล่าขันทีและนางกำนัลที่รายล้อมตัวนางจนต้องถ่อยหลังกับไปราวศอก
“ฮองเฮาชอบสวนนี้ไหมเพคะ”
“.....” เย่ฟานไม่ตอบเพียงแค่พยักหน้ารับพร้อมกับส่งยิ้มให้เธอ
“เช่นนั้นพระองค์ต้องออกมาเดินเล่นบ่อย ๆ นะเพคะ”
“เปิ่นกงร่างกายไม่แข็งแรงนัก เกรงเจ้าจะรำคาญเสียก่อน”
“มิเป็นเช่นนั้นแน่นอน..หม่อมชั้นอยู่แต่ในตำหนักน่าเบื่อจะตายไป”
หลิวเซียงเอ๋อร์หลุดคำพูดออกมาทำให้เย่ฟานถึงกับหลุดขำออกมาเล็กน้อย
“เจ้านี่นะ...หากมิได้อยู่ตรงนี้แล้วอย่าเที่ยวพูดจาเช่นนี้อีกเปิ่นกงมิถือสาเจ้าก็จริง แต่เจ้าต้องพึงระวัง ในวังบางคำล้วนต้องห้าม”
“หม่อมชั้นจะระวังเพคะ” หลิวเซียงเอ๋อร์ก้มหน้างุด สองมือขาวซีดลูบลงฝ่ามือเธอ
“หากเจ้าตัวตรงไม่กลัวเงาเอียง (3) เช่นนั้นก็มิมีใครทำเจ้าได้” เย่ฟานกล่าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอย่างห่วงใยนาง
หลิวเซียงเอ่อร์ใช้เวลาเกือบทั้งวันในการเดินเล่นกับฮ่องเฮา และนั่งคุยกับนาง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พูดใครกับใครซักคน
ราวกับพูดคุยเพื่อนสาวคนหนึ่ง ร่างบางเอนกายลงฟูกนิ่มความเหนื่อยล้าทำให้หนังตาของเธอเริ่มหนัก
แกร๊ก!! ตุ๊บ!! ร่างเงาชุดดำยืนมองจับจ้องร่างบางที่ยามนี้นอนหลับอยู่บนเตียงอย่างไร้กังวล เขาค่อย ๆ ไล้มือลงแก้มนวลอย่างเบามือ ก่อนจะเดินวนไปมาราวกับหาสิ่งหนึ่งสิ่งใด
“หลินเสียงนั่นเจ้าหรือ” หลิวเซียงเอ๋อร์ที่ขยับพลิกกายเพราะรู้สึกเหมือนมีใครอยู่ใกล้เธอ เพียงแต่กลิ่นกายนี้กลับคุ้นชินแปลก ๆ
ไม่มีเสียงใดเอ่ยตอบทำให้เธอรีบปรือตาดู
“เฉินฮั่ว?” เธอลองเอ่ยเรียกเพราะไม่แน่ใจเช่นกันว่าองครักษ์เฉินจะเข้ามาในยามนี้ทำไม จนบุรุษที่หยุดยืนอยู่ภายในห้องหอต้องรีบหันมาหยุดอยู่ข้างเตียงนางอย่างหงุดหงิด
“นี่เจ้าผูกพันกับองครักษ์นั่นมากซินะ” เสียงทุ้มเอ่ยราวคุ้นหูแผ่วเบาข้าง ๆ ตัวเธอ
“ฝ่าบาท!!” หลิวเซียงเอ๋อร์ยันกายลุกนั่ง เธอตกใจที่เห็นฮ่องเต้หนุ่มบุกเข้ามาในห้องหอนี้ เธออุทานอย่างตกใจจนมือหนารีบยกปิดปากอิ่มของเธอ
“เป็นเจิ้นเอง”
“ฝ่าบาทเหตุใดจึงแอบเข้ามาเช่นนี้”
“เจิ้นแค่อยากมาถามคลายสงสัย เหตุใดวันที่เจ้าฟื้นจึงได้ออกไปที่ตลาดนั่น”
“ตลาด?” หลิวเซียงเอ๋อร์ทำท่ากรุ่นคิดตาม ก่อนเอามือทาบอกอย่างไม่เชื่อ
“งั้นบุรุษชุดดำนั่นก็คือ....”
“ใช่..เป็นเจิ้นเองที่ช่วยเจ้าไว้ เจ้าบอกมาว่าเจ้าออกไปพบใคร” หนานรั่วหานบีบเค้นเสียงแผ่วเบาข้างลำหูนางอย่างระวังคนด้านนอกจักได้ยิน
“หม่อมชั้นแค่ออกไปเที่ยวเล่นก็เท่านั้นเอง มิได้นัดพบผู้ใด หากพระองค์อยู่ที่นั้นก็ย่อมต้องเห็นว่าหม่อมชั้นไปเพียงแค่สามคน”
หลิวเซียงเอ๋อร์กระซิบบอกก่อนจะค่อย ๆ ถอยกายห่างจากตัวเขา แต่ก็ถูกมือหนาดึงแขนของเธอไว้
“แล้วในเทศกาลหยวนเซียว เจ้าสอดส่ายสายตามองผู้ใดกัน หรือเจ้ามีส่วนรู้เห็นในคืนที่เกิดเหตุ”
“ฝ่าบาท!!” หลิวเซียงเอ๋อร์ตกใจกับวาจาที่เขากล่าวราวกับเธอเป็นผู้ต้องสงสัย
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงมิเป็นไรเลยทั้ง ๆ ที่เหล่าทหารต่างก็...”
“เป็นเพราะฝ่าบาทซินะเพคะ..มิแปลกเลยที่สนมอื่นกับได้รับการดูแลปกป้อง หากมิได้องครักษ์เฉิน ยามนี้หม่อมชั้นก็คงไปอยู่ปรโลกแล้ว” หลิวเซียงเอ๋อร์ใจเต้นแรงมือไม้เย็นเฉียบ น้ำตาเอ่อล้นขอบตาเรียวเธอรู้สึกกลัวบุรุษตรงหน้าขึ้นมาทันที เขากล้าที่จะสั่งให้เหล่าทหารละการดูแลเธอได้อย่างไร หนานรั่วหานมองใบหน้านางที่ตอนนี้มีน้ำใสไหล่อาบแก้ม หากแต่เสียงนางกลับดูใจเย็นราวมิได้เป็นไร
“เจิ้นแค่อยากรู้ว่าเจ้ารู้จักกับคนเหล่านั้นหรือไม่ แต่ดูเหมือนเจิ้นจะมองผิดไป” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบจนเธอต้องรีบลุกพร้อมจะตะโกนเรียกนางกำนัลที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องหอนี้ แต่มือหนากลับคว้าเอวเธอไว้พร้อมเอามือหนึ่งปิดปาก
“หากเจ้ามิได้รู้เรื่อง เจิ้นก็มิมีสิ่งใดสงสัยเจ้าแล้ว” เขาเอ่ยกระซิบ จนเธอเริ่มร้อนรนแทนเรียวแขนเล็ก ๆ ของเธอพยายามผลักดันอ้อมแขนแกร่งของเขาหวังให้หลุดออก
“เช่นนั้นก็ปล่อยหม่อมชั้นได้แล้วเพคะ” เธอกัดฟันเอ่ยเสียงจนเขารู้สึกได้ถึงแรงที่เธอพยายามดันตัวเขา
“เจิ้นปล่อยเจ้าแน่แต่เจ้าต้องบอกเจิ้นก่อนว่าเจ้ามีสัมพันธ์เช่นไรกับเจ้าองครักษ์นั่น” ความจริงเขามิได้คิดที่จะถามนางเรื่องนี้แต่เพราะนางเอ่ยชื่อนั่นขึ้นมา และยังจำภาพในคืนเทศกาลก่อนได้ดีที่นางให้องครักษ์หนุ่มนั่นอุ้มนางไปยังเกี้ยว
“หม่อมชั้นว่าพระองค์สู้ปล่อยหม่อมชั้นแล้วไปดูแลสนมโปรดเถิดเพคะ ถึงอย่างไรพระองค์ก็มิได้สนใจหม่อมชั้นแล้ว หม่อมชั้นสัญญาจะไม่ไปวุ่นวายพระองค์ขอเพียงแค่อิสระ”
“เจ้าต้องการให้เจิ้นปลดเจ้า แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าถ้าเจิ้นปลดเจ้าแล้วจะเป็นเช่นไร” มือหนาจับไหล่เล็กของนางหันหน้าเข้าอกแกร่ง วงแขนกอดกระชับแน่น จนเธอต้องเอามือยันแผลงอกกำยำของเขาไว้
เสียงฝีเท้าหนึ่งเคลื่อนไหวผ่านสายลมหากร่างสูงจับจังหวะได้เป็นอย่างดี ก่อนที่บุรุษหนึ่งจะเข้ามาในห้องหอนี้ เขาเอ่ยเสียงทุ้มเข้มราวขัดใจ
“ออกไป!! เจ้าไม่มีสิทธิเข้ามาในห้องหอนี้” เสียงแข็งเปล่งดังจนบุรุษร่างสูงที่เพิ่งมาถึงต้องก้าวถอยออกจากห้องหอไป เฉินฮั่วรู้ตัวดีว่าเขาทำผิดและตอนนี้เขายังสร้างความผิดให้กับนางด้วยเช่นกัน
“เฉินฮั่ว?” เธออุทานออกมาเบา ๆ แต่หนานรั่วหานผู้ที่ได้เคยถูกฝึกวรยุทธมาอย่างดีกลับได้ยินชื่อนี้อย่างชัดเจน
“เป็นห่วงกันมากซินะ” ยังไม่ทันที่ร่างบางจะผละออกริมฝีปากหนาขบเม้มลงที่เรียวปากอิ่มของเธอลิ้นอุ่นร้อนดุนดันราวเกี่ยวหาน้ำหวานในปากอิ่ม เธอพยายามเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อให้ไม่เขาล่วงล้ำเข้ามาได้ แต่มือหนากลับกอบกุมอกอิ่มบีบเคล้นจนเธอสะดุ้งเผลออ้าปากจนลิ้นอุ่นลุกล้ำเข้ามาเกี่ยวพันปลายลิ้นเล็ก ๆ ของเธอย่างเร่งเร้า เธอสู้ยันกายเขาไว้อย่างหลบหลีก กลับยิ่งทำให้อารมณ์เขาพลุกพล่านมากกว่าเดิมจนหมุนเหวี่ยงร่างบางลงเตียงนุ่มซุกไซ้จมูกโด่งของเขาลงที่ลำคอเธอ
“ฝ่ะ..ฝ่าบาทหยุดนะเพคะ..อ่ะ” เสียงเล็ก ๆ ของเธอได้หลุดหายไปในลำคอ ด้วยรู้สึกถึงความเปียกชื่นปลายยอดอกจนเธอเองรู้สึกเสียวขนลุกไปด้วย หนานรั่วหานยามนี้มิอาจควบคุมอารมณ์ตนได้อีกแล้วจึงคว้าอาภรณ์บางออกจากกายเธอ เขาค่อย ๆ ซุกไซ้ริมฝีปากอุ่นไปตามเนื้อผิวเนียนราวไข่มุกนั้น ก่อนจะหยุดตรงปลายยอดถัน หนานรั่วหานเงยหน้ามองใบหน้าที่ตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเนียน จนเขากลับดึงสติมาได้รีบส่งอาภรณ์บางให้เธอสวมใส่ เสียงสูดลมหายใจแรงก่อนจะปล่อยร่างบางนั้นอย่างเบามือ
“เจิ้นมิได้ตั้งใจรังแกเจ้าเลย” หนานรั่วหานยกมือปาดน้ำตาบนหน้าเธออย่างบรรจง เขารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำไปราวคนป่าเถื่อน ร่างสูงเอนกายลงนอนข้าง ๆ ค่อย ๆ ยกศีรษะเล็ก ๆ ของเธอหนุนมาที่ต้นแขนเขาพร้อมสวมกอดราวปลอบประโลมเธอ หลิวเซียงเอ๋อร์แม้จะรู้สึกโกรธ แต่ก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อย่างน้อยเขาก็ยังรู้สติยั้งไว้ จนความกังวลหายไป กลายเป็นความผ่อนคลายทำให้เธอเผลอหลับไปในอ้อมกอด
......................................................................................
(1) เหม่ย์กุยฮวา = ดอกกุหลาบ (2) จวี๋ฮวา = เบญจมาศ (3) ตัวตรงไม่กลัวเงาเอียง = หากคนเราประพฤติตนถูกต้อง ต่อให้ถูกว่าร้ายก็ไม่จำเป็นต้องกลัว
❀ตอนพิเศษ เอาใจเจ้า❀เรือนไม้หลังใหญ่ถูกแบ่งสัดส่วนไว้อย่างเป็นระเบียบ แม้จะไม่หรูหราดังวังหลวง แต่เรือนไม้นี่ก็นับได้ว่าโอ่อ่าพอ ๆ กับจวนขุนนางชั้นสูง แม้เขาและเธอจะปฏิเสธที่จะรับ แต่ฮ่องเต้หนานเออร์หลงก็ยังคงที่จะมอบให้พี่ชายผู้เป็นที่รักอยู่ดี"ท่านพี่ข้าว่าจิวฉิงคงตามหาแล้วกระมัง" หลิวเซียงเอ๋อร์กำลังจะขยับกายลุก แต่ร่างแกร่งกลับคว้าเอวเธอไว้อีกครั้ง"ไม่หลอก...ฉิงฉิงคงกำลังเล่นกับน้องอยู่เช่นเดิมนั่นแหล่ะ เจ้าไม่รู้หรือว่าฉิงฉิงดีใจแค่ไหนที่มีน้อง" หนานรั่วหานกดปลายจมูกซุกลงต้นคอเธอ ลิ้นร้อนค่อย ๆ ไล่ลงตามเนื้อผิวละเอียด ปลายนิ้วก็ไล่เกลี่ยยอดถันสีชมพู หลิวเซียงเอ๋อร์ไม่รู้จะทำอย่างไรกับผู้เป็นสามีดี เขารักเธอถนอมเธออย่างดีก็จริง แต่เขาแทบไม่ยอมให้เธอห่างกายเลย "อ่ะ!!...ท่านพี่" หลิวเซียงเอ๋อร์ร้องอุทานเบา ๆ เพราะกลัวบ่าวไพรที่อยู่ด้านนอกจะได้ยิน ปลายนิ้วที่ดุนดันรอดผ่านช่องทางรักของเธอค่อย ๆ ขยับส่งให้น้ำหวานไหลเยิ้ม "ของเจ้านี่ยังคับแน่นดีจัง ไหนข้าดูซิ" เอ่ยจบใบหน้าคมค่อย ๆ เคลื่อนลงต่ำพร้อมกับลิ้นร้อนที่ค่อยเลียชิม "อ่ะ..ท่านพี่ ท่านรังแกข้าเกินไปแล้วนะ" หลิวเซียงเอ๋อร์สั่
"ท่านแม่...ข้ากำลังยุ่งอยู่ ท่านเร่งข้าจัง" แววตากลมขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ มุ่ยปากหน้าเง้าหน้างอ"ฉิงเอ๋อร์ ท่านพ่อรอเจ้านานแล้วนะ เจ้ากำลังทำอะไร" หลิวเซียงเอ๋อร์ปราบบุตรสาวที่กำลังรื้อกล่องไม้ลายดอกเหมย"ข้ากำลังเตรียมของไปฝากท่านอาเออร์หลง" "ฉิงเอ๋อร์ แม่บอกเจ้าแล้วว่าต้องเอ่ยเรียกฝ่าบาทว่าฮ่องเต้ ""แต่...." เด็กน้อยก้มหน้ามองกล่องไม้ราวรู้สึกผิด ปนเศร้าใจ"ไม่มีแต่" หลิวเซียงเอ๋อร์หยิกแก้มกลมขาวๆ อย่างหยอกเย้า มองดูแววตาใสของบุตรสาวที่เริ่มเติบโตอย่างช้า ๆ "ฉิงเอ๋อร์..เจ้าถืออะไรไปฝากท่านอารึ" หนานรั่วหานอุ้มบุตรสาวแนบอก มองดูตุ๊กตาไม้ที่นางถือ"ท่านพี่...ท่านให้ท้ายจิวฉิงแบบนี้เดี๋ยวนางก็เคยตัวกันพอดี" หลิวเซียงเอ๋อร์มองค้อนผู้เป็นสามีก่อนจะเดินไปนั่งที่รถม้า แม้หนานรั่วหานจะสละฐานันดร แต่ความผูกพันของฮ่องเต้หนานเออร์หลงก็ยังคงเป็นเช่นเดิม วันเวลาผ่านไปนานหนานเออร์หลงขึ้นครองราชย์แทนผู้เป็นพี่ชาย ส่วนฟู่หยาเย่ฟานก็พ้นตำแหน่งฮองเฮาเป็นเพียงหญิงผู้ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองตระกูลฟู่หยายกสมบัติตระกูลให้แก่ราชวงศ์ก่อนที่นางจะปลีกตัวไปอยู่เมืองเล็ก ๆทางหัวเมืองเหนือ หนานชินอ
"ไท่ซางหวงโฮ่ว..ทำเช่นไรดีเพคะ หากไม่นำเด็กออกดูเหมือนจะไม่รอดทั้งพระสนมและทารกนะเพคะ" เหลียนมามาเอ่ย ใบหน้าซีดดูไร้เลือดลมไม่มีใครรู้ได้เลยว่าในยามนี้เธอต้องพบกับสิ่งใดบ้าง//หลิวซูเฟย...หากท่านต้องการร่างท่านคืนเรายินดี แต่ขอเพียงอย่างเดียวขอให้ท่านรักเด็กคนนี้ราวกับเป็นตัวตนของท่านได้หรือไม่// ร่างสีขาวโปร่งพยักหน้ารับ หากแต่มีชายแก่หนวดเครายาวปกคลุมริมฝีปากของเขาจนมิดปรากฎต่อคนทัั้งสอง หลินหลินจดจำชายแก่ผู้นี้ได้ดี เขาคือผู้ที่นำพาดวงจิตของเธอมาตกสู่ร่างสนมผู้นี้/สนมหลิวซูเฟย ท่านหมดกรรมแล้วใยมิไปผุดไปเกิด เที่ยวมายื้อแย่งกายหยาบทำไมกัน/เสียงชายชราดังก้อง แม้จะดูเหมือนเป็นการเปล่งเสียงเบา ๆ//ท่านตาข้าทำไม่ได้ ข้าทิ้งคนที่ข้ารักไม่ได้// หลิวเซียงเอ๋อร์ร้องห่มร้องไห้ราวใจจะขาดนางรักหนานรั่วหานมานาน แม้เขามิเคยชายตามองเลยก็ตาม แต่ด้วยเพราะความรักที่ฝังลึกในจิตใจยากที่จะให้นางลืมได้ ชายชราได้ยินก็โบกพัดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยครั้งสุดท้าย/หลิวเซียงเอ๋อร์ ร่างนี้มิใช่ของเจ้าอีกต่อไป หากเจ้าต้องการความรักจากคนที่เจ้ารัก ข้าจะทำให้เจ้าสมหวังสักครั้ง/ ชายชราเอ่ยจบร่างโปร่งก็พัดปลิวหายไป หล
ฝุ่นบนพื้นดินคละคลุ้งกำลังพลที่กำลังขับเคลื่อนเร่งมุ่งหน้าสู่ชายแดน ไม่นานกองกำลังจากวังหลวงก็มาสมทบ หนานชินอ๋องกระโดดลงจากหลังอาชาสีขาวหมอกพร้อมโน้มศีรษะลงให้กับคนบนหลังอาชาตัวโหญ่ "ถวายบังคมฝ่าบาท" "ทหารจากแคว้นสุ่ยยังมาไม่ถึง เราจะช่วยท่านพี่ยื้อกำลังพลไว้เสียก่อน""แต่ฝ่าบาท....หูเป่ยกำลังพลมากกว่าเป่ยหรงเท่าตัว หากแคว้นสุ่ยมาไม่ทันวันมะรืนกระหม่อมเกรงว่า..." หนานชินอ๋องน้ำเสียงลู่ลงพลางสีหน้าก็ถอดราวกังวลใจ"เราต้องวางแผนกันเสียใหม่ กำลังพลเราน้อยกว่าก็จริง แต่หากวางตำแหน่งรบไว้ดีเราก็สามารถลดทอนกำลังพลเราได้ ท่านพี่ให้เหล่าทหารได้อิ่มหนำสำราญกันเสียเถิด และคอยเฝ้าระวังศัตรู ม่อซีเจ้าจงแฝงตัวไปยังกองกำลังหูเย่วเสียเพื่อสืบดูสถานการณ์ในยามนี้" หนานรั่วหานชี้แจงเสร็จก็โดดลงจากหลังอาชามุ่งหน้าเข้าสู่กระโจมที่พักชั่วคราว เสี้ยวใจหนึ่งอดกังวลถึงหลิวเซียงเอ๋อร์ไม่ได้ เพราะเขาไม่อยากให้นางต้องเป็นห่วงจึงเร่งออกจากวังหลวงโดยไม่เอ่ยลา***เวลาผ่านไปราวกับลมพัดหลิวเซียงเอ๋อร์นั่งปักผ้าผืนเล็ก ๆ ที่จะตัดทำชุดให้เจ้าก้อนกลมในครรภ์ ใบหน้าอมยิ้มอย่างมีความสุข หากแต่ไม่นานความสุขสบายก็คลื่นกา
หลิวเซียงเอ๋อร์ลืมตามองผ้าแพรที่ผูกกั้นเป็นฉากกั้นเตียงไว้ ภาพใบหน้าโกรธแค้นของหญิงสาวเจ้าของร่างที่ยืนเอ่ยทวงคืน‘สนมหลิวฉันขอเวลาอีกไม่นาน’ หลิวเซียงเอ๋อร์คิดทบทวนในคำพูดก่อนจะค่อย ๆ ขยับกายลุก“หลินเสียง..เจ้าเตรียมน้ำล้างพระพักต์ไว้ให้ฝ่าบาทด้วย ข้าจะออกไปข้างนอกเดี๋ยว” น้ำเสียงกระซิบสั่งสาวใช้ข้างกายราวกับระวังคนที่ยังคงหลับตานอนบนเตียงตื่น หลิวเซียงเอ๋อร์จัดแจงเปลี่ยนชุด เธอเลือกชุดที่ดูสีสดเหมือนเมื่อครั้งที่เจ้าของร่างนี้ยังคงอยู่“พระสนมจะไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเอ่ยทักด้านหน้าประตู เฉินฮั่วยืมมองใบหน้าที่ถูกตกแต่งไว้อย่างจัดจ้าน ทำให้เขารู้สึกแปลกใจในท่าทางเธออีกครั้ง นานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มเช่นนี้“เราจะไปที่ใด เจ้ามิต้องสนใจ” หลิวเซียงเอ๋อร์สะบัดเสียงใส่ราวกับคนละคน‘เฉินฮั่ว...ฉันขอโทษ แต่ถ้าฉันไม่ทำเช่นนี้ต่อไปเจ้าก็คงจะลืมสตรีร้ายกาจเช่นนางแน่’ หลิวเซียงเอ๋อร์เร่งฝีเท้าออกมากลางสวนซีเซียน สวนสระบัวจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้โผล่มาที่นี่ หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองผืนน้ำที่ไหลเอื่อย‘หากเราไม่กลับไปใช้ชีวิตเช่นสนมหลิวดังเดิม แล้วถ้าเจ้าก้อนกลมเกิดมานางจะรักเหม
สิ้นราชโองการสละราชบัลลังก์ของฮ่องเต้หนานรั่วหาน เสียงว่ากล่าวที่ดังออกไปยังรอบ ๆ วังหลวงต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงที่มาที่ไปของการสละราชบัลลังก์ ทั้งเสียงที่กล่าวจะไม่รู้เรื่องจริงเสียเท่าไหร่ แต่คนที่หน้ากังวลใจมากกว่าตอนนี้คืออ๋องสี่ที่ได้รับฟังความจริงจากไท่เฟย แม้เขาเองจะรู้สึกผูกพันกับไท่เฟยไม่น้อยแต่ความรู้สึกหนึ่งที่เขารู้สึกหนักใจก็คือการที่รู้ความจริงว่ามารดาตนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางยาพิษบิดาตน (ฮ่องเต้องค์ก่อน)“กระหม่อมอยากให้เสด็จพี่ทบทวนดูอีกครั้ง กระหม่อมมิอาจนั่งบัลลังก์นั้นได้” อ๋องสี่หนานเออร์หลงก้มหน้าคุกเข่าต่อหน้าทุกคนที่ตำหนักฮุ่ยหวง ความรู้สึกผิดแทนมารดาตนพรั่งพรูออกมา ฝ่ามือที่กำแน่นจนเห็นเป็นเส้นเลือดสีเขียวอมม่วงทำให้หนานรั่วหานยกมือประคองร่างพระอนุชาตนก่อนจะเอ่ย“เจิ้นคิดว่าเจ้าเหมาะสมแล้ว แม้ไม่สืบทอดยามนี้ยามหน้าเจ้าก็ต้องครองบัลลังก์นั่น”“แต่เสด็จพี่..”“ขอเพียงเจ้ายังคงรักษาปณิธานเสด็จพ่อ ดูแลรักษาประชาราษฎร์ให้สงบสุขร่มเย็นได้ดังที่เสด็จพ่อตั้งพระทัย” ฝ่ามือเรียวเล็กของไท่เฟยที่ค่อย ๆ วางลงบนฝ่ามือหนาของอ๋องสี่พลางลูบอย่างปลอบโยน“หลงเออร์..เจ้าอย่าเป





![พันธะสวาทจอมเวทย์ [18+, พีเรียดอีโรติก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

