Se connecterหลิวเซียงเอ๋อร์ที่ตอนนี้ได้กลับถึงตำหนักซูฮวากงอย่างปลอดภัยโดยมีองครักษ์เฉิน และหลินเสียงค่อยดูแลนางตลอดทาง ร่างบางสั่นราวผืนน้ำสะเทือน เหตุการณ์ต่าง ๆ สำหรับค่ำคืนนี้ถือว่าหนักหนาสำหรับสตรีตัวเล็ก ๆ เช่นนาง หลิวเซียงเอ๋อร์ได้แต่ภาวนาให้ภาพต่าง ๆ ที่เธอเห็นได้ลบออกไปจากความทรงจำนางเสีย แต่ก็ดูเหมือนจะยากนัก หลินเสียงเอื้อมมือโอบกอดร่างนางไว้แม้ตัวเองจะคงสั่นผวาไม่ต่างกัน เฉินฮั่วนั่งมองสตรีสองนางกกกอดกันอย่างหวาดกลัวแต่ก็ไม่สามารถที่จะปลอบขวัญนางไปได้มากกว่านี้ เขาลุกอุ้มซ้อนตัวสนมหลิวซูเฟยก่อนจะก้าวพานางไปส่งยังห้องบรรทม เหล่านางกำนัลเห็นใบหน้าซีดขาวต่างรีบกุลีกุจอพากันตระเตรียมน้ำท่าอาบก่อนจะพาร่างบางหายไปในห้องอาบน้ำราวหนึ่งเค่อ(2) นางถูกผลัดเปลี่ยนประทินโฉมอีกครั้ง หลินเสียงประคองร่างนางก่อนจะนำเครื่องยาหอมส่งให้นาง
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถอะ” หลิวเซียงเอ๋อร์ผินหน้ามองร่างสูงที่ยังคงยืนมองนางอยู่ข้างเตียง
“พระสนม..ทรงบรรทมเถิดข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ไปไหน หากพระสนมต้องการสิ่งใดโปรดเอ่ยเรียกข้า” เฉินฮั่วมองหน้าซีด ๆ ของนางที่ยามนี้ช่างน่าสงสารนักเขารู้สึกโมโหตัวเองหากไม่มัวหลงตามเงาชุดดำนั่นเขาคงจะช่วยนางได้ทันกว่านี้ หลิวเซียงเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอนกายลง
~ ยามเฉิน (1) ~
หลินเสียงยันกายลุกยื่นหน้ามองใบหน้านวลที่ยังคงหลับตาอยู่ คิ้วเรียวมีรอยขมวดเล็กน้อยเหมือนคนกำลังฝันร้าย นางจึงค่อย ๆ บรรจงแตะมือลงที่หน้าผากหลิวเซียงเอ๋อร์เบา ๆ
‘ตายแล้ว!! พระสนมทรงมีไข้’ หลินเสียงรีบลุกออกไปสั่งขันทีที่ยืนรออยู่หน้าห้องหอนาง
“เจ้าไปตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้พระสนมทรงไม่สบาย” ขันทีรับคำสั่งนางก่อนจะรีบวิ่งไปตามหมอหลวง
ไม่นานหมอหลวงมู่เหิงก็มาถึงตำหนักซูฮวากง ชายชราผู้เป็นหมอหลวงรับใช้มาหลายราชวงค์ค่อย ๆ นั่งลงข้าง ๆ นาง ผ้าแพรผืนเล็กถูกวางทาบบนแขนพร้อมจับตรวจดูชีพจร คิ้วขาวขมวดแน่นเขาไม่เคยเจอใครที่มีชีพจรเต้นเช่นนี้มาก่อน ชีพจรเต้นแผ่วเบาจนแทบจับสัญญาณไม่ได้
“สนมหลิวมีอาการไข้คงเกิดจากอาการตกใจกลัว เช่นนั้นข้าจะจัดยาบำรุงไว้ให้เจ้าต้มให้นาง”
“ขอบคุณท่านหมอหลวงมู่เหิงมากเจ้าค่ะ ข้าน้อยกังวลว่าพระสนมจะเป็นอะไรมากเพราะดูนางเหมือนไม่มี..ไม่มี”
“ไม่มีลมหายใจ? ”
“เจ้าค่ะ”
“สนมหลิวแค่อ่อนแรงเลือดลมจึงไม่ค่อยดีนักเจ้าอย่ากังวลไปหน่อยเลยข้าจัดยาไว้ให้แล้วไม่ต้องกังวลไป” ชายชราก้มลงหยิบห่อยาตระเตรียมไว้ให้หลินเสียง สองมือนางยื่นรับก่อนจะย่อตัวคารวะขอบคุณ
“ข้าน้อยจะให้ขันทีไปส่งนะเจ้าคะ”
“อืม..” หมอหลวงมู่เหิงผงกศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องบรรทมนาง
หลิวเซียงเอ๋อร์ค่อย ๆ ลืมตาใบหน้าขาวซีดของนางชุ่มด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดเต็มด้วยฤทธิ์ยาของหมอหลวงมู่เหิง มือเล็กยันกายลุกนั่งพิงหัวเตียงผินหน้ามองไปทางกำนัลคู่กาย
“พระสนมเป็นเช่นไรเพคะ” หลินเสียงที่เดินถือถ้วยยาขนาด 3 ชุ่น (3) วางลงโต๊ะข้างเตียงก่อนจะหยิบยื่นส่งใส่มือเล็ก ๆ ของนาง หลิวเซียงเอ๋อร์มองน้ำสมุนไพรสีดำสนิทที่มีกลิ่นค่อนข้างแรง นางทำท่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากราวกับอยากจะรีบหายซะทันที หากไม่ใช่เพราะสายตาคู่หนึ่งจ้องมองนาง นางก็คงจะเททิ้งเป็นแน่ เฉินฮั่วที่รู้ว่านางเจ็บป่วยก็ยิ่งกังวลหนักจนไม่อยากหลบไปไหนหากมิใช่เพราะกฎวังหลวงแล้วเขาคงต้องอยู่ค่อยดูแลนางไม่ห่างกายเป็นแน่
ข่าวอาการเจ็บป่วยของหลิวเซียงเอ๋อร์ถูกกล่าวทูลถึงฮ่องเต้หนานรั่วหานจนเขาต้องสั่งให้เหิงกงกงนำสมุนไพรชั้นดีมามอบให้ถึงตำหนักซูฮวากง ทางด้านฮ่องเฮาเย่ฟานเองพอทราบเรื่องก็รีบมาดูด้วยตัวเอง
“ถะ..ถวายพระพรฮ่องเฮา” หลิวเซียงเอ๋อร์ยันกายอย่างคนไร้เรียวแรงเธอไม่คิดว่าร่างกายของสนมหลิวซูเฟยจะช่างบอกบางเช่นนี้นัก
“เจ้ามิต้องลุกหรอก เปิ่นกงแค่มาเยี่ยมดูเจ้า” น้ำเสียงนุ่มนวลพร้อมด้วยแววตาอบอุ่นราวห่วงใยจ้องมองเธอดั่งน้องสาวอีกคน ยังไม่ทันทีจะได้พูดคุยกันมากนักสนมจิ้งกุ้ยเฟยก็เดินก้าวเข้ามา
“ถวายพระพรฮ่องเฮา..หม่อมชั้นเห็นว่าสนมหลิวป่วยจึงมาเยี่ยมดูอาการเพคะ” จิ้งหนี่เยียนผินหน้ามองหลินเสียงราวบอกให้นางรู้ว่าไม่สมควรอยู่ในห้องหอนี้ หลินเสียงเหมือนรู้งานจึงค่อย ๆ ก้มคลานออกนอกห้องไป ปล่อยไว้เพียงนางกำนัลของฮ่องเฮาที่ยังคงยืนก้มหน้าเรียงรายอยู่เต็มห้องหอ
“หม่อมชั้ันต้องขออภัยที่ทำให้ฮ่องเฮาทรงเป็นห่วง” หลิวเซียงเอ๋อร์เอ่ยเสียงแผ่วเบาจนเกือบแหบแห้ง
“ไม่คิดว่าเจ้าจะเจ็บป่วยง่ายเช่นนี้นะสนมหลิว ดูท่าคงไม่ได้จะเรียงร้องฝ่าบาทหรอกนะ” จิ้งหนี่เยียนเป็นสตรีพูดจาตรงไปตรงมานึกสิ่งใดก็เอ่ยออกมาเช่นนั้น ผิดกลับหลิวเซียงเอ๋อร์คนเก่าที่เจ้าเล่ห์เพทุบายรักษากิริยาท่าทางอันดีแต่ทำเรื่องเลวร้ายกับนางไว้ไม่น้อยเช่นกัน
“เจ้าอย่าได้คิดเช่นนี้สนมจิ้ง หากนางมิป่วยไข้จริงมีหรือใบหน้านางจะซีดเซียวได้ขนาดนี้” ฮ่องเฮาเย่ฟานตำหนิสตรีด้านข้างที่ยืนหน้าเชิดรั้นราวนางพญา ดวงตาเรียวหงส์มอง เธอที่ไม่มีเรียวแรงที่จะต่อกรกับนางได้ก่อนยกยิ้มมุมปากเล็กนั่น หลิวเซียงเอ๋อร์ได้แต่มองคนนั้นพูดทีคนนี้พูดทีจนตาลาย ฮ่องเฮาเห็นว่าอาการนางดูไม่สู้ดีจึงขอตัวให้นางได้พักผ่อนส่วนจิ้งหนี่เหยียนก็หันหลังกลับตำหนักตนราวไม่ใส่ใจนัก หากมีเพียงจูเหมยฮวาที่ยามนี้กลับไม่มีใครรู้เลยว่านางก็ป่วยไข้เช่นเดียวกัน
~ ตำหนักซูเม่ยกง~
“ฝ่าบาท..พระองค์มีงานมากมายอย่าได้กังวลหม่อมชั้นเลยเพคะ” จูเหมยฮวาที่ยามนี้นั่งเอนหลังพิงไหล่หนาของฮ่องเต้หนุ่ม ศีรษะเล็ก ๆ อิงลงข้างลำคอเขา
“เจ้าเป็นถึงขนาดนี้ยังไม่ให้ใครไปตามหมอหลวงอีก”หนานรั่วหานสบถพูดด้วยแววตาขุ่น
“แต่หมอหลวงต้องไปรักษาสนมหลิวเช่นเดียวกันนะเพคะ”
“เจ้าก็เอาแต่ผู้อื่นเป็นใหญ่ ไม่คิดจะใส่ใจตนเอง นี่หากนางกำนัลไม่เดินไปบอกเจิ้นเจ้าก็คงนอนซมอยู่เยี่ยงนี้” หนานรั่วหานจ้องมองใบหน้าซีด ๆ ของนางจนเขารู้สึกไม่พอใจ ที่หลิวเซียงเอ๋อร์ชอบเรียกร้องเอาแต่ใจตน ซึ่งนางมักจะทำเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรจนทำให้เขารู้สึกเหนื่อยหน่าย และยิ่งนึกถึงท่าทางนางในงานเทศกาลหยวนเซียวแล้วก็ยิ่งรู้สึกสงสัยยิ่งนัก ท่าทางที่สอดส่ายสายตาเหมือนมองหาใครบางคนทำให้เขาอดสงสัยในตัวนางไม่ได้ และไหนจะท้วงท่าการต่อสู้ที่ไร้อาวุธแต่กลับหลบหลีกได้อย่างว่องไวก็ยิ่งทำให้เขาอยากจะจับตัวนางมาเค้นถามเสียให้รู้เรื่อง
(1) ยามเฉิน : 07.00 - 08.59 น.
(2) 1 เค่อ : 15 นาที
(3) 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว
❀ตอนพิเศษ เอาใจเจ้า❀เรือนไม้หลังใหญ่ถูกแบ่งสัดส่วนไว้อย่างเป็นระเบียบ แม้จะไม่หรูหราดังวังหลวง แต่เรือนไม้นี่ก็นับได้ว่าโอ่อ่าพอ ๆ กับจวนขุนนางชั้นสูง แม้เขาและเธอจะปฏิเสธที่จะรับ แต่ฮ่องเต้หนานเออร์หลงก็ยังคงที่จะมอบให้พี่ชายผู้เป็นที่รักอยู่ดี"ท่านพี่ข้าว่าจิวฉิงคงตามหาแล้วกระมัง" หลิวเซียงเอ๋อร์กำลังจะขยับกายลุก แต่ร่างแกร่งกลับคว้าเอวเธอไว้อีกครั้ง"ไม่หลอก...ฉิงฉิงคงกำลังเล่นกับน้องอยู่เช่นเดิมนั่นแหล่ะ เจ้าไม่รู้หรือว่าฉิงฉิงดีใจแค่ไหนที่มีน้อง" หนานรั่วหานกดปลายจมูกซุกลงต้นคอเธอ ลิ้นร้อนค่อย ๆ ไล่ลงตามเนื้อผิวละเอียด ปลายนิ้วก็ไล่เกลี่ยยอดถันสีชมพู หลิวเซียงเอ๋อร์ไม่รู้จะทำอย่างไรกับผู้เป็นสามีดี เขารักเธอถนอมเธออย่างดีก็จริง แต่เขาแทบไม่ยอมให้เธอห่างกายเลย "อ่ะ!!...ท่านพี่" หลิวเซียงเอ๋อร์ร้องอุทานเบา ๆ เพราะกลัวบ่าวไพรที่อยู่ด้านนอกจะได้ยิน ปลายนิ้วที่ดุนดันรอดผ่านช่องทางรักของเธอค่อย ๆ ขยับส่งให้น้ำหวานไหลเยิ้ม "ของเจ้านี่ยังคับแน่นดีจัง ไหนข้าดูซิ" เอ่ยจบใบหน้าคมค่อย ๆ เคลื่อนลงต่ำพร้อมกับลิ้นร้อนที่ค่อยเลียชิม "อ่ะ..ท่านพี่ ท่านรังแกข้าเกินไปแล้วนะ" หลิวเซียงเอ๋อร์สั่
"ท่านแม่...ข้ากำลังยุ่งอยู่ ท่านเร่งข้าจัง" แววตากลมขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ มุ่ยปากหน้าเง้าหน้างอ"ฉิงเอ๋อร์ ท่านพ่อรอเจ้านานแล้วนะ เจ้ากำลังทำอะไร" หลิวเซียงเอ๋อร์ปราบบุตรสาวที่กำลังรื้อกล่องไม้ลายดอกเหมย"ข้ากำลังเตรียมของไปฝากท่านอาเออร์หลง" "ฉิงเอ๋อร์ แม่บอกเจ้าแล้วว่าต้องเอ่ยเรียกฝ่าบาทว่าฮ่องเต้ ""แต่...." เด็กน้อยก้มหน้ามองกล่องไม้ราวรู้สึกผิด ปนเศร้าใจ"ไม่มีแต่" หลิวเซียงเอ๋อร์หยิกแก้มกลมขาวๆ อย่างหยอกเย้า มองดูแววตาใสของบุตรสาวที่เริ่มเติบโตอย่างช้า ๆ "ฉิงเอ๋อร์..เจ้าถืออะไรไปฝากท่านอารึ" หนานรั่วหานอุ้มบุตรสาวแนบอก มองดูตุ๊กตาไม้ที่นางถือ"ท่านพี่...ท่านให้ท้ายจิวฉิงแบบนี้เดี๋ยวนางก็เคยตัวกันพอดี" หลิวเซียงเอ๋อร์มองค้อนผู้เป็นสามีก่อนจะเดินไปนั่งที่รถม้า แม้หนานรั่วหานจะสละฐานันดร แต่ความผูกพันของฮ่องเต้หนานเออร์หลงก็ยังคงเป็นเช่นเดิม วันเวลาผ่านไปนานหนานเออร์หลงขึ้นครองราชย์แทนผู้เป็นพี่ชาย ส่วนฟู่หยาเย่ฟานก็พ้นตำแหน่งฮองเฮาเป็นเพียงหญิงผู้ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองตระกูลฟู่หยายกสมบัติตระกูลให้แก่ราชวงศ์ก่อนที่นางจะปลีกตัวไปอยู่เมืองเล็ก ๆทางหัวเมืองเหนือ หนานชินอ
"ไท่ซางหวงโฮ่ว..ทำเช่นไรดีเพคะ หากไม่นำเด็กออกดูเหมือนจะไม่รอดทั้งพระสนมและทารกนะเพคะ" เหลียนมามาเอ่ย ใบหน้าซีดดูไร้เลือดลมไม่มีใครรู้ได้เลยว่าในยามนี้เธอต้องพบกับสิ่งใดบ้าง//หลิวซูเฟย...หากท่านต้องการร่างท่านคืนเรายินดี แต่ขอเพียงอย่างเดียวขอให้ท่านรักเด็กคนนี้ราวกับเป็นตัวตนของท่านได้หรือไม่// ร่างสีขาวโปร่งพยักหน้ารับ หากแต่มีชายแก่หนวดเครายาวปกคลุมริมฝีปากของเขาจนมิดปรากฎต่อคนทัั้งสอง หลินหลินจดจำชายแก่ผู้นี้ได้ดี เขาคือผู้ที่นำพาดวงจิตของเธอมาตกสู่ร่างสนมผู้นี้/สนมหลิวซูเฟย ท่านหมดกรรมแล้วใยมิไปผุดไปเกิด เที่ยวมายื้อแย่งกายหยาบทำไมกัน/เสียงชายชราดังก้อง แม้จะดูเหมือนเป็นการเปล่งเสียงเบา ๆ//ท่านตาข้าทำไม่ได้ ข้าทิ้งคนที่ข้ารักไม่ได้// หลิวเซียงเอ๋อร์ร้องห่มร้องไห้ราวใจจะขาดนางรักหนานรั่วหานมานาน แม้เขามิเคยชายตามองเลยก็ตาม แต่ด้วยเพราะความรักที่ฝังลึกในจิตใจยากที่จะให้นางลืมได้ ชายชราได้ยินก็โบกพัดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยครั้งสุดท้าย/หลิวเซียงเอ๋อร์ ร่างนี้มิใช่ของเจ้าอีกต่อไป หากเจ้าต้องการความรักจากคนที่เจ้ารัก ข้าจะทำให้เจ้าสมหวังสักครั้ง/ ชายชราเอ่ยจบร่างโปร่งก็พัดปลิวหายไป หล
ฝุ่นบนพื้นดินคละคลุ้งกำลังพลที่กำลังขับเคลื่อนเร่งมุ่งหน้าสู่ชายแดน ไม่นานกองกำลังจากวังหลวงก็มาสมทบ หนานชินอ๋องกระโดดลงจากหลังอาชาสีขาวหมอกพร้อมโน้มศีรษะลงให้กับคนบนหลังอาชาตัวโหญ่ "ถวายบังคมฝ่าบาท" "ทหารจากแคว้นสุ่ยยังมาไม่ถึง เราจะช่วยท่านพี่ยื้อกำลังพลไว้เสียก่อน""แต่ฝ่าบาท....หูเป่ยกำลังพลมากกว่าเป่ยหรงเท่าตัว หากแคว้นสุ่ยมาไม่ทันวันมะรืนกระหม่อมเกรงว่า..." หนานชินอ๋องน้ำเสียงลู่ลงพลางสีหน้าก็ถอดราวกังวลใจ"เราต้องวางแผนกันเสียใหม่ กำลังพลเราน้อยกว่าก็จริง แต่หากวางตำแหน่งรบไว้ดีเราก็สามารถลดทอนกำลังพลเราได้ ท่านพี่ให้เหล่าทหารได้อิ่มหนำสำราญกันเสียเถิด และคอยเฝ้าระวังศัตรู ม่อซีเจ้าจงแฝงตัวไปยังกองกำลังหูเย่วเสียเพื่อสืบดูสถานการณ์ในยามนี้" หนานรั่วหานชี้แจงเสร็จก็โดดลงจากหลังอาชามุ่งหน้าเข้าสู่กระโจมที่พักชั่วคราว เสี้ยวใจหนึ่งอดกังวลถึงหลิวเซียงเอ๋อร์ไม่ได้ เพราะเขาไม่อยากให้นางต้องเป็นห่วงจึงเร่งออกจากวังหลวงโดยไม่เอ่ยลา***เวลาผ่านไปราวกับลมพัดหลิวเซียงเอ๋อร์นั่งปักผ้าผืนเล็ก ๆ ที่จะตัดทำชุดให้เจ้าก้อนกลมในครรภ์ ใบหน้าอมยิ้มอย่างมีความสุข หากแต่ไม่นานความสุขสบายก็คลื่นกา
หลิวเซียงเอ๋อร์ลืมตามองผ้าแพรที่ผูกกั้นเป็นฉากกั้นเตียงไว้ ภาพใบหน้าโกรธแค้นของหญิงสาวเจ้าของร่างที่ยืนเอ่ยทวงคืน‘สนมหลิวฉันขอเวลาอีกไม่นาน’ หลิวเซียงเอ๋อร์คิดทบทวนในคำพูดก่อนจะค่อย ๆ ขยับกายลุก“หลินเสียง..เจ้าเตรียมน้ำล้างพระพักต์ไว้ให้ฝ่าบาทด้วย ข้าจะออกไปข้างนอกเดี๋ยว” น้ำเสียงกระซิบสั่งสาวใช้ข้างกายราวกับระวังคนที่ยังคงหลับตานอนบนเตียงตื่น หลิวเซียงเอ๋อร์จัดแจงเปลี่ยนชุด เธอเลือกชุดที่ดูสีสดเหมือนเมื่อครั้งที่เจ้าของร่างนี้ยังคงอยู่“พระสนมจะไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเอ่ยทักด้านหน้าประตู เฉินฮั่วยืมมองใบหน้าที่ถูกตกแต่งไว้อย่างจัดจ้าน ทำให้เขารู้สึกแปลกใจในท่าทางเธออีกครั้ง นานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มเช่นนี้“เราจะไปที่ใด เจ้ามิต้องสนใจ” หลิวเซียงเอ๋อร์สะบัดเสียงใส่ราวกับคนละคน‘เฉินฮั่ว...ฉันขอโทษ แต่ถ้าฉันไม่ทำเช่นนี้ต่อไปเจ้าก็คงจะลืมสตรีร้ายกาจเช่นนางแน่’ หลิวเซียงเอ๋อร์เร่งฝีเท้าออกมากลางสวนซีเซียน สวนสระบัวจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้โผล่มาที่นี่ หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองผืนน้ำที่ไหลเอื่อย‘หากเราไม่กลับไปใช้ชีวิตเช่นสนมหลิวดังเดิม แล้วถ้าเจ้าก้อนกลมเกิดมานางจะรักเหม
สิ้นราชโองการสละราชบัลลังก์ของฮ่องเต้หนานรั่วหาน เสียงว่ากล่าวที่ดังออกไปยังรอบ ๆ วังหลวงต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงที่มาที่ไปของการสละราชบัลลังก์ ทั้งเสียงที่กล่าวจะไม่รู้เรื่องจริงเสียเท่าไหร่ แต่คนที่หน้ากังวลใจมากกว่าตอนนี้คืออ๋องสี่ที่ได้รับฟังความจริงจากไท่เฟย แม้เขาเองจะรู้สึกผูกพันกับไท่เฟยไม่น้อยแต่ความรู้สึกหนึ่งที่เขารู้สึกหนักใจก็คือการที่รู้ความจริงว่ามารดาตนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางยาพิษบิดาตน (ฮ่องเต้องค์ก่อน)“กระหม่อมอยากให้เสด็จพี่ทบทวนดูอีกครั้ง กระหม่อมมิอาจนั่งบัลลังก์นั้นได้” อ๋องสี่หนานเออร์หลงก้มหน้าคุกเข่าต่อหน้าทุกคนที่ตำหนักฮุ่ยหวง ความรู้สึกผิดแทนมารดาตนพรั่งพรูออกมา ฝ่ามือที่กำแน่นจนเห็นเป็นเส้นเลือดสีเขียวอมม่วงทำให้หนานรั่วหานยกมือประคองร่างพระอนุชาตนก่อนจะเอ่ย“เจิ้นคิดว่าเจ้าเหมาะสมแล้ว แม้ไม่สืบทอดยามนี้ยามหน้าเจ้าก็ต้องครองบัลลังก์นั่น”“แต่เสด็จพี่..”“ขอเพียงเจ้ายังคงรักษาปณิธานเสด็จพ่อ ดูแลรักษาประชาราษฎร์ให้สงบสุขร่มเย็นได้ดังที่เสด็จพ่อตั้งพระทัย” ฝ่ามือเรียวเล็กของไท่เฟยที่ค่อย ๆ วางลงบนฝ่ามือหนาของอ๋องสี่พลางลูบอย่างปลอบโยน“หลงเออร์..เจ้าอย่าเป







