Masukเช้าวันหนึ่ง เมื่อหลี่ซูเซียวเข็นรถเข็นพร้อม เปาเปา ไปยังบ้านแม่สามีเพื่อรับอาหารตามที่ตกลงกันไว้ ฟางหรู แม่สามีที่กำลังยืนรออยู่หน้าบ้านก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที ดวงตาของเธอเบิกกว้างเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
"นี่สะใภ้รอง... ผอมลงรึเปล่า?" ฟางหรูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือความสงสัยอย่างเห็นได้ชัด หลี่ซูเซียวยิ้มบางๆ อย่างมั่นใจ "ค่ะ ฉันผอมลง และจะผอมลงอีก แม่คอยดูตอนฉันสวยแล้วกันนะคะ" น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ฟางหรูไม่เคยได้ยินจากหลี่ซูเซียวคนเดิม ฟางหรูได้แต่หัวเราะหึๆ ในลำคอ เธอไม่เชื่อในสิ่งที่ลูกสะใภ้พูดเลยแม้แต่น้อย 'อย่างหล่อนน่ะรึจะสวย' ความคิดนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็อดมองสำรวจร่างของหลี่ซูเซียวอีกครั้งไม่ได้ เพราะสิ่งที่เห็นนั้นมันแตกต่างไปจากเดิมจริงๆ . . . เช้าวันหนึ่ง หลี่ซูเซียว ไปบอก ฟางหรู แม่สามีว่าไม่ต้องทำกับข้าวเผื่อเธอในสัปดาห์นี้ เพราะเธอจะเดินทางไปเยี่ยมแม่ที่อีกหมู่บ้านหนึ่ง และจะพา เปาเปา ไปเที่ยวหายายด้วย ฟางหรูพยักหน้ารับอย่างแปลกใจเล็กน้อยกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของลูกสะใภ้ หลังจากนั้น หลี่ซูเซียวก็ไปจ้างรถสามล้อคันหนึ่ง เธอขนของที่เตรียมไว้จาก กำไลมิติ ซึ่งมีทั้งข้าวสาร อาหารแห้ง และของใช้จำเป็นอีกหลายอย่างขึ้นรถ พร้อมกับอุ้มเปาเปาขึ้นนั่งข้างๆ การเดินทางใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เพราะถนนหนทางยังคงเป็นดินลูกรังขรุขระ ไม่ได้ราบเรียบเหมือนถนนในโลกที่เธอจากมา ฟารีดาพยายามค้นความทรงจำของร่างเดิมเพื่อบอกทางกับคนขับรถเป็นระยะๆ จนกระทั่งรถสามล้อมาจอดสนิทอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง จะเรียกว่าบ้านก็คงไม่ได้... ในความรู้สึกของหลี่ซูเซียว มันคือ กระต๊อบ ชัดๆ! เป็นบ้านดินเก่าๆ ที่ทรุดโทรม ผุพัง หลังคาที่มุงด้วยจากก็ดูเก่าคร่ำคร่า บ่งบอกถึงความยากจนและขาดการดูแล หลี่ซูเซียวอุ้มเปาเปาที่หลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอดลงจากรถ ก่อนจะบอกคนขับรถว่าอีกหนึ่งอาทิตย์ให้กลับมารับเธอ จากนั้นก็จ่ายเงินค่าโดยสารและช่วยคนขับขนของทั้งหมดลงวางกองไว้ตรงหน้าบ้าน เมื่อคนขับรถสามล้อจากไปแล้ว ก็เหลือเพียงเธอที่ยืนอุ้มลูกชายตัวน้อย มองไปยังบ้านหลังเล็กๆ ที่เก่าทรุดโทรมตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย หลี่ซูเซียว สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจตะโกนเรียกผู้เป็นแม่ "แม่คะ! แม่! มีคนอยู่บ้านไหมคะ! พี่ชาย!" เสียงของเธอเจือความกังวลเล็กน้อย ไม่นานนัก ประตูไม้เก่าๆ ที่ผุพังก็ค่อยๆ แง้มออก เผยให้เห็นร่างของหญิงชราคนหนึ่งที่ก้าวออกมา สภาพของนางดูแก่ชรามากจนหลี่ซูเซียวถึงกับใจหาย เธอจำได้ว่าแม่ของร่างเดิมเพิ่งจะอายุเพียง 45 ปีเท่านั้น แต่สภาพที่เห็นตรงหน้ากลับเหมือนคนอายุ 60-70 ปี ผิวหนังเหี่ยวย่น ใบหน้าซูบตอบ ดวงตาโรยราเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำ "แม่..." หลี่ซูเซียวเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจเหมือนว่าตัวเองทิ้งแม่เสียเอง… "ซูเซียวเหรอลูก?" เสียงแผ่วเบาของหญิงชราเอ่ยถาม น้ำตาค่อยๆ ไหลรินลงอาบแก้มทั้งสองข้างด้วยความไม่เชื่อสายตา นางค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาใกล้หลี่ซูเซียวอย่างช้าๆ เพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่ใช่ภาพฝัน "ลูกแม่..." หญิงชราพึมพำ ก่อนจะเอื้อมมือที่เหี่ยวย่นมาสัมผัสใบหน้าของลูกสาวอย่างแผ่วเบา "แม่ หนูขอโทษค่ะที่หายไปนาน" หลี่ซูเซียวเอ่ยขอโทษจากใจจริง น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความรู้สึกผิดที่หลี่ซูเซียวคนเก่าทอดทิ้งแม่ไปนานแสนนาน "เปาเปา นี่คุณยาย สวัสดียายสิครับ" หลี่ซูเซียวหันไปกระซิบกับลูกชายที่เพิ่งตื่นจากภวังค์การหลับใหล "ดีกั๊บยาย" เปาเปา เอ่ยทักทายเสียงใส ดวงตากลมโตมองยายอย่างสงสัย "สวัสดีลูก เข้าบ้านก่อนมาๆ แล้วนั่นเอาอะไรมาเยอะแยะเชียว" ผู้เป็นยายเอ่ยปากต้อนรับด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา พลางกวาดสายตาไปยังข้าวของที่วางกองอยู่หน้าบ้าน "หนูเอามาฝากแม่ค่ะ" หลี่ซูเซียวตอบ พลางมองเข้าไปในบ้านที่มืดสลัวและคับแคบ "แล้วพี่ชายล่ะคะ?" เธอถามหาพี่ชายของร่างนี้ "พี่ชายลูกไปหาจับปลามาทำอาหารน่ะ วันนี้หยุดไม่ได้ไปลงแปลงนา" ผู้เป็นแม่ตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน หลี่ซูเซียว วาง เปาเปา ลงบนพื้นอย่างเบามือ ก่อนจะเริ่มขนข้าวของที่นำมาจาก กำไลมิติ เข้าไปในบ้านให้แม่ของเธออย่างคล่องแคล่ว ลี่ซือ ผู้เป็นแม่มองลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความประหลาดใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของลูก ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากหน้าบ้าน พร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามา "แม่ วันนี้ปลาจับไม่ได้อีกแล้วครับ ผมได้แต่หัวมันมาไม่กี่หัว" เสียงทุ้มแหบพร่าของ หลี่เฟยหลง พี่ชายของเธอเอ่ยขึ้นด้วยความผิดหวัง เขาอยู่ในวัย 25 ปี แต่ยังไม่ได้ออกเรือน เพราะความยากจนของครอบครัวทำให้ไม่มีใครอยากได้เขาไปเป็นสามี ร่างกายของเขาผอมซูบกว่าที่หลี่ซูเซียวจำได้จากความทรงจำของร่างเดิม ใบหน้ากร้านแดดและแววตาที่เหนื่อยล้าบ่งบอกถึงความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพ "น้องเล็ก..." หลี่เฟยหลงเดินเข้ามาในบ้าน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นน้องสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาไม่คิดไม่ฝันว่า หลี่ซูเซียว น้องสาวที่แต่งงานออกไปแล้วไม่เคยกลับมาบ้านเลยตลอดสามปีที่ผ่านมา จะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ หลี่ซูเซียวเห็นสภาพของพี่ชายที่ผอมลงมากจากแต่ก่อนจนเธออดสงสารแม่และพี่ชายของเธอไม่ได้ ความรู้สึกผิดที่หลี่ซูเซียวคนเก่าทอดทิ้งครอบครัวไปนานแสนนานยิ่งทวีคูณขึ้นในใจ 'สงสัยฉันต้องตั้งใจเร่งลดความอ้วน เปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อจะได้ทำการค้าสักที เพื่อแม่และพี่ชายของฉันจะได้สบายกว่านี้' เธอให้คำมั่นสัญญากับตัวเองอย่างแน่วแน่ "อ้าว มาแล้วรึเจ้าใหญ่" ลี่ซือเอ่ยทักลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “สวัสดีค่ะพี่ใหญ่ เปาเปาสวัสดีลุงหน่อยสิคะลูก”หลี่ซูเซียวบอกลูกชาย “ดีกั๊บยุง”เสียงเปาเปาเอ่ยทักทายขึ้นเมื่อก้าวเข้าสู่ ปีที่สาม ของการดำเนินงานของโรงงานผลิตสบู่และแชมพู และหลังจากที่โรงงานผลิตน้ำหอมและเครื่องปรุงรสได้ เปิดทำการมาได้ปีกว่า ผลตอบรับจากลูกค้าที่สนใจสินค้าของเธอไปขายต่อก็ล้นหลามเกินความคาดหมาย ผลประกอบการที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วงปีที่ผ่านมานั้น มากมายมหาศาล จนชื่อของ หลี่ซูเซียว ได้ ขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของประเทศไปอย่างรวดเร็ว ความสำเร็จทางการค้าที่โดดเด่น ผนวกกับ อำนาจและบารมี ที่ได้จากการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเฉิน และยิ่งได้รับการ หนุนหลังอย่างมั่นคงจากตระกูลของคุณตงเฉิง ว่าที่น้องเขยผู้มีฐานอำนาจในแวดวงการเมืองและธุรกิจ ทำให้หลี่ซูเซียวกลายเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลจน ไม่มีใครกล้ามีปัญหาด้วย มีแต่ผู้คนจากทุกสารทิศที่ต่างพยายามหาทางเข้ามาทำความรู้จักและสานสัมพันธ์ด้วย … ทุกอย่างที่เธอสร้างขึ้นกำลังรอคอยสัญญาณสุดท้ายเพื่อก้าวสู่การเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้ววันนั้นก็มาถึง... เสียงประกาศอย่างเป็นทางการของรัฐบาลที่อนุญาตให้ ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน ในประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้า ดังกึกก้องไปทั่ววงการธุรกิจ นี่คือการเปิดประตูสู่เสรีภาพทางการ
เมื่อมีข่าวว่าโรงงานแห่งใหม่สองแห่ง—ทั้งโรงงานผลิตน้ำหอมที่เน้นความประณีต และโรงงานผลิตเครื่องปรุงรสขนาดมหึมา—เริ่มเปิดรับสมัครพนักงาน กระแสความสนใจก็รุนแรงกว่าการเปิดรับสมัครครั้งแรกหลายเท่าตัว ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงและอำเภอข้างเคียงต่างหลั่งไหลกันมาสมัครงานอย่างไม่ขาดสาย เพราะทุกคนต่างรับรู้ถึงชื่อเสียงของ เครือโรงงานผลิตสบู่ ของหลี่ซูเซียวแล้วอย่างถ่องแท้ ไม่เพียงแต่เรื่องสวัสดิการที่ดี โบนัสที่ยุติธรรม และเงินเดือนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการที่โรงงานแห่งนี้ให้โอกาสแม้กระทั่งผู้ที่ไม่รู้หนังสือได้มีงานทำที่มีศักดิ์ศรี โรงงานใหม่ทั้งสองแห่งจึงได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามเกินความคาดหมาย … สิ่งที่ทำให้หลี่ซูเซียวไม่รู้สึกหนักใจในการบริหารจัดการบุคลากรจำนวนมากในคราวนี้ คือการที่เธอได้วางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างรอบคอบแล้ว ในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลี่ซูเซียวไม่ได้เพียงแต่สอนวิธีการผลิต แต่ได้ ฝึกทีมงานแกนนำ จากโรงงานสบู่เดิมให้เข้าใจถึง หลักการ ของการควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัยในการทำงาน และความละเอียดอ่อนในการจัดการส่วนผสมอย่างเป็นระบบ เมื่อถึงเวลาเปิดโรงงาน
วันเวลาผันผ่าน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ตอนนี้โรงงานผลิตสบู่และแชมพูของเธอก้าวเข้าสู่ ปีที่สอง แล้ว ทุกสิ่งรอบตัวก็เริ่มเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง เฉินอี้เปาหรือเปาเปาลูกชายคนโตตอนนี้อายุได้ห้าขวบแล้วและพูดจาฉะฉานและดูแลน้องสาวได้เป็นอย่างดี ส่วน เฉินเฟิ่งอิง อิงอิงน้อยลูกสาวคนเล็กก็เริ่มวิ่งเล่นและส่งเสียงเจื้อยแจ้วไปทั่วบ้าน สร้างความสุขให้กับผู้เป็นพ่อและแม่อย่างหาที่สุดไม่ได้ ในด้านธุรกิจ ผลประกอบการของโรงงานก็เป็นไปในทิศทางที่ดีเยี่ยม ดีกว่าที่หลี่ซูเซียวคาดหวังไว้ เสียอีก ด้วยกระแสเงินสดที่หมุนเวียนอย่างคล่องตัว และความสำเร็จในการนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด ทำให้เธอสามารถดำเนินการตามแผนการขยายธุรกิจที่เคยวางไว้ในใจได้ทันที หลี่ซูเซียวเริ่มลงมือสร้าง โรงงานขนาดเล็กสำหรับผลิตน้ำหอม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ยังคงเกี่ยวเนื่องกับสินค้าประเภทสบู่และแชมพูที่ทำอยู่เดิม สินค้านี้เธอจะตีตลาดคนชั้นสูงที่มีเงินหรือก็คือพวกคนรวยทั้งหลาย แต่การลงทุนครั้งสำคัญที่แท้จริงคือการเริ่มต้นแผนสร้าง โรงงานผลิตเครื่องปรุงรสขนาดใหญ่เธอวางแผนอย่างรอบคอบที่จะนำสูตรลับเฉพาะของเครื
เช้าวันใหม่ที่สดใส เป็นวันที่เต็มไปด้วยความสุขของตระกูลเฉิน ทุกคนเดินทางมาเยี่ยม หลี่ซูเซียว และหลานสาวคนใหม่ที่โรงพยาบาล ห้องพิเศษที่ เฉินเฟยเทียน จองไว้จึงเต็มไปด้วยญาติมิตร แต่ก็ไม่วุ่นวายรบกวนคนไข้คนอื่น ฟางหรู แม่สามี กอดหลานสาวคนเล็ก เฉินเฟิ่งอิง (อิงอิง) ไว้แน่นด้วยความตื้นตันใจ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความปลื้มปิติที่ได้เห็นหลานสาวตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก พ่อสามี พี่ใหญ่เฉิน ซินอี๋ เฉินซูลี่ และเฉินซีซวน ต่างก็รายล้อมอยู่รอบเตียงด้วยรอยยิ้ม "โอ๊ย! หลานย่า! ช่างน่าเกลียดน่าชังอะไรเช่นนี้" ฟางหรู เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ เพราะในความรู้สึกของคนยุคเก่า คำว่า 'น่าเกลียดน่าชัง' นั้นคือคำชมที่แปลว่าน่ารักมาก แต่คำพูดนั้นกลับไปเข้าหู เปาเปา ลูกชายคนโตที่นั่งอยู่ข้างๆแม่ตัวเองบนเตียงคนไข้ เปาเปามองหน้าย่าของเขาที่พูดว่าน้องสาวเขา 'น่าเกลียด' ความคิดที่ค้างคามาตั้งแต่เมื่อวานกลับมาย้ำเตือนอีกครั้งในสมองน้อยๆ ของเขา 'แม้แต่ย่าก็ว่าน้องเขาน่าเกลียด! น้องเขาน่าเกลียดจริงๆ ใช่หรือไม่!' เปาเปาก้มลงไปกระซิบกับแม่เบาๆ ด้วยสีหน้าที่จริงจังและเคร่งเครียด "แม่ครับ เห
หลังจากจัดการเรื่องห้องพักเรียบร้อย ทุกคนก็ไปรอที่ห้องพิเศษที่จองไว้ เป็นห้องเดี่ยวที่กว้างขวางและสะอาดตา เฉินเฟยเทียนยอมจ่ายแพงเพื่อความสะดวกสบายของภรรยา ทุกคนรอหลี่ซูเซียวจนกระทั่งประตูห้องเปิดออก พยาบาลเข็นรถเข็นคนไข้เข้ามา หลี่ซูเซียว ยังคงหลับอยู่ ใบหน้าของเธอซีดเซียวและมีร่องรอยความเหน็ดเหนื่อยจากการคลอดอย่างชัดเจน แต่ก็ดูสงบและผ่อนคลายอย่างที่สุด "คนไข้อ่อนเพลียหลับไปแล้วนะคะ สักพักถึงจะตื่นค่ะ" พยาบาลบอกด้วยรอยยิ้ม "เดี๋ยวทางพยาบาลจะพาลูกสาวมาให้คุณแม่นะคะ" "ขอบคุณครับ/ค่ะ" เฉินเฟยเทียนพร้อมกับลี่ซือขอบคุณพยาบาลที่พาหลี่ซูเซียวมาส่ง เขาก้าวเข้าไปข้างเตียงอย่างแผ่วเบา มองใบหน้าของภรรยาที่ได้มอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตให้กับเขาแล้ว ลูกสาวคนเล็กแห่งตระกูลเฉิน กำลังจะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับความสุขที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยสองมือของเธอเอง หลังจากที่พยาบาลพา หลี่ซูเซียว มาถึงห้องพักฟื้นได้ไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง พยาบาลสาวค่อยๆ เข็นรถเด็กเล็กเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้า "มาแล้วๆ! น้องมาแล้ว!" เสียง เปาเปา ลูกชายตัวน้อยที่นั่งอยู่บนตักของยาย ลี่ซือ ร
วันเวลาหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลี่ซูเซียว ท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว รูปร่างของเธออวบอิ่มขึ้นตามวัยของครรภ์ แต่ความงามก็ยังคงไม่ลดลงแม้แต่น้อย แม้ร่างกายจะหนักอึ้ง แต่จิตใจของเธอกลับเบิกบาน เพราะ โรงงานทำสบู่ ขนาดกลางที่สร้างขึ้นก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้วตามกำหนด ความคืบหน้าของการก่อสร้างนั้นรวดเร็วเกินคาด เพราะได้รับความช่วยเหลือเรื่องเอกสารการก่อสร้างและการหาทีมงานรับเหมาที่ไว้ใจได้จาก คุณตงเฉิง ลูกค้ารายใหญ่ที่เคยสั่งซื้อเหล้าและบุหรี่ในตลาดมืดซึ่งแท้จริงแล้วครอบครัวของเขามีพื้นเพเป็นนายทหารยศสูง ทำให้เขามีอำนาจและอิทธิพลในการอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ คุณตงเฉิง เองไม่ได้เอาดีทางด้านทหารเหมือนครอบครัว แต่เขากลับชื่นชอบการค้าขายมากกว่า และเขาก็เชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าและความสามารถของหลี่ซูเซียวอย่างเต็มที่ นับตั้งแต่ทำการค้ากับเขา คุณตงเฉิง ก็ยังคงสั่งสินค้าจากร้าน "อู่ ฮวา ปา เหมิน" ของเธอตลอด และได้ตกลงการค้าว่าเธอจะไม่ขายสินค้าประเภทเดียวกันกับที่ส่งให้กับทางคุณตงเฉิงและขายให้กับลูกค้ารายอื่นด้วย ซึ่งเป็นการตกลงแบบผูกขาดที่ยุติธรรม เฉินเฟยเทียน เลิกหึงหวงเธอกับเขาแล้วและตอนนี้สามีขอ







