เข้าสู่ระบบร้านผ้าไหมตงฟาง
หนึ่งในกิจการร้านค้าอันมั่งคั่งที่มารดาผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้เป็นสินเดิมแก่ลู่หว่านถิง ร่างบอบบางในชุดไหมสีครีมเรียบหรูก้าวลงจากรถม้า หลังจากเหตุการณ์พลัดตกน้ำปางตาย ลู่หว่านถิงเลือกที่จะไม่อุดอู้อยู่แต่ในเรือน นางใช้โอกาสนี้ออกมาตรวจตราสมุดบัญชีและดูแลกิจการของมารดา เพื่อกุมอำนาจทางการเงินอันเป็นรากฐานสำคัญในการยืนหยัดในชาตินี้ "คุณหนูใหญ่ บัญชีเรียบร้อยดีขอรับ" หลงจู๊ประจำร้านรายงานด้วยท่าทางนอบน้อม ลู่หว่านถิงพยักหน้ารับบางเบา ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะก้าวออกจากร้านเพื่อเดินทางกลับจวน สายตาพลันเหลือบไปเห็นบุรุษและสตรีคู่หนึ่งกำลังเดินเคียงคู่กันอยู่บนถนนหน้าร้าน บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์เนื้อดีดูภูมฐาน ท่าทางสำอางและเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี เขาคือคุณชายกู้เหวินเยี่ยน บุตรชายคนรองของใต้เท้ากู้ซื่อแห่งกรมพิธีการ ส่วนสตรีข้างกายที่คอยลอบมองเขาด้วยสายตาหวานซึ้งก็คือ เมิ่งชิงเหยา สหายสนิทเพียงคนเดียวของนางในเมืองหลวงแห่งนี้ "อ้าว หว่านถิง เจ้าหายดีแล้วหรือ" เมิ่งชิงเหยาเมื่อหันมาเห็นนางก็รีบร้องทักด้วยความดีใจ แต่สายตาของคุณชายกู้เหวินเยี่ยนที่จับจ้องมายังลู่หว่านถิงกลับแปรเปลี่ยนเป็นสายตาแปลก ๆ มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและฉายแววหยอกเย้าดุจบุรุษที่กำลังพึงใจในตัวสตรีอย่างปิดไม่มิด "คารวะคุณชายกู้ ชิงเหยา ข้าหายดีแล้วจึงออกมาตรวจร้านค้าน่ะ" ลู่หว่านถิงตอบเสียงเรียบ นัยน์ตากลมหรี่มองท่าทางของคุณชายกู้ที่จงใจขยับเข้ามาใกล้จนเมิ่งชิงเหยาเริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจและระแวงขัดใจอย่างเห็นได้ชัด หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธี คุณชายกู้ผู้แสนสุภาพในสายตาคนภายนอกก็เอ่ยอาสาไปส่งเมิ่งชิงเหยาที่จวน ลู่หว่านถิงมองตามหลังคนทั้งคู่ด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ ก่อนจะขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางกลับเช่นกัน ทว่าเหตุการณ์กลับไม่ราบรื่นเช่นนั้น เมื่อรถม้าของตระกูลลู่เคลื่อนตัวมาถึงตรอกเปลี่ยวท้ายตลาด ซึ่งเป็นทางผ่านกลับจวน อยู่ ๆ รถม้าก็หยุดชะงักลงพร้อมเสียงฝีเท้าม้ามาดักหน้า ลู่หว่านถิงเลิกม่านหน้าต่างออกดูด้วยความฉงน พลันต้องขมวดคิ้วแน่นเมื่อพบว่า บุรุษที่ควบม้ามาดักหน้ารถม้าของนางก็คือ คุณชายกู้เหวินเยี่ยนที่เพิ่งแยกจากกันไปเมื่อครู่ "คุณหนูใหญ่ คุณชายคุณชายกู้ขอเชิญท่านลงมาสนทนาสักครู่เจ้าค่ะ" เสี่ยวเม่ยรายงานด้วยน้ำเสียงสับสน ลู่หว่านถิงก้าวลงจากรถม้า ท่วงท่างดงามเยือกเย็น นางหยุดยืนห่างจากเขาในระยะที่เหมาะสม "คุณชายกู้ ท่านไปส่งชิงเหยาเสร็จเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ แล้วเหตุใดจึงมาดักพบข้ากลางทางเช่นนี้ มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ" คุณชายกู้เหวินเยี่ยนคลี่ยิ้มหล่อเหลา ดวงตาจับจ้องดวงหน้าหวานของลู่หว่านถิงอย่างถือวิสาสะ เขาขยับกายก้าวเข้าใกล้นางอีกหนึ่งก้าวอย่างคุกคาม ลู่หว่านถิงเบี่ยงกายหลบเล็กน้อยด้วยความรังเกียจ "คุณหนูใหญ่ลู่ เจ้าจะแสร้งทำเป็นไขสือไปทำไมกัน" คุณชายกู้หัวเราะในลำคอแผ่วเบา น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจในตัวเองจนน่าขัน "เจ้าให้คนสนิทนำปิ่นปักผมหยกขาวลายดอกเหมยของเจ้าไปมอบให้ข้าถึงที่จวนเมื่อวันก่อน ซ้ำยังฝากคำหวานบอกว่าพึงใจในตัวข้า แล้วจะให้ข้าเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร" คำพูดนั้นทำให้สมองของลู่หว่านถิงราวกับถูกค้อนทุบตีอย่างแรง ‘ปิ่นหยกขาวลายดอกเหมยงั้นหรือ' ในใจของนางเกิดความตื่นตระหนกวูบหนึ่ง แต่ใบหน้ายังคงนิ่งสนิท นางนึกออกแล้ว ตั้งแต่ฟื้นคืนสติจากอาการไข้เพราะตกน้ำ นางยังไม่เห็นปิ่นหยกขาวประจำตัวอันนั้นอีกเลย และด้วยความที่มัวแต่ยุ่งเรื่องปรับตัวและตรวจบัญชี นางจึงไม่ได้ใส่ใจคิดว่าบ่าวไพร่คงเก็บไว้ในกล่องเครื่องประดับ ตอนนี้ปิ่นนั้นไปอยู่ในมือของคุณชายกู้ได้อย่างไร "ข้าคิดว่าเจ้ารักนวลสงวนตัวและเย่อหยิ่งเสียอีก ที่ไหนได้ กลับทอดสะพานให้ข้าลับหลังสหายสนิทของตนเอง" คุณชายกู้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แววตาฉายความละโมบในความงาม "แต่เอาเถิด ข้าพึงใจในความงามล่มเมืองของเจ้ายิ่งนัก หากเจ้าอยากจะคบหากับข้า ข้ายินดีจะจะเปลี่ยนใจจากเมิ่งชิงเหยามาเลือกเจ้า ยื่นข้อเสนอให้เจ้าเป็นฮูหยินเอกของข้าในอนาคต ดีหรือไม่" คำพูดหลงตัวเองและไม่สะทกสะท้านต่อศีลธรรมของบุรุษตรงหน้า ทำให้ลู่หว่านถิงเข้าใจแจ่มแจ้งทันที ชาติก่อน เพราะคำพูดตอแยทอดสะพานและความมั่นหน้าของคุณชายกู้คนนี้เอง ที่ทำให้เขาตามตื๊อตามส่งจดหมายพร่ำเพ้อหานางไม่หยุดหย่อน จนเมิ่งชิงเหยาไปแอบสืบรู้เข้าและเข้าใจผิดคิดว่านางให้ท่าบุรุษ นำไปสู่การบุกมาอาละวาดตบตีและตัดสัมพันธ์ มิตรภาพแตกหักในชาติก่อน จุดเริ่มต้นมันมาจากปิ่นหยกขาวเล่มนี้และบุรุษสารเลวตรงหน้านี่เอง "คุณชายกู้ โปรดระวังคำพูดด้วย" ลู่หว่านถิงตวัดเสียงเย็นเฉียบ แววตาคมดุจ้องลึกเข้าไปในตาของเขา "ข้าไม่เคยให้ใครนำปิ่นไปให้ท่าน และไม่เคยพึงใจในตัวท่าน ปิ่นอันนั้นย่อมมีคนขโมยไปเพื่อสร้างเรื่อง ท่านจงเก็บรักษามันไว้ให้ดีเถิด เพราะวันใดที่ข้าสืบรู้ความจริง วันนั้นท่านจะรู้ว่าการมาริอ่านเล่นกับข้าผลลัพธ์มันจะเป็นอย่างไร" พูดจบ ลู่หว่านถิงก็สะบัดชายเสื้อหมุนกายขึ้นรถม้าทันที ทิ้งให้คุณชายกู้ยืนหน้าชาและตกตะลึงกับรังสีความโหดเหี้ยมเด็ดขาดของนางที่ต่างจากสตรีทั่วไป บนรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวกลับจวน ลู่หว่านถิงกำหมัดแน่นในแขนเสื้อ ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายลุกโชนด้วยไฟแห่งความแค้นและกระหายความจริง ‘ปิ่นประจำตัวของข้าที่ควรจะอยู่ในห้องนอนเรือนใน ไปอยู่กับผู้ชายข้างนอกได้อย่างไร ถ้าไม่มีหนอนบ่อนไส้ขโมยออกไปส่งให้’ หลังจากนางขึ้นรถม้าและสั่งให้เคลื่อนตัวออกไปทันที ทิ้งให้คุณชายกู้เหวินเยี่ยนยืนหน้าชาอยู่กลางตรอกเปลี่ยว สิ่งที่สตรีในรถม้าไม่ทันสังเกตเห็นก็คือ ที่หัวมุมถนนสายนั้น มีสตรีกลุ่มหนึ่งในชุดหรูหรากำลังยืนหลบมุมอยู่ พวกนางคือบุตรสาวขุนนางกลุ่มหนึ่งที่บังเอิญมาเดินเลือกซื้อเครื่องประดับท้ายตลาด "นั่น รถม้าจวนเสนาบดีกรมคลังมิใช่หรือ แล้วบุรุษผู้นั้นคือคุณชายกู้เหวินเยี่ยน" คุณหนูตระกูลหนึ่งใช้พัดจีบปิดปาก อุทานเสียงแผ่วเบา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น "ใช่จริง ๆ ด้วย ดูสิ เมื่อครู่คุณชายกู้ขยับเข้าไปใกล้ชิดถึงเพียงนั้น ท่าทางสนิทสนมยิ่งนัก แย่แล้ว ปรกติคุณชายกู้ต้องไปไหนมาไหนกับคุณหนูเมิ่งชิงเหยามิใช่หรือ เหตุใดวันนี้จึงมาดักพบคุณหนูใหญ่ลู่ในที่ลับตาคนเช่นนี้" "หรือข่าวลือเรื่องปิ่นหยกขาวที่คุณชายกู้แอบพกติดตัวช่วงนี้ จะเป็นของ..." สายตาที่มองดูเพียงเผิน ๆ ไม่ได้ยินบทสนทนาของลู่หว่านถิง นำไปสู่การปะติดปะต่อเรื่องราวตามใจชอบเพียงชั่วข้ามคืน ข่าวลือได้จุดขึ้นและกระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงราวกับติดปีก สามวันต่อมา ณ ร้านผ้าไหมตงฟาง ลู่หว่านถิงนั่งอยู่หลังฉากกั้นไม้ นัยน์ตาคู่สวยกวาดมองสมุดบัญชีอย่างสงบ ทว่าหูของนางกลับได้ยินเสียงซุบซิบจากลูกค้าสตรีชนชั้นสูงที่กำลังเลือกซื้อผ้าอยู่ด้านนอกฉากกั้นอย่างชัดเจน "พวกเจ้าได้ยินเรื่องของคุณหนูใหญ่จวนลู่หรือยัง ที่แท้ที่นางพลัดตกน้ำปางตายคราวก่อน ไม่ใช่เพราะซุ่มซ่ามหรอกนะ" เสียงแหลมเล็กของคุณหนูผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างมีจริต "อ้าว แล้วเพราะเหตุใดหรือ" สตรีอีกคนรีบซัก "ก็ลือกันว่า นางแอบหลงรักคุณชายกู้เหวินเยี่ยน บุรุษที่เมิ่งชิงเหยาสหายรักของนางปักใจอย่างไรเล่า ถึงขั้นลอบส่งปิ่นหยกขาวประจำตัวไปให้เขาเพื่อทอดสะพาน ลับหลังสหายก็แอบนัดพบกันที่ตรอกเปลี่ยวท้ายตลาด มีคนเห็นคุณชายกู้เดินตามงอนง้อเข้าหาใกล้ชิด แต่พอเรื่องจะแดงขึ้นมา นางเลยแสร้งทำเป็นกระโดดน้ำฆ่าตัวตายประชดโชคชะตา ช่างหน้าไม่อาย แย่งได้แม้กระทั่งคนรักของสหายสนิท" "หน้าตาออกจะงดงามหมดจด จิตใจกลับแพศยาขนาดนี้เชียวหรือ โถ คุณหนูเมิ่งชิงเหยาช่างน่าสงสารนัก โดนสหายรักแทงข้างหลังเข้าให้แล้ว" เสี่ยวเม่ยที่ยืนอยู่ข้างกายลู่หว่านถิงได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจนตัวสั่น ใบหน้าซีดเผือด "คุณหนูใหญ่ พวกนางบังอาจเกินไปแล้วเจ้าค่ะ เรื่องวันนั้นคุณชายกู้มาดักพบเราเองแท้ ๆ เหตุใดคนพวกนี้ถึงบิดเบือนไปได้ถึงเพียงนี้ ข้าจะออกไปสั่งสอนพวกนาง" "หยุดก่อน เสี่ยวเม่ย" ลู่หว่านถิงยกมือห้าม น้ำเสียงเยือกเย็น รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปาก "คนพวกนี้เห็นเพียงผิวเผินก็เอาไปนินทาสนุกปาก ยิ่งเราออกไปโต้งแย้ง ข่าวลือจะยิ่งหนาหู" ชาติก่อน ข่าวลือแบบนี้แหละที่ทำลายมิตรภาพของนางจนพังพินาศ เมิ่งชิงเหยาเป็นคนอารมณ์ร้อนและรักคุณชายกู้มาก เมื่อโดนสังคมตราหน้าว่าโดนสหายแย่งบุรุษ มีหรือที่นางจะทนไหว และเป็นดังคาด ที่จวนรองเจ้ากรมพิธีการ "กรี๊ดดด! ไม่จริง พวกเจ้าโกหกข้า!" เสียงกรีดร้องและเสียงข้าวของแตกกระจายดังก้องออกมาจากเรือนนอนของเมิ่งชิงเหยา สภาพของนางบัดนี้ขอบตาแดงช้ำ ใบหน้านองไปด้วยน้ำตาหลังจากได้ยินสาวใช้คนสนิทรายงานเรื่องข่าวลือที่หนาหูในเมืองหลวง "คุณหนูใจเย็น ๆ ก่อนเจ้าค่ะ แต่เรื่องนี้มีคุณหนูจากหลายตระกูลเห็นกับตาจริง ๆ นะเจ้าคะ ว่าวันนั้นคุณชายกู้ขี่ม้าไปดักรถม้าของคุณหนูใหญ่ลู่จริง ๆ คุณชายกู้ยังเคยหลุดปากอวดกับสหายในเหลาอาหารว่า มีสตรีส่งปิ่นหยกขาวลายดอกเหมยมาให้ ปิ่นอันนั้น คุณหนูก็เคยเห็นคุณหนูใหญ่ลู่ใส่ติดกายมิใช่หรือเจ้าคะ" สาวใช้ใส่ไฟตามที่ได้ยินมา คำพูดนั้นดั่งศรพิษปักเข้ากลางใจ เมิ่งชิงเหยาจำได้แม่นยำ วันก่อนนางยังเห็นคุณชายกู้มองลู่หว่านถิงด้วยสายตาหยาดเยิ้มแปลก ๆ ตอนทักทายกันหน้าร้านผ้าไหม พอส่งนางเสร็จ เขากลับย้อนไปดักพบลู่หว่านถิงลับหลังนางจริงๆ "ลู่หว่านถิง เจ้าทำเช่นนี้กับข้าได้อย่างไร" ความเสียใจและโกรธแค้นบดบังสติสัมปชัญญะจนหมดสิ้น เมิ่งชิงเหยารุดขึ้นรถม้าด้วยพายุอารมณ์ที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่ง ก่อนไปที่จวนต้นเรื่อง นางพาบ่าวไพร่ไปที่จวนตระกูลกู้ บังคับขู่เข็ญบ่าวคนสนิทของกู้เหวินเยี่ยนให้ค้นหาปิ่นหยกขาวนั้น บ่าวรับใช้กลัวคำขู่จึงไปหยิบปิ่นจากกล่องที่โต๊ะน้ำชานำมามอบให้ "คุณหนูเมิ่งทำเช่นนี้ หากคุณชายกลับมาอาจจะโกรธได้นะขอรับ" หลังจากยื่นปิ่นให้นางแล้วเขาจึงเอ่ยเตือน เพราะรู้นิสัยเจ้านายของตนเองดี เมิ่งชิงเหยากวาดสายตามองบ่าวไพร่อย่างดุร้าย "เขาไม่มีสิทธิ์โกรธใครทั้งนั้น ข้าต่างหากที่สมควรโกรธ" เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วนางก็สะบัดหน้าขึ้นรถม้า มุ่งหน้าไปที่จวนตระกูลลู่ทันที "คราวนี้เจ้าจะแก้ตัวกับข้าอย่างไรลู่หว่านถิง"หลังจากนั้นมาหนุ่มสาวทั้งคู่ได้รับอนุญาตให้ไปไหนมาไหนด้วยกันเปิดเผย วันหนึ่งเสิ่นหร่งเจียจึงพาลู่หว่านถิงออกไปเที่ยวชมธรรมชาติแถบชานเมืองบรรยากาศยามบ่ายคล้อยเต็มไปด้วยความเงียบสงบ ลมขุนเขาพัดโชยมาอ่อน ๆ พาเอาผืนป่าและทุ่งดอกไม้ป่าสีขาวบริสุทธิ์เอนลู่ไปตามแรงลม เสียงลำธารสายเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านโขดหินดังกังวานแว่วเป็นจังหวะชวนให้จิตใจสงบเยือกเย็นธรรมชาติอันงดงามและเงียบสงบแห่งนี้มีเพียงเขากับนาง สองดวงใจที่ผูกพันข้ามผ่านกาลเวลาบนเนินหญ้าอ่อนนุ่มใต้ร่มเงาของต้นหลิว กิ่งก้านลู่ลม เสิ่นหร่งเจียเอนหลังพิงโคนต้นไม้ใหญ่ โดยมีลู่หว่านถิงนั่งอยู่เคียงข้าง ชายหนุ่มทอดสายตามองแผ่นหลังบอบบางและเส้นผมดำขลับที่ปลิวตามแรงลมด้วยความรู้สึกรักใคร่และหวงแหน มือหนาเอื้อมไปเด็ดดอกไม้ป่าดอกเล็ก ๆ ขึ้นมา ก่อนจะบรรจงทัดลงบนเรือนผมของนางอย่างเบามือลู่หว่านถิงสะดุ้งน้อย ๆ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มหวานให้เขา ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยหม่นหมองในอดีต บัดนี้กลับเปล่งประกายสุกใสเด่นชัดดุจดวงดาว"คุณชายเสิ่น เหตุใดวันนี้ท่านจึงดูเงียบขรึมไปนักเล่าเจ้าคะ พาข้ามาไกลถึงเพียงนี้ มีเรื่องอันใดในใจอยากบอกข้าหรือเปล่า"เสิ่นหร่งเจียร
หลังจากพายุร้ายพัดผ่านพ้นไป ความสงบเงียบแสนอบอุ่นก็กลับคืนสู่จวนเสนาบดีลู่อีกครั้ง ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ เงาร่างสูงใหญ่ของเสิ่นหร่งเจีย ที่บัดนี้เข้าออกจวนเสนาบดีลู่เพื่อดูแลสารทุกข์สุกดิบของคนในครอบครัวลู่หว่านถิงอย่างเปิดเผยและเต็มใจอย่างยิ่งชายหนุ่มมักจะหิ้วขนมที่นางชอบมาฝาก คอยเป็นธุระให้ในหลายเรื่อง และยังช่วยใต้เท้าลู่สะสางงานราชการบางส่วนอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย สายตายามที่ทอดมองลู่หว่านถิงนั้นเปี่ยมไปด้วยความเอาใจใส่และทะนุถนอมจนบ่าวไพร่ในจวนจวนต่างพากันลอบยิ้ม ทว่าจนแล้วจนรอด ชายหนุ่มกลับไม่เคยเอ่ยปากเรื่องการตบแต่งอย่างเป็นทางการเลยสักครั้งเดียวจนกระทั่งในเช้าวันหนึ่ง บรรยากาศอันสงบสุขพลันสั่นคลอนลึก ๆ ในใจของหญิงสาวเมื่อใต้เท้าลู่เรียกนางเข้าไปพบในห้องหนังสือ พร้อมกับเอ่ยถึงเรื่องที่มีแม่สื่อจากตระกูลใหญ่ในเมืองอื่นเดินทางมาทาบทามสู่ขอนางไปเป็นฮูหยิน ด้วยความที่ใต้เท้าลู่เห็นว่าบุตรสาวคนโตผ่านเรื่องราวร้าย ๆ มามาก และยามนี้ลู่ซือฉิงก็ไม่อยู่ขวางทางแล้ว การแต่งงานออกไปต่างเมืองอาจทำให้นางได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ปราศจากคำนินทา ใต้เท้าลู่จึงเปรยว่า "
ท้องฟ้าเหนือจวนเสนาบดีลู่ยามนี้ดูขุ่นมัวราวกับจะเกิดพายุใหญ่ เสิ่นหร่งเจียก้าวย่างผ่านประตูใหญ่เข้ามาด้วยแววตาที่เรียบนิ่งจนน่ากลัว ในมือของเขาถือกล่องขนมเปี๊ยะที่ซื้อมาใหม่แทนที่กล่องเดิมซึ่งถูกส่งไปตรวจสอบพิษในกองปราบหลวงเรียบร้อยแล้ว เขามุ่งตรงไปยังเรือนใหญ่ ที่ซึ่งใต้เท้าลู่และลู่หว่านถิงนั่งหารือเรื่องงานในจวนกันอยู่เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถง เสิ่นหร่งเจียก็วางกล่องขนมลงบนโต๊ะด้วยท่าทีปกติ ก่อนจะประสานมือคารวะใต้เท้าลู่ด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพ ทว่าแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความจริงจัง"ใต้เท้า เหตุที่ข้ามาในวันนี้ มิใช่เพื่อการพบปะธรรมดา แต่ข้ามีเรื่องด่วนที่ไม่อาจละเลยได้"ใต้เท้าลู่เงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ "คุณชายเสิ่น มีเรื่องอันใดรึ"เสิ่นหร่งเจียไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาตบมือเบาๆ ทหารกองปราบสองนายก็ลากตัวบ่าวชายคนสนิทของคุณหนูหลินที่ถูกจับได้ที่ท้ายจวนเข้ามาในห้องโถง พร้อมกับเสี่ยวชุ่ยที่ใบหน้าบวมช้ำด้วยรอยตบ ทั้งสองถูกกดให้คุกเข่าลงต่อหน้าใต้เท้าลู่"นี่มันเรื่องอะไรกัน!" ใต้เท้าลู่ผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ"คนผู้นี้คือบ่าวคนสนิทของคุณหนูหลิน เขาถูกจ้างวานด้วยเงินมหาศา
บริเวณท้ายจวนเสนาบดีลู่ บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดไร้ผู้คน มีเพียงเสียงจักจั่นร้องระงมชวนให้รู้สึกอึดอัด ลู่ซือฉิงในชุดรุ่มร่ามแอบมายืนหลบอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ใกล้กับบานประตูเล็กท้ายจวน นัยน์ตาคู่งามฉายแววกระวนกระวายพลางชะเง้อคอมองลอดช่องไม้เป็นระยะ ๆไม่นานนัก เสียงเคาะประตูเบา ๆ สามครั้งก็ดังขึ้นตามนัดหมาย ลู่ซือฉิงรีบแง้มประตูออกทันที ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือชายหนุ่มท่าทางลนลานผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นคนสนิทของคุณหนูหลินที่ถูกส่งมา"นี่ยาเบื่อหนูชนิดรุนแรงที่สุดที่คลังของเรามีขอรับ" เขายื่นห่อกระดาษสีน้ำตาลให้ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย "คุณหนูหลินกำชับว่าให้ระวังให้ดี ยานี้ไร้สีไร้กลิ่น แต่พิษของมันร้ายกาจนัก เพียงแค่หยิบมือเดียวก็ล้มวัวได้ทั้งตัว"ลู่ซือฉิงคว้าห่อกระดาษมาซุกซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว แววตาลิงโลดด้วยความสะใจ นางยังไม่ยอมปล่อยให้ชายผู้นั้นกลับไป สายตาของนางเหลือบไปเห็นตะกร้าเปล่าในมือของเขา ก่อนจะนึกแผนการบางอย่างขึ้นมาได้"เดี๋ยวก่อน" ลู่ซิงฉิงเอ่ยรั้งพลางล้วงหยิบตั๋วเงินปึกหนึ่งออกมาจากถุงผ้าข้างเอว นางดึงตั๋วเงินมูลค่าสูงออกมาหลายใบแล้วยัดใส่ขนมมือของคนสนิทสหายอย่างใจถึง "ข้า
ความเคียดแค้นและสิ้นหวังบดบังจิตสำนึกชั่วดีของลู่ซือฉิงจนหมดสิ้น นางละทิ้งซึ่งความกตัญญูต่อบิดาผู้ให้กำเนิดอย่างไม่เหลือชิ้นดี ยามนี้ในหัวของนางมีเพียงแผนการทวงคืนความยิ่งใหญ่และทำลายทุกคนที่ทำให้นางต้องตกต่ำสตรีหน้ามืดตามัวเขียนจดหมายลับสองฉบับอย่างรีบร้อน เนื้อความระบุถึงการนัดหมายพบปะอย่างลับ ๆ ที่เหลาอาหารนอกจวน ฉบับหนึ่งส่งถึงคุณหนูหลิน และอีกฉบับหนึ่งส่งถึงคุณหนูโจว สหายสนิทในกลุ่มที่เคยร่วมสุมหัวนินทาผู้อื่นมาด้วยกัน"เอาไปส่งให้คุณหนูหลินกับคุณหนูโจวเดี๋ยวนี้ และเตรียมทางหนีทีไล่ที่ประตูด้านหลังจวนให้ข้าด้วย" ลู่ซือฉิงตวาดสั่งเสี่ยวชุ่ยพลางยัดใส่มือสาวใช้"คุณหนูรอง อย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ" เสี่ยวชุ่ยห้ามเสียงสั่นละล่ำละลักอ้อนวอน "ใต้เท้าสั่งกักบริเวณอย่างเข้มงวด หากท่านหนีออกไปเช่นนี้ แล้วเกิดถูกจับได้อีกรอบ บ่าวต้องถูกโบยจนตายแน่ ๆ เจ้าค่ะคุณหนู"เพียะ!ฝ่ามือเรียวบางตบเข้าที่ใบหน้าของสาวใช้คนสนิทอย่างแรงจนเสี่ยวชุ่ยหน้าหัน ร่างบางล้มลงไปกองกับพื้น ลู่ซือฉิงตามไปกระชากคอเสื้อ กดเสียงต่ำด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว "สุนัขรับใช้อย่างเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาสั่งสอนข้า หากเจ้าไม่ไป ข้าจ
เพลิงริษยาที่แผดเผาทำให้ลู่ซือฉิงไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ นางทุบโต๊ะเครื่องแป้งจนข้าวของร่วงกระจาย แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายเมื่อคิดถึงภาพลู่หว่านถิงที่ได้เที่ยวอย่างสำราญใจกับบุรุษผู้องอาจเช่นเสิ่นหร่งเจีย "ในเมื่อพี่หญิงใหญ่ทำได้ เหตุใดข้าจะทำไม่ได้!" ลู่ซือฉิงเค้นเสียงรอดไรฟัน นางรู้ดีว่ากู้เหวินเยี่ยนคงไม่มีวันยอมพานางออกไปไหนในยามนี้ และจวนเสนาบดีลู่ก็เข้มงวดกับนางมากขึ้น หากจะล่อหลอกบุรุษที่บ้างานและเคร่งครัดในหน้าที่อย่างเสิ่นหร่งเจียให้ยอมลดตัวลงมาพานางเที่ยวเล่นได้ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นคือการอ้างราชการแผ่นดิน ลู่ซือฉิงนึกถึงกลอุบายที่เคยได้ยินพวกบ่าวไพร่คุยกัน นางจึงรีบสั่งการให้เสี่ยวชุ่ยไปส่งจดหมายลับถึงกรมด่วน โดยเนื้อความในจดหมายระบุว่า ‘ข้าบังเอิญพบเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางน่าสงสัย แอบมาซุ่มกบดานและขนย้ายสิ่งของที่ดูคล้ายเสบียงเถื่อนอยู่ที่โรงเตี๊ยมริมทะเลสาบซีหู ข้าจะแอบตามไปดูเพื่อไม่ให้คนร้ายไหวตัว ขอใต้เท้าเสิ่นโปรดรีบมาสมทบเงียบ ๆ โดยด่วน’ นางมั่นใจยิ่งนักว่าแผนการนี้จะทำให้เสิ่นหร่งเจียรีบร้อนมาพานางลงเรือเพื่อสืบคดี นางจะได้นั่งเคียงคู่กับองคร







