ผ่านไปสามชั่วยามลู่หว่านถิงลุกขึ้นมาอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ นางในวัยแรกรุ่นนับว่างดงามเป็นอันดับต้น ๆ ในเมืองหลวง เพราะเหตุนี้ชาติก่อนบิดาจึงเข้มงวดเรื่องความประพฤติกับนาง และเห็นชอบให้นางมีองครักษ์ส่วนตัว
ลู่หว่านถิงทอดมองออกไปด้านนอก แท้จริงแล้วในใจของนางมีแต่ความว้าเหว่ นางกำพร้ามารดามาตั้งแต่เล็ก บิดาก็ไม่มีเวลาใส่ใจ พออบรมก็ใช้วิธีแบบบุรุษ ไม่แปลกที่นางจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนไม่น่าคบหา เพราะนางออกแบบนิสัยของตนเองมาตั้งแต่ต้น
จะบอกว่าเป็นการปกป้องตัวเองก็คงไม่ผิดนัก
ย้อนไปเมื่อวานนี้ในชาติก่อน ลู่ซือฉิงเป็นคนเดินเหยียบชายกระโปรงของลู่หว่านถิงแต่นางไม่ได้ตกน้ำจนน่าสมเพชเช่นนี้ นางผลักน้องสาวออกเพื่อปกป้องตัวเองจนนางเซไปชนต้นไม้และล้มลงบาดเจ็บที่ขา ต้องรักษานานเป็นเดือน ครั้งนั้นบิดากลับจวนมาผู้เป็นน้องสาวรีบฟ้องทันทีว่าถูกพี่สาวกลั่นแกล้งผลักนางหวังให้ตกน้ำ ลู่หว่านถิงจึงถูกกักบริเวณเป็นเวลาห้าวัน
นางยังจำได้แม่นยำว่าผู้เป็นน้องสาวกระทำเช่นเดิมแต่คราวนี้นางกลับตกลงไปในน้ำและเกือบเอาชีวิตไม่รอด
"เหตุการณ์พลิกผันได้อย่างไร เหตุใดความซวยมาตกที่ข้าได้"
นางอดสงสัยไม่ได้ ไม่รู้ว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของชะตากรรมใหม่หรือไม่
"จากนี้ไปข้าต้องเจอเรื่องร้ายใดอีกนะ"
ก่อนที่นางจะฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสี่ยวเม่ยเดินยกถาดอาหารเข้ามา
เสี่ยวเม่ยเดินนอบน้อมเข้ามา ทว่าดวงตายังคงมีความหวาดหวั่นต่อสายตาเย็นชาของคุณหนูใหญ่ที่เพิ่งฟื้นไข้ นางวางถาดอาหารลงบนโต๊ะกลางห้องอย่างระมัดระวัง
"คุณหนูใหญ่ บ่าวให้แม่ครัวเคี่ยวโจ๊กไก่ใส่เกาลัดมาให้เจ้าค่ะ ยาต้มก็อุ่นกำลังดีแล้ว"
ลู่หว่านถิงไม่ได้ตอบรับในทันที นางเดินอย่างมั่นคงไปนั่งที่โต๊ะ กวาดสายตามองถาดอาหารตรงหน้า ก่อนจะเหลือบไปเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนของเสี่ยวเม่ยที่คอยชำเลืองมองไปทางประตูเรือนอยู่บ่อยครั้ง
"มีอะไรก็พูดมา เสี่ยวเม่ย เจ้าอยู่กับข้ามานาน คิดว่าข้าดูท่าทางมีพิรุธของเจ้าไม่ออกหรือ"
น้ำเสียงของลู่หว่านถิงเรียบสนิท แต่กลับกดดันสาวใช้ตัวน้อยจนเข่าอ่อน
"คือ... คือว่า"
เสี่ยวเม่ยทรุดเข่าลงกับพื้น
"คุณหนูรองให้บ่าวรับใช้ในเรือนฝั่งโน้น ส่งคนออกไปนอกจวนแล้วเจ้าค่ะ"
ลู่หว่านถิงแค่นยิ้มหยันในใจ
'หึ ช่างรวดเร็วนักนะลู่ซือฉิง'
ชาติก่อนพอบิดากลับมา น้องสาวตัวดีถึงค่อยบีบน้ำตาฟ้อง แต่ชาตินี้ในเมื่อแผนการเปลี่ยนไป นางไม่ได้เป็นคนผลักแต่เป็นฝ่ายตกน้ำเอง ลู่ซือฉิงที่กลัวความผิดและอยากเอาชนะ จึงเลือกที่จะส่งจดหมายด่วนไปที่ซูโจว เพื่อฟ้องบิดาก่อนที่ข่าวจากทางนี้จะไปถึง กล่าวหาว่าลู่หว่านถิงแกล้งชนตนเองแต่พลาดท่าตกน้ำลงไปเอง
"นางส่งจดหมายด่วนไปหาท่านพ่อที่ซูโจวใช่หรือไม่"
ลู่หว่านถิงเอ่ยถาม ดั่งรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดของน้องสาว
"เจ้าค่ะ คุณหนูรองกำชับคนนำสารว่าต้องส่งให้ถึงมือนายท่านให้เร็วที่สุด"
เสี่ยวเม่ยละล่ำละลักตอบ
ป้าหวังหรือบ่าวไพร่คนอื่นอาจจะคิดว่าลู่หว่านถิงต้องอาละวาด ขว้างปาข้าวของด้วยความโกรธแค้นดั่งเช่นทุกที แต่คราวนี้นางกลับหยิบช้อนตักโจ๊กเข้าปากอย่างเชื่องช้า ท่าทางสง่างามไร้ความใจร้อน
"พ่อบ้านหลิ่วอยู่ไหน"
"อยู่ที่เรือนหน้าเจ้าค่ะ"
"ไปตามมาพบข้าที่ห้องหนังสือของท่านพ่อ บอกว่าข้ามีธุระสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยของท่านพ่อที่ซูโจว"
นางสั่งเสียงเฉียบ
หลังจากจัดการอาหารมื้อแรกในชีวิตใหม่อย่างเงียบเชียบ ลู่หว่านถิงก็เดินไปยังห้องหนังสือของบิดา กลิ่นหมึกและกระดาษทำให้นางตระหนักถึงความจริงที่ต้องเผชิญ พ่อบ้านหลิ่วรีบรุดเข้ามาด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ
"คุณหนูใหญ่ ท่านยังมีไข้ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ขอรับ"
"พ่อบ้านหลิ่ว ข้าต้องการให้ท่านฝนหมึกให้ข้า"
นางนั่งลงที่โต๊ะทำงานของบิดา หยิบพู่กันขึ้นมาจับด้วยท่าทางชำนาญ
"ข้าจะเขียนรายงานเรื่องด่วนถึงท่านพ่อ"
พ่อบ้านหลิ่วชะงักไปเล็กน้อย แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตานิ่งสงบของคุณหนูใหญ่ เขาก็ก้มหน้ารับคำสั่งทันทีโดยไม่กล้าซักไซ้
จดหมายของลู่หว่านถิงไม่ได้มีถ้อยคำตัดพ้อ หรือกล่าวโทษลู่ซือฉิงแม้แต่คำเดียว นางเพียงแต่เขียนรายงานด้วยภาษาทางการที่สละสลวย บอกเล่าว่าตนเองประสบอุบัติเหตุพลัดตกน้ำเนื่องจากความซุ่มซ่ามของตนเอง ตอนนี้ปลอดภัยดีแล้ว ขอให้บิดาตั้งใจทำงานที่ซูโจวโดยไม่ต้องเป็นห่วงทางบ้าน และตบท้ายด้วยความห่วงใยในสุขภาพของบิดาที่ต้องเผชิญลมฝนท่ามกลางอุทกภัย
เมื่อพ่อบ้านหลิ่วได้เห็นเนื้อความในจดหมาย สายตาที่มองคุณหนูใหญ่ก็เปลี่ยนไป มันเต็มไปด้วยความเลื่อมใสและตกตะลึง คุณหนูใหญ่ที่เคยเอาแต่ใจ บัดนี้กลับเขียนจดหมายได้เป็นผู้ใหญ่และรู้ความถึงเพียงนี้
"ส่งม้าเร็วของจวน ประกบหลังคนนำสารของซือฉิงไป จดหมายของข้าต้องถึงมือท่านพ่อพร้อมกัน หรือไม่ก็ก่อนจดหมายของนาง เข้าใจหรือไม่"
ลู่หว่านถิงยื่นจดหมายให้
"บ่าวรับคำสั่งขอรับ"
พ่อบ้านหลิ่วรีบถอยออกไปจัดการทันที
ลู่หว่านถิงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าของเมืองฉางอันเริ่มครึ้มฝน ลมพัดแรงจนชายอาภรณ์ของนางปลิวไสว
จดหมายของเด็กวัยสิบสามปีที่เต็มไปด้วยคำฟ้องร้องเอาแต่ใจ เมื่อถูกกางออกพร้อมกับจดหมายที่เปี่ยมด้วยความกตัญญูและสุขุมของนาง ต่อให้ลู่เยี่ยนถังจะรักลูกคนเล็กเพียงใด ในฐานะขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เขาย่อมมองออกว่าจดหมายฉบับไหนควรค่าแก่การเชื่อถือ
'ลู่ซือฉิง ชาตินี้ข้าจะไม่ยอมเป็นคนโง่ในโรงละครของเจ้าอีกต่อไป'
นางกำหมัดแน่น พลันในใจก็นึกถึงชื่อของบุรุษผู้นั้น เสิ่นหร่งเจียตอนนี้คงกำลังอารักขาบิดาของนางอยู่ที่ซูโจว ท่ามกลางสายฝนอันหนาวเหน็บ
'เสิ่นหร่งเจีย ชาตินี้ข้าก็จะมองผ่านท่านไปเหมือนผงธุลีที่ไร้ค่าคอยดูเถิด'