เข้าสู่ระบบเช้าวันถัดมา แอรินตื่นตั้งแต่ตีห้าลุกขึ้นมาทำกับข้าว จัดของแบ่งใส่ถุงเอาไว้เตรียมไปทำบุญที่วัด เนื่องด้วยเป็นวัดพระใหญ่ ชาวบ้านจึงแห่กันไปฟังเทศน์กันเพื่อเป็นสิริมงคล และเธอเองก็ตั้งใจจะทำบุญอยู่แล้วเช่นกัน
ขณะที่กำลังเตรียมของอยู่นั้น ร่างสูงของธันวาก็เข้ามาร่วมช่วยสองสาว แม้จะไม่เคยหยิบจับตะหลิว หรือแม้กระทั่งปอกหัวหอมก็ยังทำไม่เป็น แต่แม่บ้านสาวอย่างเพียรก็ใจเย็นช่วยสอน ด้วยความเห็นใจชายหนุ่มอยู่
“คุณอยู่ที่นี่แหละ” เห็นใบหน้าของเขาดูอิดโรย แอรินจึงพูดบอก หลังจากนำอาหารใส่ท้ายรถเก๋งคันเล็กเป็นที่เรียบร้อย
“ให้พี่ไปทำบุญด้วยสิ”
“แต่...”
“ขัดคนทำบุญมันบาปนะคะหนูแอร์” ธันวาพูดสวน เพราะรู้อยู่แล้วว่าภรรยาจะปฏิเสธ ทว่าข้ออ้างของเขากลับทำให้แอรินไม่สามารถขัดได้
ทั้งคู่ตอนนี้อยู่ในรถ ธันวาอาสาขับรถ ส่วนสองสาวพากันนั่งอยู่เบาะท้าย ส่วนเจ้าหนูพีพีนั่งคาร์ซีทข้างคนขับก็หัวเราะเสียงดังเอิ๊กอ๊าก เพราะรู้ว่าจะได้ไปเที่ยว
“ไอ้รถคันนี้มันเล็กเกินไปไหมเนี่ย” ธันวาพูดบ่น หลังจากที่เข้ามานั่งในรถคันเล็ก เขารู้สึกอึดอัด ด้วยความที่ช่วงขายาว กับเบาะที่ปรับไปด้านหลังไม่ได้มาก
“ให้ฉันขับไหมคะ” แอรินเสนอ
“ไม่เป็นไร พี่ขับได้แค่นี้สบายมาก” คนอยากโชว์พราวให้ภรรยาได้ภูมิใจ แต่แอรินกลับเป็นห่วงกลัวว่าจะพากันไปเกิดอุบัติเหตุเสียเปล่าๆ
ขับรถไม่ถึงสิบนาที ทั้งหมดก็มาถึงวัดกันแล้ว วันนี้แอรินแต่งตัวสบายๆ ด้วยผ้าซิ่นลายขว้างสีแดง กับเสื้อแขนยาวสีขาวทำมาจากผ้าฝ้าย มวยผมขึ้นจนเปิดใบหน้าสวย จนใครเดินผ่านต่างเหลียวมอง
ถึงจะเป็นคุณแม่ลูกสอง แต่ธันวากลับมองเธอไม่ห่างสายตา ยิ่งคนกำลังตั้งครรภ์ ผิวพรรณเปล่งปลั่งดูมีน้ำมีนวล พวกเสือพวกจระเข้ต่างจ้องจะคาบไป แต่หลายคนเมื่อเดินผ่านสบตากับคนเดินคุมหลัง ก็ต้องสะดุ้งเบี่ยงสายตาหนีเป็นพัลวัน
ทำบุญเสร็จก็พากันมาขึ้นรถ ก่อนแอรินจะหันไปถามสามี
“คุณจะกลับกรุงเทพเลยไหมคะ”
“พี่เพิ่งมาถึง ยังไม่หายคิดถึงลูกเมีย จะไล่กันกลับแล้วเหรอครับ ใจร้ายจัง” ธันวาตีหน้าเศร้า จนเพียร์ต้องหันไปหัวเราะอีกทางเพราะกลัวว่าจะเป็นการเสียมารยาท
“แล้วร้านล่ะคะ มีคนเฝ้าหรือไง” แอรินถามต่อ
“ทำไมต้องเฝ้า มาเฝ้าเมียดีกว่า ดูสิมาวัดทำบุญ ไอ้พวกหมาวัดจ้องเราตาเป็นมัน ไม่ให้พี่เป็นห่วงได้ไง”
“ไม่มีใครกล้าเข้ามาจีบคุณแอร์หรอกค่ะ ก็คุณธันเล่นจ้องโหดออกขนาดนั้น คริๆ” เพียรเอ่ยแซว
“อยากให้ฉันโทรฟ้องไอ้ธารหรือไง” พอพูดถึงธารา ใบหน้าของเพียรกลับขึ้นสีขึ้นมา
กลับมาถึงบ้าน แอรินรู้สึกแปลกใจว่าทำไมประตูบ้านถึงเปิดอยู่ ทั้งที่เธอมั่นใจว่าปิดสนิทแล้ว
ทันใดนั้นความสงสัยก็คลายลง เมื่อเห็นร่างสูงของธาราเดินออกมาต้อนรับ ด้วยใบหน้างอง้ำ
“ไอ้พี่เหี้ย ทำไมมาไร่ไม่บอกวะ ผมจะได้มาด้วย” ธาราโวยวาย หลังจากที่ทั้งสีคนพากันเข้ามาคุยในบ้าน
“กูต้องโกรธมึงไหม ที่เอาเมียกูมาซ่อน รวมหัวกับตาแก่นั่นไม่บอกสักคำ” ธันวาพูดเสียงเรียบ ในอ้อมอกอุ้มลูกน้อยอยู่
“ถ้าจับได้แล้วก็บอกกันสิเฮีย รู้ไหมว่าผมคิดถึงไร่แค่ไหน” ธาราโอดครวญ ถ้าไม่ใช่เพราะธนินทร์โทรมาขอความช่วยเหลือ หนำซ้ำยังโดนขู่ว่าถ้าบอกที่ซ่อนสองคนแม่ลูก เขาจะเรียกธารากลับไปดูแลกิจการโรงแรมที่ภูเก็ต
“หึ คิดถึงไร่หรือคิดถึงใคร?” ทิ้งระเบิดไว้ เล่นเอาเพียรถึงกับหน้าก้มหน้างุดด้วยความเขิน
ธันวารู้อยู่แล้วว่าน้องชายติดใจเชียงรายไม่ยอมกลับกรุงเทพเพราะเหตุใด หนำซ้ำยังตัดสินใจตั้งรกรากอยู่ที่นี้ ทำไร่ทำสวน ทั้งหมดก็เพราะเด็กสาวที่ชื่อเพียรคนเดียว
ส่วนแอรินเองก็พอสังเกตได้ถึงมวลอะไรบางอย่างของสองคนนี้ แต่เธอเพียงสังเกตอยู่เงียบๆ หากทั้งคู่นั้นชอบพอกัน มันก็เป็นเรื่องของพวกเขา
“แล้วเรื่องของเฮียล่ะ สรุปคืนดีกับพี่สะใภ้แล้ว?”
“ยัง...เมียยังรอดูพฤติกรรมอยู่” แอรินถึงกับหน้าเหวอ เพราะอยู่ๆ ธันวาเรียกเธอว่าเมียต่อหน้าคนอื่น
“แหมๆๆ พี่สะใภ้รีบคืนดีกับมันเถอะ เห็นสภาพน้ำไม่อาบ เมาหัวราน้ำ เห็นแล้วสมเพชวะ ฮ่าๆๆๆ” ธาราเอ่ยพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง จนคิ้วหนาของคนตัวโตขมวดแน่น
แอรินไม่ได้ตอบ เธอสบตากับธันวาอยู่แว็บหนึ่ง ก่อนจะแสร้งขอตัวไปเคลียร์ของในครัวก่อนให้เรียบร้อย
หญิงสาวถอนหายใจยาว ในมือถือฟองน้ำ อีกมือถือจานค้างไว้อย่างนั้น
เธอกำลังชั่งใจ ว่าดีแล้วจริงๆ หรือที่จะเปิดโอกาสให้ธันวาอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นอีกใจก็อยากจะให้อภัย จนสมองตีรวนไปหมด
“ให้เพียรช่วยไหมคะคุณแอร์” แม่บ้านสาวเดินเข้ามา เอ่ยอาสาอย่างเช่นทุกที
“ถ้างั้นช่วยหั่นผักหน่อยจ๊ะ แอร์ว่าจะนึ่งปลาทับทิม แนมกับผักพวกนี้” เธอหันมาสั่ง ก่อนที่เพียรจะพยักหน้ารับ
“ดูคุณธันใส่ใจคุณแอร์มากเลยนะคะ” แม่บ้านสาวเอ่ยขึ้นมา มือกำลังหั่นกะหล่ำปลีเป็นสี่ส่วน
“มันก็แค่หน้าที่น่ะเพียร” เธอตอบเสียเบา
“ไม่นะคะ เพียรดูออกว่าคุณธันรักคุณแอร์มากเลย”
“...”
“เพียรกับคุณธาร เราสองคนทะเลาะกันบ่อยมาก เรื่องที่ฐานะเราต่างกันมากเกินไป” เพียรเริ่มเล่า
“...”
“ทุกครั้งที่เพียรมองตัวเองในกระจก มันเกิดคำถามมากมาย ว่าเพียรสมควรที่จะอยู่ข้างเขาหรือเปล่า”
“...”
“เขาเป็นคนของตระกูลที่มั่งคั่ง ขณะที่เพียรเป็นแค่ลูกชาวนาชาวไร่จนๆ แม้แต่ข้าวสารกรอกหม้อยังไม่มีเลย”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะเพียร”
“หลายครั้งที่เพียรทำร้ายเขาด้วยคำพูด ไล่เขาสารพัด แต่เขายังไม่ไปไหน”
“นั่นเพราะพวกเธอทั้งสองรักกันไง ไม่เหมือนกับฉัน คุณธันไม่ได้รักฉัน” แอรินเอ่ยเสียงเบา กลืนก้อนสะอื้นอย่างยากลำบาก
“นั่นแหละค่ะ คุณธารเองก็ยังให้โอกาสเพียรได้อยู่ตรงนี้ เพราะยังให้โอกาส เราสองคนจึงได้รักกันอยู่”
“...”
“แล้วคุณแอร์ล่ะคะ จะไม่ให้โอกาสคุณธันพิสูจน์ตัวเองหน่อยเหรอคะ”
“...”
“อย่างน้อยก็อีกสักครั้ง”
คำพูดของแม่บ้านสาวทำให้แอรินไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรในช่วงบ่าย กระทั่งธันวาสังเกตถึงความผิดปกตินี้ แต่เขากลับไม่ได้เอ่ยถาม เพียงแค่ลอบมองอยู่ห่างๆ ปล่อยให้แอรินได้ใช้เวลาทบทวนความคิดอีกครั้ง
กระทั่งตะวันคล้อยลับขอบฟ้า แอรินกับเพียรกำลังง่วนกับการเตรียมอาหารเย็น ทั้งสองกำลังนั่งตำพริกเพื่อทำแจ่วพริกสดมากินกับปลานึ่ง เตรียมที่จะเสิร์ฟอาหารเย็น
พรึ่บ!!
“ว๊าย ไฟดับค่ะ คุณแอร์รอเพียรตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวเพียรขอไปหาไฟฉายแป๊บนะคะ” แม่บ้านสาวเอ่ย พร้อมกับค่อยๆ ลุกเดินไปหาไฟฉาย ซึ่งเธอจำได้ว่าเก็บไว้อีกห้อง
แอรินนั่งอยู่กับที่ เพราะไม่อยากลุกเดินไปที่อื่น กลัวจะเกิดอุบัติเหตุกับลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ แต่ทว่าเสียงเปิดประตูห้องครัวดังแอ๊ดดังมาจากทางด้านหลัง ซึ่งเป็นบานที่เชื่อมออกไปหลังบ้าน
ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ก็เดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ความกลัวก่อเกิด เพราะแอรินมั่นใจว่าร่างนั้นไม่ใช่สามีหรือธาราอย่างแน่นอน
“คุณเป็น อื้อ” กำลังจะอ้าปากเอ่ยถาม กลับถูกคนตรงข้ามเอาผ้ามาปิดปาก แอรินพยายามดิ้น ต่อสู้เท่าที่กำลังเธอจะทำได้ แต่แล้วสติของเธอกลับดับวูบไป
เช้าวันถัดมา ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาตื่นเห็นเพดานสีขาวที่ไม่คุ้นเคย ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปมองคนที่กำลังฟุบหลับอยู่ข้างๆ เตียงนี่เขายังไม่ตายเหรอ?เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองครั้งแรก อยู่ๆ ภาพความฝันทำให้เขานึกย้อนกลับไป เขาจำได้ว่าเดินอยู่ในความมืด ปลายทางสีขาวทำให้เขาเดินตรงไป แต่ทว่ากลับมีคนคนหนึ่งกลับรั้งเขาไว้ผู้หญิงที่มีใบหน้าอ่อนโยนคล้ายภรรยา แต่ดูมีอายุกว่า เธอแนะนำตัวว่าเป็นแม่ของหญิงสาว ฝากฝั่งให้ช่วยดูแลลูกน้อยของเธอ และบอกให้เขาเดินไปอีกทาง ซึ่งปลายทางนั้นมีแอรินกับลูกๆ รออยู่“คุณธัน คุณตื่นแล้ว” เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย หญิงสาวก็เด้งตัวตื่นขึ้นมาทันที“ทำไมเราไม่ไปนอนที่โซฟาดีๆ ล่ะคะ” เขาถาม กลัวว่าภรรยาจะปวดหลัง แต่ทว่าแอรินกลับส่ายหน้า“แอร์รอให้คุณตื่น” เธอตอบ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยน้ำตา“เลิกร้องไห้ได้แล้ว พี่ไม่ชอบที่เราร้องไห้เลยรู้ไหม” เขาเอ่ยพลางเกลี่ยน้ำสีใสออกจากหางตาของเธอ“อืม...แต่คุณธัน”“เรียกพี่สิคะ เรียกคุณมันห่างเหินไปไหม” เขาพูดขัด พยายามจะดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง จนแอรินต้องรีบเข้าไปช่วยประคองอีกแรง“แผลพี่มันจะปริเอาได้นะ ค่อยๆ ลุกสิคะ” หญิงสาวพูดดุ แต่ธันวากล
“โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยว่าไหม? ถ้าไม่ใช่มึง คุณธันคงไม่เป็นแบบนี้” และแล้วใบตองก็พูดความรู้สึกออกมาตั้งแต่เด็กหัวใจของเธอมีเพียงธันวาเพียงหนึ่งเดียว หากแต่ชายหนุ่มกลับไม่เหลียวแลเธอ แม้กระทั่งสถานะคู่นอนเหมือนกับปลายฟ้า ธันวายังให้เธอไม่ได้หัวใจที่แสนด้านชาของเขาเปลี่ยนไป ก็ตั้งแต่มีสองแม่ลูกนั้นเข้ามาในบ้าน ใบตองรับรู้ได้ถึงความรัก ความเอาใจใส่ที่ชายหนุ่มทำให้แอริน จนความอิจฉาพวยพุ่ง และคิดทำลายแม้กระทั่งตัวธันวาเองในเมื่อเธอไม่ได้ ก็ไม่ควรมีใครได้เขาไปเช่นกัน“พี่ชอบคุณธันเหรอคะ” แอรินถามเสียงเบา ดูไม่ออกจริงๆ ว่าใบตองรู้สึกอย่างไร“กูรักเขา มึงเข้าใจไหมว่ากูรักเขา” ใบตองตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติ ก่อนที่หญิงสาวจะควักของสีเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกงมีดปลายแหลมถูกจ่ออยู่ที่คอของแอริน ความคมของเหล็กสีเงิน หากใช้แรงกดเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งเธอให้ไปอยู่อีกภพหนึ่งได้เลย“หยุด!! นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ”เสียงเปิดประตูเหล็กพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบนาย กรูเข้ามาพร้อมกับชี้ปลายกระบอกปืนไปทางใบตอง“วางมีดเถอะตอง” เจ้าของร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาตามหลัง พร้อมกับโน้มน้าวให้สาวใช้ของเขาวางอาวุ
แสงไฟสาดเข้ามาทำให้เปลือกตาบางค่อยๆ ลืมขึ้น ก่อนจะหรี่ตามองเพราะดวงตายังปรับโฟกัสได้ไม่ทัน ภาพแรกเธอมองเห็นหญิงสาวแสนคุ้นหน้ายืนอยู่ตรงหน้า กับชายหนุ่มมาดเนี้ยบที่เธอจำไม่เคยลืมว่าคืออดีตแฟนเพื่อนรักอย่างภวินทร์ในโกดังร้างซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองชลบุรี แทบจะไม่มีรถสัญจร ในนั้นมีหญิงสาวถูกจับตัวมาขังไว้ ลำตัวถูกเชือกมัดไว้กับเก้าอี้ไว้อย่างแน่นหนา ทำให้เธอไม่สามารถกระดิกตัวไปไหนไม่ได้แอรินจำได้ว่ากำลังทำอาหารอยู่ในครัว พอไฟดับก็มีชายฉกรรจ์เข้ามาจากทางหลังบ้าน จากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยแต่ว่าตอนนี้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เธอไม่คาดคิดกลับมาอยู่ที่นี่ได้ หนำซ้ำรอยเขียวช้ำบริเวณใบหน้าและเนื้อตัวเด่นชัด“พี่ตองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” แอรินเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะคิดว่าใบตองนั้นคงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับเธอ แต่ทว่าหญิงสาวกลับมองด้วยสายตาเย็นชา ราวกับคนไม่รู้จักกัน“เลิกตอแหล แล้วเอาหน้าจริงมาคุยกันดีกว่า” ใบตองเอ่ย“พี่ตองพูดแบบนี้หมายความว่าไงคะ” แอรินสงสัยว่าเธอไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ถึงขั้นร่วมมือกับไอ้โรคจิตอย่างภวินท์“นี่เหรอแผนการของเธอ” ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเรียบ“ค่
เช้าวันถัดมา แอรินตื่นตั้งแต่ตีห้าลุกขึ้นมาทำกับข้าว จัดของแบ่งใส่ถุงเอาไว้เตรียมไปทำบุญที่วัด เนื่องด้วยเป็นวัดพระใหญ่ ชาวบ้านจึงแห่กันไปฟังเทศน์กันเพื่อเป็นสิริมงคล และเธอเองก็ตั้งใจจะทำบุญอยู่แล้วเช่นกันขณะที่กำลังเตรียมของอยู่นั้น ร่างสูงของธันวาก็เข้ามาร่วมช่วยสองสาว แม้จะไม่เคยหยิบจับตะหลิว หรือแม้กระทั่งปอกหัวหอมก็ยังทำไม่เป็น แต่แม่บ้านสาวอย่างเพียรก็ใจเย็นช่วยสอน ด้วยความเห็นใจชายหนุ่มอยู่“คุณอยู่ที่นี่แหละ” เห็นใบหน้าของเขาดูอิดโรย แอรินจึงพูดบอก หลังจากนำอาหารใส่ท้ายรถเก๋งคันเล็กเป็นที่เรียบร้อย“ให้พี่ไปทำบุญด้วยสิ”“แต่...”“ขัดคนทำบุญมันบาปนะคะหนูแอร์” ธันวาพูดสวน เพราะรู้อยู่แล้วว่าภรรยาจะปฏิเสธ ทว่าข้ออ้างของเขากลับทำให้แอรินไม่สามารถขัดได้ทั้งคู่ตอนนี้อยู่ในรถ ธันวาอาสาขับรถ ส่วนสองสาวพากันนั่งอยู่เบาะท้าย ส่วนเจ้าหนูพีพีนั่งคาร์ซีทข้างคนขับก็หัวเราะเสียงดังเอิ๊กอ๊าก เพราะรู้ว่าจะได้ไปเที่ยว“ไอ้รถคันนี้มันเล็กเกินไปไหมเนี่ย” ธันวาพูดบ่น หลังจากที่เข้ามานั่งในรถคันเล็ก เขารู้สึกอึดอัด ด้วยความที่ช่วงขายาว กับเบาะที่ปรับไปด้านหลังไม่ได้มาก“ให้ฉันขับไหมคะ” แอรินเสนอ
“คุณทำจะทำอะไรน่ะ”คนตัวเล็กรีบลุกจากที่นอนในทันที ก่อนจะเดินไปเปิดไฟ ความสว่างทำให้เห็นหน้าคนที่ไม่ได้เจอเกือบสองอาทิตย์ พลันรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย จากใบหน้าที่เคยหล่อเหลา บัดนี้แก้มของเขาตอบอย่างเห็นได้ชัด ส่วนขอบตาดำเพราะอดหลับอดนอนมาหลายคืนติดช่างไม่ดูแลตัวเองเอาเสียเลย..“พี่แค่อยากกอดเมียให้หายคิดถึง” เขาตอบน้ำเสียงเบา ไม่อยากรบกวนการนอนของเจ้าพีพี ที่กำลังหลับสบายอยู่ที่เปลไฟฟ้าตัวโปรด“เราสองคนหย่ากันแล้วค่ะ ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกันแล้ว” เธอย้ำสถานะต่อชายหนุ่ม“ได้ไง พี่ยังไม่เซ็น จะถือว่าสมบูรณ์ได้ยังไง” เขาตอบ“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ช่วยเซ็นให้มันจบๆ สักทีเถอะ ปล่อยเราสองคนแม่ลูกไปซะ” แอรินขอร้อง เธอเบื่อที่จะหนีเต็มทน ลำพังเธออยากจะกลับไปดูร้านทำเล็บที่กรุงเทพจะแย่อยู่แล้ว“พี่ไม่หย่า เรากลับบ้านกันเถอะนะแอร์” ชายหนุ่มพูดขอร้อง พยายามจะขยับเข้ามาใกล้ แต่แอรินกลับก้าวถอยหลังหนี“แอร์ไม่กลับ คุณกลับไปเถอะ เราไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ด้วยกันแล้วค่ะ” เธอพยายามพูดเกลี้ยกล่อมทว่าขณะที่กำลังพูดคุย สายตาของร่างสูงดันเหลือบไปเห็นแผงยาเป็นจำนวนมาก ที่ว
การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชนบท ห่างไกลจากผู้คนก็ไม่ได้แย่สักเท่าไร เพียงแต่ตอนนี้หญิงสาวกลับคิดถึงร้านทำเล็บเล็กๆ ของเธอเป็นอย่างมาก โชคดีที่ระหว่างนี้แอรินขอให้แม่บุญธรรมของเธอเข้ามาดูแลกิจการชั่วคราว ทำให้หายห่วงไปเปลาะหนึ่งส่วนอาการแพ้ท้องตอนนี้ทุเลาลงไปมาก อาจเพราะเด็กในท้องคงชอบที่จะอยู่กับอากาศบริสุทธิ์มากกว่าในเมือง ทำให้ช่วงนี้แอรินเริ่มทานอาหารได้เยอะ จนท้องยื่นออกมาเห็นเด่นชัด“มีอะไรให้เพียรช่วยอีกไหมคะ” แม่บ้านสาวเข้ามาเอ่ยถาม หลังจากที่ช่วยทำงานบ้านจนเสร็จหมดแล้ว“งั้นเพียรช่วยไปเก็บดอกมะลิได้ไหมจ๊ะ แอร์จะเอามาร้อยพวงมาลัยไปไหว้พระวันพรุ่งนี้” แอรินอยากหาอะไรทำฆ่าเวลา สบโอกาสที่ดอกมะลิกับกุหลาบในสวนบานสะพรั่ง เธอจึงอยากเอามาร้อยไปถวายพระ“ได้ค่ะ เดี๋ยวเพียรไปช่วยเก็บให้นะคะ” พูดจบแม่บ้านสาวก้มหน้าเดินออกไป ส่วนแอรินก็เดินไปตัดดอกกุหลาบสีแดงสดที่อยู่ในกระถางหน้าบ้านหวลนึกถึงความหลังตอนที่เธอยังเด็ก ตอนนั้นเธอมาอยู่กับแม่บุญธรรมไม่นานนัก ลดาสอนเธอร้อยพวงมาลัยขาย ได้ค่าขนมไปกินที่โรงเรียนอยู่เป็นประจำเพราะความจนมันทำให้แอรินแข็งแกร่ง ไม่ว่าเจอปัญหาในรูปแบบไหนเธอก็ไม่หวั่น เพร