เข้าสู่ระบบแสงไฟสาดเข้ามาทำให้เปลือกตาบางค่อยๆ ลืมขึ้น ก่อนจะหรี่ตามองเพราะดวงตายังปรับโฟกัสได้ไม่ทัน ภาพแรกเธอมองเห็นหญิงสาวแสนคุ้นหน้ายืนอยู่ตรงหน้า กับชายหนุ่มมาดเนี้ยบที่เธอจำไม่เคยลืมว่าคืออดีตแฟนเพื่อนรักอย่างภวินทร์
ในโกดังร้างซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองชลบุรี แทบจะไม่มีรถสัญจร ในนั้นมีหญิงสาวถูกจับตัวมาขังไว้ ลำตัวถูกเชือกมัดไว้กับเก้าอี้ไว้อย่างแน่นหนา ทำให้เธอไม่สามารถกระดิกตัวไปไหนไม่ได้
แอรินจำได้ว่ากำลังทำอาหารอยู่ในครัว พอไฟดับก็มีชายฉกรรจ์เข้ามาจากทางหลังบ้าน จากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
แต่ว่าตอนนี้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เธอไม่คาดคิดกลับมาอยู่ที่นี่ได้ หนำซ้ำรอยเขียวช้ำบริเวณใบหน้าและเนื้อตัวเด่นชัด
“พี่ตองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” แอรินเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะคิดว่าใบตองนั้นคงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับเธอ แต่ทว่าหญิงสาวกลับมองด้วยสายตาเย็นชา ราวกับคนไม่รู้จักกัน
“เลิกตอแหล แล้วเอาหน้าจริงมาคุยกันดีกว่า” ใบตองเอ่ย
“พี่ตองพูดแบบนี้หมายความว่าไงคะ” แอรินสงสัยว่าเธอไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ถึงขั้นร่วมมือกับไอ้โรคจิตอย่างภวินท์
“นี่เหรอแผนการของเธอ” ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ค่ะ...คุณเองก็มีเรื่องบาดหมางกับแม่นี่ไม่ใช่เหรอคะ” ใบตองถาม ภวินท์ไม่ตอบเพียงแต่มองแอรินด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“พี่วินปล่อยแอร์ไปเถอะนะคะ แอร์สัญญาจะไม่เอาเรื่องนี้ไปแจ้งตำรวจ” แอรินพยายามพูดเกลี้ยกล่อม แต่ร่างสูงกลับยกยิ้ม ราวกับว่าเธอเล่าเรื่องตลกออกมาอย่างไรอย่างนั้น
“เรื่องคราวก่อน เธอทำฉันแสบมากเลยแอริน”
คราวก่อนที่แอรินใช้แจกันฟาดหัวของเขา จนต้องเข้าไปนอนโรงพยาบาลตั้งหลายวัน อีกทั้งยังถูกอดีตคู่หมั้นถอนหมั้น แถมยังโดนพ่อของเขาด่าไปอีกหลายยก ถ้าแอรินยอมในครั้งนั้น เขาต้องไม่เจอเหตุการณ์เช่นนี้
“แล้วพวกคุณต้องการอะไรจากฉัน” เธอถาม ไม่คิดว่าคนอย่างภวินท์จะต้องการทรัพย์สมบัติจากเธอ เพราะตระกูลของเขาก็รวยหล่นฟ้ามากพอแล้ว
“ก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ชีวิตของไอ้ธันวาก็พอ” ภวินท์เน้นประโยคท้าย นั่นทำให้แอรินถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“หมายความว่าไง”
“ถ้าไม่ใช่มันมาขัดแข้งขาธุรกิจของฉัน ฉันก็คงไม่ทำแบบนี้”
เดิมทีภวินท์นั้นเปิดร้านบาร์โฮสต์อยู่ก่อนหน้าแล้ว ถ้าไม่ใช่ธันวามาชิงเปิดแข่งจนกิจการร้านของเขาซบเซาลงไป จนกลายเป็นขาดทุน
หนำซ้ำที่ดินแถวพัทยาที่ธันวาได้มานั้น เขาเองก็หมายปองอยู่หลายปีเพราะคิดว่าอีกไม่กี่ปีที่ดินตรงนี้จะเป็นแห่งทำเงินได้อย่างมหาศาล เขาให้คนตามจีบเจ้าของที่ดิน แต่กลับถูกปฏิเสธอยู่เรื่อยมา กระทั่งธันวากลับมาชุบมือเปิบได้ไปเสียดื้อๆ
“หึ...แค่นี้เหรอ?” แอรินยกยิ้มด้วยความสมเพช
“มึงยิ้มแบบนั้นหมายความว่าไง”
“ก็เพราะตัวเองไม่มีความสามารถ ก็เลยใช้วิธีสกปรกอย่างนั้นสิ” หญิงสาวพูดแทงใจดำ จนภวินท์โกรธจัด เขาเดินเข้ามาบีบคางของเธอ
“ก็เพราะผัวมึง พ่อกูถึงดูถูกว่ากูไม่เอาไหน” เขาตวาดเสียงดังลั่น
“ไม่ใช่ว่ามึงไม่เอาไหนอยู่แล้วหรอกเหรอ?” แอรินพูดสวนทันที
เพียะ
ชายหนุ่มง้างมือฟาดเข้ามาไปที่ข้างเนียน แรงพอจนเลือดกบปากของหญิงสาว ทว่าแอรินกลับหันหน้ามาเผชิญกับภวินท์อย่างไม่นึกกลัว
“ปากดีจริงๆ นะ เรื่องคราวก่อนกูยังไม่คิดบัญชีกับมึงเลย” เอามือสอดเข้าไปกลุ่มผมของหญิงสาว ก่อนจะดึงจนเธอเชิดหน้าขึ้น
“...” แอรินมองอีกฝ่ายอย่างท้าทาย
“คุณวินใจเย็นๆ ก่อนดีกว่านะคะ เมื่อครู่คนของคุณแจ้งดิฉันมาว่าคุณธันมาถึงที่หน้าโกดังแล้ว” ใบตองรีบรายงาน แว๊บหนึ่งเธอปรายตามองแอรินอย่างนึกสมเพช
“ดี กูจะพาไปนรกทั้งผัวทั้งเมีย” ธันวาเอ่ย ก่อนจะปล่อยแอรินแล้วรีบออกจากห้องไป ทิ้งไว้ให้สองสาวอยู่กันเพียงลำพัง
“ทำไมพี่ถึงทำแบบนี้คะ” แอรินเอ่ยถาม กลิ่นคาวเลือดยังคละคลุ้งอยู่เต็มปาก
“...”
“พี่บอกเองว่าตระกูลอิสระภักดีมีบุญคุณกับพี่ ทำไมพี่ถึงทำแบบนี้เหรอคะพี่ตอง”
“หึ บุญคุณเหรอ” หญิงสาวยกยิ้มเย็น เอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม
“...”
“ครอบครัวกูเองก็ใช้แรงงานแลกกับเงิน ไม่เห็นจะมีบุญคุณอะไร”
“...”
“มึงไม่รู้หรอก ว่าความจนมันมีหน้าตาเป็นอย่างไร” ใบตองพูดเสียงแผ่ว ความทะเยอทะยานทำให้เธอตัดสินใจผิดพลาด ด้วยการลงเรือลำเดียวกันกับภวินท์
ถ้าไม่ใช่ความโลภเธอคงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ แต่ในเมื่อเลือกที่จะขี่หลังเสือแล้ว ก็มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไป
"ทำไมแอร์จะไม่รู้คะ ว่าความจนมันหน้าตาเป็นอย่างไร” แอรินเอ่ย
“...”
“แอร์เข้าใจความรู้สึกของพี่นะคะพี่ตอง แอร์รู้ว่าความจนมันเป็นยังไง ตั้งแต่ที่แม่ของแอร์เสียไป พ่อก็พาเมียน้อยเข้าบ้าน”
“...”
“แอร์หนีออกจากบ้านมา หาเลี้ยงตัวเองไปวันๆ บางวันก็ต้องอดมื้อกินมื้อ เคยนอนข้างถนนก็เคยมาแล้ว”
“...”
“แต่ถึงจะจนแค่ไหน เราก็ควรมีศักดิ์ศรี ไม่เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการทำผิดนะคะพี่” แอรินพยายามพูดหว่านล้อมให้อีกฝ่ายกลับใจทัน
“มึงว่ากูเหรออีแอร์” ใบตองชี้หน้าคาดโทษ ก่อนจะเดินเข้าไปกระชากผมสีน้ำตาลเข้ม
“...”
“กูกับมึงมันไม่เหมือนกัน” ใบตองพูดเน้นคำ
“...”
“โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยว่าไหม? ถ้าไม่ใช่มึง คุณธันคงไม่เป็นแบบนี้” และแล้วใบตองก็พูดความรู้สึกออกมา
เช้าวันถัดมา ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาตื่นเห็นเพดานสีขาวที่ไม่คุ้นเคย ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปมองคนที่กำลังฟุบหลับอยู่ข้างๆ เตียงนี่เขายังไม่ตายเหรอ?เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองครั้งแรก อยู่ๆ ภาพความฝันทำให้เขานึกย้อนกลับไป เขาจำได้ว่าเดินอยู่ในความมืด ปลายทางสีขาวทำให้เขาเดินตรงไป แต่ทว่ากลับมีคนคนหนึ่งกลับรั้งเขาไว้ผู้หญิงที่มีใบหน้าอ่อนโยนคล้ายภรรยา แต่ดูมีอายุกว่า เธอแนะนำตัวว่าเป็นแม่ของหญิงสาว ฝากฝั่งให้ช่วยดูแลลูกน้อยของเธอ และบอกให้เขาเดินไปอีกทาง ซึ่งปลายทางนั้นมีแอรินกับลูกๆ รออยู่“คุณธัน คุณตื่นแล้ว” เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย หญิงสาวก็เด้งตัวตื่นขึ้นมาทันที“ทำไมเราไม่ไปนอนที่โซฟาดีๆ ล่ะคะ” เขาถาม กลัวว่าภรรยาจะปวดหลัง แต่ทว่าแอรินกลับส่ายหน้า“แอร์รอให้คุณตื่น” เธอตอบ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยน้ำตา“เลิกร้องไห้ได้แล้ว พี่ไม่ชอบที่เราร้องไห้เลยรู้ไหม” เขาเอ่ยพลางเกลี่ยน้ำสีใสออกจากหางตาของเธอ“อืม...แต่คุณธัน”“เรียกพี่สิคะ เรียกคุณมันห่างเหินไปไหม” เขาพูดขัด พยายามจะดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง จนแอรินต้องรีบเข้าไปช่วยประคองอีกแรง“แผลพี่มันจะปริเอาได้นะ ค่อยๆ ลุกสิคะ” หญิงสาวพูดดุ แต่ธันวากล
“โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยว่าไหม? ถ้าไม่ใช่มึง คุณธันคงไม่เป็นแบบนี้” และแล้วใบตองก็พูดความรู้สึกออกมาตั้งแต่เด็กหัวใจของเธอมีเพียงธันวาเพียงหนึ่งเดียว หากแต่ชายหนุ่มกลับไม่เหลียวแลเธอ แม้กระทั่งสถานะคู่นอนเหมือนกับปลายฟ้า ธันวายังให้เธอไม่ได้หัวใจที่แสนด้านชาของเขาเปลี่ยนไป ก็ตั้งแต่มีสองแม่ลูกนั้นเข้ามาในบ้าน ใบตองรับรู้ได้ถึงความรัก ความเอาใจใส่ที่ชายหนุ่มทำให้แอริน จนความอิจฉาพวยพุ่ง และคิดทำลายแม้กระทั่งตัวธันวาเองในเมื่อเธอไม่ได้ ก็ไม่ควรมีใครได้เขาไปเช่นกัน“พี่ชอบคุณธันเหรอคะ” แอรินถามเสียงเบา ดูไม่ออกจริงๆ ว่าใบตองรู้สึกอย่างไร“กูรักเขา มึงเข้าใจไหมว่ากูรักเขา” ใบตองตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติ ก่อนที่หญิงสาวจะควักของสีเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกงมีดปลายแหลมถูกจ่ออยู่ที่คอของแอริน ความคมของเหล็กสีเงิน หากใช้แรงกดเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งเธอให้ไปอยู่อีกภพหนึ่งได้เลย“หยุด!! นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ”เสียงเปิดประตูเหล็กพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบนาย กรูเข้ามาพร้อมกับชี้ปลายกระบอกปืนไปทางใบตอง“วางมีดเถอะตอง” เจ้าของร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาตามหลัง พร้อมกับโน้มน้าวให้สาวใช้ของเขาวางอาวุ
แสงไฟสาดเข้ามาทำให้เปลือกตาบางค่อยๆ ลืมขึ้น ก่อนจะหรี่ตามองเพราะดวงตายังปรับโฟกัสได้ไม่ทัน ภาพแรกเธอมองเห็นหญิงสาวแสนคุ้นหน้ายืนอยู่ตรงหน้า กับชายหนุ่มมาดเนี้ยบที่เธอจำไม่เคยลืมว่าคืออดีตแฟนเพื่อนรักอย่างภวินทร์ในโกดังร้างซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองชลบุรี แทบจะไม่มีรถสัญจร ในนั้นมีหญิงสาวถูกจับตัวมาขังไว้ ลำตัวถูกเชือกมัดไว้กับเก้าอี้ไว้อย่างแน่นหนา ทำให้เธอไม่สามารถกระดิกตัวไปไหนไม่ได้แอรินจำได้ว่ากำลังทำอาหารอยู่ในครัว พอไฟดับก็มีชายฉกรรจ์เข้ามาจากทางหลังบ้าน จากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยแต่ว่าตอนนี้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เธอไม่คาดคิดกลับมาอยู่ที่นี่ได้ หนำซ้ำรอยเขียวช้ำบริเวณใบหน้าและเนื้อตัวเด่นชัด“พี่ตองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” แอรินเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะคิดว่าใบตองนั้นคงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับเธอ แต่ทว่าหญิงสาวกลับมองด้วยสายตาเย็นชา ราวกับคนไม่รู้จักกัน“เลิกตอแหล แล้วเอาหน้าจริงมาคุยกันดีกว่า” ใบตองเอ่ย“พี่ตองพูดแบบนี้หมายความว่าไงคะ” แอรินสงสัยว่าเธอไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ถึงขั้นร่วมมือกับไอ้โรคจิตอย่างภวินท์“นี่เหรอแผนการของเธอ” ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเรียบ“ค่
เช้าวันถัดมา แอรินตื่นตั้งแต่ตีห้าลุกขึ้นมาทำกับข้าว จัดของแบ่งใส่ถุงเอาไว้เตรียมไปทำบุญที่วัด เนื่องด้วยเป็นวัดพระใหญ่ ชาวบ้านจึงแห่กันไปฟังเทศน์กันเพื่อเป็นสิริมงคล และเธอเองก็ตั้งใจจะทำบุญอยู่แล้วเช่นกันขณะที่กำลังเตรียมของอยู่นั้น ร่างสูงของธันวาก็เข้ามาร่วมช่วยสองสาว แม้จะไม่เคยหยิบจับตะหลิว หรือแม้กระทั่งปอกหัวหอมก็ยังทำไม่เป็น แต่แม่บ้านสาวอย่างเพียรก็ใจเย็นช่วยสอน ด้วยความเห็นใจชายหนุ่มอยู่“คุณอยู่ที่นี่แหละ” เห็นใบหน้าของเขาดูอิดโรย แอรินจึงพูดบอก หลังจากนำอาหารใส่ท้ายรถเก๋งคันเล็กเป็นที่เรียบร้อย“ให้พี่ไปทำบุญด้วยสิ”“แต่...”“ขัดคนทำบุญมันบาปนะคะหนูแอร์” ธันวาพูดสวน เพราะรู้อยู่แล้วว่าภรรยาจะปฏิเสธ ทว่าข้ออ้างของเขากลับทำให้แอรินไม่สามารถขัดได้ทั้งคู่ตอนนี้อยู่ในรถ ธันวาอาสาขับรถ ส่วนสองสาวพากันนั่งอยู่เบาะท้าย ส่วนเจ้าหนูพีพีนั่งคาร์ซีทข้างคนขับก็หัวเราะเสียงดังเอิ๊กอ๊าก เพราะรู้ว่าจะได้ไปเที่ยว“ไอ้รถคันนี้มันเล็กเกินไปไหมเนี่ย” ธันวาพูดบ่น หลังจากที่เข้ามานั่งในรถคันเล็ก เขารู้สึกอึดอัด ด้วยความที่ช่วงขายาว กับเบาะที่ปรับไปด้านหลังไม่ได้มาก“ให้ฉันขับไหมคะ” แอรินเสนอ
“คุณทำจะทำอะไรน่ะ”คนตัวเล็กรีบลุกจากที่นอนในทันที ก่อนจะเดินไปเปิดไฟ ความสว่างทำให้เห็นหน้าคนที่ไม่ได้เจอเกือบสองอาทิตย์ พลันรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย จากใบหน้าที่เคยหล่อเหลา บัดนี้แก้มของเขาตอบอย่างเห็นได้ชัด ส่วนขอบตาดำเพราะอดหลับอดนอนมาหลายคืนติดช่างไม่ดูแลตัวเองเอาเสียเลย..“พี่แค่อยากกอดเมียให้หายคิดถึง” เขาตอบน้ำเสียงเบา ไม่อยากรบกวนการนอนของเจ้าพีพี ที่กำลังหลับสบายอยู่ที่เปลไฟฟ้าตัวโปรด“เราสองคนหย่ากันแล้วค่ะ ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกันแล้ว” เธอย้ำสถานะต่อชายหนุ่ม“ได้ไง พี่ยังไม่เซ็น จะถือว่าสมบูรณ์ได้ยังไง” เขาตอบ“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ช่วยเซ็นให้มันจบๆ สักทีเถอะ ปล่อยเราสองคนแม่ลูกไปซะ” แอรินขอร้อง เธอเบื่อที่จะหนีเต็มทน ลำพังเธออยากจะกลับไปดูร้านทำเล็บที่กรุงเทพจะแย่อยู่แล้ว“พี่ไม่หย่า เรากลับบ้านกันเถอะนะแอร์” ชายหนุ่มพูดขอร้อง พยายามจะขยับเข้ามาใกล้ แต่แอรินกลับก้าวถอยหลังหนี“แอร์ไม่กลับ คุณกลับไปเถอะ เราไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ด้วยกันแล้วค่ะ” เธอพยายามพูดเกลี้ยกล่อมทว่าขณะที่กำลังพูดคุย สายตาของร่างสูงดันเหลือบไปเห็นแผงยาเป็นจำนวนมาก ที่ว
การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชนบท ห่างไกลจากผู้คนก็ไม่ได้แย่สักเท่าไร เพียงแต่ตอนนี้หญิงสาวกลับคิดถึงร้านทำเล็บเล็กๆ ของเธอเป็นอย่างมาก โชคดีที่ระหว่างนี้แอรินขอให้แม่บุญธรรมของเธอเข้ามาดูแลกิจการชั่วคราว ทำให้หายห่วงไปเปลาะหนึ่งส่วนอาการแพ้ท้องตอนนี้ทุเลาลงไปมาก อาจเพราะเด็กในท้องคงชอบที่จะอยู่กับอากาศบริสุทธิ์มากกว่าในเมือง ทำให้ช่วงนี้แอรินเริ่มทานอาหารได้เยอะ จนท้องยื่นออกมาเห็นเด่นชัด“มีอะไรให้เพียรช่วยอีกไหมคะ” แม่บ้านสาวเข้ามาเอ่ยถาม หลังจากที่ช่วยทำงานบ้านจนเสร็จหมดแล้ว“งั้นเพียรช่วยไปเก็บดอกมะลิได้ไหมจ๊ะ แอร์จะเอามาร้อยพวงมาลัยไปไหว้พระวันพรุ่งนี้” แอรินอยากหาอะไรทำฆ่าเวลา สบโอกาสที่ดอกมะลิกับกุหลาบในสวนบานสะพรั่ง เธอจึงอยากเอามาร้อยไปถวายพระ“ได้ค่ะ เดี๋ยวเพียรไปช่วยเก็บให้นะคะ” พูดจบแม่บ้านสาวก้มหน้าเดินออกไป ส่วนแอรินก็เดินไปตัดดอกกุหลาบสีแดงสดที่อยู่ในกระถางหน้าบ้านหวลนึกถึงความหลังตอนที่เธอยังเด็ก ตอนนั้นเธอมาอยู่กับแม่บุญธรรมไม่นานนัก ลดาสอนเธอร้อยพวงมาลัยขาย ได้ค่าขนมไปกินที่โรงเรียนอยู่เป็นประจำเพราะความจนมันทำให้แอรินแข็งแกร่ง ไม่ว่าเจอปัญหาในรูปแบบไหนเธอก็ไม่หวั่น เพร







