Masukบทส่งท้ายหนึ่งเดือนผ่านไปเสียงกลองแต่งงานดังสะท้อนไปทั่วเมืองเลี่ยงหลินในเช้าวันนั้น ขบวนขันหมากอลังการแห่มาจนถึงที่ว่าการเมืองที่ถูกตกแต่งด้วยผ้าแดงผืนยาว โคมมงคลห้อยระย้ารับลม ดอกไม้สดแต่งแต้มไปทั่ว ท้องถนนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะยินดีจากชาวเมืองที่มาเป็นสักขีพยานในงานแต่งอันยิ่งใหญ่ของเจ้าเมืองผู้ทรงอำนาจกับหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มประดับใจผู้คนแต่ในยามเช้าตรู่ในช่วงเวลาที่เจ้าสาวควรนั่งนิ่งรอแต่งหน้าอยู่หลังฉากผ้าอย่างเคร่งครัด กลับมีสิ่งผิดแผกเกิดขึ้นห้องแต่งตัวด้านในอาคารใหญ่ถูกปิดลงกลอนจากภายในบ่าวสาวใช้ที่เตรียมจะเข้ามาแต่งหน้าให้เจ้าสาวถูกชายหนุ่มในชุดคลุมแดงสั่งให้ออกไปรอเสียก่อน เสียงฝีเท้าของพวกนางค่อย ๆ ห่างออกไป พร้อมเสียงหัวใจที่ยังสั่นจากแววตาของเขาภายในห้องมีชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มถูกแขวนไว้เรียบร้อยทว่าเจ้าสาวกลับยังมิได้มีโอกาสสวมมันสักทีเพราะ...หลิวซือเย่ถูกอุ้มมานั่งอยู่ริมเตียง ผิวขาวจัดของนางแดงระเรื่อ เสื้อคลุมบางถูกปลดหลุดจากไหล่ ผมยาวสยาย ดวงตาฉ่ำวาวมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างอ่อนแรงอ๋องหวังเต๋อหมิงยืนประจันอยู่ตรงหน้า ร่างสูงใหญ่โน้มเข้าหา มือข้างหนึ่งเชยคางนางขึ้น
บทที่ยี่สิบสอง แทบเท้าเช้าวันถัดมาแสงแดดแรกสาดทาบหน้าหอคณิกาเจียวหั่ว แต่ครั้งนี้มิใช่เพียงแสงอาทิตย์ที่ปลุกผู้คนให้ลืมตา หากเป็นเสียงเอะอะโกลาหลหน้าหอที่ทำให้ชาวบ้านและผู้คนในละแวกต่างพากันเดินมามุงดูกลางลานหน้าหอ มีชายสองคนถูกมัดมือไพล่หลัง นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น คนหนึ่งในนั้นคือผู้ดูแลร้านสุราที่เคยกระซิบข่าวลือเรื่องหอคณิกาฆาตกรรม ส่วนอีกคนคือบ่าวในจวนตระกูลหวังที่เคยแฝงตัวมาสืบข่าวในหอหลายครั้งและที่ยืนอยู่เบื้องหน้าทหารที่ควบคุมสถานการณ์คือบุรุษในชุดอาภรณ์เจ้าหน้าที่ราชสำนักผู้หนึ่ง แผ่นป้ายบ่งบอกตำแหน่งสูงส่งจากทางการบนอกเด่นชัดมิอาจปฏิเสธได้ว่าเป็นผู้ใดอื่นนอกจากเจ้าเมืองคนใหม่ เฉินเต๋อหมิง“ประชาชนแห่งเมืองเลี่ยงหลินทุกคน โปรดสดับรับฟัง” เสียงทรงอำนาจของอ๋องหนุ่มเอ่ยขึ้นดังก้อง“บุคคลเหล่านี้ได้กระทำการใส่ร้ายป้ายสีหอคณิกาเจียวหั่วโดยไม่มีหลักฐาน ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หอเสียหาย ผู้คนต้องตกงานและสูญเสียรายได้ ข้าในฐานะผู้ปกครองเมืองนี้ จะไม่ปล่อยให้ความอยุติธรรมดำรงอยู่”เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นจากฝูงชน“และข้าจะเปิดเผยตรงนี้ว่า...ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด คือลูกช
บทที่ยี่สิบเอ็ด นางเป็นของเขา“ท่านจะทำอะไร…” หลิวซือเย่ร้องเบา ๆ พยายามดึงมือกลับ แต่แรงของนางสู้เขาไม่ได้เลยเขาลากนางมาจนถึงอีกฝั่งหนึ่งของห้องซึ่งกว้างขวางอย่างยิ่ง เพราะห้องแห่งนี้เป็นห้องพิเศษสำหรับแขกสำคัญ ภายในจึงมีทั้งโต๊ะรับแขกใหญ่ ม่านกั้น และเตียงรับรองบุนวมขนาดใหญ่ประดับผ้าม่านโปร่งลายดอกไม้เย็บด้วยด้ายเนื้อดีเขาหยุดยืนที่ข้างเตียง มองหน้านางโดยยังไม่ปล่อยมือ“ท่านจะทำอะไร หม่อมฉันบอกแล้วว่าปล่อย...”ม่านบางของเตียงชั้นในไหวเบา ๆ ราวกับกำลังรับรู้ถึงบรรยากาศร้อนแรงที่ปะทุขึ้นดวงตาคมของอ๋องหนุ่มจับจ้องใบหน้างามที่บัดนี้แดงระเรื่อ ดวงใจของเขาเหมือนถูกฉีกเมื่อเห็นความลังเลในแววตานั้น ก่อนเอ่ยเสียงต่ำอย่างเจ็บลึก“เจ้าคิดว่าจะหลอกใช้ประโยชน์จากข้าแล้วไล่แล้วข้าจะไปหรือ เย่เอ๋อร์...ข้าไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้นนะ”หลิวซือเย่สะดุ้งเล็กน้อย น้ำเสียงนั้นทั้งกรุ่นโกรธและเว้าวอน เธอเบือนหน้าหนี แต่เขาใช้มืออุ่นรั้งปลายคางของนางไว้ บังคับให้หันมาสบตา“ท่านอ๋อง...ท่านโกรธที่ข้าหลอกใช้ท่านหรือ เหอะ ในอดีตข้าก็รู้สึกเช่นเดียวกับท่านในเวลานี้กระมัง ข้าเจ็บไม่แพ้ท่านหรอกเพคะ”คำถามนั้นแผ่ว
บทที่ยี่สิบ ผัวที่ไหนความรู้สึกเย็นเยียบในใจหลิวซือเย่กลับร้อนผ่าวขึ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุรุษที่เริ่มเผยความอันตรายออกมาชัดเจน นางไม่อาจเปิดประตูหนีได้คงต้องหาทางถ่วงเวลาเพื่อทำให้สหายร่วมงานที่หอรู้สึกเอะใจจนมาเคาะห้องนี้ช่วยนางหลิวซือเย่สูดหายใจเข้าลึก ๆ สลัดความกลัวทิ้งแล้วพลันหันกลับไปส่งยิ้มหวาน“โถ่ ข้าอุตส่าห์อยากเล่นตัวสักหน่อยเจ้าค่ะคุณชาย” น้ำเสียงนางออดอ้อนขึ้นทันตา “ท่านทำลายมารยาหญิงพังหมดเลยนะเจ้าคะ ทำเช่นนี้ข้าก็แย่สิเจ้าคะ ถ้าคุณชายไม่ปล่อยให้ข้าเล่นตัวเสียบ้าง อีกหน่อยคุณชายอย่าเบื่อตัวข้าก็แล้วกันนะเจ้าคะ”นางก้าวกลับไปหาเขาด้วยท่าทีอ่อนช้อย ก่อนจะค่อย ๆ ทรุดนั่งลงบนตักของชายหนุ่มอย่างแนบเนียน ลมหายใจหอมกรุ่นเฉียดใกล้ใบหูของอีกฝ่ายขณะมือบางแตะแก้มเขาเบา ๆหวังเจียเล่อดูจะตกตะลึงไปชั่วครู่ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความพึงใจอย่างเห็นได้ชัด “ข้ารู้ว่าเจ้ามีใจให้ข้าเย่เอ๋อร์...”“มีใจหรือไม่มี เอาไว้ข้าตอบตอนหมดจอกนี้ก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ” หลิวซือเย่ยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางยกจอกเหล้าขึ้นแนบปากของเขา “วันนี้เราดื่มฉลองกันเถิดเจ้าค่ะ”นางรินเหล้าให้เขาด้วยจังหวะชำนาญ ป้อนจอกแล้วจอก
บทที่สิบเก้า เผยธาตุแท้เฉินเต๋อหมิงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ใบหน้าคมสลักเคร่งเครียด ดวงตาคมดุยังจับจ้องเรือนร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวตรงหน้าท่อนเอ็นร้อนที่แข็งขึงอยู่ภายในยังคงเต้นตุบ ๆ อย่างรุนแรงจนแนบแน่นดันผ้าคลุมยาวของตนออกมาอย่างชัดเจนแต่แทนที่เขาจะตอบโต้คำยั่วเย้าอันถือดีของหลิวซือเย่ด้วยการลงมือ เขากลับ...ถอนหายใจแผ่ว ราวกับคนแพ้ในสงครามอารมณ์ที่ตนก่อขึ้นเอง เขาก้าวถอยช้า ๆ แล้วหมุนกายเดินไปยังขอบฉากกั้น หยิบผ้าคลุมบางและชุดนอนที่ตนจัดวางไว้ก่อนหน้านั้นขึ้นมาแม้ปลายนิ้วยังสั่น และลมหายใจยังไม่คลายจากแรงปรารถนา แต่เขากลับเดินกลับมาหานางอย่างสงบ แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าหญิงสาวเงยหน้ามองหล่อนด้วยดวงตาเคร่งขรึม ทว่าอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด“ยกแขนขึ้นหน่อย ข้าจะสวมอาภรณ์ให้”หลิวซือเย่มองเขาด้วยดวงตาที่แฝงทั้งความตกตะลึง ส่วนร่างกายนางทำตามอย่างเงียบงันเขาค่อย ๆ คลี่ผ้าคลุมลงบนไหล่นางอย่างเบามือ จัดตำแหน่งอย่างระวังไม่ให้ปลายผ้าเปียกน้ำมือหนาขยับเก็บเส้นผมเปียกที่แนบแก้มอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวมันจะบาดผิวอันบอบบางของนางปลายนิ้วลากผ่านผิวเนื้อขาวนวลที่ยังชื้นไออุ่นผ้าคลุมที่เขาสว
บทที่สิบแปด ข้าเมื่อยแล้ว“ยืนขึ้นหน่อยเย่เอ๋อร์” เขากระซิบเสียงต่ำ ลมหายใจแนบซอกคอชื้นไอน้ำ “นั่งที่ขอบอ่างแล้วแยกขาออกให้กว้าง”หลิวซือเย่หอบหายใจ สั่นสะท้านทั่วร่าง ใบหน้าแดงจัดทั้งจากอารมณ์และคำสั่งที่ช่างอุกอาจจนเกินจะทัดทาน“อามู่ เจ้า...”“ข้าจะปรนนิบัติเจ้าเอง” เขาแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ มือใหญ่ตวัดช้อนร่างนางขึ้นจากน้ำอย่างรวดเร็ว จนร่างเปลือยเปล่าเปียกชื้นนั่งพาดอยู่บนขอบอ่างไม้ตามที่ใจของชายหนุ่มต้องการเขาแยกเรียวขางามออก ไม่เปิดโอกาสให้นางห้ามได้แม้แต่ครึ่งคำ“ตรงนี้...คือของข้า” เขาพึมพำขณะก้มลงไปด้านหน้า จับสะโพกกลมกลึงไว้มั่น จากนั้นปลายลิ้นร้อนก็แตะลงบนปุ่มเนื้อเล็กกลางกลีบบุปผาหลิวซือเย่สะดุ้งทั้งตัว “อ๊า... อย่า...” เสียงร้องของนางแผ่วสั่น ไม่แน่ชัดว่าเป็นเสียงต้านหรือเชิญชวนแต่เขาไม่หยุดเรียวลิ้นของเฉินเต๋อหมิงลากเลียแนบแน่นอย่างเชื่องช้า วนแตะยอดเม็ดเนื้อกลางกลีบบุปผานุ่มที่ชื้นฉ่ำราวกับกลีบดอกไม้ยามเช้าเสียงครางสะท้านของนางดังขึ้นในลำคอพร้อมกับร่างที่กระตุกวูบเขาสลับจังหวะอย่างช่ำชอง จากการแตะเบาเป็นดูดเม้มแรง จากวนเป็นจี้ลงเฉพาะจุด กดเน้นจนเม็ดเนื้อที่เคยซ่อนอยู่
“จำข้าไม่ได้หรือ ข้าลู่เพ่ยอย่างไรเล่า”เย่วชิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ลู่เพ่ย? ในหนังสือไม่มีตัวละครนี้นี่นาความงุนงงฉายชัดในดวงตา แต่ยังคงพยักหน้ารับด้วยมารยาท“อืม จำได้สิ ช่วงนี้ข้าเครียดสมองเลยมึนเบลอ”ลู่เพ่ยมองนางด้วยแววตาที่อ่อนลง “เราเคยเป็นสหายกันเมื่อก่อน ข้าได้ยินว่าเจ้าจะไปจ่ายตลาด ข้าเสร็จงาน
บทที่สาม ออกข้างนอกครั้งที่1รุ่งเช้าวันถัดมาแสงอรุณสาดลงมายังพื้นดินเบื้องล่าง เย่วชิงก้าวออกจากเรือนด้วยอาภรณ์เรียบง่ายของสาวใช้ ตั้งใจตรงไปยังห้องครัวเพื่อยกสำรับมื้อเช้าให้เจ้านายคนใหม่แต่เพียงก้าวเข้าสู่ลานครัว เสียงซุบซิบเบา ๆ ก็เล็ดลอดจากกลุ่มสาวใช้มุมห้อง“เมื่อคืนไม่ได้ยินเสียงอันใดจากเรื
หา! นี่เขาจะเอาจริงหรือเมื่อถ้อยคำตัดบทของเขาสิ้นสุด เย่วชิงถูกแรงจากแขนแข็งแรงพาให้เอนตัวลงบนที่นอนนุ่ม กลิ่นหอมของผ้าปูใหม่เอี่ยมตลบอบอวล แผ่นหลังนางแนบกับหมอนในชั่วพริบตา ร่างสูงใหญ่ของบุรุษก้าวคร่อมทับ ดวงตาคมจ้องมองอย่างจริงจัง ท่าทางคล้ายตั้งใจจะเริ่มสิ่งที่มารดาต้องการให้จบ ๆเพียงแต่หากสัง
บทที่สอง ท่านแม่ทัพเวอร์จิ้นหลังจากอาบน้ำจนผิวพรรณสะอาดเกลี้ยงเกลาและหอมกรุ่นด้วยกลิ่นดอกไม้ป่า สาวใช้อุ่นเตียงเย่วชิงถูกสาวใช้สวมอาภรณ์ผ้าไหมบางเบาสีอ่อน แสงตะเกียงลอดผ้าทอเนื้อบางยิ่งเผยให้เห็นผิวเนียนดุจงาช้าง ทุกย่างก้าวที่เดิน ลมยามค่ำคืนพัดผ่านก็ยิ่งชวนให้ผู้มองเผลอกลืนน้ำลายนางถูกพามาหยุดย







