Masuk5 ปีต่อมา
ณ ห้องประชุมใหญ่ของ Queen Agency
พรนับพันในวัย 23 ปี นั่งเผชิญหน้ากับผู้บริหารสูงสุดของสถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ อีกทั้งยังเป็นเอเจนซีชื่อดังที่ปั้นนายแบบและนางแบบขึ้นมาประดับวงการ
นางแบบแถวหน้าของประเทศล้วนแล้วแต่เติบโตขึ้นมาจากสถาบันแห่งนี้ ซึ่งเธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ทว่าชื่อเสียงที่เธออุตส่าห์สั่งสมมาอย่างยากลำบากกำลังจะถูกทำลายลงในพริบตา เนื่องจากเมื่อสองวันก่อนเธอดันไปมีเรื่องกับนางแบบสังกัดเดียวกัน
ศกุนตลา นางแบบเด็กเส้นในสังกัด เกิดไม่พอใจที่พรนับพันทำงานใกล้ชิดสนิทสนมกับ
ภัทรพลแฟนหนุ่มของหล่อนศกุนตลาเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของนายพลระดับสูง นั่นจึงทำให้เธอไม่เคยกลัวและเกรงใจใคร แม้กระทั่งบรรดาผู้บริหารสถาบันก็ยังต้องยอม เนื่องจากหวั่นเกรงต่ออิทธิพลของบิดาของหล่อน
แรก ๆ หล่อนก็เพียงแค่พูดจาเหน็บแนมลอย ๆ ให้เธอได้ยิน ซึ่งพรนับพันก็ไม่เคยนำมาใส่ใจ และเธอก็พยายามวางตัวโดยรักษาระยะห่างกับภัทรพลมาโดยตลอด หากไม่ใช่เรื่องงานเธอก็ไม่เคยพูดคุยกับภัทรพลเป็นการส่วนตัว แต่ถึงกระนั้นศกุนตลาก็ยังคงระรานหาเรื่องเธอไม่เว้นแต่ละวัน
จนกระทั่งเมื่อสองวันก่อน หลังจากเธอและภัทรพลเลิกกองถ่ายโฆษณา ก็พบว่าศกุนตลา
มารออยู่ก่อนแล้ว เพียงแค่เจอหน้ากันหล่อนก็อ้าปากแซะพรนับพันทันที ซึ่งโดยปกติหญิงสาวก็มักจะปล่อยให้มันผ่านไป ทว่าความเหนื่อยล้าจากการทำงานติดต่อกันหลายวัน ทำให้เธออารมณ์ไม่สู้ดีนักจึงสวนกลับศกุนตลาไปทันควัน และนั่นทำให้หล่อนโกรธจนควบคุมสติไม่ได้ พุ่งเข้ามาตบพรนับพันจนหน้าหัน และใครจะยอมถูกกระทำฝ่ายเดียว พรนับพันจัดการสวนกลับไปสองฉาดใหญ่ทว่าโชคดีที่ทีมงานเข้ามาห้ามไว้ได้ทัน จับสองสาวแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง ศกุนตลาถูกภัทรพลลากกลับบ้าน ส่วนพรนับพันก็ขึ้นรถมากับผู้จัดการส่วนตัว
แต่เรื่องมันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เพราะมีทีมงานถ่ายคลิปเอาไว้ได้ และนำไปปล่อยในโลกโซเชียล จนเกิดเป็นประเด็นร้อนแรง
#นางแบบตบกันแย่งผู้ชาย
#นางแบบชื่อย่อ พนพ. แย่งแฟน
หลังเกิดข่าวฉาวพรนับพันก็เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านสองวันเต็ม ๆ จนกระทั่งต้นสังกัดเรียกตัวเข้าพบเป็นการด่วน
และในตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่ภายในห้องประชุมที่มีอุณหภูมิเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศ ซึ่งนั่นก็พลอยทำให้มือบางสองข้างเย็นเฉียบจนแทบจะไร้ความรู้สึก ข้างกายของเธอมีเจิดจรัส ผู้จัดการส่วนตัวที่ทางต้นสังกัดส่งมาดูแลเธอตั้งแต่เริ่มเข้าวงการเมื่อห้าปีก่อน
“เกรซ” ผู้บริหารสูงสุดที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงเรียบ
“...” พรนับพันเงยหน้าขึ้นสบตาผู้บริหารหญิงวัยกลางคน พลางจ้องมองใบหน้าของท่านด้วยใจเต้นระส่ำ รอฟังบทสรุปของเรื่องที่เกิดขึ้นว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน ซึ่งเธอก็ได้เตรียมใจเอาไว้ก่อนแล้ว
“พี่ขอโทษนะที่จะต้องบอกว่า เราคงต้องพักงานเกรซไปสักระยะ เพื่อรอให้เรื่องนี้มันซาไปก่อน”
“อะไรนะคะ” พรนับพันเอ่ยถามเสียงสั่น
“มันไม่แรงไปเหรอคะบอส ก็ในเมื่อยัยเกรซไม่ได้ทำอะไรผิด เราให้ยัยเกรซแถลงข่าวชี้แจงก็ได้นี่คะ” ผู้จัดการสาวกล่าวแย้งขึ้นด้วยความอยากปกป้องพรนับพัน
“มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นนะจรัส” ผู้บริหารสาวกล่าวจบก็ถ่มลมหายใจออกมาราวกับต้องการระบายความกลัดกลุ้ม
“มันไม่ง่ายยังไงกันคะบอส ก็ปกติเวลาเกิดเรื่องแบบนี้ทางเราก็มีแนวทางในการรับมือ” เจิดจรัสขึ้นเสียงเล็กน้อยด้วยความขัดใจ ทำเอาผู้บริหารสาวซึ่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจำต้องรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมา
“เรื่องนี้ผู้ใหญ่ขอมา เขาบอกว่าถ้าทำแบบนั้นศกุนตลาจะเสียหาย”
เมื่อได้ยินแบบนั้นพรนับพันถึงกับมองเจ้านายที่เธอรักและเคารพด้วยสายตาตัดพ้อ ตลอดระยะเวลาที่เธอทำงานภายใต้สังกัด Queen Agency เธอสร้างเม็ดเงินมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาไม่รู้ตั้งเท่าไร
แต่ทว่าวันนี้เธอกลับได้รับสิ่งตอบแทนโดยการให้ก้มหน้ายอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็เหมือนให้เธอยอมรับว่าเป็นมือที่สามไปโดยปริยาย
“พ่อยัยนี่อีกแล้วเหรอคะ” เจิดจรัสกล่าวถึงบิดาของศกุนตลาอย่างหัวเสีย เพราะไม่ว่าศกุนตลาจะก่อเรื่องอะไรไว้ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยวงาน ด่าทีมงาน ทำร้ายผู้ช่วย หล่อนก็จะได้บิดาใช้อิทธิพลเข้ามาจัดการให้ทุกครั้ง
“พอเถอะค่ะพี่จรัส” พรนับพันเอ่ยพร้อมยื่นมือออกไปสัมผัสแขนของผู้จัดการสาวเป็นเชิง
ห้ามปราม เพราะไม่อยากให้เจิดจรัสต้องมาเดือดร้อนไปด้วยอีกคน “ถ้าบอสไม่มีเรื่องอะไรแล้วเกรซขอตัวนะคะ”“เอ่อ พี่จะคุยเรื่องต่อสัญญาที่เราตกลงกันไว้ด้วย เกรซจะต่ออีกห้าปีใช่ไหม พี่จะได้ให้เลขาฯเตรียมสัญญา”
พรนับพันลอบถอนหายใจก่อนฝืนยิ้มออกมา เดิมทีเธอเคยมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าจะต่อสัญญาแน่นอน ทว่าเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาหญิงสาวก็เริ่มลังเล
“เกรซขอคิดดูก่อนละกันนะคะ เกรซลาค่ะ” พรนับพันยกมือไหว้ผู้บริหารสาวก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้ โดยมีเจิดจรัสลุกขึ้นตามมา
“เดี๋ยวจรัส” เสียงเข้มของผู้บริหารทำเอาสองสาวต้องหยุดชะงักและหันกลับไปอีกครั้ง “ตั้งแต่วันนี้ไปเธอต้องไปดูแลศกุนตลา”
“อะไรนะคะ ทำไมบอสทำแบบนี้” เจิดจรัสเอ่ยถามเสียงสูง
“ทางนั้นเขาขอมาน่ะ เธอรีบไปเถอะ เดี๋ยวฉันให้คนขับรถไปส่งเกรซเอง”
ทันทีที่ผู้บริหารสาวกล่าวจบก็รีบลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปทางประตูอีกฝั่ง ส่วนพรนับพันก็จูงมือผู้จัดการคนสนิทเดินออกมาทางประตูฝั่งตรงข้าม บัดนี้กลายเป็นว่าเธอต้องลูบหลังเจิดจรัสเพื่อปลอบให้หล่อนใจเย็นลง เพราะเธอรู้ดีว่าเจิดจรัสนั้นรังเกียจนิสัยของศกุนตลามากเพียงใด
“พี่จรัสใจเย็น ๆ นะ เกรซไม่อยู่เขาคงไม่หาเรื่องใครแล้วแหละ”
“น้อยไปสิเกรซ ยัยนั่นน่ะร้ายโดยกมลสันดาน หาเรื่องทุกคน ถึงเกรซจะไม่อยู่มันก็คงไปไล่กัดคนอื่นต่อ เลิกคิดไปได้เลยว่าจะสงบสุข”
“เอาน่า เดี๋ยวเกรซกลับมาบอสก็คงให้พี่จรัสมาดูแลเกรซเหมือนเดิม คิดเสียว่านี่คือบททดสอบชีวิต หลังจากผ่านไปเราจะเจอสิ่งที่ดีกว่า” พรนับพันกล่าวพร้อมยิ้มให้กำลังใจเจิดจรัส
“เฮ้อ ยัยหนูพลังงานบวกของพี่ ถ้าไม่มีเธอแล้วพี่จะซึมซับสิ่งดี ๆ จากใครเนี่ย หืม” เจิดจรัสยกมือขึ้นวางลงบนไหล่บอบบางด้วยความเอ็นดู
พรนับพันแม้ภายนอกเธอจะต้องสวมบทบาทนางแบบสาวสุดเซ็กซี่ ทว่าเนื้อในนั้นเธอคือเด็กสาวที่มีจิตใจดี ใครอยู่ใกล้ก็พลอยมีความสุขไปด้วย
“ถ้าอยากได้กำลังใจก็มาหาเกรซได้ทุกเมื่อเลยนะคะพี่จรัส”
“จ้า”
ขณะที่สองสาวกำลังคุยกันท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มดีขึ้น ก็มีเสียงแหลมดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“จรัส บอสให้เธอมาดูแลฉันไม่ใช่เหรอ มัวแต่ทำอะไร” ศกุนตลายืนกอดอกมองสองสาวด้วย
แววตาผู้ชนะ ทำเอาเจิดจรัสเกือบเกิดอารมณ์ เดือดดาลขึ้นอีกรอบ“พี่จรัสไปเถอะค่ะ เอาไว้เจอกัน”
“โอเค พักผ่อนเยอะ ๆ นะ มีอะไรก็โทรหาพี่ได้ตลอด”
“ค่ะ”
พรนับพันยิ้มรับ ก่อนยืนมองผู้จัดการคนสนิทเดินตามศกุนตลาออกไปจนลับสายตา
5 ปีต่อมาภายในห้องทำงานของท่านประธานแห่งอาณาจักร The Palace บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เนื่องจากห้องทำงานสุดหรูในตอนนี้ไม่ต่างจากเนิร์สเซอรีขนาดย่อม ชุดโซฟาราคาแพงถูกย้ายไปวางกองรวมกันตรงมุมห้อง และถูกแทนที่ด้วยเต็นท์ผ้าขนาดใหญ่สีชมพูพาสเทล รายล้อมไปด้วยของเล่นต่าง ๆ มากมายวางเรียงรายเต็มห้องท่านประธานแห่ง The Palace นั่งประจำที่อยู่หลังโต๊ะทำงาน หมั่นละสายตาจากหน้าจอแล็ปท็อป มองไปยังลูกสาวตัวน้อยที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ภายในกระโจมผ้าสีหวาน เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยังคงอยู่ในห้วงนิทรา คนเป็นพ่อก็ยิ้มออกมา ก่อนมองเลยไปยังกรอบรูปบนผนังห้องภาพงานวิวาห์อันยิ่งใหญ่ที่เขาจัดให้ภรรยาอันเป็นที่รักเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน ความทรงจำอันแสนล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้ภาพถัดไปคือแก้วตาดวงใจที่รักยิ่งกว่าสิ่งใด เด็กหญิงเอวาริณ ธนากิจอนันต์ ในภาพนั้นคือวันที่ทารกน้อยลืมตาดูโลกเมื่อ 4 ปีก่อน นอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของพรนับพันตลอดห้าปีมานี้ชีวิตของเซบาสเตียนมีแต่ความสุข และมันก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เขากำจัดความเสี่ยงทุกอย่างในชีวิตที่อาจนำภัยอันตรายมาสู่ครอบครัว รวมถึงการ
“ผอมลงไปเยอะเลยนะที่รัก ไม่ค่อยได้ทานข้าวเหรอ หืม” เขาเอ่ยกระซิบถามข้างหูเล็ก พลางลูบไล้ตามสัดส่วนโค้งเว้าที่อยู่ภายใต้ชุดเดรสเกาะอกตัวยาวสีดำ“ใครจะไปทานลงล่ะคะ” เธอแสร้งกล่าวเสียงกระเง้ากระงอด“ผมขอโทษนะครับที่รัก ไหนดูซิว่าผอมไปมากแค่ไหน” กล่าวจบชายหนุ่มก็ฝังใบหน้าลงไปบนซอกคอระหง สูดกลิ่นหอมกรุ่นจากกายสาว ก่อนพรมจูบบนผิวเนื้ออ่อนเรื่อยลงมาจนถึงเนินอกอวบอิ่มมือหนาข้างหนึ่งคว้าขอบเกาะอกด้านบนและดึงรั้งลงมาจนเผยให้เห็นสองเต้าขาวโพลน จากนั้นเขาก็ไม่รอช้า อ้าปากครอบครองยอดอกสีหวาน ดูดดุนโลมเลียสร้างความเสียวซ่านจนเธอหลุดเสียงครางเบา ๆ ออกมาพร้อมแอ่นอกรับ ขณะเดียวกันมือเล็กเข้าขยุ้มกลุ่มผมสีน้ำตาลเพื่อระบายความซ่านสยิว“อ๊ะ...บาสเตียน”เสียงครางชื่อแสนหวานทำให้เซบาสเตียนต้องยอมผละออกจากทรวงอกอวบอิ่ม ขยับกายขึ้นจุมพิตแก้มนวลด้วยความทะนุถนอม จากนั้นชายหนุ่มก็เริ่มคืบคลานลงไปด้านล่าง ขณะเดียวกันฝ่ามือหนาสองข้างก็เข้าคว้าชายกระโปรงชุดเดรส ออกแรงดึงตรงรอยแหวกจนขาดเป็นทางยาว“อื้อ ฉีกชุดเกรซทำไมคะ บอกดี ๆ ก็ได้” หญิงสาวกล่าวประท้วงทว่าชายหนุ่มหาได้สนใจ เขาจับขาเสลาสองข้างแยกออกจากกัน จากนั้น
เซบาสเตียนอุ้มพรนับพันขึ้นมายังห้องทำงาน ก่อนจะพาเธอเข้าไปยังห้องลับที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ที่ซึ่งเขาใช้เป็นห้องพักผ่อนส่วนตัว ชายหนุ่มวางร่างบางลงบนโซฟาหนังสีดำตัวยาวก่อนนั่งลงเคียงข้าง มือหนาสองข้างยกขึ้นจับไหล่บอบบางเพื่อให้เธอหันมาเผชิญหน้า ดวงตาคู่สวยจ้องมองใบหน้าคมคร้ามนิ่งงัน “ที่รัก ผมกลับมาแล้วนะ” “...” ไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทว่ากลีบปากบางนั้นสั่นระริกจนเธอต้องเม้มเอาไว้แน่น ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และผ่อนออกมายาว ๆ “ผมคิดถึงคุณมากเลย” เสียงนุ่มทุ้มว่าพลางยกมือข้างหนึ่งจากไหล่มน ย้ายมาประคองแก้มนวล ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปหมายจะจุมพิต ทว่ามือเล็กกลับยกขึ้นดันแผงอกแกร่งให้ถอยออกห่าง และนั่นทำให้ชายหนุ่มได้เห็นหยาดน้ำตาที่ไหลหลั่งออกมาจากดวงตาคู่งาม “คนบ้า ทำไมทำกับเกรซแบบนี้ ทำไมหายไปไม่ติดต่อกลับมาเลย ฮือ ฮือ” พรนับพันร้องไห้โฮระบายความอัดอั้นตันใจพร้อมกำมือแน่นทุบกำปั้นลงบนแผงอกกว้าง “คุณรู้ไหมว่าเกรซเป็นห่วงคุณมากแค่ไหน เกรซจะไปตามหาคุณที่เวกัสอยู่แล้ว คุณจะทำให้เกรซเป็นบ้าตาย รู้ไหมว่าการรอข่าวของคุณในแต่ละวันมันทรมานมาก
เมื่อถึงวันงานเปิดตัวโพรเจกต์ The Palace พรนับพันก็พยายามครองสติเอาไว้ เพื่อให้งานผ่านพ้นไปได้ราบรื่น โดยมีวิภาวีและทีมงานคนสนิทคอยชวนคุย ดึงความสนใจ ไม่ให้นางแบบสาวมีเวลาคิดฟุ้งซ่านโดยงานในวันนี้เป็นที่กล่าวถึงตั้งแต่ยังไม่เปิดตัว นอกจากความยิ่งใหญ่ตามสไตล์ The Palace แล้ว ทุกคนยังอยากรู้ชื่อโครงการที่ประธานหนุ่มปิดเอาไว้เป็นความลับอีกด้วยงานถูกจัดขึ้นภายในห้องแกรนด์บอลรูมของอาคารสำนักงานใหญ่ The Palace โดยพรนับพันได้นั่งอยู่ด้านหน้าร่วมกับกรรมการบริหารท่านอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้วิศรุตได้ทำการเปิดประชุมบอร์ดบริหารเพื่อแจ้งให้ผู้บริหารได้ทราบว่า เซบาสเตียนติดภารกิจสำคัญทำให้ไม่อาจปลีกตัวกลับมาได้ทัน จึงได้มอบอำนาจให้แก่พรนับพันดำรงตำแหน่งรักษาการแทน ซึ่งก็ไม่มีใครกล้าขัดข้อง เพราะไม่อยากมีปัญหากับประธานหนุ่มในภายหลังพรนับพันนั่งมองพิธีกรหนุ่มบนเวทีด้วยแววตาเลื่อนลอย จนกระทั่งพิธีกรหนุ่มประกาศเชิญเธอขึ้นไปบนเวทีเพื่อเปิดป้ายโครงการ“ขอเชิญคุณพรนับพัน แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเราขึ้นบนเวทีเพื่อเปิดป้ายสุดเซอร์ไพรส์ของโครงการด้วยครับ” สิ้นเสียงพิธีกรหนุ่ม แขกเหรื่อที่มาร่วมงานก็ต่างปรบมือกันเ
“เป็นยังไงบ้าง” วิศรุตที่กำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นอยู่ภายในห้องครัวของคฤหาสน์ธนากิจอนันต์เอ่ยถามน้องสาวที่เพิ่งเดินถือถาดอาหารเข้ามา ทว่าวิภาวีถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม ก่อนส่ายศีรษะเบา ๆ หลายวันมานี้นางแบบสาวเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องนอน ข้าวปลาแทบไม่ยอมแตะ รับประทานคำสองคำตามการคะยั้นคะยอของวิภาวี “วิวเคาะเรียกตั้งนานแต่ไม่มาเปิด น่าจะอยู่ในห้องน้ำ เดี๋ยวอีกสักพักว่าจะขึ้นไปใหม่” “คงต้องใช้เวลาสักพัก” สองพี่น้องมองหน้ากันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่คนเป็นน้องจะเอ่ยถามขึ้น“มีความคืบหน้าอะไรบ้างไหมพี่รุต”คำถามเดิมที่ถามซ้ำ ๆ เช่นทุกวัน ด้วยหวังว่าจะได้ข่าวคราวความคืบหน้าอะไรบ้าง ถึงแม้ว่าเซบาสเตียนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่าทุกคนก็ยังคงไม่หมดหวัง“พี่ติดต่อทีมบอดีการ์ดทางนั้นได้แล้ว แต่ก็ไม่มีใครปริปากบอกอะไร พวกนั้นอ้างเรื่องความปลอดภัย แต่ไม่ต้องกังวลไปนะ พี่ส่งทีมของพี่ตามไปแล้ว อีกไม่นานคงรู้เรื่อง”“เฮ้อ ความคืบหน้าแค่นี้เองเหรอ วิวสงสารพี่เกรซจังเลย” วิภาวีเอ่ยเสียงเศร้าพลางมองถาดอาหารซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่พรนับพันโปรด
พรนับพันฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองนอนราบอยู่บนโซฟาตัวยาวภายในห้องทำงาน โดยมีวิภาวีนำยาดมสมุนไพรจ่อที่ปลายจมูกเล็ก “พี่เกรซ เป็นไงบ้าง ไปโรงพยาบาลไหม” พรนับพันส่ายศีรษะปฏิเสธก่อนค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง เมื่อวิภาวีเห็นแบบนั้นก็รีบลุกขึ้นช่วยประคอง ก่อนจะนั่งลงเคียงข้าง พรนับพันเหม่อมองไปยังโต๊ะทำงานของเซบาสเตียนด้วยนัยน์ตาสั่นไหว ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น พลางคิดถึงสิ่งที่วิศรุตได้นำมารายงานไปก่อนหน้านี้ หัวใจของเธอก็พลันวูบโหวง ความรู้สึกห่วงหาอาทรก่อตัวขึ้น พร้อมความหวาดกลัวด้วยไม่รู้ว่าคนรักจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร “วิว...” เธอเอ่ยเรียกวิภาวีด้วยเสียงเบาหวิว โดยไม่ยอมละสายตาจากโต๊ะทำงานของเซบาสเตียน “คะ พี่เกรซ” “มีความคืบหน้าอะไรอีกไหม” “เอ่อ...คือ...” วิภาวีอึกอัก ด้วยไม่รู้จะกล่าวตอบออกไปอย่างไรดี ยิ่งได้เห็นใบหน้าเศร้าหมองของพรนับพัน คำพูดทั้งหลายก็พร้อมใจกันจุกแน่นอยู่ในลำคอ “บอกพี่มาเถอะ ขอร้อง” เสียงหวานอ้อนวอนเจือสั่นเครือ ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ “พี่เกรซต้องเข้มแข็ง







