แชร์

เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ
เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ
ผู้แต่ง: องค์หญิงโนเนม

บทนำ

ผู้เขียน: องค์หญิงโนเนม
last update วันที่เผยแพร่: 2025-08-02 14:31:31

นครหลวงต้าซ่ง

รัชศกต่งปีที่ 30

"ฝ่าบาท โปรดทรงให้ความเป็นธรรมแก่ส่วนรวมด้วยพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงใหญ่หมิงจูมีนิสัยกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว นางทุบตีบ่าวไพร่ ไม่ให้เกียรติเหล่าขุนนางก็ช่างเถิด แต่ถึงขนาดวางแผนสังหารหยางฮองเฮาและองค์ชายใหญ่หมิงอวี้ เช่นนี้ไม่อาจปล่อยเอาไว้ได้พ่ะย่ะค่ะ!"

"ท่านเจ้ากรมกลาโหมเอ่ยถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเห็นด้วย แต่ไหนแต่ไรองค์หญิงใหญ่หมิงจูวางตนไม่เหมาะสมกับฐานะขององค์หญิงใหญ่เลยแม้แต่น้อย นางมีวรยุทธ์แต่ทว่ากลับใช้มันในทางที่ไม่ถูกไม่ควร เป็นเพียงสตรีจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ไปด้วยเหตุใดกัน ต้องเป็นเพราะนางมีใจคิดเป็นอื่นแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ นางทำเช่นนี้นับว่ามีใจคิดไม่ซื่อ อีกทั้งหลักฐานก็มัดตัวแน่นหนา ขอฝ่าบาทโปรดทรงลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!"

เสียงของเหล่าขุนนางที่เอ่ยร้องขอความเป็นธรรมคนแล้วคนเหล่านั้นทำให้ฮ่องเต้หมิงต่งรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าไม่น้อย เขามองดูบุตรสาวของตนที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าท้องพระโรงด้วยแววตาที่เรียบเฉยคราหนึ่ง

องค์หญิงใหญ่หมิงจู เป็นบุตรสาวคนโตที่เกิดจากเขาและสวีฝูอดีตฮองเฮาผู้ล่วงลับ ซึ่งนางสิ้นพระชนม์ไปเมื่อสามปีก่อนแล้ว เดิมทีเขาไม่เคยมีใจรักใคร่ในตัวนาง แต่ที่ต้องแต่งงานกันก็เพราะยามนั้นนางสามารถเชิดชูอำนาจและบารมีของเขาได้

หลายปีก่อนเขายังเป็นเพียงองค์ชายรองที่เกิดจากนางสนมเล็กๆและต้องการให้ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊สนับสนุนตนให้ได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ในตอนนั้นบิดาของนางเป็นถึงราชครูผู้มากความสามารถและเป็นที่ไว้วางพระทัยของอดีตฮ่องเต้ สามารถผลักดันเขาขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้ เขาจึงยอมแต่งนางเป็นพระชายาเอก

หลังจากได้ตำแหน่งองค์รัชทายาทมาครอบครองสมใจ เขาก็ได้แต่งหยางเจินลี่เข้ามาเป็นพระชายารอง นางคือสตรีที่เขารัก ตระกูลของนางเป็นถึงตระกูลแม่ทัพผู้เก่งกาจ สามารถส่งเสริมให้ขุนนางฝ่ายบู๊ยอมสวามิภักดิ์ต่อเขาได้

เขาลอบใส่ร้ายองค์ชายใหญ่จนเสียชื่อเสียงจนอดีตฮ่องเต้ไม่ทรงโปรดปราณและมอบตำแหน่งองค์รัชทายาทให้เขาเสีย เขาอดทนรอเวลานี้มาหลายปี สุดท้ายก็กำจัดเสี้ยนหนามทั้งหมดและก้าวขึ้นมาเป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ได้สำเร็จ

เขาได้ครองใต้หล้ามาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว

เมื่อสามปีก่อน หลังจากที่สวีฝูอดีตฮองเฮาสิ้นพระชนม์เพราะโรคประจำตัว ตระกูลสวีก็เสื่อมถอยลง ราชครูสวีไม่มีบุตรชาย เมื่อสูญเสียบุตรสาวอย่างไม่มีวันกลับจึงล้มป่วยและตายจากไป จวนตระกูลสวีกลายเป็นเรือนร้างนับแต่นั้น

เขาแต่งตั้งหยางเจินลี่ขึ้นเป็นฮองเฮาพระองค์ใหม่ และมอบตำแหน่งกั๋วกงให้แก่จวนตระกูลหยาง 

ฮ่องเต้หมิงต่งปรายตามองหมิงจู เดิมทีบุตรสาวคนนี้เขาก็ไม่ได้รู้สึกรักใคร่เท่าใดนัก เพราะเขาไม่เคยรักมารดาของนาง แต่กลับรักใคร่องค์ชายหมิงอวี้และองค์หญิงรองหมิงซินอี๋มากกว่า หมิงอวี้นั้นเกิดทีหลังหมิงจูเพียงหนึ่งปี อีกทั้งยังมีความสามารถและเก่งกาจฉลาดรอบรู้

เดิมทีเรื่องที่เด็กๆเล่นสนุกกันจนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยนั้นไม่นับเป็นอันใด แต่ทว่าหมิงจูกลับถูกตรวจสอบพบว่าลอบวางยาพิษหยางเจินลี่และหมิงอวี้ นี่คือสิ่งที่เขาไม่อาจให้อภัยได้!

หยางเจินลี่เป็นสตรีที่เขารัก บุตรสาวบุตรชายของนางก็เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเขา ใจของฮ่องเต้ยากคาดเดาและลำเอียงก็นับเป็นเรื่องปกติมิใช่หรือ

แม้หมิงจูจะปฏิเสธเสียงแข็ง แต่เขากลับไม่ฟังอันใด เขาเชื่อหลักฐานที่ตนเห็นกับตามากกว่า

องค์หญิงใหญ่หมิงจูที่นั่งเงียบอยู่นาน เริ่มอดทนต่อการป้ายสีของเหล่าขุนนางไม่ไหว จึงเงยหน้าไปเอ่ยกับพระบิดาของตนทันที

"เสด็จพ่อ ลูกไม่ได้ทำนะเพคะ หยางฮองเฮาใส่ร้ายลูก ขุนนางพวกนี้ก็เป็นคนของนาง ย่อมต้องเข้าข้างนางอยู่แล้ว ลูกจะทำร้ายนางไปด้วยเหตุใดกัน!"

"หุบปาก ข้าให้เจ้าพูดแล้วหรือ!"

ฮ่องเต้หมิงต่งเอ่ยกับหมิงจูอย่างไม่ชอบใจ หมิงจูเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ส่งเสียงเหอะในลำคอก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมา ฮ่องเต้หมิงต่งเมื่อเห็นว่าบุตรสาวไม่สงวนท่าทีก็พลันขมวดคิ้วมุ่น

เมื่อหัวเราะจนพอใจแล้ว หมิงจูจึงหันมาจ้องมองบิดาของตนเองคราหนึ่ง

นางเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ แม้จะมีฐานะสูงส่งแต่กลับอ้างว้างเหลือเกิน ตั้งแต่มารดาตายจากไป นางต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก หยางฮองเฮาก็คิดวางแผนการทำร้ายนางอยู่ตลอดเวลา  เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพราะนางหลงกลสตรีใจคอชั่วช้าเช่นหยางฮองเฮา

มีหรือที่นางจะไม่รู้ ที่หยางฮองเฮาเกลียดชังนางปานนี้ก็เพราะเกลียดชังมารดานาง จึงเอาโทสะทั้งหมดมาลงกับนาง!

"ลูกไม่ควรร้องขอความเห็นใจจากฮ่องเต้หมิงต่งเลยจริงๆ แต่ไหนแต่ไรท่านก็ไม่เคยเชื่อคำของลูก ท่านเชื่อแต่หยางเจินลี่และบุตรทั้งสองคนที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของท่านเท่านั้น ลูกมันก็เป็นเพียงส่วนเกินที่ท่านอยากกำจัดทิ้งใจจะขาด!"

"หมิงจู เจ้าจะบังอาจเกินไปแล้วนะ!"

ฮ่องเต้หมิงต่งที่ถูกบุตรสาวต่อว่ากลางท้องพระโรงต่อหน้าเหล่าขุนนางก็โทสะคุกรุ่น หมิงจูที่เห็นเช่นนั้นกลับไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อย

"เสด็จพ่อ ลูกไม่ผิด แต่ไหนแต่ไรลูกไม่เคยทำผิดคิดชั่ว แต่ท่านกลับไม่เคยฟังเสียงของลูกเลย ท่านช่างเป็นบิดาที่ใจคอคับแคบยิ่งนัก !"

"บังอาจนัก! ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับผิด อีกทั้งยังทำตัวโอหัง เช่นนั้นก็ดี  ทหาร! จับตัวองค์หญิงใหญ่ไปขังเอาไว้ในคุกหลวง  โบยนางห้าสิบไม้ ชั่วชีวิตนี้อย่าได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีก!"

หมิงจูเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มเยาะในชะตาของตน

"เสด็จพ่อ พระองค์ช่างเป็นบิดาที่ประเสริฐยิ่งนัก!"

เหล่าทหารรีบเข้ามาลากตัวนางออกไป ก่อนจากหมิงจูหันไปมองบิดาของตน ดวงตาของนางแดงกล่ำ แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด นางเปล่งเสียงตะโกนจนก้องไปทั่วทั้งโรงพระโรง

"เสด็จพ่อ หากพวกเราได้พบกันอีกครั้งในชาติหน้า ข้าจะไม่มีทางเรียกท่านว่าเสด็จพ่อ และจะไม่ขอเกิดเป็นบุตรของท่านอีก!"

เอ่ยจบนางก็ไม่ขัดขืนอันใดอีก ปล่อยให้เหล่าทหารลากตัวนางออกไปจากท้องพระโรงอย่างว่าง่าย

นางถูกโบยอย่างไร้ความปรานี เหล่าขันทีที่ลงมือตีนางล้วนเป็นคนของหยางเจินลี่มีหรือพวกเขาจะยอมเมตตาปรานีนาง

หมิงจูไม่ร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย เหงื่อผุดซึมขึ้นเต็มใบหน้าของนาง หญิงสาวหมดสติไปหลายครั้ง นางรู้สึกเหมือนว่าร่างกายของตนแทบจะแหลกละเอียดแล้ว

นางถูกลากตัวมาขังในคุกหลวงด้วยสภาพโลหิตโทรมกาย ใบหน้างามซีดเผือด ไม่หลงเหลือท่าทีอวดดีขององค์หญิงใหญ่อีก

ยามที่เสด็จแม่ยังอยู่ แม้หยางเจินลี่จะเหิมเกริมแต่กลับไม่กล้าแตะต้องนาง เพราะอย่างไรเสด็จพ่อก็ยังเห็นแก่หน้าท่านตาของนางอยู่ แต่เมื่อสิ้นตระกูลสวี สิ้นเสด็จแม่ นางกลับไร้ที่พึ่งพิง บิดามีใจลำเอียง เชื่อคำยุยงของผู้อื่น

ตั้งแต่เล็กจนโต เท่าที่นางจำความได้ เสด็จพ่อไม่เคยสนใจนางเลย สิ่งใดที่ดีดีล้วนส่งไปให้หมิงอวี้และหมิงซินอี๋ก่อน  นางทั้งน้อยใจทั้งโมโห จึงเอาโทสะที่มีไปลงกับเหล่าขุนนางและข้ารับใช้หวังจะใช้ความรุนแรงเรียกร้องความสนใจจากเสด็จพ่อ แต่มันกลับกลายเป็นว่านางทำตัวเหิมเกริม บ้าอำนาจ มีใจคิดไม่ซื่อไปเสียอย่างนั้น

"ฮึก ฮือ"

ก่อนหน้านี้นางพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมา แต่ยามนี้มันกลับพังทลายราวคำนบแตก นางร้องไห้ด้วยความเสียใจ น้อยใจ คำว่าครอบครัวคืออันใดนางไม่เคยรู้จัก ความรักจากบิดาคืออันใดนางไม่เคยเข้าใจ เพราะเสด็จพ่อเฉยชาต่อนางและมารดามาโดยตลอด

"พี่หญิง ข้ามาส่งท่านเป็นครั้งสุดท้าย ขอให้ท่านเดินทางไปปรโลกอย่างมีความสุข อย่าได้อยู่เป็นตัวขวางหูขวางตาของพวกเราอีกต่อไปเลย"

เสียงหวานใสของสตรีนางหนึ่งเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความมืด ในน้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความเวทนาและขบขัน หมิงจูพยายามเงยหน้าไปมอง ภายใต้แสงสลัวเรือนลางของเปลวเทียนทำให้นางมองเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ได้อย่างชัดเจน

เป็นหมิงซินอี๋!

ยามนั้นหยางเจินลี่ยังเป็นเพียงพระสนมเอก หมิงซินอี๋ย่อมไม่อาจเทียบกับบุตรที่เกิดจากฮองเฮาเช่นนางได้ แต่หลังจากมารดาหมิงซินอี๋ได้เป็นฮองเฮา หมิงซินอี๋ก็ยิ่งกำเริบเสิบสาน วางอำนาจบาตรใหญ่ ถึงขนาดลอบใส่ร้ายนางสารพัด ยิ่งทำให้ท่านพ่อเกลียดชังและไม่ชอบใจในตัวนางมากขึ้นไปอีก ถึงขนาดคิดว่านางจะลอบฆ่าเชื้อพระวงศ์และตั้งตนเป็นฮ่องเต้หญิงเสียเอง

หมิงจูไม่เอ่ยตอบโต้อันใด นางสิ้นหวังกับชีวิตไปตั้งนานแล้ว ยามนี้ในใจของนางไม่มีแม้กระทั่งความแค้นหลงเหลืออยู่เลยด้วยซ้ำ นางถึงกับภาวนาต่อเทพบนสวรรค์ว่า หากนางมีโอกาศเกิดใหม่อีกครั้ง ขอให้นางได้เกิดในตระกูลธรรมดา ไม่ต้องมีฐานะสูงศักดิ์ เป็นเพียงบุตรสาวที่ถูกบิดามารดารักใคร่ถนอมอยู่ในฝ่ามือราวไข่มุก มีพี่น้องที่รักใคร่และจริงใจต่อกัน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว 

นางไม่อยากจะแก้แค้นผู้ใดทั้งสิ้น นางคิดเพียงว่านี่คือชะตากรรมที่นางต้องยอมรับ

นางหวังเพียงว่าหากได้พบกับท่านแม่อีกครา นางจะทำทุกทางให้ท่านแม่มีความสุข

ด้านหมิงซินอี๋เมื่อเห็นว่าหมิงจูไม่เอ่ยตอบโต้เช่นที่เคยทำมาตลอดก็รู้สึกหมดสนุก นางสั่งให้คนนำน้ำเกลือมาสาดลงบนบาดแผลหมิงจู ก่อนจะยกเท้าเหยียบกลางหลังหมิงจู เมื่อรังแกคนจนสาแก่ใจแล้ว นางจึงจากไปด้วยใจที่เป็นสุข

หมิงจูนอนคว่ำหน้าด้วยแววตาเลื่อนลอย ภาพตรงหน้าค่อยๆมืดลงทุกขณะ ในที่สุดห้วงจิตสุดท้ายของนางก็มอดดับลง

นางได้จากโลกใบนี้ไปตลอดกาลแล้ว

"องค์หญิงใหญ่สิ้นพระชนม์แล้ว ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าให้นำศพของนางไปฝังที่นอกนครหลวง ห้ามนำไปฝังในสุสานราชวงศ์และไม่ต้องสลักป้ายชื่อหน้าหลุมศพ!"

เหล่าทหารเมื่อได้ยินคำสั่งก็รีบเข้ามาหามศพของหมิงจูออกไปฝังยังด้านนอกนครหลวง ก่อนจะจัดการฝังศพของนางอย่างลวกๆที่ตีนเขาวัดไป๋หม่าราวกับศพไร้ญาติ

หมิงจูที่กลายเป็นวิญญาณล่องลอยได้มองเห็นเรื่องราวนี้ทั้งหมด ท่านพ่อเกลียดชังนางถึงกับไม่ให้นางฝังในสุสานราชวงศ์ และยังไม่ให้สลักป้ายชื่อของนาง แต่กลับนำนางมาฝังที่ตีนเขาวัดไป๋หม่า เสด็จพ่อทำราวกับว่านางไม่ใช่บุตรของเขา

หมิงจูมองภาพเหล่านั้นด้วยแววตาไม่ยินดียินร้าย

เมื่อทหารจากไปหมดแล้ว ก็มีบุรุษผู้หนึ่งปรากกฎตัวขึ้น เขาสวมชุดสีขาวทั้งชุด และยังสวมหมวกงอบปิดบังใบหน้าเอาไว้ ท่วงท่าดูสง่างามราวกับเทพเซียน หมิงจูที่เห็นเช่นนั้นก็ย่นหัวคิ้วพลางมองชายหนุ่มผู้มาใหม่ด้วยความแปลกใจ

 เขาจัดการฝังศพของนางใหม่ และยังสลักป้ายชื่อหน้าหลุมศพของนางด้วยตนเอง เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มจึงทิ้งกายนั่งลงข้างหลุมศพของนางอย่างเกียจคร้าน ท่าทีของเขาดูเรียบเฉยและเย็นชาราวน้ำแข็งจนนางสัมผัสได้

"หมิงจู ข้าจะดูแลหลุมศพของเจ้าเอง หากชาติหน้ามีจริง พวกเรามาดื่มสุราด้วยกันอีกคราดีหรือไม่?"

เมื่อได้ยินเสียงของเขา หมิงจูก็ตัวชาวาบ

หยางซี เป็นหยางซีหรือ?

อยู่ๆร่างของนางก็คล้ายถูกเหวี่ยงอย่างแรง ก่อนที่นางจะหมดสติไปอีกครั้งหนึ่ง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    ตอนจบ

    แผ่นดินใหญ่กลับคืนสู่ความสงบสุขร่มเย็น ท้องฟ้าเหนือนครหลวงทอแสงสดใสราวกับจะร่วมยินดีให้กับจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต และแล้ววันมงคลที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงงานแต่งงานระหว่าง ฉินซีและไป๋เยว่ซิน ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสมฐานะ ขบวนขันหมากและรถม้าเจ้าสาวประดับประดาด้วยผ้าไหมสีชาด ยาวเหยียดตั้งแต่หัวถนนมุ่งตรงสู่จวนตระกูลฉิน เสียงกลองมงคลและเสียงสังคีตดังก้องกังวานไปทั่วทั้งนครหลวง บรรยากาศอบอวลไปด้วยความคึกคักและรอยยิ้มของผู้คนนับพันที่มาร่วมส่งคำอวยพรภายในห้องพิธีการอันโอ่อ่า ไป๋เยว่ซินสวมชุดคลุมหงส์สีแดงสดปักดิ้นทองคำอย่างอลังการ บนศีรษะสวมมงกุฎหงส์ประดับมุกระย้า ยามนางก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเคียงคู่มากับฉินซีในชุดเจ้าบ่าวสีแดงเพลิงผู้สง่างาม สายตาของขุนนางและแขกเหรื่อต่างจ้องมองด้วยความชื่นชมในความเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบยก“กราบไหว้ฟ้าดิน”“กราบไหว้บิดามารดา”“สามีภรรยากราบไหว้ซึ่งกันและกัน”อวี๋ฝูนั่งอยู่บนเก้าอี้และมองดูบุตรสาวด้วยรอยยิ้ม เพราะนางเป็นเพียงคุณหนูสามจึงไม่อาจออกหน้าอันใดได้มากนัก แต่นางกลับไม่คิดมากเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยทอดมองบุตรสาวของนางกับฉินซีด้วยรอยยิ้มอันนุ่มนวล หยา

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 60 ความสงบสุขกลับคืนมา

    บานประตูอารามหลวงบนยอดเขาสูงเปิดแย้มรับสายลมเหน็บหนาว แสงตะวันยามอัสดงส่องลอดก้อนเมฆลงมากระทบผืนกระเบื้องเย็นเชียบ เมื่อเงาร่างของอวี๋ฝูก้าวพ้นประตูไป หมิงอวี้ก็รีบวิ่งเข้าไปหาบิดาแท้ๆ น้ำตาของเขาไหลพรั่งพรูเต็มสองแก้ม “เสด็จพ่อ! เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ!”หมิงอวี้ใช้สองมือที่สั่นเทาประคองร่างของบิดาขึ้นมา ฮ่องเต้หมิงต่งยามนี้ไม่อาจขยับร่างกายได้อีกแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างแดงฉานหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดและความเจ็บปวดที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูดได้เอ่อล้นออกมาจนเขาแทบกระอักโลหิต“องครักษ์! รีบเข้ามาประคองเสด็จพ่อกลับวังหลวงเร็วเข้า!”หมิงอวี้ร้องสั่งเสียงสั่นเครือ ทหารองครักษ์และข้าราชบริพารรีบเข้ามาช่วยกันประคองร่างอดีตเหนือหัวทันที ทว่าในจังหวะที่กำลังถูกคนหามออกไป รฮ่องเต้หมิงต่งกลับใช้แรงเฮือกสุดท้ายอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ฝืนขยับข้อมืออันสั่นเทา ยื่นออกไปคว้าจับข้อมือของ ไป๋เยว่ซินเอาไว้ปลายนิ้วอันเย็นชืดและแห้งกร้านของอดีตฮ่องเต้ คว้าจับข้อมือของหญิงสาวเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือในครานี้ นางจะหายลับไปตลอดกาล ดวงตาอันฝ้าฟางและเต็มไปด้วยน้ำตาของฮ่องเต้หมิงต่งจ้องมองใบหน้าของไป๋เยว่ซิ

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 59 ไม่แยแส

    ยามที่ไป๋เยว่ซินรู้ความจริงว่าอวี๋ฝูมุ่งหน้าไปยังอารามหลวงบนยอดเขา ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่ฮ่องเต้หมิงต่งปลีกวิเวกประทับจำศีลอยู่ หญิงสาวรู้ดีว่าไม่อาจปล่อยให้มารดาเดินทางไปเพียงลำพังได้ เมื่อฉินฟงทราบเรื่อง เขาก็ไม่รอช้าเร่งพาไป๋เยว่ซินออกตามหาฮ่องเต้หมิงอวี้ ซึ่งในเวลานั้นกำลังเสด็จออกไปตรวจราชการและจัดการธุระอยู่นอกวังหลวงพอดี พาหมิงอวี้ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังวัดบนยอดเขาอย่างเร่งรีบที่สุดภายในรถม้าที่กำลังวิ่งควบไปบนเส้นทางขรุขระอย่างบ้าคลั่ง ความลับอันยิ่งใหญ่ที่ซุกซ่อนไว้ถูกเปิดเผยขึ้นทีละน้อย ฉินซีตัดสินใจเล่าความจริงทั้งหมดให้หมิงอวี้ฟัง ว่าแท้จริงแล้ว คุณหนูอวี๋สามแห่งจวนตระกูลอวี๋ ก็คือ สวีฝู อดีตสวีฮองเฮาผู้ที่ทุกคนคิดว่าสิ้นชีพไปแล้วในอดีต! ขณะเดียวกัน ไป๋เยว่ซินก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเปิดเผยตัวตนว่านางก็คือ องค์หญิงใหญ่หมิงจู บุตรสาวแท้ๆ ของสวีฮองเฮาที่หวนคืนมาจากความตายเช่นเดียวกันหมิงอวี้นั่งนิ่งอึ้ง สายตาเต็มไปด้วยความสับสนและตกตะลึงอย่างถึงที่สุด!อันที่จริงหมิงอวี้รู้จากฉินซีแล้วว่าไป๋เยว่ซินคือหมิงจูบุตรสาวของสวีฮองเฮาจริงๆ ทว่าสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือการ

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 58 จุดจบหมิงต่ง

    ท่ามกลางหมอกหนาและสายฝนที่ตกโปรดปรายปกคลุมยอดเขาสูง อารามหลวงอันเงียบสงบยามนี้เปรียบเสมือนกรงขังมืดมิดที่ตัดขาดจากโลกภายนอก เสียงเคาะไม้และเสียงสวดมนต์ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ยิ่งทไให้บรรยากาศภายในอารามหลังใหญ่วังเวงมากยิ่งขึ้นอวี๋ฝูในชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่ายทว่าประณีต กำลังรอคอยโอกาศอย่างอดทน เมื่อหนทางสะดวกแล้วนางจึงลอบแฝงตัวเข้ามาในอารามหลวง ซึ่งอดีตฮ่องเต้หมิงต่งกำลังประทับนั่งสมาธิอยู่หน้าพระโพธิสัตว์องค์ใหญ่มือเรียวบางของนางขณะค่อยๆ วางกระถางธูปหอมขนาดเล็กไว้ตรงมุมอับ ปล่อยให้ควันธูปสีเทาบางเบาลอยเอื่อยๆ กลิ่นหอมแปลกประหลาดเจือปนอยู่ในอากาศ มันคือกำยานพิษชนิดเดียวกับที่นางเคยใช้จัดการหยางเจินลี่ ทว่าคราวนี้นางปรับเปลี่ยนแผนใหม่ มิได้มุ่งหมายให้คนชั่วเสียชีวิตในทันที หากแต่ค่อยๆ ปล่อยให้พิษแทรกซึมผ่านลมหายใจ จนคนสูดดมกลายเป็นอัมพาตเส้นประสาทและกล้ามเนื้อขยับไม่ได้ ส่วนนางก็กินยาแก้พิษเอาไว้เรียบร้อยแล้ว พิษนั้นย่อมไม่ส่งผลอันใดต่อนางฮ่องเต้หมิงต่งทรงรู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกายทันที พระองค์ทรงพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่ทว่าแขนขากลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยแท่งเหล็ก เส้นเสียงในลำคออุด

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 57 สู่ขอ

    หลังจากที่ความมืดมนและเงามืดแห่งความแค้นถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ความสงบสุขก็ค่อยๆ หวนคืนสู่กลับนครหลวงอีกครั้ง หยางซีผู้ซึ่งหลุดพ้นจากพันธนาการของตระกูลหยางช ได้ตัดสินใจละทิ้งแซ่หยางที่เคยสร้างบาดแผลให้แก่ครอบครัวของเขามานานหลายสิบปี เขากลับมาใช้แซ่เดิมของตระกูลบิดาแท้ๆ โดยเปลี่ยนนามเป็น 'ฉินซี' อย่างเป็นทางการยามนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอย บิดามารดาของเขาได้รับการฟื้นฟูร่างกายจนแข็งแรงสมบูรณ์ มีชีวิตที่สงบสุขและอบอุ่น ฉินซีเมื่อเห็นว่าเรื่องราวภายนอกราบรื่นเรียบร้อยแล้ว เขาจึงจัดการจัดเตรียมสิ่งของมงคลและเดินทางมายังเรือนพักเพื่อเอ่ยปากสู่ขอไป๋เยว่ซินจากอวี๋ฝูอย่างเป็นทางการภายในห้องรับรองที่อบอุ่น ไป๋เยว่ซินนั่งอยู่ข้างกายอวี๋ฝูด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ ขณะที่ฉินซีก้าวออกมาประสานมือโค้งกายคารวะอวี๋ฝูด้วยความเคารพสง่างาม“ท่านน้าอวี๋ ยามนี้ความแค้นและอุปสรรคทุกอย่างถูกสะสางจนหมดสิ้นแล้ว ข้ามีใจรักและมั่นคงต่อเยว่ซินมาโดยตลอด วันนี้จึงอยากมาสู่ขอนางจากท่าน โปรดอนุญาตและยินยอมให้ช้าได้ดูแลนางไปตลอดชีวิตด้วยเถิดขอรับ”อวี๋ฝูจ้องมองบุรุษหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน รอยยิ้มเล

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 56 ปลีกวิเวก

    อำนาจวาสนาที่เคยยิ่งใหญ่ล้นฟ้าของตระกูลหยาง บัดนี้ได้มลายหายไปสิ้นราวกับกระดาษที่ถูกเปลวเพลิงลุกโหมไหม้จนเหลือเพียงเศษเถ้าถ่านสีดำ ความจริงอันชั่วช้าและกลอุบายต่ำทรามที่ซุกซ่อนเอาไว้มานานหลายสิบปี ถูกกระชากหน้ากากออกมาตีแผ่ต่อหน้าผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวง จนกลายเป็นเรื่องน่าอดสูและโกรธแค้นไปทั่วทั้งนครหลวงตระกูลหยางที่เคยเกรียงไกร บัดนี้กลับล่มสลายลงอย่างน่าสมเพช ไม่มีผู้ใดเหลือรอดแม้แต่คนเดียว!ราชสำนักและกรมยุติธรรมได้เข้าตรวจสอบทรัพย์สินและสืบค้นความผิดย้อนหลังอย่างละเอียด ก่อนจะพบหลักฐานการทำความชั่วอันโหดเหี้ยมเกินมนุษย์ของคนตระกูลหยาง ทั้งเรื่องการลอบวางยาพิษสังหารสวีฝูอดีตสวีฮองเฮาอย่างทารุณ การวางแผนใส่ร้ายองค์หญิงใหญ่หมิงจูจนนางต้องโทษโบยอย่างหนักและสิ้นใจตายไปอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงการใช้อำนาจมืดลอบสังหารเหล่าแม่ทัพปราบปรามชายแดนผู้คอยปกป้องแคว้นเพียงเพื่อเปิดทางให้ตนเองและพวกพ้องขึ้นสู่อำนาจด้วยโทษฐานกบฏและสร้างความเสียหายต่อแว่นแคว้นอย่างใหญ่หลวง ฮ่องเต้หมิงต่งจึงทรงมีพระบรมราชโองการให้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดเข้าคลังหลวง สั่งประหารชีวิตบุรุษทุกคนในตระกูลหยางที่ยังหลงเหลืออยู่แล

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 7 ตำราลับของเสด็จแม่

    เมื่อส่งหยางซีกลับไปแล้ว นางจึงเดินกลับเข้ามาในลานบ้าน เมื่อเข้ามาถึงก็พบว่าทุกคนกำลังมองมาที่นางเป็นตาเดียว ป้าสะใภ้ใหญ่รีบเดินเข้ามาดึงนางไปนั่งลงกลางวงสนทนาพลางเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น"เยว่เอ๋อร์ เจ้าบอกป้าสะใภ้มา เจ้ากับใต้เท้าหยางคนนั้น..."ไป๋เยว่ซินที่กำลังยกน้ำขึ้นดื่มแทบจะพ่นน้ำออกมาจากปาก

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 6 ตัดสัมพันธ์

    หลายวันมานี้ไป๋เยว่ซินพยายามเรียนรู้ทุกอย่างจากคนตระกูลไป๋ จึงทำให้นางเริ่มจะทำทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่วขึ้นมาบ้าง อีกทั้งนางยังรู้สึกสนุกกับมันมากอีกด้วยบางคราสวรรค์อาจจะเห็นใจที่นางเคยประสบเคราะห์ร้าย จึงมอบชีิวิตที่แสนเงียบสงบเช่นนี้มาให้นางช่วงฤดูร้อนพืชผักที่สามารถปลูกได้ก็จะมี แตงกวา ถั่วฝ

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 5 มอบของแทนคำขอโทษ

    ไป๋เยว่ซินปรายตามองของกำนัลมากมายที่นายอำเภอเจี่ยงนำมามอบให้ตนคราหนึ่งอย่างไม่ใคร่จะใส่ใจเท่าใดนัก ของมีค่าอย่างอื่นนางล้วนไม่ใส่ใจ มีเพียงอย่างเดียวที่นางให้ความสนใจนั่นก็คือเมล็ดผัก หญิงสาวเดินตรงไปยังข้าวของมากมายที่วางอยู่หน้าบ้าน นายอำเภอเจี่ยงที่เห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หากแ

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 4 ชีวิตในชนบท

    หยางซีหวนคิดไปถึงเรื่องในฝันด้วยความตื่นตระหนกหลังจากที่เขาช่วยทำศพให้หมิงจู ก็ได้กลับมาที่จวนและนอนพักอย่างเช่นที่เคยทำ แต่เขากลับฝันเห็นนางในฝันเขาเห็นว่านางเป็นวิญญาณล่องลอยเคว้งคว้างไม่มีจุดหมายปลายทาง นางมองไม่เห็นเขา แต่เขากลับมองเห็นนาง แววตาของนางเศร้าเสียใจและสิ้นหวังเป็นอย่างมากการพบกั

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status