Share

เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ
เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ
Penulis: องค์หญิงโนเนม

บทนำ

last update Terakhir Diperbarui: 2025-08-02 14:31:31

นครหลวงต้าซ่ง

รัชศกต่งปีที่ 30

"ฝ่าบาท โปรดทรงให้ความเป็นธรรมแก่ส่วนรวมด้วยพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงใหญ่หมิงจูมีนิสัยกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว นางทุบตีบ่าวไพร่ ไม่ให้เกียรติเหล่าขุนนางก็ช่างเถิด แต่ถึงขนาดวางแผนสังหารหยางฮองเฮาและองค์ชายใหญ่หมิงอวี้ เช่นนี้ไม่อาจปล่อยเอาไว้ได้พ่ะย่ะค่ะ!"

"ท่านเจ้ากรมกลาโหมเอ่ยถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเห็นด้วย แต่ไหนแต่ไรองค์หญิงใหญ่หมิงจูวางตนไม่เหมาะสมกับฐานะขององค์หญิงใหญ่เลยแม้แต่น้อย นางมีวรยุทธ์แต่ทว่ากลับใช้มันในทางที่ไม่ถูกไม่ควร เป็นเพียงสตรีจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ไปด้วยเหตุใดกัน ต้องเป็นเพราะนางมีใจคิดเป็นอื่นแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ นางทำเช่นนี้นับว่ามีใจคิดไม่ซื่อ อีกทั้งหลักฐานก็มัดตัวแน่นหนา ขอฝ่าบาทโปรดทรงลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!"

เสียงของเหล่าขุนนางที่เอ่ยร้องขอความเป็นธรรมคนแล้วคนเหล่านั้นทำให้ฮ่องเต้หมิงต่งรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าไม่น้อย เขามองดูบุตรสาวของตนที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าท้องพระโรงด้วยแววตาที่เรียบเฉยคราหนึ่ง

องค์หญิงใหญ่หมิงจู เป็นบุตรสาวคนโตที่เกิดจากเขาและสวีฝูอดีตฮองเฮาผู้ล่วงลับ ซึ่งนางสิ้นพระชนม์ไปเมื่อสามปีก่อนแล้ว เดิมทีเขาไม่เคยมีใจรักใคร่ในตัวนาง แต่ที่ต้องแต่งงานกันก็เพราะยามนั้นนางสามารถเชิดชูอำนาจและบารมีของเขาได้

หลายปีก่อนเขายังเป็นเพียงองค์ชายรองที่เกิดจากนางสนมเล็กๆและต้องการให้ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊สนับสนุนตนให้ได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ในตอนนั้นบิดาของนางเป็นถึงราชครูผู้มากความสามารถและเป็นที่ไว้วางพระทัยของอดีตฮ่องเต้ สามารถผลักดันเขาขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้ เขาจึงยอมแต่งนางเป็นพระชายาเอก

หลังจากได้ตำแหน่งองค์รัชทายาทมาครอบครองสมใจ เขาก็ได้แต่งหยางเจินลี่เข้ามาเป็นพระชายารอง นางคือสตรีที่เขารัก ตระกูลของนางเป็นถึงตระกูลแม่ทัพผู้เก่งกาจ สามารถส่งเสริมให้ขุนนางฝ่ายบู๊ยอมสวามิภักดิ์ต่อเขาได้

เขาลอบใส่ร้ายองค์ชายใหญ่จนเสียชื่อเสียงจนอดีตฮ่องเต้ไม่ทรงโปรดปราณและมอบตำแหน่งองค์รัชทายาทให้เขาเสีย เขาอดทนรอเวลานี้มาหลายปี สุดท้ายก็กำจัดเสี้ยนหนามทั้งหมดและก้าวขึ้นมาเป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ได้สำเร็จ

เขาได้ครองใต้หล้ามาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว

เมื่อสามปีก่อน หลังจากที่สวีฝูอดีตฮองเฮาสิ้นพระชนม์เพราะโรคประจำตัว ตระกูลสวีก็เสื่อมถอยลง ราชครูสวีไม่มีบุตรชาย เมื่อสูญเสียบุตรสาวอย่างไม่มีวันกลับจึงล้มป่วยและตายจากไป จวนตระกูลสวีกลายเป็นเรือนร้างนับแต่นั้น

เขาแต่งตั้งหยางเจินลี่ขึ้นเป็นฮองเฮาพระองค์ใหม่ และมอบตำแหน่งกั๋วกงให้แก่จวนตระกูลหยาง 

ฮ่องเต้หมิงต่งปรายตามองหมิงจู เดิมทีบุตรสาวคนนี้เขาก็ไม่ได้รู้สึกรักใคร่เท่าใดนัก เพราะเขาไม่เคยรักมารดาของนาง แต่กลับรักใคร่องค์ชายหมิงอวี้และองค์หญิงรองหมิงซินอี๋มากกว่า หมิงอวี้นั้นเกิดทีหลังหมิงจูเพียงหนึ่งปี อีกทั้งยังมีความสามารถและเก่งกาจฉลาดรอบรู้

เดิมทีเรื่องที่เด็กๆเล่นสนุกกันจนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยนั้นไม่นับเป็นอันใด แต่ทว่าหมิงจูกลับถูกตรวจสอบพบว่าลอบวางยาพิษหยางเจินลี่และหมิงอวี้ นี่คือสิ่งที่เขาไม่อาจให้อภัยได้!

หยางเจินลี่เป็นสตรีที่เขารัก บุตรสาวบุตรชายของนางก็เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเขา ใจของฮ่องเต้ยากคาดเดาและลำเอียงก็นับเป็นเรื่องปกติมิใช่หรือ

แม้หมิงจูจะปฏิเสธเสียงแข็ง แต่เขากลับไม่ฟังอันใด เขาเชื่อหลักฐานที่ตนเห็นกับตามากกว่า

องค์หญิงใหญ่หมิงจูที่นั่งเงียบอยู่นาน เริ่มอดทนต่อการป้ายสีของเหล่าขุนนางไม่ไหว จึงเงยหน้าไปเอ่ยกับพระบิดาของตนทันที

"เสด็จพ่อ ลูกไม่ได้ทำนะเพคะ หยางฮองเฮาใส่ร้ายลูก ขุนนางพวกนี้ก็เป็นคนของนาง ย่อมต้องเข้าข้างนางอยู่แล้ว ลูกจะทำร้ายนางไปด้วยเหตุใดกัน!"

"หุบปาก ข้าให้เจ้าพูดแล้วหรือ!"

ฮ่องเต้หมิงต่งเอ่ยกับหมิงจูอย่างไม่ชอบใจ หมิงจูเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ส่งเสียงเหอะในลำคอก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมา ฮ่องเต้หมิงต่งเมื่อเห็นว่าบุตรสาวไม่สงวนท่าทีก็พลันขมวดคิ้วมุ่น

เมื่อหัวเราะจนพอใจแล้ว หมิงจูจึงหันมาจ้องมองบิดาของตนเองคราหนึ่ง

นางเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ แม้จะมีฐานะสูงส่งแต่กลับอ้างว้างเหลือเกิน ตั้งแต่มารดาตายจากไป นางต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก หยางฮองเฮาก็คิดวางแผนการทำร้ายนางอยู่ตลอดเวลา  เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพราะนางหลงกลสตรีใจคอชั่วช้าเช่นหยางฮองเฮา

มีหรือที่นางจะไม่รู้ ที่หยางฮองเฮาเกลียดชังนางปานนี้ก็เพราะเกลียดชังมารดานาง จึงเอาโทสะทั้งหมดมาลงกับนาง!

"ลูกไม่ควรร้องขอความเห็นใจจากฮ่องเต้หมิงต่งเลยจริงๆ แต่ไหนแต่ไรท่านก็ไม่เคยเชื่อคำของลูก ท่านเชื่อแต่หยางเจินลี่และบุตรทั้งสองคนที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของท่านเท่านั้น ลูกมันก็เป็นเพียงส่วนเกินที่ท่านอยากกำจัดทิ้งใจจะขาด!"

"หมิงจู เจ้าจะบังอาจเกินไปแล้วนะ!"

ฮ่องเต้หมิงต่งที่ถูกบุตรสาวต่อว่ากลางท้องพระโรงต่อหน้าเหล่าขุนนางก็โทสะคุกรุ่น หมิงจูที่เห็นเช่นนั้นกลับไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อย

"เสด็จพ่อ ลูกไม่ผิด แต่ไหนแต่ไรลูกไม่เคยทำผิดคิดชั่ว แต่ท่านกลับไม่เคยฟังเสียงของลูกเลย ท่านช่างเป็นบิดาที่ใจคอคับแคบยิ่งนัก !"

"บังอาจนัก! ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับผิด อีกทั้งยังทำตัวโอหัง เช่นนั้นก็ดี  ทหาร! จับตัวองค์หญิงใหญ่ไปขังเอาไว้ในคุกหลวง  โบยนางห้าสิบไม้ ชั่วชีวิตนี้อย่าได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีก!"

หมิงจูเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มเยาะในชะตาของตน

"เสด็จพ่อ พระองค์ช่างเป็นบิดาที่ประเสริฐยิ่งนัก!"

เหล่าทหารรีบเข้ามาลากตัวนางออกไป ก่อนจากหมิงจูหันไปมองบิดาของตน ดวงตาของนางแดงกล่ำ แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด นางเปล่งเสียงตะโกนจนก้องไปทั่วทั้งโรงพระโรง

"เสด็จพ่อ หากพวกเราได้พบกันอีกครั้งในชาติหน้า ข้าจะไม่มีทางเรียกท่านว่าเสด็จพ่อ และจะไม่ขอเกิดเป็นบุตรของท่านอีก!"

เอ่ยจบนางก็ไม่ขัดขืนอันใดอีก ปล่อยให้เหล่าทหารลากตัวนางออกไปจากท้องพระโรงอย่างว่าง่าย

นางถูกโบยอย่างไร้ความปรานี เหล่าขันทีที่ลงมือตีนางล้วนเป็นคนของหยางเจินลี่มีหรือพวกเขาจะยอมเมตตาปรานีนาง

หมิงจูไม่ร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย เหงื่อผุดซึมขึ้นเต็มใบหน้าของนาง หญิงสาวหมดสติไปหลายครั้ง นางรู้สึกเหมือนว่าร่างกายของตนแทบจะแหลกละเอียดแล้ว

นางถูกลากตัวมาขังในคุกหลวงด้วยสภาพโลหิตโทรมกาย ใบหน้างามซีดเผือด ไม่หลงเหลือท่าทีอวดดีขององค์หญิงใหญ่อีก

ยามที่เสด็จแม่ยังอยู่ แม้หยางเจินลี่จะเหิมเกริมแต่กลับไม่กล้าแตะต้องนาง เพราะอย่างไรเสด็จพ่อก็ยังเห็นแก่หน้าท่านตาของนางอยู่ แต่เมื่อสิ้นตระกูลสวี สิ้นเสด็จแม่ นางกลับไร้ที่พึ่งพิง บิดามีใจลำเอียง เชื่อคำยุยงของผู้อื่น

ตั้งแต่เล็กจนโต เท่าที่นางจำความได้ เสด็จพ่อไม่เคยสนใจนางเลย สิ่งใดที่ดีดีล้วนส่งไปให้หมิงอวี้และหมิงซินอี๋ก่อน  นางทั้งน้อยใจทั้งโมโห จึงเอาโทสะที่มีไปลงกับเหล่าขุนนางและข้ารับใช้หวังจะใช้ความรุนแรงเรียกร้องความสนใจจากเสด็จพ่อ แต่มันกลับกลายเป็นว่านางทำตัวเหิมเกริม บ้าอำนาจ มีใจคิดไม่ซื่อไปเสียอย่างนั้น

"ฮึก ฮือ"

ก่อนหน้านี้นางพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมา แต่ยามนี้มันกลับพังทลายราวคำนบแตก นางร้องไห้ด้วยความเสียใจ น้อยใจ คำว่าครอบครัวคืออันใดนางไม่เคยรู้จัก ความรักจากบิดาคืออันใดนางไม่เคยเข้าใจ เพราะเสด็จพ่อเฉยชาต่อนางและมารดามาโดยตลอด

"พี่หญิง ข้ามาส่งท่านเป็นครั้งสุดท้าย ขอให้ท่านเดินทางไปปรโลกอย่างมีความสุข อย่าได้อยู่เป็นตัวขวางหูขวางตาของพวกเราอีกต่อไปเลย"

เสียงหวานใสของสตรีนางหนึ่งเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความมืด ในน้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความเวทนาและขบขัน หมิงจูพยายามเงยหน้าไปมอง ภายใต้แสงสลัวเรือนลางของเปลวเทียนทำให้นางมองเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ได้อย่างชัดเจน

เป็นหมิงซินอี๋!

ยามนั้นหยางเจินลี่ยังเป็นเพียงพระสนมเอก หมิงซินอี๋ย่อมไม่อาจเทียบกับบุตรที่เกิดจากฮองเฮาเช่นนางได้ แต่หลังจากมารดาหมิงซินอี๋ได้เป็นฮองเฮา หมิงซินอี๋ก็ยิ่งกำเริบเสิบสาน วางอำนาจบาตรใหญ่ ถึงขนาดลอบใส่ร้ายนางสารพัด ยิ่งทำให้ท่านพ่อเกลียดชังและไม่ชอบใจในตัวนางมากขึ้นไปอีก ถึงขนาดคิดว่านางจะลอบฆ่าเชื้อพระวงศ์และตั้งตนเป็นฮ่องเต้หญิงเสียเอง

หมิงจูไม่เอ่ยตอบโต้อันใด นางสิ้นหวังกับชีวิตไปตั้งนานแล้ว ยามนี้ในใจของนางไม่มีแม้กระทั่งความแค้นหลงเหลืออยู่เลยด้วยซ้ำ นางถึงกับภาวนาต่อเทพบนสวรรค์ว่า หากนางมีโอกาศเกิดใหม่อีกครั้ง ขอให้นางได้เกิดในตระกูลธรรมดา ไม่ต้องมีฐานะสูงศักดิ์ เป็นเพียงบุตรสาวที่ถูกบิดามารดารักใคร่ถนอมอยู่ในฝ่ามือราวไข่มุก มีพี่น้องที่รักใคร่และจริงใจต่อกัน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว 

นางไม่อยากจะแก้แค้นผู้ใดทั้งสิ้น นางคิดเพียงว่านี่คือชะตากรรมที่นางต้องยอมรับ

นางหวังเพียงว่าหากได้พบกับท่านแม่อีกครา นางจะทำทุกทางให้ท่านแม่มีความสุข

ด้านหมิงซินอี๋เมื่อเห็นว่าหมิงจูไม่เอ่ยตอบโต้เช่นที่เคยทำมาตลอดก็รู้สึกหมดสนุก นางสั่งให้คนนำน้ำเกลือมาสาดลงบนบาดแผลหมิงจู ก่อนจะยกเท้าเหยียบกลางหลังหมิงจู เมื่อรังแกคนจนสาแก่ใจแล้ว นางจึงจากไปด้วยใจที่เป็นสุข

หมิงจูนอนคว่ำหน้าด้วยแววตาเลื่อนลอย ภาพตรงหน้าค่อยๆมืดลงทุกขณะ ในที่สุดห้วงจิตสุดท้ายของนางก็มอดดับลง

นางได้จากโลกใบนี้ไปตลอดกาลแล้ว

"องค์หญิงใหญ่สิ้นพระชนม์แล้ว ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าให้นำศพของนางไปฝังที่นอกนครหลวง ห้ามนำไปฝังในสุสานราชวงศ์และไม่ต้องสลักป้ายชื่อหน้าหลุมศพ!"

เหล่าทหารเมื่อได้ยินคำสั่งก็รีบเข้ามาหามศพของหมิงจูออกไปฝังยังด้านนอกนครหลวง ก่อนจะจัดการฝังศพของนางอย่างลวกๆที่ตีนเขาวัดไป๋หม่าราวกับศพไร้ญาติ

หมิงจูที่กลายเป็นวิญญาณล่องลอยได้มองเห็นเรื่องราวนี้ทั้งหมด ท่านพ่อเกลียดชังนางถึงกับไม่ให้นางฝังในสุสานราชวงศ์ และยังไม่ให้สลักป้ายชื่อของนาง แต่กลับนำนางมาฝังที่ตีนเขาวัดไป๋หม่า เสด็จพ่อทำราวกับว่านางไม่ใช่บุตรของเขา

หมิงจูมองภาพเหล่านั้นด้วยแววตาไม่ยินดียินร้าย

เมื่อทหารจากไปหมดแล้ว ก็มีบุรุษผู้หนึ่งปรากกฎตัวขึ้น เขาสวมชุดสีขาวทั้งชุด และยังสวมหมวกงอบปิดบังใบหน้าเอาไว้ ท่วงท่าดูสง่างามราวกับเทพเซียน หมิงจูที่เห็นเช่นนั้นก็ย่นหัวคิ้วพลางมองชายหนุ่มผู้มาใหม่ด้วยความแปลกใจ

 เขาจัดการฝังศพของนางใหม่ และยังสลักป้ายชื่อหน้าหลุมศพของนางด้วยตนเอง เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มจึงทิ้งกายนั่งลงข้างหลุมศพของนางอย่างเกียจคร้าน ท่าทีของเขาดูเรียบเฉยและเย็นชาราวน้ำแข็งจนนางสัมผัสได้

"หมิงจู ข้าจะดูแลหลุมศพของเจ้าเอง หากชาติหน้ามีจริง พวกเรามาดื่มสุราด้วยกันอีกคราดีหรือไม่?"

เมื่อได้ยินเสียงของเขา หมิงจูก็ตัวชาวาบ

หยางซี เป็นหยางซีหรือ?

อยู่ๆร่างของนางก็คล้ายถูกเหวี่ยงอย่างแรง ก่อนที่นางจะหมดสติไปอีกครั้งหนึ่ง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 26 ความสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้น

    คำพูดเหล่านั้นของหยางซี ไป๋เยว่ซินไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่ามันสั่นคลอนจิตใจของนางมากเหลือเกิน อย่างไรเสียนางก็เป็นเพียงสตรีตัวน้อย มีเลือดเนื้อมีจิตใจ ย่อมเป็นไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกอันใดกับคำพูดของเขานางและเขารู้จักกันมานาน ผ่านเรื่องราวหลายเหตุการณ์มาด้วยกันทั้งทุกข์และสุข แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นในใจของไป๋เยว่ซินนั่นก็คือความรู้สึกของนางที่มีต่อหยางซีนางและเขาเริ่มจากการเป็นสหาย นานวันเข้ากลับกลายเป็นความผูกพันที่ยากจะตัดขาด แต่นางเองก็รู้ดีว่า นางไม่อาจพัฒนาความสัมพันธ์นี้ไปอีกระดับหนึ่งได้ แม้นางจะบอกว่าไม่อยากถือสากับเรื่องราวในอดีต แต่อย่างไรนางก็ไม่อาจหนีพ้นความจริงที่ว่าหยางซีคือคนตระกูลหยางไปได้อยู่ดีค่ำคืนนี้ช่างยาวนานนัก ไป๋เยว่ซินมองดูไป๋เซียงที่นอนหลับอยู่บนเตียงคราหนึ่ง ก่อนที่นางจะเลื่อนสายตามองออกไปที่นอกหน้าต่างอีกหน พระจันทร์บนท้องฟ้ากลมโตงดงามเป็นอย่างมาก นานมากแล้วที่นางไม่ได้นั่งมองดูพระจันทร์อย่างสบายใจเช่นนี้ยามนี้นางมีชีวิตใหม่แล้ว หากว่าหยางซีไม่คิดจะทำให้นางและคนตระกูลไป๋เดือดร้อน นางเองก็ไม่รังเกียจที่จะยอมให้เขาเข้ามาพัวพันในชีวิตของนางอีกครั้ง เพราะที่

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 25 ไฟไหม้

    "นายท่าน จวนตระกูลไป๋เกิดเรื่องแล้วขอรับ"เสียงของนายอำเภอเจี่ยงที่ร้องตะโกนโหวกเหวกโวยวายทำให้หยางซีที่กำลังล้มตัวลงนอนพลันดีดกายลุกขึ้นมานั่งในทันที ชายหนุ่มย่นหัวคิ้ว ก่อนจะรีบคว้าเสื้อคุลมมาสวมและรีบเปิดประตูเดินออกมาจากห้องนอนทันที"เจ้าว่าอย่างไรนะ!"เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม นายอำเภอเจี่ยงที่วิ่งมาอย่างกระหืดกระหอบรีบสูดลมหายใจเข้าลึกๆคราหนึ่งแล้วจึงรีบเอ่ยตอบ"จวนตระกูลไป๋เกิดเพลิงไหม้ขอรับ ยามนี้ยังไม่อาจควบคุมเพลิงได้ ได้ยินว่าแม่นางไป๋สองพี่น้องติดอยู่ในกองเพลิงด้วยขอรับ ข้าน้อยได้ให้ทหารไปช่วยกันดับไฟ อ้าว นายท่าน!"นายอำเภอเจี่ยงยังพูดไม่ทันจบ คนก็พุ่งกายออกไปเสียแล้ว หยางซีตอนนี้ร้อนใจเป็นอย่างมาก เขารีบกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้า ก่อนจะควบม้าห้อตะบึงไปยังจวนตระกูลไป๋ในทันทีด้านจวนตระกูลไป๋ยามนี้ยั้งไม่อาจยับยั้งเพลิงไหม้เอาไว้ได้ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าต้นตอของเพลิงนี้มาจากที่ใด ไป๋จง ไป๋ชวน ไป๋ฟาน ช่วยหันยกน้ำมาดับไฟ เถ้าแก่หม่าที่ทราบเรื่องรวมไปถึงชาวบ้านละแวกนั้นก็รีบมาช่วยกันดับไฟอย่างขะมักเขม้น ส่วนนางเกา นางหลี่และอาหลิงยามนี้กำลังนั่งกอดกันร้องไห้เพราะไม่อาจช่วยสิ่งใดได้ ไป

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 24 หาเรื่อง

    หยางซีและไป๋เยว่ซินมองสบประสานสายตากันชั่ววูบหนึ่ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะกระโดดลงมาจากหลังม้า แล้วจึงหันไปสั่งการกับเหล่าทหารของตน ไม่นานนักทหารของหยางซีก็ลากตัวชายสองคนออกมาตรงหน้าร้านขนมหวานตระกูลจาง เถ้าแก่จางที่เห็นเช่นนั้นก็ถึงกับล้มทั้งยืนหยางซียกยิ้มมุมปาก เขาเดินเข้ามาหาเถ้าแก่จาง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา"นี่คือคนที่เจ้าจ้างวานให้ปลอมแปลงลายมือ เขาเป็นบัณฑิตตกยาก สอบไม่ติด เมื่อไร้หนทางทำกินจึงมารับงานที่ผิดกฎหมายเช่นนี้ ส่วนอีกคนคือคนที่เจ้าสั่งให้ไปขโมยสัญญาฉบับจริงมาจากไป๋เยว่ซิน พวกเขาสารภาพกับข้าหมดแล้วว่าเจ้าเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง เถ้าแก่จาง เจ้าว่าหลักฐานจากข้า แน่นหนาพอจะจับเจ้าเข้าคุกได้หรือยัง?”เถ้าแก่จางล้มพับลงกับพื้น ไม่มีหน้าจะเอ่ยวาจาใดอีก จะให้เขาเอ่ยโต้แย้งอันใดได้อีกเล่า เมื่อหมดหนทางจะแก้ตัวจึงถูกจับไปไต่สวนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงหยางซีหันมามองไป๋เยว่ซินก่อนจะยิ้มให้นางเล็กน้อย ไป๋เยว่ซินไม่เอ่ยสิ่งใดเพียงยิ้มตอบเขาอยู่ห่างๆก่อนหน้านี้หยางซีกลับมาถึงอำเภอเซียงถงได้สองวันแล้ว แต่เพราะมีเรื่องให้ต้องจัดการจึงยังไม่ได้เดินทางเข้ามาในตัวอำเภอ ประจวบเหมาะกั

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 23 จำนนด้วยหลักฐาน

    ไป๋เยว่ซินโมโหนัก นางยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วตนเองคราหนึ่ง ด้านคนตระกูลไป๋ที่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นก็รีบเข้ามาเอ่ยปลอบใจไป๋เยว่ซินยกใหญ่ ไป๋จงบิดาของนางถึงกับบอกว่าหากทำอันใดไม่ได้ ก็ขายขาดสูตรขนมนั่นไปเสีย อย่างไรก็รับเงินของเถ้าแก่จางแล้ว ไป๋เยว่ซินส่ายหน้าไปมา พร้อมกับบอกทุกคนว่านางอยากอยู่คนเดียวสักครู่หนึ่ง เมื่อคนในบ้านได้ยินเช่นนั้นก็ไม่กล้าขัดใจนางจึงรีบออกไปจากห้องทันทีเมื่ออยู่เพียงลำพังแล้ว ไป๋เยว่ซินก็พยายามใช้สติไตร่ตรองว่าจะทำเช่นไรดี ฉับพลันนางก็หาทางออกวิธีหนึ่งขึ้นมาได้ในขณะที่นางกำลังจะไปจัดการตามแผนของตน ก็ได้ยินเจ้าแมวอาซานเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับส่งเสียงร้อง เมื่อไป๋เยว่ซินหันไปมอง ก็พบว่ามันกำลังเดินตรงเข้ามาหานาง ก่อนจะวางกระดาษแผ่นหนึ่งลงตรงหน้าของนาง ไป๋เยว่ซินที่เห็นกระดาษตรงหน้าชัดๆก็ถึงกับอุทานออกมาด้วยความดีใจ"นี่มัน..."เจ้าแมวอาซานยกมือของตนขึ้นมาเลียอย่างเกียจคร้าน"นายหญิงน้อย นี่คือสัญญาการซื้อขายระหว่างท่านกับเถ้าแก่ชั่วนั่น ข้าไปเอาคืนมาให้ท่านแล้ว เถ้าแก่จางเป็นคนสั่งให้คนมาขโมยไปจริงๆ อีกทั้งข้ายังทราบอีกด้วยว่า ที่เขาสั่งแป้งขนมของท่านไปมากมาย เพ

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 22 สัญญาซื้อขาย

    ร้านขนมหวานตระกูลจางตั้งอยู่ไม่ไกลจากภัตตาคารตระกูลหม่าเท่าใดนัก อีกทั้งยังเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอเซียงถง ผู้คนต่างแวะเวียนมาซื้อขนมหวานที่ร้านนี้กันอย่างไม่ขาดสาย เพราะมีขนมหลากหลายและรสชาติดี ไป๋เยว่ซินเคยซื้อมาชิมครั้งหนึ่ง พบว่าจะรสชาติดีแต่ออกจะหวานเลี่ยนเกินไปเสียหน่อย หวานจนแสบคอไปเสียด้วยซ้ำ ซ้ำร้ายขนมบางชิ้นเนื้อแป้งก็หยาบแข็งจนสากคออีกด้วยเถ้าแก่ร้านขนมหวานตระกูลจาง เป็นคนไม่ค่อยชอบความวุ่นวาย ได้ยินคนแถวนั้นบอกว่าสักเดือนหนึ่งเขาจะมาที่นี่สักครั้ง และไป๋เยว่ซินก็สืบทราบมาได้ว่าทุกวันที่สิบห้าของเดือนเขาจึงจะเข้าร้านไป๋เยว่ซินเดินเข้ามาในร้านพร้อมนำขนมเค้กฟักทองมาด้วย ขนมนี่เป็นสูตรลับที่นางได้มาจากตำราพิเศษ ไม่เคยมีผู้ใดทำขายมาก่อน เมื่อผู้ดูแลร้านเห็นว่านางเดินเข้ามาในร้านก็จำนางได้ทันที จึงรีบเข้ามาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง"แม่นางน้อย วันนี้จะรับขนมใดดีขอรับ"ไป๋เยว่ซินยิ้มตาหยี พลางเอ่ยตอบ"ข้าอยากพบเถ้าแก่ร้าน พอดีว่าข้ามีขนมสูตรใหม่อยากให้เขาลองชิม และอยากทำข้อตกลงการค้าร่วมกับเขา"ผู้ดูแลร้านเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ใช้สายตาพิจารณามองไป๋เยว่ซินอย่างดูแคลนวูบหนึ่ง น้ำ

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 21 เค้กฟักทองของไป๋เยว่ซิน

    ด้านไป๋เยว่ซินนั้น ตอนนี้กิจการที่นางทำร่วมกับเถ้าแก่หม่ากำลังไปได้สวยเป็นอย่างมาก ทุกๆวันภัตตาคารตระกูลหม่าจะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้คนต่างพูดกันปากต่อปากว่าอาหารของภัตตาคารตระกูลหม่านั้นเลิศรสเป็นอย่างมาก ช่วยดึงดูดลูกค้าจากต่างอำเภอรวมไปถึงผู้คนที่สัญจรไปมาให้เข้ามาลองลิ้มชิมรสอีกด้วย เถ้าแก่หม่าถึงกับต้องจ้างคนงานเพิ่มอีกหลายคนเพื่อเข้ามาช่วยงานในภัตตาคารทุกๆสามวัน ไป๋เยว่ซินนำผักและเครื่องปรุงพิเศษไปส่งให้เถ้าแก่หยวนด้วยตนเอง อีกทั้งเถ้าแก่หยวนยังสั่งห้ามคนนอกเข้าไปในห้องครัวนอกจากแม่ครัวและคนที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีคนมาสอบถามเขาก็ตอบโดยหน้าไม่เปลี่ยนสีว่านี่คือสูตรลับใหม่ของเขาที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ เหล่าชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นต่างผิดหวังไปตามๆกันในอำเภอเซียงถงแห่งนี้ นอกจากภัตตาคารตระกูลหม่าแล้ว ยังมีภัตตาคารตระกูลหวังอีกแห่งหนึ่งด้วย เมื่อสามปีก่อนบุตรชายของเถ้าแก่หวังสามารถสอบได้เป็นเป็นจ้วงหยวน และได้เข้าไปทำงานในราชสำนักที่นครหลวง รั้งตำแห่งขุนนางขั้นหกในกรมพิธีการ ทำให้มีคนในอำเภอนับหน้าถือตาเถ้าแก่หวังเป็นอย่างมาก กิจการก็ไปได้ดี แต่เถ้าแก่หม่าเคยได้ยินคนพูดว่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status