ANMELDENตกเย็น
ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมเทา พนักงานหลายคนทยอยเก็บของกลับบ้าน เสียงพูดคุยเรื่องสถานที่สังสรรค์คืนวันศุกร์ดังขึ้นประปราย แพรไหมตรวจทานงานชิ้นสุดท้ายจนเสร็จก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ... วันนี้เป็นวันศุกร์ เธอกับธันวาตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ว่าจะไปกินมื้อค่ำที่ร้านอาหารเปิดใหม่ย่านทองหล่อ ร้านที่เขาบ่นว่าอยากลองสเต๊กเนื้อวากิวมาหลายสัปดาห์ หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบพร้อมแจ้งเตือนข้อความเข้า แพรไหมรีบกดดูด้วยความหวังเล็ก ๆ ว่าเขาจะทักมาบอกให้เธอลงไปรอ ที่รถ แต่ข้อความที่ปรากฏกลับทำให้ความหวังพังทลายลงทันที ‘แพร คืนนี้ธันคงไปกินข้าวด้วยไม่ได้แล้วนะ ต้องช่วยมิลินแก้รายงานสรุปไตรมาสนี้ น้องยังใหม่มาก ธันปล่อยให้ทำเองไม่รอดแน่ พรุ่งนี้ต้องส่งแต่เช้าด้วย ขอโทษทีนะ ไว้คราวหน้านะแพร’ ตัวอักษรบนหน้าจอเหมือนเข็มเล่มเล็กทิ่มลงกลางใจ แพรไหมอ่านข้อความซ้ำไปซ้ำมา คำว่าไว้คราวหน้า กลายเป็นประโยคคุ้นเคยที่เธอได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ตอนที่เธอวางแผนทริปต่างจังหวัด เขาก็บอกว่าไว้คราวหน้า ตอนที่เธอชวนไปดูหนัง เขาก็บอกว่าไว้คราวหน้า หญิงสาววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ หลับตาข่มความปวดร้าวที่แล่นริ้วขึ้นมา เธอไม่อยากเป็นผู้หญิงงี่เง่าที่คอยโวยวายเรื่องผิดนัด เพราะเหตุผลของเขาคือเรื่องงาน แต่ข้ออ้างนั้นเริ่มฟังไม่ขึ้น เมื่อเทียบกับระยะห่างที่เขาสร้างขึ้นระหว่างกัน เขาเอาเวลาที่ควรจะเป็นของเธอ ไปทุ่มเทให้คนอื่นอย่างเปิดเผย แพรไหมลืมตาขึ้น พิมพ์ตอบกลับไปสั้น ๆ ด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อย ‘ไม่เป็นไรค่ะ ทำงานเถอะ’ หลังจากกดส่งข้อความ เธอเก็บของลงกระเป๋า จัดเอกสารบนโต๊ะให้เรียบร้อย แล้วเดินออกจากแผนกไปอย่างเงียบเชียบ เธอเลือกที่จะไม่เดินไปดูที่โต๊ะของมิลินว่าทั้งสองคนกำลังทำงานกันอย่างไร ไม่อยากเห็นเขาเลื่อนเก้าอี้ไปนั่งใกล้ชิดพนักงานใหม่ ไม่อยากเห็นรอยยิ้มที่เขามอบให้คนอื่น เพราะรู้ดีว่าภาพนั้นอาจทำให้เธอรับมือกับความรู้สึกของตัวเองไม่ไหว แพรไหมยืนรอลิฟต์ที่โถงทางเดินชั้นสิบห้า บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศดังหึ่ง ๆ อยู่ด้านบน ตัวเลขบนหน้าปัดลิฟต์ค่อย ๆ ลดลงจากชั้นยี่สิบ ทว่าในจังหวะที่ประตูลิฟต์กำลังจะเปิดออก เสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะของคนสองคนก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านหลัง เธอหันไปมองตามสัญชาตญาณ และพบว่าเป็นธันวากับมิลิน ทั้งคู่ถือแล็ปท็อปและแฟ้มงานติดมือมาด้วย “อ้าว แพร กำลังจะกลับแล้วเหรอ” ธันวาชะงักฝีเท้า แววตาปรากฏร่องรอยตกใจและรู้สึกผิดพาดผ่านเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว “ค่ะ งานเสร็จแล้ว เลยว่าจะกลับไปพักผ่อน” แพรไหมตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปาก รอยยิ้มที่เธอฝึกฝนมาเป็นอย่างดีเพื่อปกปิดความรู้สึกข้างใน รอยยิ้มที่ ทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงมีวุฒิภาวะที่ไม่มีปัญหาอะไรในชีวิต “สวัสดีค่ะพี่แพร” มิลินยกมือไหว้ด้วยท่าทีสดใส “หนูกับพี่ธันกำลังจะลงไปทำรายงานต่อที่ร้านกาแฟข้างล่างค่ะ ข้างบนแอร์เริ่มปิดแล้ว หนาวจนมือแข็งไปหมดเลย” หญิงสาวพูดพลางถูมือตัวเอง ทำหน้างอแงเหมือนเด็กที่ต้องการความอบอุ่น ธันวามองท่าทางนั้นแล้วหลุดยิ้ม สายตาที่เขาทอดมองมิลินเต็มไปด้วยความเอ็นดูที่ปิดไม่มิด แพรไหมมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาสงบนิ่ง... ความสัมพันธ์ของเธอกับเขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่เขาสามารถยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าเธอ โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำร้ายความรู้สึกของคนรัก เขาผิดนัดอาหารค่ำกับเธอ เพื่อลงไปนั่งในร้านกาแฟกับผู้หญิงอีกคน โดยใช้คำว่างานมาเป็นข้ออ้าง เสียงประตูลิฟต์เปิดออก แพรไหมก้าวเข้าไปด้านใน หันกลับมามองคนทั้งสองที่ยังยืนอยู่หน้าประตู ก่อนเอื้อมมือไปกดปุ่มปิด “ไปก่อนนะคะ ไม่ต้องรีบหรอกค่ะ ถ้าทำไม่เสร็จพรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อก็ได้” เธอเอ่ยด้วยความหวังดีจากใจจริง เพราะไม่อยากให้เขาหักโหมงานจนเกินไป ธันวาสบตาเธอ แววตาของเขาเจือความสับสน ชายหนุ่มขยับริมฝีปากคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่าง หรืออาจอยากรั้งเธอไว้เพื่ออธิบาย แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะปิดปากลงและพยักหน้ารับเงียบ ๆ “กลับดี ๆ นะแพร ถึงห้องแล้วไลน์บอกด้วย” “ค่ะ” ประตูลิฟต์ค่อย ๆ เลื่อนปิด ตัดภาพผู้ชายที่เธอรักกับพนักงานหญิงคนใหม่ออกจากสายตา แพรไหมยืนพิงผนังลิฟต์อย่างหมดแรง ความเข้มแข็งที่พยายามแสดงออกเมื่อครู่พังทลายลง หลงเหลือเพียงความเหนื่อยล้า เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่มีน้ำตาสักหยดไหลออกมา แต่มันคือความเจ็บที่บาดลึกอยู่ข้างใน เจ็บจนชาไปทั้งหัวใจ หนักอึ้งจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ รถแท็กซี่แล่นฝ่าการจราจรติดขัดของกรุงเทพมหานคร แสงไฟท้ายรถคันหน้าสะท้อนเข้ามาในห้องโดยสารที่เงียบสนิท แพรไหมนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง สองมือกำโทรศัพท์ไว้แน่น หน้าจอยังคงดำสนิท ไร้ข้อความหรือสายเรียกเข้าจากผู้ชายที่เพิ่งบอกให้เธอไลน์หา เขาคงกำลังยุ่งอยู่กับการอธิบายงาน หรือไม่ก็กำลังเพลิดเพลินกับรอยยิ้มสดใสของใครอีกคน... จนลืมไปแล้วว่าเธอกำลังเดินทางกลับบ้านเพียงลำพัง เธอยกโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอ ทอดสายตามองภาพคู่ ของเธอกับเขาเมื่อปีที่แล้ว ในรูปนั้นธันวายิ้มกว้างจนตาหยี ท่อนแขนแกร่ง โอบไหล่เธอไว้แน่นราวกับไม่อยากให้หายไปไหน ภาพนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความอบอุ่น ทว่าวันนี้... อ้อมแขนนั้นกลับคลายออก รอยยิ้มนั้นถูกแบ่งปันไปให้คนอื่น และพื้นที่ข้างกายเขาก็คล้ายจะไม่มีที่ว่างสำหรับเธออีกต่อไป แพรไหมหันไปมองเงาตัวเองบนกระจกหน้าต่างรถ ใบหน้าของผู้หญิงวัยยี่สิบแปดที่เคยเต็มไปด้วยความสุขและเชื่อมั่นในความรัก บัดนี้กลับจืดจางและเหนื่อยล้า ดวงตาที่เคยสดใสหม่นหมองลงจนตัวเธอเองยังรู้สึกได้ เธอไม่ได้เกลียดมิลิน และไม่ได้เคียดแค้นธันวา เธอเข้าใจดีว่าความรู้สึกของคนเราเปลี่ยนแปลงกันได้ ภาระงานที่หนักหน่วง ความเครียด และความจำเจ อาจทำให้ความรักที่เคยหอมหวานกลายเป็นเพียงความเคยชิน เพียงแต่เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า วันที่ความรักเดินทางมาถึงทางตัน มันจะเงียบงันและเย็นชาได้ถึงเพียงนี้ ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งรุนแรง ไม่มีน้ำตาหรือการโวยวายใส่กัน มีเพียงระยะห่างที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละนิด จนกลายเป็นช่องว่างที่ลึกเกินกว่าจะมองเห็นปลายทาง เธอไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงที่ต้องคอยเรียกร้องความสนใจ ไม่อยากใช้สิทธิ์ของคำว่าแฟนเพื่อบังคับให้เขาอยู่ใกล้ชิด ความรักที่ต้องคอยร้องขอให้อีกฝ่ายเห็นค่า ความรักที่ต้องวิ่งตามเพื่อรักษาใครสักคนเอาไว้... มันไม่ใช่ความรักในรูปแบบที่เธอต้องการ แพรไหมรักศักดิ์ศรีของตัวเองเกินกว่าจะลดตัวลงไปอ้อนวอนขอความรักจากคนที่หมดใจ ดวงตากลมโตเหม่อมองแสงไฟริมทางที่วิ่ง สวนผ่านไป เธอเริ่มยอมรับความจริงอย่างช้า ๆ ว่าความสัมพันธ์สถานะแฟนตลอดสองปีระหว่างเธอกับธันวา คงไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว มันไม่ใช่เพราะมีใครเข้ามาแทรกแซงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะคนสองคนที่เคยจับมือกันแน่น ค่อย ๆ คลายมือออกจากกัน โดยที่ไม่มีใครพยายามคว้ามันกลับมาเลยต่างหาก และตัวเธอเอง... ก็เหนื่อยล้าเกินกว่าจะกอบกู้ความรักที่พังทลายนี้ไว้เพียงลำพัง หากเขาไม่ได้รัก หากเขาเลือกที่จะมองข้ามความสำคัญของเธอไป เธอก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้อีกต่อไปเช่นกันครึ่งชั่วโมงต่อมา แพรไหมในชุดทำงานที่ถูกจัดระเบียบให้เรียบร้อย เดินถือซองกระดาษสีขาวตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้าแผนกการตลาด ท่วงท่าของเธอสง่างามและมั่นคง แววตาเด็ดเดี่ยวปราศจากร่องรอยของความหวาดกลัวหรืออาลัยอาวรณ์ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะเคาะประตูกระจกสองครั้งแล้วผลักบานประตูเข้าไปด้านในเครื่องปรับอากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวเย็นเฉียบ ธันวากำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้หนังตัวใหญ่ สายตาจดจ่ออยู่กับการอ่านรายงานยอดขายบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยตามวิสัยคนบ้างาน“มีอะไรด่วนหรือเปล่าแพร” ธันวาเอ่ยถามโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ“แพรเอาเอกสารมาให้เซ็นรับทราบค่ะ”หญิงสาวก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ก่อนจะวางซองจดหมายสีขาวสะอาดตาลงบนโต๊ะตรงหน้าเขาอย่างนุ่มนวลธันวาละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เลื่อนสายตาลงมามอง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิมทันทีที่เห็นหน้าซองจดหมายอันคุ้นเคย“นี่มันอะไรแพร” น้ำเสียงของเขาเจือความหงุดหงิดระคนแปลกใจ“ใบลาออกค่ะ แพรจะทำงานจนถึงสิ้นเดือนนี้ แพรส่งอีเมลแจ้ง ฝ่ายบุคคลเรียบร้อยแล้ว แพรนำเอกสารมาให้ธันเซ็น
“โอ้ก”เสียงอาเจียนดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องน้ำหญิงที่เงียบสงัด แพรไหมทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่หน้าชักโครก มือบางทั้งสองข้างกำขอบกระเบื้องเคลือบไว้แน่นจนข้อขาว ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านไปทุกสัดส่วนตามแรงขย้อนที่ปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ หยาดน้ำตาแห่งความทรมานรื้นขึ้นเกาะกุมขอบตา ความขมปร่าของน้ำย่อยตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ทำให้เธอต้องโก่งคออาเจียนระลอกแล้วระลอกเล่าจนแทบหมดเรี่ยวแรง“แพร ไหวไหม ดื่มน้ำอุ่นล้างปากก่อนนะ”กานต์ลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นเทาของเพื่อนสนิทอย่างร้อนใจ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย พร้อมกับยื่นขวดน้ำอุ่นที่เพิ่งวิ่งไปกดมาจากแพนทรีให้ แพรไหมรับขวดน้ำมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทาหญิงสาวกลั้วคอบ้วนปากทิ้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นกระเบื้องเย็นเยียบ อาการอ่อนเพลียเล่นงานอย่างหนักหน่วงจนเธอต้องพิงศีรษะเข้ากับผนังห้องน้ำอย่างหมดสภาพ“ขอบใจนะกานต์ แต่แพรไม่ไหวเลย รสชาติขม ๆ มันตีขึ้นมาตลอดเวลาเลย”แพรไหมตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคู่สวยที่เคยเปล่งประกายบัดนี้หม่นหมองและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดกานต์ทอดสายตามองเพื่อนรักด้วยความสงสารจับใจ หญิงสาวหยิบกระดาษทิชชูมาซับรอย
เมื่อถึงช่วงพักกลางวัน พนักงานส่วนใหญ่ต่างทยอยเดินลงไปรับประทานอาหาร มิลินฉวยโอกาสนี้ถือแฟ้มเอกสารเข้าไปหยุดยืนที่หน้าโต๊ะทำงานของธันวาทันที“พี่ธันวาคะ” เสียงหวานเอ่ยเรียก“ว่าไงครับ” ธันวาเงยหน้าขึ้นจากการทำงาน“มิลินแก้สไลด์ส่วนงบประมาณเสร็จแล้วค่ะ พี่สะดวกตรวจให้ ไหมคะ หรือว่าจะไปกินข้าวก่อนก็ได้” พนักงานรุ่นน้องรายงาน“เดี๋ยวพี่ดูให้ตอนบ่ายก็ได้ครับ” ชายหนุ่มตอบอย่างใจดี“งั้นไปกินข้าวกันไหมคะ ร้านอาหารญี่ปุ่นใต้ตึกเปิดใหม่ มีโพรโมชันด้วย มิลินอยากเลี้ยงขอบคุณที่พี่ช่วยสอนงานให้ตลอด” มิลินชักชวนพร้อมคลี่ยิ้มกว้างคำชวนครั้งนี้ดูเปิดเผยและชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาธันวาชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะเผลอมองข้ามไปยังโต๊ะแพรไหม หญิงสาวยังคงนั่งหลังตรงพิมพ์งาน ไม่ยอมเงยหน้า ไม่แม้แต่จะเหลือบ หางตามอง และไม่แสดงท่าทีสนใจสิ่งใดเลยสักนิด เขาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากหากเป็นเมื่อก่อน เขาคงต้องหยุดคิดทบทวนว่าแพรจะน้อยใจไหม จะเข้าใจหรือเปล่า ทว่าตอนนี้สถานะเขาคือชายโสด เขาย่อมมีสิทธิ์ใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้อย่างอิสระ“เอาสิครับ พี่กำลังหิวพอดี” ธันวาตัดสินใจตอบรับ“จริงนะคะ” มิลินยิ้มก
เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเช้า บรรยากาศภายในแผนกการตลาดยังคงวุ่นวายเฉกเช่นทุกวัน พนักงานหลายคนถือแก้วกาแฟเดินสวนกันไปมา บ้างจับกลุ่มคุยเรื่องวาระการประชุมบ้างก้มหน้าก้มตาตรวจเอกสารอย่างขะมักเขม้นก่อนถึงเวลาเริ่มงาน“สวัสดีค่ะพี่เกด” แพรไหมเอ่ยทักทาย“มาเช้าจังแพร วันนี้ประชุมสิบโมงไม่ใช่เหรอ” รุ่นพี่ในแผนกถามกลับด้วยความสงสัย“ค่ะ แพรอยากมาเช็กไฟล์ก่อนนิดหน่อย” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงปกติพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ ให้รุ่นพี่ ก่อนจะเดินต่อไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองแพรไหมวางกระเป๋าสะพายลงข้างโต๊ะทำงาน สายตาสะดุดเข้ากับกรอบรูปไม้สีอ่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่ภาพถ่ายใบนั้นถูกบันทึกไว้ในวันฉลองยอดขายทะลุเป้าเมื่อปีที่ผ่านมา ธันวายืนโอบไหล่เธอจากทางด้านหลัง ส่วนเธอก็ส่งยิ้มกว้างจนตาหยี วันนั้นเขาก้มลงมากระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า‘แพรยิ้มแบบนี้น่ารักที่สุดแล้ว’ในตอนนั้นเธอเชื่อหมดหัวใจว่ารอยยิ้มของตัวเองมีค่ามากมายเหลือเกินในสายตาเขานัยน์ตาคู่สวยจ้องมองรูปถ่ายใบนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนที่มือบางจะเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมา หญิงสาวจัดการเปิดลิ้นชักล่างสุด คว่ำกรอบรูปลงแล้วดันมันเข้าไปเก็บซ
ปลายสายเงียบไปหลายวินาทีราวกับกำลังประมวลผลความจริง ก่อนที่กานต์จะพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง“แพร เปิดประตู ฉันยืนอยู่หน้าห้องแกแล้ว”แพรไหมเบิกตากว้าง รีบใช้หลังมือปาดคราบน้ำตาทิ้ง แล้วพยุงร่างไร้เรี่ยวแรงลุกไปปลดล็อกประตู ทันทีที่บานประตูเปิดออก กานต์ก็พุ่งตัวเข้ามากอดเพื่อนรักไว้แน่นแพรไหมซุกหน้าลงกับไหล่กานต์ กำแพงความเข้มแข็งที่เพียรสร้างพังทลายลงในพริบตา“ฮึก ฮือ กานต์” เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป ความรู้สึกอัดอั้น หวาดกลัว และโดดเดี่ยว รินไหลออกมาพร้อมหยาดน้ำตา“ร้องออกมาเลยแพร ร้องให้พอ ฉันอยู่นี่แล้ว” กานต์ลูบแผ่นหลังปลอบโยน ปล่อยให้เพื่อนได้ระบายความอัดอั้นจนกว่าจะพอใจเมื่อความเสียใจเริ่มคลายตัว ทั้งสองจึงพากันมานั่งบนโซฟา กลางห้องรับแขก กานต์ดึงกระดาษทิชชูซับน้ำตาให้แพรไหมอย่างเบามือ ก่อนจะกุมมือเพื่อนไว้แน่นเพื่อดึงสติให้กลับมาจดจ่อกับความจริง“แพร ฟังฉันนะ เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ ตอนนี้แกต้องตั้งสติ จะเอายังไงต่อไป จะโทรบอกธันวาคืนนี้เลยไหม” กานต์เริ่มเปิดประเด็นสำคัญที่สุดในเวลานี้“ไม่ แพรจะไม่บอกธันวา จะไม่บอกเด็ดขาด” แพรไหมส่ายหน้า
วันต่อมาเครื่องปรับอากาศในห้องประชุมทำงานเต็มประสิทธิภาพ ทว่าแพรไหมกลับรู้สึกราวกับถูกจับยัดในเตาอบไร้ช่องระบายอากาศ เหงื่อ เม็ดเล็กผุดพรายตามกรอบหน้า ภาพตัวเลขบนจอโพรเจกเตอร์เริ่มสั่นไหว กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศผสมกับกลิ่นกาแฟดำของเพื่อนร่วมงานกลายเป็นกลิ่นเหม็นฉุนที่ตีรวนกระเพาะอาหารอย่างสาหัสแพรไหมผุดลุกขึ้นกะทันหันจนเก้าอี้ล้อเลื่อนขูดพื้นพรมเกิดเสียงดัง เสียงบรรยายหน้าห้องหยุดชะงัก ทุกสายตาหันมาจดจ้องที่เธอ หญิงสาวไม่มีเวลาแม้แต่จะเอ่ยคำขอโทษ เธอพุ่งตัวออกจากห้องประชุม กึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงไปยังห้องน้ำหญิงสุดทางเดินอย่างรวดเร็วทันทีที่ผลักประตูล็อกห้องน้ำด้านในสุด แพรไหมก็ทรุดตัวลงหน้าชักโครกอย่างหมดสภาพ เธออาเจียนสิ่งที่ฝืนกินเข้าไปตั้งแต่เช้าออกมาจนหมดร่างบอบบางสั่นสะท้าน สองมือกำขอบชักโครกไว้แน่น หญิงสาวหอบหายใจหมดแรง น้ำตาเล็ดรินจากความทรมาน ลำคอแสบร้อนและ ขมปร่า เธอพยายามยันตัวไปที่อ่างล้างหน้า เปิดน้ำบ้วนปากและล้างหน้าเพื่อเรียกสติ ทว่าความอ่อนเพลียกลับกดทับอย่างหนักหน่วงจนแทบก้าวขาไม่ออกประตูห้องน้ำถูกผลักเข้ามาอย่างแรง กานต์ เพื่อนสนิทที่สังเกตเห็นความผิดปกติและวิ่งตามออกม







