LOGINการพยายามฝืนใช้ชีวิตให้เป็นปกติ คือบททดสอบที่ยากเย็นแสนเข็ญที่สุดสำหรับคนที่มีรอยร้าวซ่อนลึกอยู่ในหัวใจ
แพรไหมยืนจ้องมองเงาตัวเองในบานกระจกอยู่นาน ดวงตากลมโตที่เคยเปล่งประกายสดใส บัดนี้หลงเหลือเพียงความเหนื่อยล้าและแววตาหม่นหมอง ซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้ชั้นคอนซีลเลอร์บางเบา หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ค่อย ๆ เกลี่ยปลายนิ้วลงบนผิวบอบบางใต้ตา พยายามอย่างยิ่งที่จะปกปิดร่องรอยค่ำคืนอันแสนทรมานจากการนอนไม่หลับ “ไม่เป็นไรนะแพร แค่เหนื่อย เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านไป” เธอกระซิบแผ่วเบากับเงาในกระจก ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับเบาหวิวและสั่นพร่า แทบไม่ต่างจากคำโกหกคำโตที่เธอใช้หลอกตัวเองไปวัน ๆ แพรไหมไม่อยากกลายเป็นผู้หญิงงี่เง่าในสายตาเขา ไม่อยากลดทอนคุณค่าตัวเองเป็นคนที่คอยตามจับผิดหวาดระแวง และไม่อยากร้องไห้ฟูมฟายเพียงเพราะผู้ชายตอบข้อความล่าช้า เธอมักจะพร่ำบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าโตแล้ว วัยทำงานคือวัยที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบมากมาย ความรักของคนเป็นผู้ใหญ่ไม่ควรเต็ม ไปด้วยการเรียกร้องเอาแต่ใจ แต่มันควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คนสองคนสามารถทิ้งตัวลงพักพิงได้อย่างสบายใจยามเหนื่อยล้า แต่ในความเป็นจริง... พื้นที่ปลอดภัยของเธอกลับกำลังค่อย ๆ ลดอุณหภูมิลงจนเย็นเยียบขึ้นทุกขณะ มือบางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดเข้าไปในหน้าต่างแชตของธันวา นิ้วเรียวเลื่อนอ่านข้อความเก่าย้อนหลังอย่างเงียบงัน หากย้อนกลับไปเมื่อก่อน บทสนทนาของพวกเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันที่แสนอบอุ่นหัวใจ ธันวาเคยทักมาถามไถ่ว่ากินข้าวหรือยัง เคยกำชับด้วยความเป็นห่วงให้เธอพกร่มในวันที่มีพยากรณ์อากาศว่าฝนจะตก เคยส่งรูปแก้วกาแฟยามเช้าพร้อมข้อความหวานหูว่าคิดถึงคนชอบลาเต้และเขาเคยโทรหาเธอก่อนนอนทุกคืน แม้จะได้คุยกันเพียง ไม่กี่นาทีเพราะความเหนื่อยล้าจากการทำงาน เขาก็มักจะบอกเสมอว่าแค่อยากได้ยินเสียงเธอก่อนหลับตา ทว่าในวันนี้ หน้าจอฝั่งเขากลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและถ้อยคำสั้นกระชับ ‘อืม’ ‘โอเค’ ‘รับทราบ’ ‘เหนื่อย’ คำสั้น ๆ เพียงไม่กี่พยางค์เหล่านั้นค่อย ๆ เรียงร้อยต่อกัน ซ้อนทับกันจนกลายเป็นกำแพงสูงตระหง่าน ที่เขาจงใจก่อขึ้นมาขวางกั้นระหว่างเราโดยไม่ทันตั้งตัว แพรไหมเลื่อนสายตากลับมาอ่านข้อความที่ตัวเองเพิ่งส่งไปเมื่อคืนอีกครั้ง ‘ธัน กินข้าวหรือยัง วันนี้ประชุมหนักไหม’ เวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าสามชั่วโมง เขาถึงตอบกลับมาเพียงคำเดียวสั้น ๆ ‘เหนื่อย’ ดวงตาคู่เศร้าจ้องมองคำนั้นอยู่นาน นานเสียจนปลายนิ้วที่ประคองโทรศัพท์เย็นเฉียบ “เหนื่อยจากงาน หรือเหนื่อยจากแพรกันแน่” เธอพึมพำกับตัวเองด้วยความปวดร้าว ก่อนจะรีบกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์เพื่อหลีกหนีความจริง ที่ผ่านมาเธอไม่เคยปริปากโวยวายเวลาธันวาเลื่อนนัดกะทันหัน ไม่เคยประชดประชันเมื่อเขาอ้างว่าอยากนอนพักอยู่ห้องมากกว่าออกไปข้างนอก และไม่เคยงอแงบังคับฝืนใจให้เขามาหา ทั้งที่บางค่ำคืนความเหงาและความคิดถึงมันตีตื้นขึ้นมาจุกแน่นจนเจ็บร้าวไปทั้งอก เธอทำได้เพียงพิมพ์คำว่า ‘ไม่เป็นไร’ แล้วกดส่งออกไป ทั้งที่ในซอกหลืบที่ลึกที่สุดของหัวใจมีคำว่าเป็นกรีดร้องอยู่กึกก้อง ล่วงเข้าสู่ช่วงสาย บรรยากาศภายในแผนกการตลาดยังคงวุ่นวายเฉกเช่นทุกวัน เสียงรัวแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ เสียงโทรศัพท์ส่งสัญญาณสายเรียกเข้า และเสียงพูดคุยประสานงานดังข้ามโต๊ะสลับกันไปมาไม่หยุดหย่อน แพรไหมนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน พยายามกวาดสายตาอ่านรายงานยอดขายประจำสัปดาห์ให้จบ ทว่าตัวเลขบนหน้าจอกลับพร่าเบลอและไม่ยอมปะติดปะต่อเป็นความหมายใด ๆ ในสมอง กระทั่งเสียงฝีเท้าที่แสนคุ้นเคยดังใกล้เข้ามา หญิงสาวเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ ธันวากำลังเดินผ่านโต๊ะเธอไป เขาเพียงแค่เดินผ่านไปเฉย ๆ ราวกับเธอไร้ตัวตน แพรไหมชะงัก รอยยิ้มบางเบาที่เตรียมไว้ทักทายคนรักค้างเติ่งบนริมฝีปาก ก่อนที่มันจะค่อย ๆ จางหายไปเมื่อสายตาปะทะเข้ากับภาพที่ชายหนุ่มเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของมิลิน ในมือเขามีถุงกระดาษประทับโลโก้คุ้นตาจากร้านเบเกอรีชื่อดังซึ่งตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของตึก “พี่เห็นเรายุ่งตั้งแต่เช้า ยังไม่ได้ลงไปหาอะไรกินเลยใช่ไหม รับนี่ไปสิ เอาไว้รองท้องก่อน เดี๋ยวจะเป็นลมหน้ามืดไปซะก่อน” ธันวาเอ่ยพร้อมวางถุงขนมลงบนโต๊ะพนักงานรุ่นน้อง น้ำเสียงเขาอ่อนโยนและทอดยาวจนคนฟังรู้สึกอบอุ่นถึงหัวใจ “โห ขอบคุณค่ะพี่ธันวา น่ารักที่สุดเลย มิลินกำลังหิวจนตาลายพอดีเลยค่ะเนี่ย” มิลินเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร แววตากลมโตเปล่งประกายสดใส “ก็เห็นเรานั่งทำงานหน้าดำคร่ำเครียดไม่ยอมเงยหน้าเลยนี่นา” ธันวาตอบกลับด้วยรอยยิ้มเอ็นดู “พี่ธันวาสังเกตมิลินด้วยเหรอคะ” หญิงสาวช้อนสายตาถามกลับพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ถ้าไม่คอยสังเกต แล้วพี่จะเป็นหัวหน้าทีมที่ดีได้ยังไงล่ะครับ” ธันวาหัวเราะเบาในลำคออย่างอารมณ์ดี ประโยคสนทนาธรรมดาสามัญเหล่านั้นกลับทำเอาหัวใจแพรไหมกระตุกวูบและร่วงหล่นไปถึงตาตุ่ม หากย้อนเวลากลับไป เขาก็เคยเป็นคนที่คอยสังเกตใส่ใจเธอแบบนี้ เคยจำได้แม่นยำว่าเธอชอบดื่มกาแฟหวานน้อยระดับไหน เคยรู้ว่าเธอจะปวดท้องโรคกระเพาะกำเริบเวลาโหมงานจนลืมกินข้าว และเขาเคยรู้ดีว่าเวลาที่เธอนั่งเงียบ ๆ ไม่ยอมพูดจา แปลว่าเธอกำลังมีเรื่องไม่สบายใจซ่อนอยู่ แต่ในตอนนี้... เขากลับสามารถมองข้ามการมีอยู่ของเธอไปได้อย่างง่ายดาย “แหม หัวหน้าธันวา บริการดีระดับวีไอพีห้าดาวเลยนะคะ ทีพวกพี่นั่งทำงานหัวฟูมาเป็นปี ๆ ไม่เห็นหัวหน้าจะเคยซื้อครัวซองต์ร้านนี้มาฝากบ้างเลย ลำเอียงชัด ๆ” พี่เกดที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไปอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้ามาแซวเสียงดัง ทุกคนในแผนกต่างพากันหัวเราะครืนอย่างชอบใจ “ไม่ใช่แบบนั้นนะคะพี่เกด พี่ธันวาแค่สงสารเด็กใหม่ตาดำ ๆ ค่ะ” มิลินหน้าแดงซ่าน ก่อนจะรีบยกมือโบกไปมาเป็นพัลวัน “ก็จริงอย่างที่มิลินบอกนั่นแหละครับ น้องเพิ่งมาใหม่ ยังไม่ค่อยรู้อะไร ผมในฐานะหัวหน้าทีมก็ต้องดูแลน้องให้ดีหน่อย น้องจะได้มีกำลังใจทำงานให้ทีมเราไงครับ” ธันวายิ้มรับคำแซวอย่างไม่รู้สึกรู้สา “ดูแลดีเกินไปหรือเปล่าคะหัวหน้า ระวังเถอะ ดูแลน้องใหม่ดีขนาดนี้ เดี๋ยวแฟนตัวจริงของหัวหน้าจะงอนเอาหรอกนะคะ” พี่เกดยังคงแซวตามประสาคนอารมณ์ดเขาขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะก้มลงสอดท่อนแขนแกร่งเข้าใต้ข้อพับเข่าและแผ่นหลังบาง ช้อนร่างของแพรไหมลอยขึ้นสู่อ้อมอกอย่างรวดเร็วโดยที่หญิงสาวไม่ทันตั้งตัว“ว้าย ธันวา คุณทำอะไรคะ ปล่อยแพรลงเถอะค่ะ แพรเดินเองได้ แพรหนักนะคะเดี๋ยวคุณก็ปวดหลังหรอก”แพรไหมร้องอุทานด้วยความตกใจ สองแขนเรียวรีบตวัดโอบรอบลำคอแกร่งของสามีโดยอัตโนมัติเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว ใบหน้าหวานซับสีเลือดแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมเมื่อสายตาคมกริบของเขาทอดมองมาในระยะประชิด“วันนี้วันเข้าหอของเรานะครับคุณภรรยา ธรรมเนียมโบราณเขาบอกไว้ว่าเจ้าบ่าวต้องอุ้มเจ้าสาวเข้าห้องหอ ชีวิตคู่จะได้ราบรื่นและมีแต่คนอุ้มชู ธันขอทำหน้าที่สามีให้สมบูรณ์ที่สุดตั้งแต่วินาทีนี้เลยนะครับ ส่วนเรื่องน้ำหนัก แพรตัวเบาหวิวแค่นี้เอง ธันอุ้มเดินรอบหมู่บ้านยังได้เลยครับ”ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ชายหนุ่มกระชับร่างบางในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ก่อนจะก้าวเท้ายาว ๆ พาภรรยาคนสวยเดินขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนชั้นบนซึ่งถูกจัดเตรียมไว้เป็นห้องหอสำหรับค่ำคืนนี้“คุณนี่มีข้ออ้างสารพัดเลยนะคะ แพรยอมแพ้คุณแล้วค่ะ อยากอุ้มก็อุ้มเลย แต่ระวังสะดุดบันไดนะคะ แพรไม่อยากไ
“มือคุณเย็นมากเลยนะคะธันวา”แพรไหมเอ่ยทักเมื่อสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิจากฝ่ามือใหญ่ที่กอบกุมมือเธอเอาไว้แน่น“ธันตื่นเต้นครับแพร ตื่นเต้นกว่าตอนพรีเซนต์โพรเจกต์ร้อยล้านให้ลูกค้าฟังอีกครับ”ธันวาสารภาพตามตรงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก“ทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อยไอ้ธันวา คนอื่นเขาจะคิดว่ามึงโดนบังคับมาจดทะเบียนสมรสแล้วเนี่ย” เสียงของพอร์ตดังขึ้นจากด้านหลังชายหนุ่มเดินตามมาพร้อมกับคุณพิมพ์ผกาและคุณพ่อของแพรไหมที่รับหน้าที่เป็นพยานในวันนี้“ผมไม่ได้โดนบังคับครับพี่พอร์ต ผมเต็มใจ เต็มใจที่สุดในชีวิตเลยครับ” ธันวาหันไปตอบกลับพี่ชายของภรรยาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ก็ดี จำคำพูดของตัวเองในวันนี้ไว้ให้ดีล่ะ เพราะถ้าวันไหนมึงทำให้แพรเสียใจอีก ทะเบียนสมรสใบนี้ก็ปกป้องมึงจากตีนกูไม่ได้” พอร์ตขู่เสียงเรียบแต่แววตาจริงจัง“พอร์ตก็ไปขู่น้องแบบนั้น วันมงคลแท้ ๆ เลิกทำหน้าดุสักวันเถอะลูก” คุณพิมพ์ผกาปรามลูกชายคนโตก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้แพรไหมและธันวา“เข้าไปข้างในกันเถอะจ้ะ ได้เวลาคิวของเราแล้ว”ภายในห้องจดทะเบียนสมรส บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น เจ้าหน้าที่นายทะเบียนส่งรอยยิ้มยินดีให้กับคู่รักที่นั่งอยู่ตรงหน้า เอกส
เสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงพิณเพลงที่กำลังวิ่งเล่นกับธันวาอยู่บนสนามหญ้า พอร์ตยืนกอดอกพิงระเบียงมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตากลับแฝงความอ่อนโยนที่นานครั้งจะปรากฏให้เห็นคุณพิมพ์ผกาเดินถือถาดคุกกี้อบใหม่หอมกรุ่นออกมา หญิงสูงวัยหยุดยืนข้างบุตรชายพลางวางถาดลงบนโต๊ะไม้“เห็นภาพนี้แล้วแม่ก็นึกถึงตอนแพรยังเด็ก ๆ นะพอร์ต เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ” เสียงของมารดาทำให้พอร์ตหันไปมองก่อนจะขยับเข้าไปช่วยประคอง“ครับแม่ แต่น่าแปลกที่ไอ้ธันวามันยังทนอยู่ที่นี่ได้ ทั้งที่ผมเคยไล่มันไปไม่รู้กี่ครั้ง”พอร์ตเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัย“เขาไม่ได้อยู่เพราะหน้าทนหรอกลูก แต่อยู่เพราะคำว่าสำนึกต่างหาก คนเราทำผิดพลาดกันได้ แต่คนที่คิดจะแก้ตัวให้สำเร็จนั้นมีน้อย พอร์ตมองไม่ออกเลยเหรอว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ธันวาเปลี่ยนไปมากแค่ไหน” คุณพิมพ์ผกาเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มพอร์ตถอนหายใจยาวก่อนจะเดินลงจากระเบียงตรงไปหาชายหนุ่มที่กำลังอุ้มลูกสาวขึ้นบ่า“ไอ้ธันวา! เลิกเล่นเป็นลิงได้แล้ว เข้ามานี่ วันนี้เรามีเรื่องต้องคุยกัน”ธันวาชะงัก วางพิณเพลงลงบนพื้นอย่างนุ่มนวลก่อนจะพยักหน้าให้ลูกสาวไปวิ่งเล่นต่อที
ประตูห้องพักฟื้นถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง ชายหนุ่มหิ้วถุงใส่อาหารจากร้านดังใต้ตึกเข้ามาด้วยรอยยิ้มสดใส บนท่อนแขนแกร่งมี ร่างของเด็กหญิงพิณเพลงที่กำลังดูดน้ำผลไม้จากกล่องอย่างอารมณ์ดี“ข้าวต้มปลาเต๋าเต้ยร้อน ๆ มาส่งถึงที่แล้วครับแพร หอมฉุยมาตั้งแต่หน้าลิฟต์เลย” ธันวาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง เขานำชามข้าวต้มไปวางบนโต๊ะคร่อมเตียงผู้ป่วย ก่อนจะวางลูกสาวลงบนโซฟาใกล้ ๆ“ขอบคุณมากนะคะธันวา ซื้อมาตั้งเยอะ แพรทานไม่หมดหรอกค่ะ” แพรไหมขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง โดยมีธันวาเข้ามาช่วยประคองแผ่นหลังและจัดหมอนหนุนให้เข้าที่อย่างรู้ใจ“ต้องทานให้หมดสิครับ ร่างกายแพรขาดสารอาหารไปเยอะ ต้องบำรุงหนัก ๆ เดี๋ยวธันป้อนให้นะครับ แพรจะได้ไม่ต้องขยับแขนข้างที่เจาะน้ำเกลือ”ธันวาไม่พูดเปล่า เขาเลื่อนเก้าอี้มานั่งชิดขอบเตียง หยิบช้อนขึ้นมาคนข้าวต้มเพื่อคลายความร้อน“แพรทานเองได้ค่ะธันวา แขนอีกข้างไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย คุณไปจัดการอาหารเช้าของลูกเถอะค่ะ พิณเพลงหิวแย่แล้ว” แพรไหมพยายามทัดทานด้วยความเกรงใจ ใบหน้าหวานซับสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อตกเป็นเป้าสายตาแห่งความห่วงใยของเขา“พิณเพลงทานแซนด์วิชทูน่ากับน้ำ
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อปะปนในอากาศเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศ ทำให้แพรไหมรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องมากยิ่งขึ้น หญิงสาวนอนหน้าซีดเผือดอยู่บนเตียงผู้ป่วยของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังอาการอาหารเป็นพิษรุนแรงเฉียบพลันทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างหนักจนเกิดภาวะช็อกและหน้ามืดล้มพับกลางออฟฟิศ โชคดีที่พอร์ตเข้ามาเห็นและรีบพาส่งโรงพยาบาลได้ทัน สายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่ที่หลังมือเรียว ริมฝีปากที่เคยอวบอิ่มซีดเซียวไร้สีเลือดคุณพิมพ์ผกานั่งลูบผมลูกสาวอยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้าอิดโรยและเป็นกังวล ถัดไปบริเวณโซฟารับแขกของห้องพักฟื้นวีไอพี เด็กหญิงพิณเพลงกำลังนั่งกอดตุ๊กตาหมีตัวโปรด ใบหน้ากลมแป้นเปรอะเปื้อนคราบน้ำตา เด็กน้อยร้องไห้งอแงมาพักใหญ่เพราะตกใจที่เห็นมารดาถูกพยาบาลเข็นเข้ามาในห้องด้วยสภาพอิดโรยเสียงเปิดประตูห้องพักฟื้นดังขึ้นอย่างเร่งรีบ ธันวาในชุดสูททำงานยับยู่ยี่ก้าวพรวดพราดเข้ามาภายในห้อง ชายหนุ่มทิ้งการประชุมบอร์ดบริหารที่สำคัญที่สุดของเดือนทันทีที่ได้รับสายแจ้งข่าวจากพอร์ต ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและความตื่นตระหนก เขาเดินตรงดิ่งเข้ามาที่ข้างเตียงผู้ป่วยโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง“แพร... แพรเป็นย
เสียงกรีดร้องสลับกับเสียงสะอื้นจ้าดังก้องไปทั่วบริเวณห้องนั่งเล่น แพรไหมยืนหลับตาแน่น สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน บนพื้นพรมสีครีมมีร่างเล็กอวบอิ่มของเด็กหญิงพิณเพลงนอนดิ้นเร่า สองขาป้อมเตะสลับไปมากลางอากาศ น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มแดงปลั่งจนเปียกชุ่ม“ไม่เอา! พิณเพลงจะกินเยลลีสีแดง ไม่เอาสีเขียว!” เด็กน้อยแผดเสียงร้องอย่างขัดใจ สองมือเล็กปัดถ้วยพลาสติกบรรจุเยลลีสีเขียวร่วงกระเด็นไปบนพื้นแพรไหมลืมตาขึ้นมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกปวดหนึบที่ขมับ เธอพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบและใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้“พิณเพลงคะ เยลลีสีแดงหมดแล้วค่ะลูก หม่าม้าบอกแล้วไงคะว่าสีแดงหมดตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้เหลือแต่สีเขียวรสแอปเปิล อร่อยเหมือนกันเลย ลุกขึ้นมานั่งดี ๆ ค่ะลูก พื้นมันสกปรกนะ”แพรไหมย่อตัวลงนั่งคุกเข่า เอื้อมมือไปจับแขนลูกสาวให้ลุกขึ้น“ไม่เอา หม่าม้าใจร้าย หม่าม้าไม่รักหนู หนูจะเอาสีแดง!”พิณเพลงสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมอย่างแรง พลิกตัวคว่ำหน้าลงกับพื้นพรมแล้วแผดเสียงร้องไห้ดังกว่าเดิมอาการเอาแต่ใจอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้เกิดขึ้นแทบทุกชั่วโมง ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาแพรไหมรู้ดี




![คุณเลขากับสามีทิพย์ [ Comedy 18++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


![หนี้สวาทพ่อเลี้ยงทมิฬ [ Drama,Comedy 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)