Masukมองดูแผ่นหลังที่ปกคลุมเอาไว้ด้วยเรือนผมยาวสลวย สุ่ยเซียนมองตามด้วยสายตาชื่นชม บุตรสาวนอกไส้ของนางผู้นี้ แม้งดงามจนได้ชื่อว่าเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของเมืองอี๋หยาง แต่เพราะพรอันเป็นดังคำสาป จึงทำให้ไม่อาจออกไปไหนมาไหนได้อย่างใจปรารถนา
นอกจากใบหน้าที่งดงามนั้นแล้ว ในยามราตรีผิวกายของหลันเยี่ยเซียงจะส่งกลิ่นหอมกรุ่น ราวกับดอกเยี่ยเซียงที่หอมกรุ่นจรุงใจ ทว่าในยามกลางวันกลับไร้ซึ่งกลิ่นเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง
แม้ตั้งแต่แรกตระกูลหลันจะปกปิดข่าวเอาไว้ได้ เนื่องจากเกรงว่าเรื่องนี้อาจทำให้หญิงสาวมีภัย อีกทั้งเกรงว่านางจะถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวประหลาด ดังนั้นหลันเซียวจึงนำดอกเยี่ยเซียงมาปลูกโดยรอบ เพื่อกลบกลิ่นหอมกรุ่นจากเรือนกายของบุตรสาวแทน
กระนั้นเรื่องยังคงไม่อาจเป็นไปดังใจหมาย เพราะในวันที่หลันเยี่ยเซียงปักปิ่น แม่นมที่เกษียณออกไปกลับโกรธแค้นที่ถูกจับได้ว่าขโมยของ นางปล่อยข่าวลือนี้ออกไป กระทั่งทำให้ผู้คนต่างพากันมาพิสูจน์
ยังโชคดีที่มีเพียงไม่กี่คนซึ่งรู้ว่าผิวกายของหลันเยี่ยเซียงนั้น จะส่งกลิ่นหอมกรุ่นเฉพาะในยามค่ำคืน ในยามกลางวันที่ผู้คนต่างก็พากันมาพิสูจน์นั้น แน่นอนว่านางย่อมเป็นปกติเช่นคนทั่วไป ดังนั้นเรื่องนี้จึงสามารถกลบข่าวทั้งหมดลงไปได้อย่างง่ายดาย
นานวันเข้าแม้ข่าวลือสร่างซาแต่ยังคงมีคนพูดถึงเรื่องนี้อยู่ เพราะจะอย่างไรความงดงามของนาง ก็ยังคงทำให้สตรีเมืองอี๋หยางต่างก็พากันอิจฉาริษยา
นับจากเกิดเรื่องกระทั่งถึงวันนี้ก็ล่วงเข้าปีที่สอง แต่หลันเยี่ยเซียงก็ยังคงเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในคฤหาสน์ แม้จะมีชายหนุ่มตระกูลต่างๆ ส่งแม่สื่อเข้ามาทาบทามมากมาย แต่คนเหล่านั้นยังคงไม่อาจเอาชนะใจหลันเซียวและหลันเฟิ่งไปได้
“เฮ้อ” สุ่ยเซียนถอนหายใจออกมาอีกครา
“บุตรสาวที่งดงามของข้า เจ้าจะอายุสิบเจ็ดแล้ว หากยังเป็นเช่นนี้จะมีบุรุษใดดีพอสำหรับเจ้ากัน บิดาเป็นคหบดีผู้ร่ำรวย พี่ชายหรือก็เฉลียวฉลาดและโดดเด่น เกรงว่าในเมืองอี๋หยางบุรุษที่ยังไม่แต่งงานตอนนี้ ไม่มีใครดีพอในสายตาของพวกเขาที่จะให้เจ้าแต่งออกไปกระมัง”
แม้ปากจะพูดออกไปเช่นนั้น สุ่ยเซียนเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่คอยสอดส่องหากว่ามีแม่สื่อเข้ามาทาบทาม เนื่องจากนางไม่ต้องการให้หลันเยี่ยเซียงแต่งให้กับบุรุษที่ไม่มีคุณสมบัติดีพอ
สองปีมานี้ยังคงพบว่าหลันเยี่ยเซียงอยู่กับนางเช่นนี้ ยังดีกว่าแต่งให้กับบุรุษโง่งมมักมากทั้งหลายเหล่านั้น!!!
มองส่งบิดาขึ้นรถม้าออกไปแล้ว หลันเฟิ่งกลับไม่ยอมก้าวขึ้นรถม้าของตน เขาหันกลับมามองผู้เป็นน้องสาว ก่อนมีท่าทีครุ่นคิด
“พี่ใหญ่มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”
“เซียงเอ๋อร์ หลายวันมานี้เจ้าก็อยู่แต่ในคฤหาสน์เถิดนะ หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปที่ร้าน” หลันเฟิ่งเอ่ยเสียงเคร่งเครียด
“ทำไมเล่าเจ้าคะ” นางเลิกคิ้วมองผู้เป็นพี่ชาย เพราะปกตินางก็แทบจะไม่ได้ย่างเท้าออกจากคฤหาสน์อยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะไปยังร้านเครื่องกระเบื้องเพื่อส่งอาหารและของว่างให้บิดา นางก็มักจะเก็บตัวฝึกเขียนอักษร ปักผ้า ดีดพิณ หรือไม่ก็ช่วยงานแม่รองเพื่อดูแลคฤหาสน์
“หลายวันมานี้มีข่าวลือมากมาย พี่ใหญ่เป็นห่วงเจ้า”
“เรื่องโจรราคะหรือเจ้าคะ”
หลันเฟิ่งเลิกคิ้ว “เจ้ารู้หรือ”
“เจ้าค่ะ เมื่อวานแม่รองเองก็กำชับคนในคฤหาสน์ ทั้งยังบอกข้าไม่ให้อยู่คนเดียว แม้แต่ในคฤหาสน์ก็ต้องมีสาวใช้คอยอยู่เป็นเพื่อน”
หลันเฟิ่งพยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้น ยังคงเป็นแม่รองของพวกเขาที่รอบคอบ “แม่รองทำถูกแล้ว เจ้าเองก็อย่าได้รู้สึกอึดอัด คนของทางการเองก็ประกาศเตือน”
“ข้ารู้แล้ว พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะเชื่อฟังเป็นอย่างดี”
หลันเฟิ่งยิ้มให้นาง ก่อนหมุนกายเดินขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ เขาเชื่อว่านางจะทำอย่างที่พูด เพราะตลอดมาน้องสาวของเขาคนนี้อยู่ในโอวาทมาโดยตลอด นางว่านอนสอนง่าย ทั้งยังมีนิสัยเรียบร้อยอ่อนโยน
“หากเจ้าเป็นเด็กดีน้อยกว่านี้ ข้ากับท่านพ่อคงไม่ต้องกลัดกลุ้มถึงเพียงนี้”
หลันเฟิ่งถอนหายใจออกมาเสียงเบา หลังจากรถม้าวิ่งออกมา เรื่องการออกเรือนที่เขาและบิดายังคงไม่มีท่าที ทั้งที่ปีนี้นางเองก็อายุสิบเจ็ดปีแล้ว ก็เพราะเกรงว่าหากแต่งออกไป หลันเยี่ยเซียงจะถูกรังแกเอาโดยง่าย
ที่สำคัญไปกว่านั้น เขายังมองไม่เห็นว่ามีบุรุษใดในเมืองอี๋หยางที่มีคุณสมบัติดีพอ อีกทั้งเขายังคงกังวลเรื่องกลิ่นดอกเยี่ยเซียงบนเรือนกายของนางจะล่วงรู้ไปถึงผู้อื่น กระทั่งอาจมีคนโยงเรื่องภูตผีปีศาจเข้ามาเกี่ยวข้อง จนทำให้ผู้เป็นน้องสาวตกอยู่ในอันตราย
ก้าวแรกที่เดินลงจากรถม้า หลันเฟิ่งรับรู้ได้ในทันทีว่าตกเป็นเป้าสายตาของศิษย์เค่อหลี่หลายคน คิ้วเข้มขมวดมุ่น กระทั่งเดินไปรอหลิวเย่ากวง ศิษย์พี่ของเขาที่เป็นคนดูแลหอตำราของเค่อหลี่
ก่อนเกิดเรื่องคุณชายตระกูลฟู่ส่งแม่สื่อเข้าไปเจรจาสู่ขอหลันเยี่ยเซียง ทั้งยังพลั้งปากพูดเรื่องโจรราคะออกมา หมายให้ตระกูลหลันยกหญิงสาวให้แต่งออกไปเพื่อแก้ปัญหา กระทั่งทำให้หลันเฟิ่งโกรธจัดจนไล่แม่สื่อทั้งสองออกมาอย่างไม่ไว้หน้าเซวี่ยอวี้ได้ยินหลิวเย่ากวงเอ่ยถึง ในยามที่อีกฝ่ายพาหลันเฟิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าทั้งหมดนี้กลับเป็นแผนการของคุณชายตระกูลฟู่ผู้นี้ทั้งสิ้น“น่าสนุกยิ่ง”มองดูหญิงสาวที่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ เซวี่ยอวี้พลันแย้มยิ้ม “มาดูกันว่าเขายังมีแผนการใดอีก เจ้าก็เป็นเด็กดีนอนหลับให้สบายรอข้าจัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อย”ภายในห้องที่มีแสงเพียงริบหรี่ หลันเยี่ยเซียงค่อยๆ ขยับตัว นางลืมตาขึ้นพร้อมกับกะพริบตามองเพดานห้องซึ่งที่ไม่คุ้นตา ร่างเล็กลุกพรวดขึ้นเมื่อเห็นแผ่นหลังของบุรุษซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลความทรงจำสุดท้ายที่นางนึกออกก็คือถูกคนชุดดำลักพาตัวมา และสถานที่แห่งนี้นางก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใดมองออกไปด้านนอกเป็นเวลาค่ำมืด บ่งบอกว่าเวลาได้ล่วงเลยมานานหลายชั่วยาม ป่านนี้พี่ชายและคนในตระกูลหลันคงล่วงรู้แล้วว่านางถูกลักพาตัวมา ไม่รู้พวกเขาจะร้อนใจเพียงใดมองดูป
กว่าชั่วยามที่ไล่ตามมาในที่สุดบุรุษในชุดสีดำก็หยุดลงที่ชายป่านอกเมือง กระท่อมหยาบๆ หลังหนึ่งปรากฏให้เห็น นี่ออกจะดูไม่เหมือนข่าวลือที่ว่าโจรราคะก่อเหตุเพียงลำพังเลยแม้แต่น้อยเซวี่ยอวี้มองเห็นคนเหล่านั้นช่วยกันอุ้มถุงกระสอบใบใหญ่วางลง กระทั่งเร่งแกะปากถุงออกด้วยมือไม้สั่นเทา เขาก้าวเข้าไปช้าๆ อย่างไร้สุ้มเสียง และทันได้มองเห็นใบหน้างดงามที่หมดสติโผล่ออกมา“เป็นนางแน่นอน”“ใช่ๆ ข้าเคยเห็นนาง นี่คือคุณหนูหลันเยี่ยเซียงไม่ผิดตัวแน่”“เช่นนั้นรอช้าอยู่ทำไม ยังไม่รีบแจ้งข่าวให้คุณชายฟู่อีก งานนี้พวกเรารวยแน่ ค่าจ้างงามถึงเพียงนี้ไม่มีอีกแล้ว”ทั้งสี่คนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน กระทั่งหนึ่งในนั้นเดินออกมาก่อนกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบออกไป โดยไม่สังเกตเห็นเซวี่ยอวี่ที่หลบอยู่ด้านนอกเลยแม้แต่น้อย“เสียดายยิ่งนัก มิสู้พวกเราเชยชมนางสักครา ก่อนส่งต่อให้คุณชายฟู่เล่า จะอย่างไรก็จะโยนความผิดให้โจรราคะอยู่แล้ว”คนที่ยืนอยู่ใกล้โฉมสะคราญเอ่ยขึ้นอย่างแสนเสียดาย ทั้งที่ดวงตาไม่ละไปจากใบหน้างดงามของหญิงสาวซึ่งยังคงหมดสติ“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ของมีตำหนิจะมีราคาได้อย่างไร หากคุณชายฟู่รู้เรื่องเข้า ค่าจ้างงดง
ทันทีที่หลันเฟิ่งก้าวออกไปจากห้อง หลันเยี่ยเซียงที่ดูเหมือนกำลังพูดคุยกับหลิวเย่ากวงอย่างออกรส บัดนี้กลับหันไปมองยังประตูทางเข้าเช่นกันกับหลิวเย่ากวงที่สังเกตเห็นในทันที“รู้กระมังว่าเขาจงใจ”หลันเยี่ยเซียงหันมามองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนยิ้มออกมาอย่างจนใจ “พี่ใหญ่หวังดีต่อข้ารู้ดี แต่อย่างไรข้าก็ต้องขออภัยท่านด้วยที่ทำให้ท่านเดือดร้อน”“เดือดร้อนหรือ” หลิวเย่ากวงหัวเราะออกมา “ความจริงเมื่อวานตอนที่เขาบอกว่าจะพาเจ้ามา ข้าก็เดาได้หลายส่วนแล้ว เขาสนิทสนมกับข้ามานาน การได้เห็นเขาไว้วางใจข้าถึงเพียงนี้ ไม่นับว่าเป็นเรื่องเสียหาย ตรงกันข้ามข้ากลับเห็นใจในสิ่งที่เจ้าและตระกูลหลันกำลังเผชิญ”หลันเยี่ยเซียงนิ่งฟังอีกฝ่ายพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ นางรู้ว่าในสายตาของหลิวเย่ากวงนั้น เขาหาได้มองนางเช่นบุรุษหลายคนมอง แม้จะมีท่าทีชื่นชมในตัวนาง แต่ในแววตาคู่นั้นกลับแตกต่างไปจากผู้อื่น นางมองออกว่าชายหนุ่มมีเพียงความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเท่านั้น“ขอบคุณท่านยิ่งนัก”“ในสายตาข้าความงดงามภายนอกของเจ้า ยังไม่น่าชื่นชมเท่ากับความเข้าใจในสถานการณ์ตอนนี้ เจ้าไม่เพียงไม่โทษว่าพี่ชายจงใจมัดมือชก แต่กลับยอมมาที่นี่โด
“ได้สิ ศิษย์พี่กวงเองก็เคยอนุญาตแล้ว”หลายวันก่อนหลิวเย่ากวงเคยพูดทีเล่นทีจริงว่าเขาอาจอยากพาน้องสาวไปเค่อหลี่ เพียงแต่เขาต้องนั่งอ่านตำราต่างๆ ในห้องรับรองด้านนอก แทนการเข้าไปในหอตำราเช่นทุกครั้งมองดูใบหน้าตื่นเต้นที่จะได้เข้าไปในเค่อหลี่ของหลันเยี่ยเซียง หลันเฟิ่งพลันยิ้มออกมาบางๆ เขาไม่เสียใจสักนิดที่ระบายโทสะวันนี้ น้องสาวของเขาคนนี้หัวอ่อนว่านอนสอนง่าย นางไม่เพียงแต่มีใบหน้างดงามผุดผาด แต่จิตใจของนางเองก็สะอาดบริสุทธิ์ด้วยเขาและบิดาปกป้องนางมาโดยตลอด หวังเป็นอย่างยิ่งให้นางพบกับความสุขสบายไร้กังวล เขาไหนเลยจะคาดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้หลันเซียวมองรถม้าที่วิ่งออกไปช้าๆ ใบหน้าของเขาผ่อนคลายลงไปมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่อาจหักใจเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ สุ่ยเซียนเดินเข้ามายืนเคียงข้างผู้เป็นสามี“ท่านพี่ ท่านว่าเรื่องนี้จะได้ผลหรือ เซียงเอ๋อร์ต้องรู้แน่นอนว่าพวกท่านคิดจะทำอะไร”“ลองดูก็ไม่เสียหาย คุณชายหลิวเป็นคนดี ลูกเฟิ่งเองก็เห็นว่าเป็นเขาย่อมดีกว่าคุณชายตระกูลมั่งคั่งในเมืองอี๋หยางที่ดีแต่เสเพลไปวันๆ”หลันเซียวถอนหายใจออกมา เขาเคยพบหลิวเย่ากวงผู้นี้มาก่อน ในใจชื่นชมช
“หากข้าโดนโจรราคะผู้นั้นพาตัวไป ตระกูลหลันต้องเสื่อมเสีย ไม่เพียงแต่จะเป็นปัญหาต่อพี่ใหญ่ในภายภาคหน้า แต่กับชุนเอ๋อร์เองหลังปักปิ่นนางอาจจะไม่ได้คู่หมายที่ดี”หลันเยี่ยเซียงก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย นางมองตรงไปยังภูเขาสูงที่ล้อมรอบอารามสงบใจ หญิงสาวพลันรู้สึกเศร้าใจ“ทั้งหมดที่ข้ามี ใบหน้านี้ ผิวกายอันหอมกรุ่นนี้ ล้วนเป็นคำสาปทั้งสิ้น หาไม่เหตุใดข้าจึงเป็นต้นเหตุแห่งความกังวลให้ผู้อื่นถึงเพียงนี้”หญิงสาวหลับตาพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แม้ท้องฟ้าจะสดใสไร้ซึ่งเมฆหมอก หากแต่ชีวิตของนางในยามนี้เหตุใดจึงมืดมนยิ่งนัก“เซียงเอ๋อร์” สุ่ยเซียนเดินมาจากเบื้องหลัง ทำให้ทั้งสาวใช้และผู้เป็นนายรีบปรับอารมณ์ ทั้งสองหันกลับไปก่อนส่งยิ้มพร้อมส่งเสียงสดใส“แม่รอง เราจะกลับกันแล้วหรือเจ้าคะ”“คุณชายใหญ่มิใช่รับปากจะพาเจ้าสองพี่น้องไปเที่ยวหรอกหรือ มาเร็วเข้า”“เจ้าค่ะ” หลันเยี่ยเซียงยิ้มกว้างก่อนเดินตามสุ่ยเซียนออกไปความเงียบเข้าครอบคลุมทันทีที่กลุ่มคนจากตระกูลหลันจากไป ร่างสูงของเซวี่ยอวี้กระโดดลงมาจากต้นอู่ถง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยในยามที่มองตามขบวนรถม้า ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวลงเขาไปเมื่อครู่เขานอนอยู
รุ่งเช้าวันถัดมาหลันเยี่ยเซียงและหลันอิ๋งชุนก็ให้รู้สึกประหลาดใจยิ่ง หลันเฟิ่งไม่เพียงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามสบาย แต่เขายังไม่มีทีท่าว่าจะเดินทางไปยังเค่อหลี่เช่นทุกครั้งเช่นกันกับหลันเซียวและสุ่ยเซียนที่เดินออกมายังห้องโถงของคฤหาสน์“พี่ใหญ่วันนี้ท่านไปไปเค่อหลี่หรือเจ้าคะ”หลันอิ๋งชุนวิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นพี่ชายอย่างออดอ้อน ซึ่งเขาเองก็ยกมือขึ้นลูบซาลาเปาสองก้อนเหนือศีรษะของเด็กสาว“วันนี้พี่ใหญ่ปรึกษากันกับท่านพ่อและแม่รอง พี่ใหญ่จะพาทุกคนไปไหว้พระที่อารามสงบใจนอกเมือง จะได้พาเจ้ากับพี่รองออกไปเที่ยวด้วยดีหรือไม่”“จริงหรือเจ้าคะ!”หลันเยี่ยเซียงสบตากับบิดาและพี่ชาย ดวงตาของนางทอประกายระยิบระยับ นานมากแล้วที่นางไม่ได้ออกไปเที่ยวนอกเมืองเช่นนี้ ดังนั้นแน่นอนนางจึงตื่นเต้นไม่แพ้หลันอิ๋งชุนที่วิ่งไปรอบๆ ด้วยความยินดีสุ่ยเซียนเองก็มองออก ดังนั้นจึงเดินข้ามาจับมือของหญิงสาวจากนั้นก็ยิ้มปลอบประโลม “หลังมื้อเช้าพวกเจ้าสองคนก็รีบไปเตรียมตัวเถิด แม่รองจะให้คนรีบไปเตรียมรถม้า”“เจ้าค่ะ”การเดินทางไปยังอารามบนเขานอกเมืองอี๋หยางเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของบุตรสาวทั้งสองคน ท







