Mag-log inหอตำราของเค่อหลี่ มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเข้าไปได้ เขาเองกว่าจะขอร้องท่านอาจารย์เว่ยให้ช่วยเสนอกับอาจารย์อาวุโสทั้งสอง กระทั่งสามารถเข้ามาอ่านตำราได้ทุกวันนับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
ทุกขั้นตอนกว่าจะเข้าไปด้านในได้ หลันเฟิ่งจึงอดทนอย่างถึงที่สุด แม้กระทั่งในยามที่เขาต้องยืนรอหลิวเย่ากวง จนอีกฝ่ายออกมารับที่กำแพงเรือนด้านหลัง
“เจ้าถอนหายใจสามครั้งแล้ว” หลิวเย่ากวงเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ขอรับศิษย์พี่”
“อย่าใส่ใจเสียงซุบซิบเลย พวกเขาเพ่งเล็งเจ้าก็เพราะข่าวลือเรื่องโจรราคะที่กำลังมายังเมืองอี๋หยาง”
“ข้าเองก็เดาไว้เช่นนั้น”
“น้องสาวของเจ้านับเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของอี๋หยาง แน่นอนทุกคนย่อมต้องคิดว่านางต้องตกเป็นเป้าหมาย”
“ขอรับ” หลันเฟิ่งพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจนใจ
“จากที่ข้าได้ลองสนทนากับท่านเจ้าเมือง โจรราคะผู้นี้น่าจะเป็นชาวยุทธ์ที่เข้ามาก่อความวุ่นวาย ดูท่าแล้วฝีมือของเขาคงไม่เลว หาไม่จะสามารถหลบหนีการจับกุมของทางการไปได้อย่างไร”
“ฝีมือไม่เลวหรือ” หลิวเย่ากวงเสียงสูงเล็กน้อย “ข้าว่าเขาน่าจะเป็นยอดฝีมือเลยกระมัง เจ้าหน้าที่ทางการจากเมืองผิงหยางยังไม่อาจจับกุมเขาได้ เช่นนี้แล้วยังจะหมายความเป็นอื่นได้อีกหรือ”
ได้ยินดังนั้นหลันเฟิ่งก็ได้แต่เอนกายพิงพนักเก้าอี้ “ข้าควรปรึกษากับท่านพ่อเรื่องหาคนคุ้มกัน หรือไม่อาจต้องหาที่ซ่อนให้เซียงเอ๋อร์”
“นั่นสินะ” หลิวเย่ากวงพยักหน้าเห็นด้วย แต่กลับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิ เหตุใดไม่ลองปรึกษาท่านอาจารย์ทั้งสองเล่า”
“ศิษย์พี่ ยากนักที่อาจารย์จะให้เข้าพบ ข้าได้เข้ามาในหอตำรานี้ก็เพราะท่านอาจารย์เว่ยสนับสนุน หาไม่ท่านคิดว่าข้าจะมีโอกาสดีๆ เช่นนี้หรือ”
“นั่นสินะ เช่นนั้นข้าจะลองขอคำปรึกษาดู อาจารย์รองเป็นคนหลักแหลม คิดว่าเขาน่าจะให้คำปรึกษาได้”
“เช่นนั้นขอบคุณท่านล่วงหน้า”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้คนทั้งสองชะงัก ผู้มาใหม่เป็นบุรุษอายุไม่เกินยี่สิบ รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมสันหล่อเหลา สวมชุดสีขาวทั้งตัว แต่หาใช่ชุดของศิษย์เค่อหลี่ไม่
หลิวเย่ากวงรีบก้าวออกมายังประตูหอตำรา กระทั่งค้อมกายลงรับตำราในมือที่บุรุษผู้มาใหม่ยื่นให้ หลันเฟิ่งขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาประหลาดใจ
“จอมยุทธ์เซวี่ยต้องการตำราเล่มใดเพิ่มหรือไม่”
“เช่นนั้นรบกวนด้วย ข้ามองหาบทกวีของปันกู้”
“บทกวีของปันกู้หรือ” หลิวเย่ากวงมีท่าทีครุ่นคิด “ท่านรอตรงนี้สักครู่” เอ่ยจบก็หมุนกายเดินเข้าไปในหอตำรา
หลิวเย่ากวงพยักหน้าทักทายบุรุษที่ยืนอยู่หน้าประตูยิ้มๆ ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายเองก็ทำเช่นเดียวกันกับเขา ไม่นานหลิวเย่ากวงก็วิ่งกลับมาพร้อมกับบทกวีของปันกู้ในมือ “นี่ขอรับ”
“ขอบใจ” เอ่ยจบก็รับตำราไปแล้วหมุนตัวเดินจากไป
“ใครหรือขอรับ”
“สหายของศิษย์พี่รอง”
“ศิษย์พี่รอง ท่านหมายถึงศิษย์พี่ฉางเหยียน เขาอยู่ที่นี่ ที่เค่อหลี่หรอกหรือ”
หลันเฟิ่งมีท่าทีตื่นเต้น เพราะตัวเขาตั้งแต่มาเรียนที่เค่อหลี่ แม้จะได้ยินชื่อเสียงของศิษย์พี่ทั้งสามที่เป็นตำนานของเค่อหลี่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาไม่เคยมีโอกาสได้พบตัวจริงของทั้งสามเลยสักครั้ง
คนแรกเฮยหลิง ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เป็นเพียงสามัญชนที่ไม่รู้ที่มาที่ไป
คนที่สองจอมยุทธ์ฉางเหยียน บุรุษผู้ซึ่งไร้กฎเกณฑ์โดยสิ้นเชิง
คนที่สามเชื้อพระวงศ์แคว้นหาน องค์ชายหานหย่งหมิง
“ศิษย์พี่รองหาได้รั้งอยู่นาน เขาพาสหายมาเป็นแขกของอาจารย์ จากนั้นก็ออกเดินทางไปแล้ว”
“น่าเสียดาย” หลันเฟิ่งกล่าว
“ใช่ ข้าเองยังไม่ทันได้สนทนากับเขาเลย เห็นแวบๆ มารู้อีกทีเขาก็จากไปแล้ว แต่ก็…สหายของเขาคนนี้คงเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง ได้ยินอาจารย์เรียกเขาว่าเซวี่ยอวี้ เห็นว่าเป็นชาวยุทธ์ในยุทธภพที่ฝักใฝ่ในเรื่องการฝึกยุทธ์เท่านั้น”
“เซวี่ยอวี้…ฟังดูเหมือนเป็นฉายามากกว่าชื่อ”
“นั่นสิ” หลิวเย่ากวงเห็นด้วย เรื่องของเซวี่ยอวี้ผู้นี้ที่เขารู้มาก็คือศิษย์พี่รองฉางเหยียนติดค้างน้ำใจของอีกฝ่าย จากนั้นจึงตอบแทนด้วยการขอร้องอาจารย์ เพื่อให้เซวี่ยอวี้ได้เข้ามาอ่านตำรามากมายในเค่อหลี่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมีกำหนดเวลาให้ก็คือหนึ่งเดือนเท่านั้น
เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพราะในยามปกติหอตำราแห่งเค่อหลี่ มีไว้สำหรับศิษย์เค่อหลี่เท่านั้น ศิษย์ของเค่อหลี่เองก็หาได้ยากที่จะมีโอกาสได้เข้าไปโดยง่าย เช่นนี้แล้วคนนอกไหนเลยจะมีโอกาสได้ย่างกรายเข้าไป
“ได้เจ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังท่านยายเป็นอย่างดี ท่านไปพักผ่อนนะเจ้าคะ” หลันเยี่ยเซียงส่งสายตาบอกเสี่ยวฝานให้พยุงท่านยายฟางกลับไปยังเรือนพัก“นางพูดจาเหลวไหล” หลิวอิ่นเซียนเอ่ยเสียงสั่นไม่ยอมรับ“ฮูหยินหลิว” เซวี่ยอวี้เอ่ยเสียงเย็น “ข้ายืนอยู่ด้วยตอนที่ท่านโยนหยกนั่นลงบนพื้น ท่านประกาศต่อหน้าคนมากมายที่เข้าไปมุงดูหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลิว ตัดขาดความสัมพันธ์เพราะเคหาสน์ชมฟ้ากำลังจะล้มละลาย”ยิ่งพูดหลิวอิ่นเซียนก็ยิ่งหน้าซีด“แม่นมฟางที่ตาบอดเพราะถูกพิษไปขอร้องตระกูลหลิว แต่ที่พวกท่านทำก็คือจับนางโยนออกมาอย่างไร้ความปรานี หยกนั่นท่านเองที่เป็นคนทุบทำลาย ตอนนี้ตระกูลหลิวกำลังตกอยู่ในภาวะกำลังล้มละลาย พวกท่านกลับคิดจะมาทวงสัญญา ไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าขันไปหน่อยหรือ”เสียนอวี้แค่นเสียงออกมาครั้งหนึ่ง “ตอนนี้เคหาสน์ชมฟ้าขาดเพียงสาวใช้ หากนางเด็กนั่นอยากเข้ามาย่อมได้” นางเดินเข้าไปยังสองป้าหลานตระกูลหลิว“ตามธรรมเนียมเคหาสน์ชมฟ้าตอนนี้ หากจะเข้ามาย่อมต้องมอบส่วนใดส่วนหนึ่งให้ข้าก่อน คงเคยได้ยินข่าวลือกระมัง ผู้ที่จะเข้ามาย่อมต้องสูญเสียอวัยวะเพื่อแลกเปลี่ยน”บรรยากาศเย็นเยือกครอบคลุมไปทั่วห้องโถงเค
“หมายความว่าอย่างไร พี่เซวี่ยหมั้นหมายกับข้า แล้วเหตุใดแต่งผู้อื่นเข้ามา!” หลิวหลี่เชี่ยนเสียงดังขึ้นมา สายตากวาดมองหลันเยี่ยเซียงด้วยความไม่พอใจ รูปลักษณ์ของหลันเยี่ยเซียง ทำให้นางเม้มปากอย่างอิจฉาริษยาไม่ปิดบังแม้แต่น้อยหลันเยี่ยเซียงกะพริบตามองแขกทั้งสอง ก่อนเหลือบไปมองผู้ติดตามที่มีจำนวนไม่น้อย คิ้วเรียวขมวดมุ่น กระทั่งมองเห็นว่าเสี่ยวฝานและเสี่ยวหนิวไปตามท่านลุงลิ่วและพี่ชิงอวี้เข้ามาสมทบบัดนี้คนของเคหาสน์ชมฟ้า จะขาดก็เพียงแค่เซวี่ยอวี้ เสียนอวี้ และท่านยายฟางที่ตาบอดเท่านั้น แต่ให้หลันเยี่ยเซียงมองอย่างไร ผู้ติดตามของหลิวอิ่นเซียนที่แม้จะมีมากกว่า แต่นางมองออกว่าย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของบุคคลทั้งหมดข้างกายนาง“จับโยนออกไปเลยดีหรือไม่” จื่ออวี้เสนอ “ทั้งหมดเลย”“ท่านใจเย็นๆ ให้ข้าสอบถามจุดประสงค์และที่มาของคู่หมายของสามีก่อน ข้าไม่เคยได้ยินว่าเขามีคู่หมาย” หลันเยี่ยเซียงกระซิบตอบ ก่อนหันไปมองหลิวหลี่เชี่ยนที่จ้องนางเขม็ง“แม่นางน้อย ที่เจ้าบอกว่าเป็นคู่หมายของสามีนั้น เจ้าหมายถึงเจ้าเคหาสน์คนปัจจุบันหรือ”“ย่อมต้องเป็นเขา ข้าก็คือคู่หมายของพี่เซวี่ย บิดามารดาของเขาหมั้นหมายข้ากับเ
ชาวเมืองซินเจิ้งไม่มีผู้ใดไม่รู้จักเคหาสน์ชมฟ้า ทั้งนี้ก็เพราะข่าวลือเกี่ยวกับเจ้าบ้านคนปัจจุบัน ซึ่งเพิ่งจะรื้อคดีลอบวางยาพิษคนตระกูลเฉินทั้งตระกูลให้ตายตกตามกันไปจนสิ้นในคืนเดียวคุณชายตระกูลเฉินรอดมาได้อย่างไรไม่มีใครรู้ รู้เพียงแต่ว่าผู้คนที่อยู่ในเคหาสน์ชมฟ้านั้น ล้วนแล้วแต่ประหลาดทั้งสิ้น หากไม่เป็นใบ้ ก็มือขาด ขาขาด ไม่เช่นนั้นก็ตาบอดข่าวลือที่ผู้คนต่างก็หวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้หุบเขาไป๋หลง ย่อมหนีไม่พ้นเสียนอวี้ จ้าวยุทธภพคนปัจจุบันที่เป็นมารดาบุญธรรมของคุณชายเฉินผู้นั้นนางไม่เพียงแต่มอบชีวิตใหม่ให้เขา แต่ยังเรียกเขาว่า ‘เซวี่ยอวี้’หุบเขาไป๋หลงในวันวานนั้น เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ เพราะเจ้าบ้านคนก่อนเป็นคหบดีที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี ผิดกับเซวี่ยอวี้ที่ปิดตายบริเวณโดยรอบ ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไปได้โดยง่ายแต่ถึงอย่างนั้นการที่คนเพียงไม่กี่คน สามารถดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยของเคหาสน์ชมฟ้าได้ กลับบ่งบอกถึงความร้ายกาจของเซวี่ยอวี้เป็นอย่างดีหลันเยี่ยเซียงซึ่งสวมหมวกคลุมผ้าโปร่ง นั่งฟังคำร่ำลือต่างๆ เกี่ยวกับเคหาสน์ชมฟ้าด้วยความงุนงง นางกระซิบถามจื่ออวี้ด้วยความประหล
“เซียงเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว”หญิงสาวลืมตาขึ้นสบตาคม “ข้าไม่กลัว”นางกระซิบบอกซึ่งนั่นก็เรียกรอยยิ้มจากเซวี่ยอวี้ ชายหนุ่มจุมพิตริมฝีปากเย้ายวน พร้อมกับสัมผัสผิวเนียนละเอียดใต้ร่าง จุมพิตรุกเร้าพัวพันกระทั่งเปลี่ยนเป็นล้ำลึกอกอิ่มนุ่มหยุ่นถูกมือใหญ่สอดเข้าไปกอบกุม หลันเยี่ยเซียงใบหน้าแดงก่ำ กระนั้นความเขินอายไหนเลยจะมีมากกว่าความรู้สึกวูบวาบ ทุกครั้งที่มือใหญ่ของเซวี่ยอวี้ลูบไล้ไปทุกอณูร่างกระทั่งริมฝีปากเร่าร้อนครอบครองความอ่อนไหวที่ปลายยอดปทุมสีอ่อน หลันเยี่ยเซียงบิดกายอย่างร้อนรุ่ม แอ่นกายเข้าหาริมฝีปากที่รุกเร้าพัวพันไม่ยอมผ่อนปรน ราวกับสัมผัสของเขายังไม่ลึกล้ำพอ กลิ่นอายของร่างแกร่งมอมเมาให้นางหวามไหว จุมพิตอ่อนโยนระคนเร่าร้อน ล่อหลอกให้นางเปิดรับเขามากขึ้นเซวี่ยอวี้ส่งเสียงครางออกมาด้วยความพึงพอใจ ความอ่อนนุ่มเย้ายวนของหลันเยี่ยเซียง ทำให้เขากายแกร่งของเขารวดร้าวด้วยความต้องการ เขาพยายามให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพื่อให้หญิงสาวได้มีโอกาสปรับตัว แต่กลิ่นหอมบนเรือนกายเนียนละเอียด กลับปลุกสัญชาตญาณของบุรุษเพศในกายให้ตื่นเพริศในยามที่ทุกอย่างมาจนถึงจุดที่ไม่อาจต้านทาน เขาพลั้งเ
ในวันส่งมอบสินสอดสตรีมากมายที่รอเย้ยหยันหลันเยี่ยเซียง เนื่องจากพวกนางต่างก็คิดว่าชาวยุทธ์ในยุทธภพ ไหนเลยจะมีฐานะมั่งคั่งดังเช่นตระกูลใหญ่ๆกระนั้นรถม้าสามคันซึ่งขนสินสอดไปยังตระกูลหลัน รวมไปถึงของขวัญจากทั่วทุกสารทิศที่ต่างก็เป็นของมีค่าหายาก กลับทำให้พวกนางทั้งหลายได้แต่อิจฉาริษยาคราก่อนเห็นการแต่งกายธรรมดาของเซวี่ยอวี้ ซึ่งไปเข้าร่วมการตัดสิน ทุกคนต่างก็ดูแคลนชายหนุ่มทั้งสิ้น ไหนเลยจะคิดว่าเขาจะร่ำรวยมั่งคั่งถึงเพียงนี้“อย่ามองข้าเช่นนั้น ท่านแม่บุญธรรมเป็นคนจัดการข้าไม่เกี่ยว” จื่ออวี้มองใบหน้าหลันเยี่ยเซียงด้วยความเห็นใจนางเองแม้รู้สึกว่าสินสอดเหล่านี้มากเกินไปอยู่บ้าง หากแต่เมื่อคิดถึงข่าวลือเสียหายมากมายเกี่ยวกับหลันเยี่ยเซียง การกระทำราวกับตบหน้าผู้คนเช่นนี้นับว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ“สิ้นเปลืองเปล่าๆ” หลันเยี่ยเซียงรู้สึกไม่สบายใจ“ศิษย์พี่ยังไม่ว่าอะไร เจ้าก็ทำใจให้สบายเถิด” จื่ออวี้ปลอบโยนกระทั่งถึงวันแต่งงานเซวี่ยอวี้แต่งกายด้วยชุดสีแดง นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนหลังของเจ้าวายุ นำขบวนเกี้ยวเจ้าสาวออกจากตระกูลหลัน ตรงไปยังสำนักศึกษาเค่อหลี่พิธีการต่างๆ เต็มไปด้วยความเรียบง่าย
“เมื่อคืนข้าบอกเซียงเอ๋อร์เกี่ยวกับจุดประสงค์ของจอมยุทธ์เซวี่ย นางต้องการพบเขาสักครั้งก่อนให้คำตอบขอรับ ตอนนี้แม่นางจื่ออวี้พานางไปที่เค่อหลี่แล้ว”หลันเซียวพยักหน้า “แม้พวกเขาจะดูประหลาดไปสักหน่อย แต่อาจเพราะเราไม่คุ้นเคยกับชาวยุทธ์ มีเพียงจอมยุทธ์เซวี่ยกระมังที่สามารถปกป้องคุ้มครองเซียงเอ๋อร์ได้ อีกทั้งเซียงเอ๋อร์เองก็มีท่าทีว่าจะชอบพอเขาเช่นกัน”“ลูกเองก็คิดเช่นนั้น” หลันเฟิ่งเห็นด้วยศาลาแปดเหลี่ยมหน้าหอตำราในยามนี้ หลันเยี่ยเซียงกำลังนั่งอย่างสงบเสงี่ยม นางเหม่อมองกำแพงสูงของสำนักเค่อหลี่ จากนั้นก็นึกถึงวันที่นางนั่งรถม้าเข้ามากระทั่งได้พบกับเซวี่ยอวี้เป็นครั้งแรกวันนั้นนางเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นโจรราคะ ทว่าวันนี้นางกำลังจะได้พบเขาในฐานะที่แตกต่างไปจากวันแรกโดยสิ้นเชิง“รอนานหรือไม่”ร่างสูงก้าวเข้ามานั่งลงยังฝั่งตรงข้ามนาง มือใหญ่คว้ากาน้ำชาขึ้นรินลงไปในถ้วยที่วางคว่ำอยู่ ท่วงท่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความสงบเยือกเย็น ทำให้หลันเยี่ยเซียงเหม่อลอย“พี่ใหญ่บอกข้าว่าท่านให้ข้าเป็นผู้เลือก”“ใช่” เขาไม่ปฏิเสธ“เช่นนั้นข้าขอถามท่านได้หรือไม่”“ถามมาสิ ข้ายินดีตอบเจ้าทุกข้อ”“ทุกข้อจริงห
เรือนเยี่ยเซียงในที่สุดก็กลับมาอยู่ในความสงบ หลันเยี่ยเซียงนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง นั่งชมแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังสวนพฤกษาและบุปผานานาชนิดนางนอนไม่หลับจึงได้แต่นั่งเงียบๆ ไม่กล้าส่งเสียงเนื่องจากไม่อยากรบกวนการพักผ่อนของผู้อื่นนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งสายตาของนางพลันสังเกตเห็นจื่ออวี้ ซึ่งนั่งอยู่ท่าม
ปีนั้นเขาฮูหยินของเขาเพิ่งคลอดหลันเฟิ่ง ตัวเขาที่ยังคงค้าขายอยู่ต่างเมืองเองก็ได้ยินมาบ้างคนตระกูลเฉินภายในคืนเดียว กลับถูกวางยาพิษสิ้นลมอย่างน่าเวทนา ภายหลังมีการรื้อคดีพบว่าเฉินอี้โหรวร่วมมือกับสามีของตน วางยาพิษคนในคฤหาสน์ชมฟ้า โดยอ้างว่านางและสามีอยู่ต่างเมือง ทั้งที่ความเป็นจริงคนทั้งสองย้อนก
ถ้อยคำนั้นประกาศฐานะของเสียนอวี้ออกมา และนั่นทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นในทันที แต่นางไหนเลยจะยินดี “ข้าไม่รับตำแหน่งนี้” นางถลึงตาใส่หวังหู่ “ไม่รับมาตั้งแต่แรก ดังนั้นอย่าเรียกข้าเช่นนี้ต่อหน้าผู้อื่น”“ข้าน้อยขออภัย”“มีอะไรจะพูดก็พูดให้หมด อย่าให้การไต่สวนล่าช้า ข้าจะไปแล้ว เสี่ยวเซวี่ย”“ขอรับ”“ล
“เจ้าสำนักลู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องของทางการไม่เกี่ยวกับเรื่องในยุทธภพ”“ข้าทราบดี ที่มาวันนี้เพียงมาเป็นพยานเท่านั้น” เอ่ยจบก็หันไปมองหวังหู่ “หวังหู่เจ้ามั่นใจหรือว่าคนที่ว่าจ้างเจ้ามีทั้งหมดสี่คน วันเวลาที่เจ้านัดพบเพื่อรับค่าจ้างนั้น คุณชายฟู่อยู่ที่สำนักคุนหลุน สถานที่อยู่ห่างจากกันถึงสิบลี้ คนค







