Share

บทที่ 9

last update Petsa ng paglalathala: 2026-01-06 07:34:05

“ได้สิ ศิษย์พี่กวงเองก็เคยอนุญาตแล้ว”

หลายวันก่อนหลิวเย่ากวงเคยพูดทีเล่นทีจริงว่าเขาอาจอยากพาน้องสาวไปเค่อหลี่ เพียงแต่เขาต้องนั่งอ่านตำราต่างๆ ในห้องรับรองด้านนอก แทนการเข้าไปในหอตำราเช่นทุกครั้ง

มองดูใบหน้าตื่นเต้นที่จะได้เข้าไปในเค่อหลี่ของหลันเยี่ยเซียง หลันเฟิ่งพลันยิ้มออกมาบางๆ เขาไม่เสียใจสักนิดที่ระบายโทสะวันนี้ น้องสาวของเขาคนนี้หัวอ่อนว่านอนสอนง่าย นางไม่เพียงแต่มีใบหน้างดงามผุดผาด แต่จิตใจของนางเองก็สะอาดบริสุทธิ์ด้วย

เขาและบิดาปกป้องนางมาโดยตลอด หวังเป็นอย่างยิ่งให้นางพบกับความสุขสบายไร้กังวล เขาไหนเลยจะคาดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้

หลันเซียวมองรถม้าที่วิ่งออกไปช้าๆ ใบหน้าของเขาผ่อนคลายลงไปมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่อาจหักใจเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ สุ่ยเซียนเดินเข้ามายืนเคียงข้างผู้เป็นสามี

“ท่านพี่ ท่านว่าเรื่องนี้จะได้ผลหรือ เซียงเอ๋อร์ต้องรู้แน่นอนว่าพวกท่านคิดจะทำอะไร”

“ลองดูก็ไม่เสียหาย คุณชายหลิวเป็นคนดี ลูกเฟิ่งเองก็เห็นว่าเป็นเขาย่อมดีกว่าคุณชายตระกูลมั่งคั่งในเมืองอี๋หยางที่ดีแต่เสเพลไปวันๆ”

หลันเซียวถอนหายใจออกมา เขาเคยพบหลิวเย่ากวงผู้นี้มาก่อน ในใจชื่นชมชายหนุ่มผู้นี้เหมือนกัน เพียงแต่อีกฝ่ายเป็นคนที่ไม่ใคร่จะสนใจในเรื่องภายนอกเค่อหลี่เท่าไรนัก เรียกได้ว่านอกจากหอตำราแล้ว หลิวเย่ากวงไม่น่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น

แต่ถึงอย่างนั้นหากหลันเยี่ยเซียงและหลิวเย่ากวงจะลงเอยกัน เขาย่อมเห็นว่าเหมาะสมแล้ว

ในขณะเดียวกันนั้นหลันเยี่ยเซียงที่กำลังตื่นเต้น ก็ไม่ได้สังเกตท่าทีของผู้เป็นพี่ชายเลยแม้แต่น้อย นางเอาแต่มองลอดม่านรถม้าออกไปด้านนอก ดวงตาคู่งามทอประกายระยิบระยับ

หญิงสาวจำไม่ได้แล้วว่านานเท่าไรแล้วที่นางได้เข้าไปยังเค่อหลี่ คิดแล้วก็ยิ้มออกมา เพราะนึกได้ว่าครั้งสุดท้ายนั้น เป็นตอนที่นางมากับบิดาเพื่อแวะมารับผู้เป็นพี่ชายกลับคฤหาสน์

ครั้งนั้นได้แต่นั่งรอบนรถม้า ได้เห็นบรรยากาศรอบๆ เพียงเล็กน้อย แต่ครั้งนี้นางจะได้เข้าไปด้านในกับพี่ชาย ซึ่งหายากนักที่นางจะมีโอกาสเช่นนี้อีก

ในยามที่รถม้าวิ่งผ่านประตูด้านหน้าของสำนักศึกษาเค่อหลี่ หลันเยี่ยเซียงเงยหน้าขึ้นมองป้ายอักษรลายพระหัตถ์ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันด้วยความยินดี

ตอนที่กำลังจะดึงสายตากลับมานั้น หญิงสาวพลันสบตาคมเข้มคู่หนึ่งที่กำลังจ้องตรงมา บุรุษผู้นั้นสวมชุดดำปักลายสีแดง เขานั่งอยู่บนกำแพงสูง ทั้งยังจดจ้องมายังม่านรถม้าที่หญิงสาวกำลังเปิดแง้มขึ้น

“เอ๊ะ” หลันเยี่ยเซียงอุทานออกมาพร้อมกับปล่อยม่านรถม้า

หลันเฟิ่งเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้ว “มีอะไรหรือ” เขาเอื้อมมือไปเปิดม่านรถม้า ทั้งยังมองไปข้างหน้า “เจ้าเห็นอะไร”

“มีคนนั่งอยู่บนกำแพงเจ้าค่ะ” นางชะเง้อออกมาอีกครั้ง

หลันเฟิ่งขมวดคิ้วก่อนมองไปรอบๆ กระนั้นบนกำแพงสูงหาได้มีใครอยู่ไม่ “เจ้ามั่นใจหรือ”

“เจ้าค่ะ เขาสวมชุดสีดำ อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับพี่ใหญ่”

“เจ้าขยับออกมานั่งดีๆ”

คนเดียวที่หลันเฟิ่งนึกถึงในยามนี้ก็คือ…โจรราคะ!!!

ชายหนุ่มปิดม่านรถม้าลง กระทั่งมีท่าทีระแวดระวังตัวขึ้นกว่าเดิม ยังดีที่เขาจ้างคนคุ้มกันมาจากสำนักคุ้มภัย พวกเขาปลอมเป็นคนขับรถม้า และยังขี่ม้าตามมาด้วยถึงสามคน ดังนั้นเขาจึงวางใจในระดับหนึ่ง

เข้าไปถึงห้องรับรองด้านหน้าหอตำรา หลันเฟิ่งจึงค่อยวางใจขึ้น เขาให้คนขับรถม้าและคนคุ้มกันรออยู่ด้านนอกประตู จากนั้นเขาก็พาหลันเยี่ยเซียงเข้าไปนั่งด้านใน กระทั่งหลิวเย่ากวงมาถึง

“เซียงเอ๋อร์ นี่ศิษย์พี่กวงที่พี่ใหญ่เคยเล่าให้เจ้าฟัง ศิษย์พี่กวงวันนี้ข้าพาน้องสาวมาด้วย”

หลันเฟิ่งแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกัน หลิวเย่ากวงมีท่าทีคล้ายนึกไม่ถึง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มีท่าทีสุภาพกับหลันเยี่ยเซียงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเขารู้สึกเห็นใจในตัวนางที่มีข่าวลือมากมายเข้ามาไม่หยุดหย่อน

“แม่นางหลันชอบอ่านตำราเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่”

“ข้าอ่านได้หรือเจ้าคะ”

“ได้สิ ข้าจะไปหยิบให้เอง ที่นี่มีตำรามากมาย แม้มีข้อห้ามมิให้คนนอกเข้าไปในหอตำรา แต่หากแม่นางหลันอยากอ่าน ข้าสามารถนำออกมาให้ท่านอ่านที่นี่ก็ย่อมได้”

หลันเฟิ่งมองเห็นทั้งสองคนคุยกันได้อย่างถูกคอก็โล่งอก ชายหนุ่มค่อยๆ ก้าวออกมาจากห้องเงียบๆ ก่อนจะหันกลับไปมองใบหน้ายิ้มแย้มของน้องสาว ซึ่งกำลังสนทนากับหลิวเย่ากวง

ศิษย์พี่ของเขาคนนี้เขารู้จักมานาน แม้อีกฝ่ายจะหมกมุ่นอยู่แต่กับตำรา แต่ก็นับว่าเป็นบุรุษที่ใช้ได้คนหนึ่ง

หากคิดจะฝากฝังน้องสาวเอาไว้กับหลิวเย่ากวง แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้มาจากตระกูลมั่งคั่ง แต่ตระกูลหลันก็ไม่ได้มีสิ่งใดขาดแคลน ดังนั้นแม้หลิวเย่ากวงจะมีแต่ตัว แต่ขอเพียงเป็นคนดีมีคุณธรรม

เท่านี้เขาก็คงมั่นใจว่าน้องสาวจะไม่ถูกรังแกอย่างแน่นอน…

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เยี่ยเซียงฮวา บุปผาเพรียกรัก   บทที่ 43 จบ

    “ได้เจ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังท่านยายเป็นอย่างดี ท่านไปพักผ่อนนะเจ้าคะ” หลันเยี่ยเซียงส่งสายตาบอกเสี่ยวฝานให้พยุงท่านยายฟางกลับไปยังเรือนพัก“นางพูดจาเหลวไหล” หลิวอิ่นเซียนเอ่ยเสียงสั่นไม่ยอมรับ“ฮูหยินหลิว” เซวี่ยอวี้เอ่ยเสียงเย็น “ข้ายืนอยู่ด้วยตอนที่ท่านโยนหยกนั่นลงบนพื้น ท่านประกาศต่อหน้าคนมากมายที่เข้าไปมุงดูหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลิว ตัดขาดความสัมพันธ์เพราะเคหาสน์ชมฟ้ากำลังจะล้มละลาย”ยิ่งพูดหลิวอิ่นเซียนก็ยิ่งหน้าซีด“แม่นมฟางที่ตาบอดเพราะถูกพิษไปขอร้องตระกูลหลิว แต่ที่พวกท่านทำก็คือจับนางโยนออกมาอย่างไร้ความปรานี หยกนั่นท่านเองที่เป็นคนทุบทำลาย ตอนนี้ตระกูลหลิวกำลังตกอยู่ในภาวะกำลังล้มละลาย พวกท่านกลับคิดจะมาทวงสัญญา ไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าขันไปหน่อยหรือ”เสียนอวี้แค่นเสียงออกมาครั้งหนึ่ง “ตอนนี้เคหาสน์ชมฟ้าขาดเพียงสาวใช้ หากนางเด็กนั่นอยากเข้ามาย่อมได้” นางเดินเข้าไปยังสองป้าหลานตระกูลหลิว“ตามธรรมเนียมเคหาสน์ชมฟ้าตอนนี้ หากจะเข้ามาย่อมต้องมอบส่วนใดส่วนหนึ่งให้ข้าก่อน คงเคยได้ยินข่าวลือกระมัง ผู้ที่จะเข้ามาย่อมต้องสูญเสียอวัยวะเพื่อแลกเปลี่ยน”บรรยากาศเย็นเยือกครอบคลุมไปทั่วห้องโถงเค

  • เยี่ยเซียงฮวา บุปผาเพรียกรัก   บทที่ 42

    “หมายความว่าอย่างไร พี่เซวี่ยหมั้นหมายกับข้า แล้วเหตุใดแต่งผู้อื่นเข้ามา!” หลิวหลี่เชี่ยนเสียงดังขึ้นมา สายตากวาดมองหลันเยี่ยเซียงด้วยความไม่พอใจ รูปลักษณ์ของหลันเยี่ยเซียง ทำให้นางเม้มปากอย่างอิจฉาริษยาไม่ปิดบังแม้แต่น้อยหลันเยี่ยเซียงกะพริบตามองแขกทั้งสอง ก่อนเหลือบไปมองผู้ติดตามที่มีจำนวนไม่น้อย คิ้วเรียวขมวดมุ่น กระทั่งมองเห็นว่าเสี่ยวฝานและเสี่ยวหนิวไปตามท่านลุงลิ่วและพี่ชิงอวี้เข้ามาสมทบบัดนี้คนของเคหาสน์ชมฟ้า จะขาดก็เพียงแค่เซวี่ยอวี้ เสียนอวี้ และท่านยายฟางที่ตาบอดเท่านั้น แต่ให้หลันเยี่ยเซียงมองอย่างไร ผู้ติดตามของหลิวอิ่นเซียนที่แม้จะมีมากกว่า แต่นางมองออกว่าย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของบุคคลทั้งหมดข้างกายนาง“จับโยนออกไปเลยดีหรือไม่” จื่ออวี้เสนอ “ทั้งหมดเลย”“ท่านใจเย็นๆ ให้ข้าสอบถามจุดประสงค์และที่มาของคู่หมายของสามีก่อน ข้าไม่เคยได้ยินว่าเขามีคู่หมาย” หลันเยี่ยเซียงกระซิบตอบ ก่อนหันไปมองหลิวหลี่เชี่ยนที่จ้องนางเขม็ง“แม่นางน้อย ที่เจ้าบอกว่าเป็นคู่หมายของสามีนั้น เจ้าหมายถึงเจ้าเคหาสน์คนปัจจุบันหรือ”“ย่อมต้องเป็นเขา ข้าก็คือคู่หมายของพี่เซวี่ย บิดามารดาของเขาหมั้นหมายข้ากับเ

  • เยี่ยเซียงฮวา บุปผาเพรียกรัก   บทที่ 41

    ชาวเมืองซินเจิ้งไม่มีผู้ใดไม่รู้จักเคหาสน์ชมฟ้า ทั้งนี้ก็เพราะข่าวลือเกี่ยวกับเจ้าบ้านคนปัจจุบัน ซึ่งเพิ่งจะรื้อคดีลอบวางยาพิษคนตระกูลเฉินทั้งตระกูลให้ตายตกตามกันไปจนสิ้นในคืนเดียวคุณชายตระกูลเฉินรอดมาได้อย่างไรไม่มีใครรู้ รู้เพียงแต่ว่าผู้คนที่อยู่ในเคหาสน์ชมฟ้านั้น ล้วนแล้วแต่ประหลาดทั้งสิ้น หากไม่เป็นใบ้ ก็มือขาด ขาขาด ไม่เช่นนั้นก็ตาบอดข่าวลือที่ผู้คนต่างก็หวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้หุบเขาไป๋หลง ย่อมหนีไม่พ้นเสียนอวี้ จ้าวยุทธภพคนปัจจุบันที่เป็นมารดาบุญธรรมของคุณชายเฉินผู้นั้นนางไม่เพียงแต่มอบชีวิตใหม่ให้เขา แต่ยังเรียกเขาว่า ‘เซวี่ยอวี้’หุบเขาไป๋หลงในวันวานนั้น เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ เพราะเจ้าบ้านคนก่อนเป็นคหบดีที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี ผิดกับเซวี่ยอวี้ที่ปิดตายบริเวณโดยรอบ ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไปได้โดยง่ายแต่ถึงอย่างนั้นการที่คนเพียงไม่กี่คน สามารถดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยของเคหาสน์ชมฟ้าได้ กลับบ่งบอกถึงความร้ายกาจของเซวี่ยอวี้เป็นอย่างดีหลันเยี่ยเซียงซึ่งสวมหมวกคลุมผ้าโปร่ง นั่งฟังคำร่ำลือต่างๆ เกี่ยวกับเคหาสน์ชมฟ้าด้วยความงุนงง นางกระซิบถามจื่ออวี้ด้วยความประหล

  • เยี่ยเซียงฮวา บุปผาเพรียกรัก   บทที่ 40

    “เซียงเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว”หญิงสาวลืมตาขึ้นสบตาคม “ข้าไม่กลัว”นางกระซิบบอกซึ่งนั่นก็เรียกรอยยิ้มจากเซวี่ยอวี้ ชายหนุ่มจุมพิตริมฝีปากเย้ายวน พร้อมกับสัมผัสผิวเนียนละเอียดใต้ร่าง จุมพิตรุกเร้าพัวพันกระทั่งเปลี่ยนเป็นล้ำลึกอกอิ่มนุ่มหยุ่นถูกมือใหญ่สอดเข้าไปกอบกุม หลันเยี่ยเซียงใบหน้าแดงก่ำ กระนั้นความเขินอายไหนเลยจะมีมากกว่าความรู้สึกวูบวาบ ทุกครั้งที่มือใหญ่ของเซวี่ยอวี้ลูบไล้ไปทุกอณูร่างกระทั่งริมฝีปากเร่าร้อนครอบครองความอ่อนไหวที่ปลายยอดปทุมสีอ่อน หลันเยี่ยเซียงบิดกายอย่างร้อนรุ่ม แอ่นกายเข้าหาริมฝีปากที่รุกเร้าพัวพันไม่ยอมผ่อนปรน ราวกับสัมผัสของเขายังไม่ลึกล้ำพอ กลิ่นอายของร่างแกร่งมอมเมาให้นางหวามไหว จุมพิตอ่อนโยนระคนเร่าร้อน ล่อหลอกให้นางเปิดรับเขามากขึ้นเซวี่ยอวี้ส่งเสียงครางออกมาด้วยความพึงพอใจ ความอ่อนนุ่มเย้ายวนของหลันเยี่ยเซียง ทำให้เขากายแกร่งของเขารวดร้าวด้วยความต้องการ เขาพยายามให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพื่อให้หญิงสาวได้มีโอกาสปรับตัว แต่กลิ่นหอมบนเรือนกายเนียนละเอียด กลับปลุกสัญชาตญาณของบุรุษเพศในกายให้ตื่นเพริศในยามที่ทุกอย่างมาจนถึงจุดที่ไม่อาจต้านทาน เขาพลั้งเ

  • เยี่ยเซียงฮวา บุปผาเพรียกรัก   บทที่ 39

    ในวันส่งมอบสินสอดสตรีมากมายที่รอเย้ยหยันหลันเยี่ยเซียง เนื่องจากพวกนางต่างก็คิดว่าชาวยุทธ์ในยุทธภพ ไหนเลยจะมีฐานะมั่งคั่งดังเช่นตระกูลใหญ่ๆกระนั้นรถม้าสามคันซึ่งขนสินสอดไปยังตระกูลหลัน รวมไปถึงของขวัญจากทั่วทุกสารทิศที่ต่างก็เป็นของมีค่าหายาก กลับทำให้พวกนางทั้งหลายได้แต่อิจฉาริษยาคราก่อนเห็นการแต่งกายธรรมดาของเซวี่ยอวี้ ซึ่งไปเข้าร่วมการตัดสิน ทุกคนต่างก็ดูแคลนชายหนุ่มทั้งสิ้น ไหนเลยจะคิดว่าเขาจะร่ำรวยมั่งคั่งถึงเพียงนี้“อย่ามองข้าเช่นนั้น ท่านแม่บุญธรรมเป็นคนจัดการข้าไม่เกี่ยว” จื่ออวี้มองใบหน้าหลันเยี่ยเซียงด้วยความเห็นใจนางเองแม้รู้สึกว่าสินสอดเหล่านี้มากเกินไปอยู่บ้าง หากแต่เมื่อคิดถึงข่าวลือเสียหายมากมายเกี่ยวกับหลันเยี่ยเซียง การกระทำราวกับตบหน้าผู้คนเช่นนี้นับว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ“สิ้นเปลืองเปล่าๆ” หลันเยี่ยเซียงรู้สึกไม่สบายใจ“ศิษย์พี่ยังไม่ว่าอะไร เจ้าก็ทำใจให้สบายเถิด” จื่ออวี้ปลอบโยนกระทั่งถึงวันแต่งงานเซวี่ยอวี้แต่งกายด้วยชุดสีแดง นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนหลังของเจ้าวายุ นำขบวนเกี้ยวเจ้าสาวออกจากตระกูลหลัน ตรงไปยังสำนักศึกษาเค่อหลี่พิธีการต่างๆ เต็มไปด้วยความเรียบง่าย

  • เยี่ยเซียงฮวา บุปผาเพรียกรัก   บทที่ 38

    “เมื่อคืนข้าบอกเซียงเอ๋อร์เกี่ยวกับจุดประสงค์ของจอมยุทธ์เซวี่ย นางต้องการพบเขาสักครั้งก่อนให้คำตอบขอรับ ตอนนี้แม่นางจื่ออวี้พานางไปที่เค่อหลี่แล้ว”หลันเซียวพยักหน้า “แม้พวกเขาจะดูประหลาดไปสักหน่อย แต่อาจเพราะเราไม่คุ้นเคยกับชาวยุทธ์ มีเพียงจอมยุทธ์เซวี่ยกระมังที่สามารถปกป้องคุ้มครองเซียงเอ๋อร์ได้ อีกทั้งเซียงเอ๋อร์เองก็มีท่าทีว่าจะชอบพอเขาเช่นกัน”“ลูกเองก็คิดเช่นนั้น” หลันเฟิ่งเห็นด้วยศาลาแปดเหลี่ยมหน้าหอตำราในยามนี้ หลันเยี่ยเซียงกำลังนั่งอย่างสงบเสงี่ยม นางเหม่อมองกำแพงสูงของสำนักเค่อหลี่ จากนั้นก็นึกถึงวันที่นางนั่งรถม้าเข้ามากระทั่งได้พบกับเซวี่ยอวี้เป็นครั้งแรกวันนั้นนางเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นโจรราคะ ทว่าวันนี้นางกำลังจะได้พบเขาในฐานะที่แตกต่างไปจากวันแรกโดยสิ้นเชิง“รอนานหรือไม่”ร่างสูงก้าวเข้ามานั่งลงยังฝั่งตรงข้ามนาง มือใหญ่คว้ากาน้ำชาขึ้นรินลงไปในถ้วยที่วางคว่ำอยู่ ท่วงท่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความสงบเยือกเย็น ทำให้หลันเยี่ยเซียงเหม่อลอย“พี่ใหญ่บอกข้าว่าท่านให้ข้าเป็นผู้เลือก”“ใช่” เขาไม่ปฏิเสธ“เช่นนั้นข้าขอถามท่านได้หรือไม่”“ถามมาสิ ข้ายินดีตอบเจ้าทุกข้อ”“ทุกข้อจริงห

  • เยี่ยเซียงฮวา บุปผาเพรียกรัก   บทที่ 4

    หอตำราของเค่อหลี่ มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเข้าไปได้ เขาเองกว่าจะขอร้องท่านอาจารย์เว่ยให้ช่วยเสนอกับอาจารย์อาวุโสทั้งสอง กระทั่งสามารถเข้ามาอ่านตำราได้ทุกวันนับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายทุกขั้นตอนกว่าจะเข้าไปด้านในได้ หลันเฟิ่งจึงอดทนอย่างถึงที่สุด แม้กระทั่งในยามที่เขาต้องยืนรอหลิวเย่ากวง จนอีกฝ่ายออกมาร

  • เยี่ยเซียงฮวา บุปผาเพรียกรัก   บทที่ 3

    มองดูแผ่นหลังที่ปกคลุมเอาไว้ด้วยเรือนผมยาวสลวย สุ่ยเซียนมองตามด้วยสายตาชื่นชม บุตรสาวนอกไส้ของนางผู้นี้ แม้งดงามจนได้ชื่อว่าเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของเมืองอี๋หยาง แต่เพราะพรอันเป็นดังคำสาป จึงทำให้ไม่อาจออกไปไหนมาไหนได้อย่างใจปรารถนานอกจากใบหน้าที่งดงามนั้นแล้ว ในยามราตรีผิวกายของหลันเยี่ยเซียงจะ

  • เยี่ยเซียงฮวา บุปผาเพรียกรัก   บทที่ 2

    เมื่อเดินเข้าไปในประตูหลังคฤหาสน์ เด็กสาวก็ต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อมองเห็นหลันเยี่ยเซียงกำลังยืนรออยู่ก่อนแล้ว ข้างๆ ยังมีสาวใช้ของตนสองคนที่ก้มหน้าก้มอยู่ เห็นชัดว่าผู้เป็นพี่สาวรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว“พี่รอง” มองดูใบหน้างดงามที่เรียบเฉยนั้น หลันอิ๋งชุนพลันยิ้มแหย “ข้ากลับมาทันใช่หรือไม่เจ้าคะ”“พวกเจ

  • เยี่ยเซียงฮวา บุปผาเพรียกรัก   บทที่ 1

    หญิงสาวแคว้นหานต้องมีอันต้องอกสั่นขวัญแขวน หลังจากมีข่าวโจรราคะออกก่อกวนจนทางการต้องประกาศจับ ทั้งนี้ในแต่ละเมืองในแคว้น ล้วนแล้วแต่มีหญิงสาวจากตระกูลต่างๆ ถูกโจรราคะผู้นั้นทำลายชื่อเสียง‘หากแม้นไม่ได้โฉมสะคราญมาแนบชิดเชยชมขอเพียงลูบไล้ผิวนวลอนงค์ แนบเนื้อ หนึ่งราตรี’นั่นคือบทกลอนในจดหมายจากโจรร

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status