Masuk“หากข้าโดนโจรราคะผู้นั้นพาตัวไป ตระกูลหลันต้องเสื่อมเสีย ไม่เพียงแต่จะเป็นปัญหาต่อพี่ใหญ่ในภายภาคหน้า แต่กับชุนเอ๋อร์เองหลังปักปิ่นนางอาจจะไม่ได้คู่หมายที่ดี”
หลันเยี่ยเซียงก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย นางมองตรงไปยังภูเขาสูงที่ล้อมรอบอารามสงบใจ หญิงสาวพลันรู้สึกเศร้าใจ
“ทั้งหมดที่ข้ามี ใบหน้านี้ ผิวกายอันหอมกรุ่นนี้ ล้วนเป็นคำสาปทั้งสิ้น หาไม่เหตุใดข้าจึงเป็นต้นเหตุแห่งความกังวลให้ผู้อื่นถึงเพียงนี้”
หญิงสาวหลับตาพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แม้ท้องฟ้าจะสดใสไร้ซึ่งเมฆหมอก หากแต่ชีวิตของนางในยามนี้เหตุใดจึงมืดมนยิ่งนัก
“เซียงเอ๋อร์” สุ่ยเซียนเดินมาจากเบื้องหลัง ทำให้ทั้งสาวใช้และผู้เป็นนายรีบปรับอารมณ์ ทั้งสองหันกลับไปก่อนส่งยิ้มพร้อมส่งเสียงสดใส
“แม่รอง เราจะกลับกันแล้วหรือเจ้าคะ”
“คุณชายใหญ่มิใช่รับปากจะพาเจ้าสองพี่น้องไปเที่ยวหรอกหรือ มาเร็วเข้า”
“เจ้าค่ะ” หลันเยี่ยเซียงยิ้มกว้างก่อนเดินตามสุ่ยเซียนออกไป
ความเงียบเข้าครอบคลุมทันทีที่กลุ่มคนจากตระกูลหลันจากไป ร่างสูงของเซวี่ยอวี้กระโดดลงมาจากต้นอู่ถง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยในยามที่มองตามขบวนรถม้า ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวลงเขาไป
เมื่อครู่เขานอนอยู่บนต้นอู่ถงเงียบๆ ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังการสนทนา แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อได้ยินหลันเฟิ่งสนทนากับบิดา จากนั้นก็มองเห็นใบหน้าอันงดงามของโฉมสะคราญตระกูลหลัน เจ้าของข่าวลือมากมายที่แม้เขาไม่อยากรู้ แต่ก็ต้องมีเหตุให้ได้ยินในช่วงสองสามวันมานี้ เขาพลันให้ความสนใจขึ้นมา
สตรีผู้นี้ได้รับฉายาโฉมสะคราญอันดับหนึ่ง หาใช่เพียงแค่คำร่ำลือ เพราะทันทีที่เขาได้เห็นใบหน้าของนาง เขายอมรับว่าตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
แม้ใบหน้าของหญิงสาวจะซีดขาวเพราะสิ่งที่ได้ยิน แต่ถึงอย่างนั้นความงดงามหมดจด ยังคงทำให้นางดูน่ามอง โดยเฉพาะในยามที่ดวงตาคู่งามนั้นฉายแววแห่งความทุกข์ทน
มือใหญ่ยกขึ้นลูบคางไปมา ในยามที่สายตายังคงจับจ้องไปยังรถม้าตระกูลหลัน
“คิดขอร้องข้าเช่นนั้นหรือ มาดูกันว่าตระกูลหลันมีสิ่งใดตอบแทน”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเซวี่ยอวี้ปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง จากนั้นร่างสูงก็หมุนกายเดินไปยังด้านหลังอาราม กระทั่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับว่าเขาไม่เคยอยู่ที่นั่นตั้งแต่แรก
รุ่งเช้าวันต่อมาตระกูลหลันได้มีโอกาสต้อนรับแม่สื่อ ซึ่งมาถึงคฤหาสน์พร้อมกันถึงสองคน ข่าวลือเกี่ยวกับโจรราคะ ทำให้คุณชายสองตระกูลฉวยโอกาสนี้ส่งแม่สื่อมาเจรจาเพื่อหมั้นหมาย เพราะหวังว่าตระกูลหลันจะตอบตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงโจรราคะ เพราะทุกคนต่างมั่นใจว่าโจรร้ายต้องเล็งเป้าหมายมายังหลันเยี่ยเซียง
ไม่คาดหลันเฟิ่งกลับเป็นฝ่ายปฏิเสธออกมาเสียงแข็ง หลังจากที่แม่สื่อทั้งสองเผลอพูดเรื่องนี้ออกมาโดยไม่ตั้งใจ เพราะหวังจะบีบให้ตระกูลหลันรีบแต่งหลันเยี่ยเซียงออกไป
เขาถึงกับเอ่ยปากส่งแขกออกไปทันที โดยไม่ให้โอกาสทั้งสองได้ขออภัยใดๆ
การที่หลันเฟิ่งโกรธกระทั่งไม่อาจรักษามารยาทเช่นนี้ บางคนเห็นว่าแม่สื่อทั้งสองคนทำไม่ถูก บางคนประหลาดใจ เพราะไม่เคยมีใครเห็นหรือได้ยินว่าหลันเฟิ่งคุณชายใหญ่ตระกูลหลัน เสียมารยาทต่อแขกที่มาเยือนคฤหาสน์เช่นนี้มาก่อน
แต่ที่แน่ๆ คือข่าวลือใหม่ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว
“พี่ใหญ่” หลันเยี่ยเซียงเดินเข้าไปหาผู้เป็นพี่ชายด้วยใบหน้าเป็นกังวล “เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ”
นางเอ่ยถามขึ้นหลังจากได้ยินมาว่าเขาโกรธกระทั่งไล่แม่สื่อจากสองตระกูลกลับไป กระทั่งคนในคฤหาสน์หลายคนเองก็เห็นว่าสมควรแล้วที่ชายหนุ่มจะโกรธ
“เซียงเอ๋อร์มานั่งสิ นั่งข้างๆ พี่ใหญ่”
มองเห็นใบหน้าของผู้เป็นน้องสาว หลันเฟิ่งพลันใจเย็นลงมาก เมื่อครู่เพราะกำลังโกรธ เขาจึงแยกตัวออกมา ก่อนมานั่งลงในสวนหน้าเรือนเพื่อสงบสติอารมณ์
“ได้ข่าวว่าท่านโกรธมาก ถึงกับไล่คนออกจากคฤหาสน์ น้อยครั้งนักที่ท่านจะโกรธเช่นนี้ พวกนางทำอะไรหรือเจ้าคะ”
หลันเฟิ่งรินชาส่งให้หญิงสาว ก่อนจะรินให้ตัวเอง เขายังไม่ได้ดื่มเพียงจ้องถ้วยชาที่ยังคงวางอยู่บนโต๊ะ ก่อนยิ้มบางพร้อมกับยกมือขึ้นลูบศีรษะของนาง
“ไม่มีอะไรที่เจ้าต้องกังวล หน้าที่ปกป้องเจ้ากับชุนเอ๋อร์ อย่างไรพี่ใหญ่ก็จะทำให้ดีที่สุด” เขาปลอบนางเสียงนุ่ม “ก่อนท่านแม่สิ้นใจพี่ใหญ่รับปากนางเอาไว้ และจะทำตามที่พูด”
“แต่ว่า…” นางขมวดคิ้ว
“เซียงเอ๋อร์ เรามีกันเพียงสามคน เจ้ากับชุนเอ๋อร์เป็นสตรี เรื่องความสุขชั่วชีวิตของพวกเจ้า พี่ใหญ่ไม่อาจปล่อยผ่านและไม่อาจกระทำการมักง่าย การที่เจ้ายังไม่ได้ออกเรือนเช่นนี้ เจ้าโทษพี่ใหญ่หรือไม่”
“ข้าจะคิดเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ”
นางอุทานออกมาด้วยความตกใจ “ข้ารู้ว่าพี่ใหญ่กับท่านพ่อรักและหวังดีต่อข้ากับชุนเอ๋อร์ยิ่งกว่าสิ่งใด ยิ่งไปกว่านั้นเพราะข้าพี่ใหญ่จึงไม่ได้ไปสอบ” นางก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด
“เด็กโง่” หลันเฟิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“การสอบของพี่ใหญ่นั้นยังมีโอกาสหลายครั้ง แต่เจ้าออกเรือนไปได้เพียงครั้งเดียว ท่านพ่อเองก็มีความเห็นไม่ต่าง อย่ากังวลเกินไปพี่ใหญ่ค่อยไปสอบหลังจากเจ้าออกเรือน ดีหรือไม่”
นั่นเป็นคำปลอบใจนางรู้ เรื่องการออกเรือนไหนเลยจะกะเกณฑ์ได้โดยง่าย ไหนจะเรื่องโจรราคะที่ทำให้ทุกคนในคฤหาสน์กำลังตกอยู่ในบรรยากาศตึงเครียดนั่นอีก
“พรุ่งนี้อยากไปเที่ยวเค่อหลี่กับพี่ใหญ่หรือไม่”
หญิงสาวเลิกคิ้วมองเขาด้วยดวงตาประหลาดใจ “ไปได้หรือเจ้าคะ”
ไม่รอให้นางพูดจบเขาก็ชิงจังหวะคว้ามือของนางมา ก่อนจะใช้แขนอีกข้างรวบเอวเล็กขึ้น ให้นางนั่งซ้อนด้านหน้า โดยมีเขาโอบร่างเล็กเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้นางหล่นลงไปหลันเยี่ยเซียงหวีดร้องคราหนึ่ง มือทั้งสองข้างคว้าจับท่อนแขนแกร่งเอาไว้ด้วยความตื่นกลัว แม้ไม่ได้สูงมาก แต่เมื่อตระหนักว่าตัวเองนั่งอยู่บนหลังม้า นางก็อดที่จะหวาดหวั่นไม่ได้ และความหวาดกลัวที่มีก็เอาชนะความขัดเขินจากความแนบชิดไปโดยปริยาย“อย่ากลัว” เขากระซิบเสียงเบา “ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าตกลงแน่นอน”“สัญญานะเจ้าคะ”เซวี่ยอวี้ก้มลงมองคนที่นั่งตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขน รอยยิ้มอ่อนโยนของเขาเผยออกมาโดยไม่รู้ตัว “ข้าสัญญา” เสียงทุ้มกระซิบออกมาอ่อนโยนพอกับสีหน้าที่หญิงสาวไม่มีโอกาสได้เห็นกระทั่งสำรวจดูจนมั่นใจว่าเสื้อคลุมกันลมของหญิงสาวมิดชิด เซวี่ยอวี้ก็กระตุ้นม้าให้ออกตัว ช่วงแรกเขาเพียงให้ม้าวิ่งเหยาะๆ แต่เมื่อเห็นว่าหญิงสาวพยายามเอนตัวไปด้านหน้า เพราะเกรงว่านางและเขาจะใกล้ชิดจนเกินไป ดังนั้นเขาจึงเพิ่มความเร็วหลันเยี่ยเซียงหลับตาแน่น มือที่เกาะท่อนแขนแกร่งขยับไปคว้าสาบเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้แทน ร่างเล็กกระเด็นกระดอนอยู่ไม่กี่ครั้ง มือใหญ่
เซวี่ยอวี้คว้าเสื้อคลุมกันลมมาจากโต๊ะ ก่อนจะก้าวเข้ามาหาหญิงสาว นางถอยหลังหลบ แต่ยังคงช้ากว่าชายหนุ่มอยู่ดี ดังนั้นเสื้อคลุมตัวใหญ่จึงถูกคลุมลงไปยังร่างเล็กที่ยังคงมีท่าทีหวาดระแวง“สะกดรอยตามหรือ เจ้าหมายถึง…”เขาครุ่นคิดครู่เดียวก็พอจะนึกออก วันนั้นเขานั่งเล่นอยู่บนกำแพงและนางก็ได้เห็นเขาเป็นครั้งแรก ซึ่งนั่นคงทำให้หญิงสาวเข้าใจว่าเขาสะกดรอยตามนางมา“ข้าดูเหมือนโจรราคะถึงเพียงนั้นเลยหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม ทั้งที่มือยังคงง่วนอยู่กับการผูกสายเสื้อคลุมกันลมให้หญิงสาว“ก็…” นางเกือบพยักหน้าแล้ว หากไม่ใช่ว่าเขาก้มลงมาในยามที่นางเงยหน้าขึ้นพอดี ทั้งสองยืนสบตากันนิ่งอยู่เช่นนั้นดวงตาคมลุ่มลึกของชายหนุ่ม ดึงดูดสายตาคู่งามของหญิงสาวเอาไว้ โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องบีบบังคับ เขาจดจ้องนางนิ่ง ปล่อยให้นางได้สำรวจลึกเข้าไปถึงแววสนุกสนาน ซึ่งบัดนี้ทอประกายออกมาชัดเจน“จะว่าไป” เซวี่ยอวี้เว้นวรรคไปครู่ใหญ่ “เจ้าก็คิดไม่ผิด” เอ่ยจบเขาก็หัวเราะก่อนผละใบหน้าออกแล้วหมุนตัวเดินไปยังประตูหลันเยี่ยเซียงยังคงงุนงงกับท่าทีของชายหนุ่ม กระทั่งเขาเปิดประตูออก นางจึงตระหนักว่าตนยังคงอยู่ในสำนักศึกษาเค่อหลี่ กำแพ
ก่อนเกิดเรื่องคุณชายตระกูลฟู่ส่งแม่สื่อเข้าไปเจรจาสู่ขอหลันเยี่ยเซียง ทั้งยังพลั้งปากพูดเรื่องโจรราคะออกมา หมายให้ตระกูลหลันยกหญิงสาวให้แต่งออกไปเพื่อแก้ปัญหา กระทั่งทำให้หลันเฟิ่งโกรธจัดจนไล่แม่สื่อทั้งสองออกมาอย่างไม่ไว้หน้าเซวี่ยอวี้ได้ยินหลิวเย่ากวงเอ่ยถึง ในยามที่อีกฝ่ายพาหลันเฟิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าทั้งหมดนี้กลับเป็นแผนการของคุณชายตระกูลฟู่ผู้นี้ทั้งสิ้น“น่าสนุกยิ่ง”มองดูหญิงสาวที่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ เซวี่ยอวี้พลันแย้มยิ้ม “มาดูกันว่าเขายังมีแผนการใดอีก เจ้าก็เป็นเด็กดีนอนหลับให้สบายรอข้าจัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อย”ภายในห้องที่มีแสงเพียงริบหรี่ หลันเยี่ยเซียงค่อยๆ ขยับตัว นางลืมตาขึ้นพร้อมกับกะพริบตามองเพดานห้องซึ่งที่ไม่คุ้นตา ร่างเล็กลุกพรวดขึ้นเมื่อเห็นแผ่นหลังของบุรุษซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลความทรงจำสุดท้ายที่นางนึกออกก็คือถูกคนชุดดำลักพาตัวมา และสถานที่แห่งนี้นางก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใดมองออกไปด้านนอกเป็นเวลาค่ำมืด บ่งบอกว่าเวลาได้ล่วงเลยมานานหลายชั่วยาม ป่านนี้พี่ชายและคนในตระกูลหลันคงล่วงรู้แล้วว่านางถูกลักพาตัวมา ไม่รู้พวกเขาจะร้อนใจเพียงใดมองดูป
กว่าชั่วยามที่ไล่ตามมาในที่สุดบุรุษในชุดสีดำก็หยุดลงที่ชายป่านอกเมือง กระท่อมหยาบๆ หลังหนึ่งปรากฏให้เห็น นี่ออกจะดูไม่เหมือนข่าวลือที่ว่าโจรราคะก่อเหตุเพียงลำพังเลยแม้แต่น้อยเซวี่ยอวี้มองเห็นคนเหล่านั้นช่วยกันอุ้มถุงกระสอบใบใหญ่วางลง กระทั่งเร่งแกะปากถุงออกด้วยมือไม้สั่นเทา เขาก้าวเข้าไปช้าๆ อย่างไร้สุ้มเสียง และทันได้มองเห็นใบหน้างดงามที่หมดสติโผล่ออกมา“เป็นนางแน่นอน”“ใช่ๆ ข้าเคยเห็นนาง นี่คือคุณหนูหลันเยี่ยเซียงไม่ผิดตัวแน่”“เช่นนั้นรอช้าอยู่ทำไม ยังไม่รีบแจ้งข่าวให้คุณชายฟู่อีก งานนี้พวกเรารวยแน่ ค่าจ้างงามถึงเพียงนี้ไม่มีอีกแล้ว”ทั้งสี่คนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน กระทั่งหนึ่งในนั้นเดินออกมาก่อนกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบออกไป โดยไม่สังเกตเห็นเซวี่ยอวี่ที่หลบอยู่ด้านนอกเลยแม้แต่น้อย“เสียดายยิ่งนัก มิสู้พวกเราเชยชมนางสักครา ก่อนส่งต่อให้คุณชายฟู่เล่า จะอย่างไรก็จะโยนความผิดให้โจรราคะอยู่แล้ว”คนที่ยืนอยู่ใกล้โฉมสะคราญเอ่ยขึ้นอย่างแสนเสียดาย ทั้งที่ดวงตาไม่ละไปจากใบหน้างดงามของหญิงสาวซึ่งยังคงหมดสติ“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ของมีตำหนิจะมีราคาได้อย่างไร หากคุณชายฟู่รู้เรื่องเข้า ค่าจ้างงดง
ทันทีที่หลันเฟิ่งก้าวออกไปจากห้อง หลันเยี่ยเซียงที่ดูเหมือนกำลังพูดคุยกับหลิวเย่ากวงอย่างออกรส บัดนี้กลับหันไปมองยังประตูทางเข้าเช่นกันกับหลิวเย่ากวงที่สังเกตเห็นในทันที“รู้กระมังว่าเขาจงใจ”หลันเยี่ยเซียงหันมามองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนยิ้มออกมาอย่างจนใจ “พี่ใหญ่หวังดีต่อข้ารู้ดี แต่อย่างไรข้าก็ต้องขออภัยท่านด้วยที่ทำให้ท่านเดือดร้อน”“เดือดร้อนหรือ” หลิวเย่ากวงหัวเราะออกมา “ความจริงเมื่อวานตอนที่เขาบอกว่าจะพาเจ้ามา ข้าก็เดาได้หลายส่วนแล้ว เขาสนิทสนมกับข้ามานาน การได้เห็นเขาไว้วางใจข้าถึงเพียงนี้ ไม่นับว่าเป็นเรื่องเสียหาย ตรงกันข้ามข้ากลับเห็นใจในสิ่งที่เจ้าและตระกูลหลันกำลังเผชิญ”หลันเยี่ยเซียงนิ่งฟังอีกฝ่ายพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ นางรู้ว่าในสายตาของหลิวเย่ากวงนั้น เขาหาได้มองนางเช่นบุรุษหลายคนมอง แม้จะมีท่าทีชื่นชมในตัวนาง แต่ในแววตาคู่นั้นกลับแตกต่างไปจากผู้อื่น นางมองออกว่าชายหนุ่มมีเพียงความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเท่านั้น“ขอบคุณท่านยิ่งนัก”“ในสายตาข้าความงดงามภายนอกของเจ้า ยังไม่น่าชื่นชมเท่ากับความเข้าใจในสถานการณ์ตอนนี้ เจ้าไม่เพียงไม่โทษว่าพี่ชายจงใจมัดมือชก แต่กลับยอมมาที่นี่โด
“ได้สิ ศิษย์พี่กวงเองก็เคยอนุญาตแล้ว”หลายวันก่อนหลิวเย่ากวงเคยพูดทีเล่นทีจริงว่าเขาอาจอยากพาน้องสาวไปเค่อหลี่ เพียงแต่เขาต้องนั่งอ่านตำราต่างๆ ในห้องรับรองด้านนอก แทนการเข้าไปในหอตำราเช่นทุกครั้งมองดูใบหน้าตื่นเต้นที่จะได้เข้าไปในเค่อหลี่ของหลันเยี่ยเซียง หลันเฟิ่งพลันยิ้มออกมาบางๆ เขาไม่เสียใจสักนิดที่ระบายโทสะวันนี้ น้องสาวของเขาคนนี้หัวอ่อนว่านอนสอนง่าย นางไม่เพียงแต่มีใบหน้างดงามผุดผาด แต่จิตใจของนางเองก็สะอาดบริสุทธิ์ด้วยเขาและบิดาปกป้องนางมาโดยตลอด หวังเป็นอย่างยิ่งให้นางพบกับความสุขสบายไร้กังวล เขาไหนเลยจะคาดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้หลันเซียวมองรถม้าที่วิ่งออกไปช้าๆ ใบหน้าของเขาผ่อนคลายลงไปมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่อาจหักใจเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ สุ่ยเซียนเดินเข้ามายืนเคียงข้างผู้เป็นสามี“ท่านพี่ ท่านว่าเรื่องนี้จะได้ผลหรือ เซียงเอ๋อร์ต้องรู้แน่นอนว่าพวกท่านคิดจะทำอะไร”“ลองดูก็ไม่เสียหาย คุณชายหลิวเป็นคนดี ลูกเฟิ่งเองก็เห็นว่าเป็นเขาย่อมดีกว่าคุณชายตระกูลมั่งคั่งในเมืองอี๋หยางที่ดีแต่เสเพลไปวันๆ”หลันเซียวถอนหายใจออกมา เขาเคยพบหลิวเย่ากวงผู้นี้มาก่อน ในใจชื่นชมช







