LOGINรุ่งเช้าวันถัดมาหลันเยี่ยเซียงและหลันอิ๋งชุนก็ให้รู้สึกประหลาดใจยิ่ง หลันเฟิ่งไม่เพียงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามสบาย แต่เขายังไม่มีทีท่าว่าจะเดินทางไปยังเค่อหลี่เช่นทุกครั้ง
เช่นกันกับหลันเซียวและสุ่ยเซียนที่เดินออกมายังห้องโถงของคฤหาสน์
“พี่ใหญ่วันนี้ท่านไปไปเค่อหลี่หรือเจ้าคะ”
หลันอิ๋งชุนวิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นพี่ชายอย่างออดอ้อน ซึ่งเขาเองก็ยกมือขึ้นลูบซาลาเปาสองก้อนเหนือศีรษะของเด็กสาว
“วันนี้พี่ใหญ่ปรึกษากันกับท่านพ่อและแม่รอง พี่ใหญ่จะพาทุกคนไปไหว้พระที่อารามสงบใจนอกเมือง จะได้พาเจ้ากับพี่รองออกไปเที่ยวด้วยดีหรือไม่”
“จริงหรือเจ้าคะ!”
หลันเยี่ยเซียงสบตากับบิดาและพี่ชาย ดวงตาของนางทอประกายระยิบระยับ นานมากแล้วที่นางไม่ได้ออกไปเที่ยวนอกเมืองเช่นนี้ ดังนั้นแน่นอนนางจึงตื่นเต้นไม่แพ้หลันอิ๋งชุนที่วิ่งไปรอบๆ ด้วยความยินดี
สุ่ยเซียนเองก็มองออก ดังนั้นจึงเดินข้ามาจับมือของหญิงสาวจากนั้นก็ยิ้มปลอบประโลม “หลังมื้อเช้าพวกเจ้าสองคนก็รีบไปเตรียมตัวเถิด แม่รองจะให้คนรีบไปเตรียมรถม้า”
“เจ้าค่ะ”
การเดินทางไปยังอารามบนเขานอกเมืองอี๋หยางเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของบุตรสาวทั้งสองคน ทำให้หลันเซียวอดที่จะยิ้มออกมาบางๆ ไม่ได้
เขาตบลงไปบนบ่าของบุตรชายคนโต ก่อนจะพยักหน้าให้อีกฝ่าย จากนั้นจึงเดินนำขึ้นบันไดไปยังประตูทางเข้า
เมื่อปล่อยให้บุตรสาวและฮูหยินเข้าไปไหว้พระ หลันเซียวเองก็เดินออกมารอด้านนอก ด้านหลังหลันเฟิ่งเองก็เดินตามมาด้วย
“ท่านพ่อ”
“ออกไปด้านโน้นเถิด พ่อมีเรื่องจะพูดกับเจ้า”
มองดูสาวใช้และคนคุ้มกันที่พวกเขานำมาด้วย หลันเฟิ่งก็พยักหน้า ก่อนหันไปกำชับคนของตนให้อยู่คุ้มกันน้องสาวกับมารดารอง จากนั้นชายหนุ่มก็เดินตามบิดาไป
“ติดต่อไปยังสำนักคุ้มภัยแล้วหรือ”
“ขอรับ พวกเขาจะส่งคนมาในไม่ช้า”
“แล้วยอดฝีมือที่เจ้าเคยกล่าวถึงเล่า”
“ลูกปรึกษากับศิษย์พี่กวงแล้ว เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าอาจารย์จะสามารถขอร้องจอมยุทธ์เซวี่ยได้ อีกอย่างเขามาที่นี่เพราะศิษย์พี่ของสำนักเค่อหลี่ติดค้างน้ำใจเขา ดังนั้นทางเค่อหลี่เองก็ไม่มีสิทธิ์จะเอ่ยปากรบกวน เขาเป็นคนในยุทธภพลูกคิดว่าน่าจะรับมือกับโจรราคะผู้นี้ได้ เพราะเราไม่แน่ใจว่าโจรราคะผู้นั้นฝีมือร้ายกาจเพียงใด”
“แล้วเรื่องที่อาจารย์ทั้งสองรับปากว่าจะลองติดต่อไปยังศิษย์พี่ของเจ้าเล่า”
“ทางด้านศิษย์พี่ใหญ่เฮยหลิงคงยากขอรับ เพราะอย่างที่รู้ๆ ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่ถึงแม้อาจารย์ทั้งสองจะรู้และสามารถติดต่อเขาได้ เรื่องนี้ก็อาจไม่ทันการณ์”
หลันเซียวถอนหายใจออกมาก่อนหันมาสบตากับบุตรชาย “เจ้าว่าพ่อทำผิดหรือไม่ที่ไม่รับปากยกนางให้ตระกูลที่เคยส่งแม่สื่อมาทาบทามสู่ขอ”
“ไยท่านพ่อถามลูกเช่นนี้”
“จริงอยู่ว่าในบรรดาคนเหล่านั้นหามีผู้ที่ดีพร้อมสำหรับเซียงเอ๋อร์ไม่ แต่ก็ยังมีคนที่คุณสมบัติพอใช้ หากพ่อรับปากยกนางให้แต่งออกไป เจ้าเองก็คงไม่ต้องรอจนป่านนี้ ทั้งที่สามารถเข้าสอบได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว”
“เซียงเอ๋อร์เป็นน้องสาวของลูก ไม่ว่าจะอย่างไรหน้าที่ปกป้องนางก็เป็นของลูกเช่นกันขอรับ”
“พ่อขอบใจเจ้ามาก”
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด ก่อนจะเดินไปอีกด้านช้าๆ โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าเบื้องหลังนั้น มีเงาร่างอรชรที่ยืนสั่นสะท้านเพราะได้ยินบทสนทนาทั้งหมดของบิดาและพี่ชาย
“คุณหนู” เสี่ยวอิงกระซิบ
หลันเยี่ยเซียงยิ้มทั้งที่ใบหน้าของนางซีดขาว เรื่องที่พี่ชายไม่อาจไปสอบปีที่แล้ว คราแรกนางยังคิดว่าเขายังไม่พร้อม ดังนั้นนางจึงยินดีเป็นอย่างมากที่เขาจะอยู่ในยามที่มีแม่สื่อมาทาบทามสู่ขอ อีกทั้งตระกูลนั้นยังเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของอี๋หยางที่ยากจะปฏิเสธโดยไม่ให้บาดหมาง
หลันเฟิ่งซึ่งเป็นศิษย์เค่อหลี่ อย่างน้อยก็สามารถปฏิเสธผู้คนได้โดยไม่ให้อีกฝ่ายขัดเคือง ดังนั้นการหมั้นหมายจึงไม่เกิดขึ้น เพราะเขารู้ว่านางเองไม่ได้เต็มใจ
“ข้าเป็นภาระของตระกูลหลันโดยแท้”
นางกระซิบกับตัวเองเสียงแผ่ว พยายามไม่ทำตัวอ่อนแอ แต่ถึงอย่างนั้นตลอดมานับจากวันที่นางปักปิ่น ความลำบากใจของบิดาและพี่ชาย นางไหนเลยจะไม่สังเกตเห็น
ตระกูลหลันทำการค้ากับผู้คนมากมายหลายตระกูล และตระกูลเหล่านั้นก็เคยส่งแม่สื่อมาแล้วทั้งสิ้น หลายตระกูลขุ่นเคืองที่โดนปฏิเสธจนตัดขาดความสัมพันธ์ทางการค้า
ยังมีบ้างที่ยังคงกล้ำกลืนเพราะเกรงคำครหา แม้ทั้งหมดนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบในระยะสั้น แต่การที่ตระกูลน้อยใหญ่ค่อยๆ ตีตัวออกห่างตระกูลหลัน แน่นอนว่านี่จึงเป็นผลกระทบระยะยาวที่นางไม่อยากให้เกิดขึ้น
“หรือข้าสมควรแต่งออกไปได้แล้ว หาไม่ตระกูลหลันคงหนีไม่พ้นเรื่องวุ่นวาย”
“คุณหนู” เสี่ยวอิงอุทานออกมาเสียงเบา “ท่านพูดอะไรออกมาเจ้าคะ เรื่องวุ่นวายนี้ไม่ใช่ท่านที่เป็นต้นเหตุเสียหน่อย”
“เสี่ยวอิง เจ้าก็เห็นว่าข้าเป็นต้นเหตุชัดๆ หากข้าแต่งออกไปไม่ว่าข่าวลือหรือโจรราคะ ล้วนไม่อาจสร้างปัญหาให้ตระกูลหลันได้อีก”
“บุรุษทุกคนที่ส่งแม่สื่อมาพวกเขาล้วนมีอนุในเรือน ทั้งยังเจ้าชู้มากรัก คุณชายที่ดีแต่เสเพลไปวันๆ เช่นนั้น…”
“เช่นนั้นแต่งให้บัณฑิตยากจนเป็นอย่างไร ข้าไม่ได้หวังใช้ชีวิตสุขสบาย ขอเพียงเขาเป็นคนดีมีคุณธรรม ไม่จำเป็นต้องเป็นคุณชายตระกูลใหญ่หรือคหบดีร่ำรวย”
“แต่…” เสี่ยวอิงกุมมือหญิงสาวเอาไว้
ไม่รอให้นางพูดจบเขาก็ชิงจังหวะคว้ามือของนางมา ก่อนจะใช้แขนอีกข้างรวบเอวเล็กขึ้น ให้นางนั่งซ้อนด้านหน้า โดยมีเขาโอบร่างเล็กเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้นางหล่นลงไปหลันเยี่ยเซียงหวีดร้องคราหนึ่ง มือทั้งสองข้างคว้าจับท่อนแขนแกร่งเอาไว้ด้วยความตื่นกลัว แม้ไม่ได้สูงมาก แต่เมื่อตระหนักว่าตัวเองนั่งอยู่บนหลังม้า นางก็อดที่จะหวาดหวั่นไม่ได้ และความหวาดกลัวที่มีก็เอาชนะความขัดเขินจากความแนบชิดไปโดยปริยาย“อย่ากลัว” เขากระซิบเสียงเบา “ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าตกลงแน่นอน”“สัญญานะเจ้าคะ”เซวี่ยอวี้ก้มลงมองคนที่นั่งตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขน รอยยิ้มอ่อนโยนของเขาเผยออกมาโดยไม่รู้ตัว “ข้าสัญญา” เสียงทุ้มกระซิบออกมาอ่อนโยนพอกับสีหน้าที่หญิงสาวไม่มีโอกาสได้เห็นกระทั่งสำรวจดูจนมั่นใจว่าเสื้อคลุมกันลมของหญิงสาวมิดชิด เซวี่ยอวี้ก็กระตุ้นม้าให้ออกตัว ช่วงแรกเขาเพียงให้ม้าวิ่งเหยาะๆ แต่เมื่อเห็นว่าหญิงสาวพยายามเอนตัวไปด้านหน้า เพราะเกรงว่านางและเขาจะใกล้ชิดจนเกินไป ดังนั้นเขาจึงเพิ่มความเร็วหลันเยี่ยเซียงหลับตาแน่น มือที่เกาะท่อนแขนแกร่งขยับไปคว้าสาบเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้แทน ร่างเล็กกระเด็นกระดอนอยู่ไม่กี่ครั้ง มือใหญ่
เซวี่ยอวี้คว้าเสื้อคลุมกันลมมาจากโต๊ะ ก่อนจะก้าวเข้ามาหาหญิงสาว นางถอยหลังหลบ แต่ยังคงช้ากว่าชายหนุ่มอยู่ดี ดังนั้นเสื้อคลุมตัวใหญ่จึงถูกคลุมลงไปยังร่างเล็กที่ยังคงมีท่าทีหวาดระแวง“สะกดรอยตามหรือ เจ้าหมายถึง…”เขาครุ่นคิดครู่เดียวก็พอจะนึกออก วันนั้นเขานั่งเล่นอยู่บนกำแพงและนางก็ได้เห็นเขาเป็นครั้งแรก ซึ่งนั่นคงทำให้หญิงสาวเข้าใจว่าเขาสะกดรอยตามนางมา“ข้าดูเหมือนโจรราคะถึงเพียงนั้นเลยหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม ทั้งที่มือยังคงง่วนอยู่กับการผูกสายเสื้อคลุมกันลมให้หญิงสาว“ก็…” นางเกือบพยักหน้าแล้ว หากไม่ใช่ว่าเขาก้มลงมาในยามที่นางเงยหน้าขึ้นพอดี ทั้งสองยืนสบตากันนิ่งอยู่เช่นนั้นดวงตาคมลุ่มลึกของชายหนุ่ม ดึงดูดสายตาคู่งามของหญิงสาวเอาไว้ โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องบีบบังคับ เขาจดจ้องนางนิ่ง ปล่อยให้นางได้สำรวจลึกเข้าไปถึงแววสนุกสนาน ซึ่งบัดนี้ทอประกายออกมาชัดเจน“จะว่าไป” เซวี่ยอวี้เว้นวรรคไปครู่ใหญ่ “เจ้าก็คิดไม่ผิด” เอ่ยจบเขาก็หัวเราะก่อนผละใบหน้าออกแล้วหมุนตัวเดินไปยังประตูหลันเยี่ยเซียงยังคงงุนงงกับท่าทีของชายหนุ่ม กระทั่งเขาเปิดประตูออก นางจึงตระหนักว่าตนยังคงอยู่ในสำนักศึกษาเค่อหลี่ กำแพ
ก่อนเกิดเรื่องคุณชายตระกูลฟู่ส่งแม่สื่อเข้าไปเจรจาสู่ขอหลันเยี่ยเซียง ทั้งยังพลั้งปากพูดเรื่องโจรราคะออกมา หมายให้ตระกูลหลันยกหญิงสาวให้แต่งออกไปเพื่อแก้ปัญหา กระทั่งทำให้หลันเฟิ่งโกรธจัดจนไล่แม่สื่อทั้งสองออกมาอย่างไม่ไว้หน้าเซวี่ยอวี้ได้ยินหลิวเย่ากวงเอ่ยถึง ในยามที่อีกฝ่ายพาหลันเฟิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าทั้งหมดนี้กลับเป็นแผนการของคุณชายตระกูลฟู่ผู้นี้ทั้งสิ้น“น่าสนุกยิ่ง”มองดูหญิงสาวที่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ เซวี่ยอวี้พลันแย้มยิ้ม “มาดูกันว่าเขายังมีแผนการใดอีก เจ้าก็เป็นเด็กดีนอนหลับให้สบายรอข้าจัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อย”ภายในห้องที่มีแสงเพียงริบหรี่ หลันเยี่ยเซียงค่อยๆ ขยับตัว นางลืมตาขึ้นพร้อมกับกะพริบตามองเพดานห้องซึ่งที่ไม่คุ้นตา ร่างเล็กลุกพรวดขึ้นเมื่อเห็นแผ่นหลังของบุรุษซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลความทรงจำสุดท้ายที่นางนึกออกก็คือถูกคนชุดดำลักพาตัวมา และสถานที่แห่งนี้นางก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใดมองออกไปด้านนอกเป็นเวลาค่ำมืด บ่งบอกว่าเวลาได้ล่วงเลยมานานหลายชั่วยาม ป่านนี้พี่ชายและคนในตระกูลหลันคงล่วงรู้แล้วว่านางถูกลักพาตัวมา ไม่รู้พวกเขาจะร้อนใจเพียงใดมองดูป
กว่าชั่วยามที่ไล่ตามมาในที่สุดบุรุษในชุดสีดำก็หยุดลงที่ชายป่านอกเมือง กระท่อมหยาบๆ หลังหนึ่งปรากฏให้เห็น นี่ออกจะดูไม่เหมือนข่าวลือที่ว่าโจรราคะก่อเหตุเพียงลำพังเลยแม้แต่น้อยเซวี่ยอวี้มองเห็นคนเหล่านั้นช่วยกันอุ้มถุงกระสอบใบใหญ่วางลง กระทั่งเร่งแกะปากถุงออกด้วยมือไม้สั่นเทา เขาก้าวเข้าไปช้าๆ อย่างไร้สุ้มเสียง และทันได้มองเห็นใบหน้างดงามที่หมดสติโผล่ออกมา“เป็นนางแน่นอน”“ใช่ๆ ข้าเคยเห็นนาง นี่คือคุณหนูหลันเยี่ยเซียงไม่ผิดตัวแน่”“เช่นนั้นรอช้าอยู่ทำไม ยังไม่รีบแจ้งข่าวให้คุณชายฟู่อีก งานนี้พวกเรารวยแน่ ค่าจ้างงามถึงเพียงนี้ไม่มีอีกแล้ว”ทั้งสี่คนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน กระทั่งหนึ่งในนั้นเดินออกมาก่อนกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบออกไป โดยไม่สังเกตเห็นเซวี่ยอวี่ที่หลบอยู่ด้านนอกเลยแม้แต่น้อย“เสียดายยิ่งนัก มิสู้พวกเราเชยชมนางสักครา ก่อนส่งต่อให้คุณชายฟู่เล่า จะอย่างไรก็จะโยนความผิดให้โจรราคะอยู่แล้ว”คนที่ยืนอยู่ใกล้โฉมสะคราญเอ่ยขึ้นอย่างแสนเสียดาย ทั้งที่ดวงตาไม่ละไปจากใบหน้างดงามของหญิงสาวซึ่งยังคงหมดสติ“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ของมีตำหนิจะมีราคาได้อย่างไร หากคุณชายฟู่รู้เรื่องเข้า ค่าจ้างงดง
ทันทีที่หลันเฟิ่งก้าวออกไปจากห้อง หลันเยี่ยเซียงที่ดูเหมือนกำลังพูดคุยกับหลิวเย่ากวงอย่างออกรส บัดนี้กลับหันไปมองยังประตูทางเข้าเช่นกันกับหลิวเย่ากวงที่สังเกตเห็นในทันที“รู้กระมังว่าเขาจงใจ”หลันเยี่ยเซียงหันมามองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนยิ้มออกมาอย่างจนใจ “พี่ใหญ่หวังดีต่อข้ารู้ดี แต่อย่างไรข้าก็ต้องขออภัยท่านด้วยที่ทำให้ท่านเดือดร้อน”“เดือดร้อนหรือ” หลิวเย่ากวงหัวเราะออกมา “ความจริงเมื่อวานตอนที่เขาบอกว่าจะพาเจ้ามา ข้าก็เดาได้หลายส่วนแล้ว เขาสนิทสนมกับข้ามานาน การได้เห็นเขาไว้วางใจข้าถึงเพียงนี้ ไม่นับว่าเป็นเรื่องเสียหาย ตรงกันข้ามข้ากลับเห็นใจในสิ่งที่เจ้าและตระกูลหลันกำลังเผชิญ”หลันเยี่ยเซียงนิ่งฟังอีกฝ่ายพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ นางรู้ว่าในสายตาของหลิวเย่ากวงนั้น เขาหาได้มองนางเช่นบุรุษหลายคนมอง แม้จะมีท่าทีชื่นชมในตัวนาง แต่ในแววตาคู่นั้นกลับแตกต่างไปจากผู้อื่น นางมองออกว่าชายหนุ่มมีเพียงความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเท่านั้น“ขอบคุณท่านยิ่งนัก”“ในสายตาข้าความงดงามภายนอกของเจ้า ยังไม่น่าชื่นชมเท่ากับความเข้าใจในสถานการณ์ตอนนี้ เจ้าไม่เพียงไม่โทษว่าพี่ชายจงใจมัดมือชก แต่กลับยอมมาที่นี่โด
“ได้สิ ศิษย์พี่กวงเองก็เคยอนุญาตแล้ว”หลายวันก่อนหลิวเย่ากวงเคยพูดทีเล่นทีจริงว่าเขาอาจอยากพาน้องสาวไปเค่อหลี่ เพียงแต่เขาต้องนั่งอ่านตำราต่างๆ ในห้องรับรองด้านนอก แทนการเข้าไปในหอตำราเช่นทุกครั้งมองดูใบหน้าตื่นเต้นที่จะได้เข้าไปในเค่อหลี่ของหลันเยี่ยเซียง หลันเฟิ่งพลันยิ้มออกมาบางๆ เขาไม่เสียใจสักนิดที่ระบายโทสะวันนี้ น้องสาวของเขาคนนี้หัวอ่อนว่านอนสอนง่าย นางไม่เพียงแต่มีใบหน้างดงามผุดผาด แต่จิตใจของนางเองก็สะอาดบริสุทธิ์ด้วยเขาและบิดาปกป้องนางมาโดยตลอด หวังเป็นอย่างยิ่งให้นางพบกับความสุขสบายไร้กังวล เขาไหนเลยจะคาดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้หลันเซียวมองรถม้าที่วิ่งออกไปช้าๆ ใบหน้าของเขาผ่อนคลายลงไปมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่อาจหักใจเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ สุ่ยเซียนเดินเข้ามายืนเคียงข้างผู้เป็นสามี“ท่านพี่ ท่านว่าเรื่องนี้จะได้ผลหรือ เซียงเอ๋อร์ต้องรู้แน่นอนว่าพวกท่านคิดจะทำอะไร”“ลองดูก็ไม่เสียหาย คุณชายหลิวเป็นคนดี ลูกเฟิ่งเองก็เห็นว่าเป็นเขาย่อมดีกว่าคุณชายตระกูลมั่งคั่งในเมืองอี๋หยางที่ดีแต่เสเพลไปวันๆ”หลันเซียวถอนหายใจออกมา เขาเคยพบหลิวเย่ากวงผู้นี้มาก่อน ในใจชื่นชมช







