로그인รุ่งเช้าวันถัดมาหลันเยี่ยเซียงและหลันอิ๋งชุนก็ให้รู้สึกประหลาดใจยิ่ง หลันเฟิ่งไม่เพียงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามสบาย แต่เขายังไม่มีทีท่าว่าจะเดินทางไปยังเค่อหลี่เช่นทุกครั้ง
เช่นกันกับหลันเซียวและสุ่ยเซียนที่เดินออกมายังห้องโถงของคฤหาสน์
“พี่ใหญ่วันนี้ท่านไปไปเค่อหลี่หรือเจ้าคะ”
หลันอิ๋งชุนวิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นพี่ชายอย่างออดอ้อน ซึ่งเขาเองก็ยกมือขึ้นลูบซาลาเปาสองก้อนเหนือศีรษะของเด็กสาว
“วันนี้พี่ใหญ่ปรึกษากันกับท่านพ่อและแม่รอง พี่ใหญ่จะพาทุกคนไปไหว้พระที่อารามสงบใจนอกเมือง จะได้พาเจ้ากับพี่รองออกไปเที่ยวด้วยดีหรือไม่”
“จริงหรือเจ้าคะ!”
หลันเยี่ยเซียงสบตากับบิดาและพี่ชาย ดวงตาของนางทอประกายระยิบระยับ นานมากแล้วที่นางไม่ได้ออกไปเที่ยวนอกเมืองเช่นนี้ ดังนั้นแน่นอนนางจึงตื่นเต้นไม่แพ้หลันอิ๋งชุนที่วิ่งไปรอบๆ ด้วยความยินดี
สุ่ยเซียนเองก็มองออก ดังนั้นจึงเดินข้ามาจับมือของหญิงสาวจากนั้นก็ยิ้มปลอบประโลม “หลังมื้อเช้าพวกเจ้าสองคนก็รีบไปเตรียมตัวเถิด แม่รองจะให้คนรีบไปเตรียมรถม้า”
“เจ้าค่ะ”
การเดินทางไปยังอารามบนเขานอกเมืองอี๋หยางเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของบุตรสาวทั้งสองคน ทำให้หลันเซียวอดที่จะยิ้มออกมาบางๆ ไม่ได้
เขาตบลงไปบนบ่าของบุตรชายคนโต ก่อนจะพยักหน้าให้อีกฝ่าย จากนั้นจึงเดินนำขึ้นบันไดไปยังประตูทางเข้า
เมื่อปล่อยให้บุตรสาวและฮูหยินเข้าไปไหว้พระ หลันเซียวเองก็เดินออกมารอด้านนอก ด้านหลังหลันเฟิ่งเองก็เดินตามมาด้วย
“ท่านพ่อ”
“ออกไปด้านโน้นเถิด พ่อมีเรื่องจะพูดกับเจ้า”
มองดูสาวใช้และคนคุ้มกันที่พวกเขานำมาด้วย หลันเฟิ่งก็พยักหน้า ก่อนหันไปกำชับคนของตนให้อยู่คุ้มกันน้องสาวกับมารดารอง จากนั้นชายหนุ่มก็เดินตามบิดาไป
“ติดต่อไปยังสำนักคุ้มภัยแล้วหรือ”
“ขอรับ พวกเขาจะส่งคนมาในไม่ช้า”
“แล้วยอดฝีมือที่เจ้าเคยกล่าวถึงเล่า”
“ลูกปรึกษากับศิษย์พี่กวงแล้ว เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าอาจารย์จะสามารถขอร้องจอมยุทธ์เซวี่ยได้ อีกอย่างเขามาที่นี่เพราะศิษย์พี่ของสำนักเค่อหลี่ติดค้างน้ำใจเขา ดังนั้นทางเค่อหลี่เองก็ไม่มีสิทธิ์จะเอ่ยปากรบกวน เขาเป็นคนในยุทธภพลูกคิดว่าน่าจะรับมือกับโจรราคะผู้นี้ได้ เพราะเราไม่แน่ใจว่าโจรราคะผู้นั้นฝีมือร้ายกาจเพียงใด”
“แล้วเรื่องที่อาจารย์ทั้งสองรับปากว่าจะลองติดต่อไปยังศิษย์พี่ของเจ้าเล่า”
“ทางด้านศิษย์พี่ใหญ่เฮยหลิงคงยากขอรับ เพราะอย่างที่รู้ๆ ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่ถึงแม้อาจารย์ทั้งสองจะรู้และสามารถติดต่อเขาได้ เรื่องนี้ก็อาจไม่ทันการณ์”
หลันเซียวถอนหายใจออกมาก่อนหันมาสบตากับบุตรชาย “เจ้าว่าพ่อทำผิดหรือไม่ที่ไม่รับปากยกนางให้ตระกูลที่เคยส่งแม่สื่อมาทาบทามสู่ขอ”
“ไยท่านพ่อถามลูกเช่นนี้”
“จริงอยู่ว่าในบรรดาคนเหล่านั้นหามีผู้ที่ดีพร้อมสำหรับเซียงเอ๋อร์ไม่ แต่ก็ยังมีคนที่คุณสมบัติพอใช้ หากพ่อรับปากยกนางให้แต่งออกไป เจ้าเองก็คงไม่ต้องรอจนป่านนี้ ทั้งที่สามารถเข้าสอบได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว”
“เซียงเอ๋อร์เป็นน้องสาวของลูก ไม่ว่าจะอย่างไรหน้าที่ปกป้องนางก็เป็นของลูกเช่นกันขอรับ”
“พ่อขอบใจเจ้ามาก”
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด ก่อนจะเดินไปอีกด้านช้าๆ โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าเบื้องหลังนั้น มีเงาร่างอรชรที่ยืนสั่นสะท้านเพราะได้ยินบทสนทนาทั้งหมดของบิดาและพี่ชาย
“คุณหนู” เสี่ยวอิงกระซิบ
หลันเยี่ยเซียงยิ้มทั้งที่ใบหน้าของนางซีดขาว เรื่องที่พี่ชายไม่อาจไปสอบปีที่แล้ว คราแรกนางยังคิดว่าเขายังไม่พร้อม ดังนั้นนางจึงยินดีเป็นอย่างมากที่เขาจะอยู่ในยามที่มีแม่สื่อมาทาบทามสู่ขอ อีกทั้งตระกูลนั้นยังเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของอี๋หยางที่ยากจะปฏิเสธโดยไม่ให้บาดหมาง
หลันเฟิ่งซึ่งเป็นศิษย์เค่อหลี่ อย่างน้อยก็สามารถปฏิเสธผู้คนได้โดยไม่ให้อีกฝ่ายขัดเคือง ดังนั้นการหมั้นหมายจึงไม่เกิดขึ้น เพราะเขารู้ว่านางเองไม่ได้เต็มใจ
“ข้าเป็นภาระของตระกูลหลันโดยแท้”
นางกระซิบกับตัวเองเสียงแผ่ว พยายามไม่ทำตัวอ่อนแอ แต่ถึงอย่างนั้นตลอดมานับจากวันที่นางปักปิ่น ความลำบากใจของบิดาและพี่ชาย นางไหนเลยจะไม่สังเกตเห็น
ตระกูลหลันทำการค้ากับผู้คนมากมายหลายตระกูล และตระกูลเหล่านั้นก็เคยส่งแม่สื่อมาแล้วทั้งสิ้น หลายตระกูลขุ่นเคืองที่โดนปฏิเสธจนตัดขาดความสัมพันธ์ทางการค้า
ยังมีบ้างที่ยังคงกล้ำกลืนเพราะเกรงคำครหา แม้ทั้งหมดนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบในระยะสั้น แต่การที่ตระกูลน้อยใหญ่ค่อยๆ ตีตัวออกห่างตระกูลหลัน แน่นอนว่านี่จึงเป็นผลกระทบระยะยาวที่นางไม่อยากให้เกิดขึ้น
“หรือข้าสมควรแต่งออกไปได้แล้ว หาไม่ตระกูลหลันคงหนีไม่พ้นเรื่องวุ่นวาย”
“คุณหนู” เสี่ยวอิงอุทานออกมาเสียงเบา “ท่านพูดอะไรออกมาเจ้าคะ เรื่องวุ่นวายนี้ไม่ใช่ท่านที่เป็นต้นเหตุเสียหน่อย”
“เสี่ยวอิง เจ้าก็เห็นว่าข้าเป็นต้นเหตุชัดๆ หากข้าแต่งออกไปไม่ว่าข่าวลือหรือโจรราคะ ล้วนไม่อาจสร้างปัญหาให้ตระกูลหลันได้อีก”
“บุรุษทุกคนที่ส่งแม่สื่อมาพวกเขาล้วนมีอนุในเรือน ทั้งยังเจ้าชู้มากรัก คุณชายที่ดีแต่เสเพลไปวันๆ เช่นนั้น…”
“เช่นนั้นแต่งให้บัณฑิตยากจนเป็นอย่างไร ข้าไม่ได้หวังใช้ชีวิตสุขสบาย ขอเพียงเขาเป็นคนดีมีคุณธรรม ไม่จำเป็นต้องเป็นคุณชายตระกูลใหญ่หรือคหบดีร่ำรวย”
“แต่…” เสี่ยวอิงกุมมือหญิงสาวเอาไว้
“ได้เจ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังท่านยายเป็นอย่างดี ท่านไปพักผ่อนนะเจ้าคะ” หลันเยี่ยเซียงส่งสายตาบอกเสี่ยวฝานให้พยุงท่านยายฟางกลับไปยังเรือนพัก“นางพูดจาเหลวไหล” หลิวอิ่นเซียนเอ่ยเสียงสั่นไม่ยอมรับ“ฮูหยินหลิว” เซวี่ยอวี้เอ่ยเสียงเย็น “ข้ายืนอยู่ด้วยตอนที่ท่านโยนหยกนั่นลงบนพื้น ท่านประกาศต่อหน้าคนมากมายที่เข้าไปมุงดูหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลิว ตัดขาดความสัมพันธ์เพราะเคหาสน์ชมฟ้ากำลังจะล้มละลาย”ยิ่งพูดหลิวอิ่นเซียนก็ยิ่งหน้าซีด“แม่นมฟางที่ตาบอดเพราะถูกพิษไปขอร้องตระกูลหลิว แต่ที่พวกท่านทำก็คือจับนางโยนออกมาอย่างไร้ความปรานี หยกนั่นท่านเองที่เป็นคนทุบทำลาย ตอนนี้ตระกูลหลิวกำลังตกอยู่ในภาวะกำลังล้มละลาย พวกท่านกลับคิดจะมาทวงสัญญา ไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าขันไปหน่อยหรือ”เสียนอวี้แค่นเสียงออกมาครั้งหนึ่ง “ตอนนี้เคหาสน์ชมฟ้าขาดเพียงสาวใช้ หากนางเด็กนั่นอยากเข้ามาย่อมได้” นางเดินเข้าไปยังสองป้าหลานตระกูลหลิว“ตามธรรมเนียมเคหาสน์ชมฟ้าตอนนี้ หากจะเข้ามาย่อมต้องมอบส่วนใดส่วนหนึ่งให้ข้าก่อน คงเคยได้ยินข่าวลือกระมัง ผู้ที่จะเข้ามาย่อมต้องสูญเสียอวัยวะเพื่อแลกเปลี่ยน”บรรยากาศเย็นเยือกครอบคลุมไปทั่วห้องโถงเค
“หมายความว่าอย่างไร พี่เซวี่ยหมั้นหมายกับข้า แล้วเหตุใดแต่งผู้อื่นเข้ามา!” หลิวหลี่เชี่ยนเสียงดังขึ้นมา สายตากวาดมองหลันเยี่ยเซียงด้วยความไม่พอใจ รูปลักษณ์ของหลันเยี่ยเซียง ทำให้นางเม้มปากอย่างอิจฉาริษยาไม่ปิดบังแม้แต่น้อยหลันเยี่ยเซียงกะพริบตามองแขกทั้งสอง ก่อนเหลือบไปมองผู้ติดตามที่มีจำนวนไม่น้อย คิ้วเรียวขมวดมุ่น กระทั่งมองเห็นว่าเสี่ยวฝานและเสี่ยวหนิวไปตามท่านลุงลิ่วและพี่ชิงอวี้เข้ามาสมทบบัดนี้คนของเคหาสน์ชมฟ้า จะขาดก็เพียงแค่เซวี่ยอวี้ เสียนอวี้ และท่านยายฟางที่ตาบอดเท่านั้น แต่ให้หลันเยี่ยเซียงมองอย่างไร ผู้ติดตามของหลิวอิ่นเซียนที่แม้จะมีมากกว่า แต่นางมองออกว่าย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของบุคคลทั้งหมดข้างกายนาง“จับโยนออกไปเลยดีหรือไม่” จื่ออวี้เสนอ “ทั้งหมดเลย”“ท่านใจเย็นๆ ให้ข้าสอบถามจุดประสงค์และที่มาของคู่หมายของสามีก่อน ข้าไม่เคยได้ยินว่าเขามีคู่หมาย” หลันเยี่ยเซียงกระซิบตอบ ก่อนหันไปมองหลิวหลี่เชี่ยนที่จ้องนางเขม็ง“แม่นางน้อย ที่เจ้าบอกว่าเป็นคู่หมายของสามีนั้น เจ้าหมายถึงเจ้าเคหาสน์คนปัจจุบันหรือ”“ย่อมต้องเป็นเขา ข้าก็คือคู่หมายของพี่เซวี่ย บิดามารดาของเขาหมั้นหมายข้ากับเ
ชาวเมืองซินเจิ้งไม่มีผู้ใดไม่รู้จักเคหาสน์ชมฟ้า ทั้งนี้ก็เพราะข่าวลือเกี่ยวกับเจ้าบ้านคนปัจจุบัน ซึ่งเพิ่งจะรื้อคดีลอบวางยาพิษคนตระกูลเฉินทั้งตระกูลให้ตายตกตามกันไปจนสิ้นในคืนเดียวคุณชายตระกูลเฉินรอดมาได้อย่างไรไม่มีใครรู้ รู้เพียงแต่ว่าผู้คนที่อยู่ในเคหาสน์ชมฟ้านั้น ล้วนแล้วแต่ประหลาดทั้งสิ้น หากไม่เป็นใบ้ ก็มือขาด ขาขาด ไม่เช่นนั้นก็ตาบอดข่าวลือที่ผู้คนต่างก็หวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้หุบเขาไป๋หลง ย่อมหนีไม่พ้นเสียนอวี้ จ้าวยุทธภพคนปัจจุบันที่เป็นมารดาบุญธรรมของคุณชายเฉินผู้นั้นนางไม่เพียงแต่มอบชีวิตใหม่ให้เขา แต่ยังเรียกเขาว่า ‘เซวี่ยอวี้’หุบเขาไป๋หลงในวันวานนั้น เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ เพราะเจ้าบ้านคนก่อนเป็นคหบดีที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี ผิดกับเซวี่ยอวี้ที่ปิดตายบริเวณโดยรอบ ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไปได้โดยง่ายแต่ถึงอย่างนั้นการที่คนเพียงไม่กี่คน สามารถดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยของเคหาสน์ชมฟ้าได้ กลับบ่งบอกถึงความร้ายกาจของเซวี่ยอวี้เป็นอย่างดีหลันเยี่ยเซียงซึ่งสวมหมวกคลุมผ้าโปร่ง นั่งฟังคำร่ำลือต่างๆ เกี่ยวกับเคหาสน์ชมฟ้าด้วยความงุนงง นางกระซิบถามจื่ออวี้ด้วยความประหล
“เซียงเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว”หญิงสาวลืมตาขึ้นสบตาคม “ข้าไม่กลัว”นางกระซิบบอกซึ่งนั่นก็เรียกรอยยิ้มจากเซวี่ยอวี้ ชายหนุ่มจุมพิตริมฝีปากเย้ายวน พร้อมกับสัมผัสผิวเนียนละเอียดใต้ร่าง จุมพิตรุกเร้าพัวพันกระทั่งเปลี่ยนเป็นล้ำลึกอกอิ่มนุ่มหยุ่นถูกมือใหญ่สอดเข้าไปกอบกุม หลันเยี่ยเซียงใบหน้าแดงก่ำ กระนั้นความเขินอายไหนเลยจะมีมากกว่าความรู้สึกวูบวาบ ทุกครั้งที่มือใหญ่ของเซวี่ยอวี้ลูบไล้ไปทุกอณูร่างกระทั่งริมฝีปากเร่าร้อนครอบครองความอ่อนไหวที่ปลายยอดปทุมสีอ่อน หลันเยี่ยเซียงบิดกายอย่างร้อนรุ่ม แอ่นกายเข้าหาริมฝีปากที่รุกเร้าพัวพันไม่ยอมผ่อนปรน ราวกับสัมผัสของเขายังไม่ลึกล้ำพอ กลิ่นอายของร่างแกร่งมอมเมาให้นางหวามไหว จุมพิตอ่อนโยนระคนเร่าร้อน ล่อหลอกให้นางเปิดรับเขามากขึ้นเซวี่ยอวี้ส่งเสียงครางออกมาด้วยความพึงพอใจ ความอ่อนนุ่มเย้ายวนของหลันเยี่ยเซียง ทำให้เขากายแกร่งของเขารวดร้าวด้วยความต้องการ เขาพยายามให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพื่อให้หญิงสาวได้มีโอกาสปรับตัว แต่กลิ่นหอมบนเรือนกายเนียนละเอียด กลับปลุกสัญชาตญาณของบุรุษเพศในกายให้ตื่นเพริศในยามที่ทุกอย่างมาจนถึงจุดที่ไม่อาจต้านทาน เขาพลั้งเ
ในวันส่งมอบสินสอดสตรีมากมายที่รอเย้ยหยันหลันเยี่ยเซียง เนื่องจากพวกนางต่างก็คิดว่าชาวยุทธ์ในยุทธภพ ไหนเลยจะมีฐานะมั่งคั่งดังเช่นตระกูลใหญ่ๆกระนั้นรถม้าสามคันซึ่งขนสินสอดไปยังตระกูลหลัน รวมไปถึงของขวัญจากทั่วทุกสารทิศที่ต่างก็เป็นของมีค่าหายาก กลับทำให้พวกนางทั้งหลายได้แต่อิจฉาริษยาคราก่อนเห็นการแต่งกายธรรมดาของเซวี่ยอวี้ ซึ่งไปเข้าร่วมการตัดสิน ทุกคนต่างก็ดูแคลนชายหนุ่มทั้งสิ้น ไหนเลยจะคิดว่าเขาจะร่ำรวยมั่งคั่งถึงเพียงนี้“อย่ามองข้าเช่นนั้น ท่านแม่บุญธรรมเป็นคนจัดการข้าไม่เกี่ยว” จื่ออวี้มองใบหน้าหลันเยี่ยเซียงด้วยความเห็นใจนางเองแม้รู้สึกว่าสินสอดเหล่านี้มากเกินไปอยู่บ้าง หากแต่เมื่อคิดถึงข่าวลือเสียหายมากมายเกี่ยวกับหลันเยี่ยเซียง การกระทำราวกับตบหน้าผู้คนเช่นนี้นับว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ“สิ้นเปลืองเปล่าๆ” หลันเยี่ยเซียงรู้สึกไม่สบายใจ“ศิษย์พี่ยังไม่ว่าอะไร เจ้าก็ทำใจให้สบายเถิด” จื่ออวี้ปลอบโยนกระทั่งถึงวันแต่งงานเซวี่ยอวี้แต่งกายด้วยชุดสีแดง นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนหลังของเจ้าวายุ นำขบวนเกี้ยวเจ้าสาวออกจากตระกูลหลัน ตรงไปยังสำนักศึกษาเค่อหลี่พิธีการต่างๆ เต็มไปด้วยความเรียบง่าย
“เมื่อคืนข้าบอกเซียงเอ๋อร์เกี่ยวกับจุดประสงค์ของจอมยุทธ์เซวี่ย นางต้องการพบเขาสักครั้งก่อนให้คำตอบขอรับ ตอนนี้แม่นางจื่ออวี้พานางไปที่เค่อหลี่แล้ว”หลันเซียวพยักหน้า “แม้พวกเขาจะดูประหลาดไปสักหน่อย แต่อาจเพราะเราไม่คุ้นเคยกับชาวยุทธ์ มีเพียงจอมยุทธ์เซวี่ยกระมังที่สามารถปกป้องคุ้มครองเซียงเอ๋อร์ได้ อีกทั้งเซียงเอ๋อร์เองก็มีท่าทีว่าจะชอบพอเขาเช่นกัน”“ลูกเองก็คิดเช่นนั้น” หลันเฟิ่งเห็นด้วยศาลาแปดเหลี่ยมหน้าหอตำราในยามนี้ หลันเยี่ยเซียงกำลังนั่งอย่างสงบเสงี่ยม นางเหม่อมองกำแพงสูงของสำนักเค่อหลี่ จากนั้นก็นึกถึงวันที่นางนั่งรถม้าเข้ามากระทั่งได้พบกับเซวี่ยอวี้เป็นครั้งแรกวันนั้นนางเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นโจรราคะ ทว่าวันนี้นางกำลังจะได้พบเขาในฐานะที่แตกต่างไปจากวันแรกโดยสิ้นเชิง“รอนานหรือไม่”ร่างสูงก้าวเข้ามานั่งลงยังฝั่งตรงข้ามนาง มือใหญ่คว้ากาน้ำชาขึ้นรินลงไปในถ้วยที่วางคว่ำอยู่ ท่วงท่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความสงบเยือกเย็น ทำให้หลันเยี่ยเซียงเหม่อลอย“พี่ใหญ่บอกข้าว่าท่านให้ข้าเป็นผู้เลือก”“ใช่” เขาไม่ปฏิเสธ“เช่นนั้นข้าขอถามท่านได้หรือไม่”“ถามมาสิ ข้ายินดีตอบเจ้าทุกข้อ”“ทุกข้อจริงห
ทั้งสองยืนดูอยู่ใกล้ถึงเพียงนี้ แต่กลับมองเห็นความเคลื่อนไหวของเซวี่ยอวี้ไม่ชัดเจน เห็นชัดว่าความเร็วของฝ่ามือเมื่อครู่รวดเร็วจนน่ากลัวยิ่งมองดูใบหน้าที่ยังคงไม่แสดงอารมณ์ของเซวี่ยอวี้ หลันเฟิ่งพลันรู้สึกสงสัย บทสนทนาของหวังหู่และเซวี่ยอวี้เขาได้ยินอย่างชัดเจน “เคหาสน์ชมฟ้า” ชายหนุ่มพึมพำในใจกำลั
หาไม่หากจอมยุทธ์เซวี่ยอวี้ขุ่นเคืองใจจนไม่ให้ความช่วยเหลือ ลำพังแค่คนของทางการ ไหนเลยจะสามารถรับมือกับโจรราคะผู้มีฝีมือร้ายกาจได้ ถึงตอนนี้แม้แต่เขาเองก็มั่นใจว่าชายหนุ่มเป็นคู่หมายของโฉมสะคราญเมืองอี๋หยางยามที่ทุกสรรพสิ่งกำลังหลับใหล เงาร่างที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วค่อยๆ เหินกายข้ามกำแพงสูงของคฤ
ทั้งที่มั่นใจว่าหญิงสาวกำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่เมื่อมองเห็นท่าทีลังเลของนาง เซวี่ยอวี้พลันยิ้มละมุน เขามองมือน้อยที่กุมแขนเสื้อตนด้วยความประหม่า จากนั้นก็คว้ามือของนางเอาไว้ จูงนางให้เดินตามไปนั่งลงที่โต๊ะกลางห้องทั้งสองนั่งหันหน้าเข้าหากัน โดยชายหนุ่มยังคงรอให้นางพูดให้จบ มือใหญ่ยังคงกุมมือของหล
หลันเยี่ยเซียงไหนเลยจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด “แต่วันนี้จอมยุทธ์เซวี่ยไม่ได้กลับมาพร้อมท่าน”“ทำไมหรือ เจ้าเกรงว่าวันนี้จะไม่มีคนพาออกไปเที่ยวหรือไร พี่ใหญ่มิใช่อยู่นี่แล้วหรือ” หลันเฟิ่งยิ้ม“พี่ใหญ่” เสียงของหลันอิ๋งชุนทำให้รอยยิ้มของหลันเฟิ่งกว้าวขึ้น “ท่านแม่กับท่านพ่อบอกว่าท่านจะพาข้ากับพี่รองไปเ







