LOGINหากให้เดาหลิวเย่ากวงสังหรณ์ว่าเรื่องนี้ อาจเกี่ยวพันไปถึงเรื่องที่ศิษย์พี่สามเคยถูกลอบวางยาพิษ และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ศิษย์พี่รองของเขาเคยออกไปหายาถอนพิษ กระทั่งติดค้างน้ำใจของเซวี่ยอวี้เช่นนี้ หาไม่อาจารย์ทั้งสองไหนเลยจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ
ในเวลาพักผ่อนหลังจากการเรียนของศิษย์เค่อหลี่ เสียงพูดคุยจอแจมักจะดังเล็ดลอดเข้ามายังกำแพงด้านใน เช่นกันกับในยามนี้ที่มีข่าวลือมากมาย เกี่ยวกับโจรราคะที่กำลังตรงมายังเมืองอี๋หยาง
“เจ้าได้ยินหรือยัง เรื่องที่โจรราคะหลังก่อเรื่องที่ผิงหยาง เขาบอกว่าจะตรงมาที่นี่”
“ได้ยินแล้ว”
“ข้าว่าเป้าหมายคงหนีไม่พ้นแม้นางหลัน”
“นั่นสินะ”
“จะว่าไปก็รู้สึกเห็นใจอยู่เหมือนกัน”
“แต่ข้าออกจะสมน้ำหน้า”
“เหตุใดเจ้าไร้น้ำใจเช่นนี้ อย่างไรเสียศิษย์พี่หลันก็เป็นหนึ่งในศิษย์เค่อหลี่”
“ใครใช้ให้พวกเขาหยิ่งยโสเล่า ข้าส่งแม่สื่อไปทาบทามตั้งหลายครั้ง พวกเขากลับเอาแต่ปฏิเสธ”
“แต่พวกเขาก็ปฏิเสธเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่เฉพาะเจ้าไม่ใช่หรือ”
“นั่นสิ แม่นางหลันนางเป็นถึงโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของเมืองอี๋หยาง แต่งให้กับเจ้าที่มีอนุมากกว่าสาวใช้บ้านข้า ศิษย์พี่หลันไม่ตำหนิเจ้าที่กล้าส่งแม่สื่อไปเจรจาสู่ขอ ก็นับว่าเขาไว้หน้าตระกูลเจ้าแล้ว”
“นั่นสิ คิดว่าตระกูลของเจ้าร่ำรวยอยู่คนเดียวหรือ ไม่ดูเสียบ้างว่ากิจการโรงกระเบื้องของตระกูลหลันมั่งคั่งเพียงใด”
“แล้วอย่างไรเล่า หากแต่งนางออกไปตั้งแต่ตอนแรก มีหรือต้องมานั่งกลุ้มอกกลุ้มใจเช่นนี้”
หลายคนส่ายหน้าให้กับอาการพาลของสหาย พวกเขาทุกคนรู้ดีว่าหลันเยี่ยเซียงเป็นโฉมสะคราญที่เพียบพร้อม ทั้งใบหน้าอันงดงาม กิริยามารยาทอ่อนหวานเรียบร้อย รวมไปถึงชาติตระกูลและฐานะของตระกูลหลัน ดังนั้นย่อมไม่แปลกที่จะมีบุรุษมากมายหมายปอง
แต่ถึงอย่างนั้นการปฏิเสธการทาบทามหมั้นหมายครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ทำเอาผู้คนต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก
เมื่อศิษย์เค่อหลี่กลุ่มนั้นเดินจากไป ด้านบนกำแพงสูงยังมีคนผู้หนึ่งกำลังเอนกายอยู่อย่างสบายอารมณ์ ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งก่อนจะมองตามคนกลุ่มนั้นไป
สายตาคมกริบฉายแววครุ่นคิด กระทั่งมองไปยังคนกลุ่มต่อมาที่กำลังพูดคุยถึงเรื่องราวเดียวกันนี้
“น่าสงสารคนตระกูลหลันยิ่งนัก”
“เรื่องข่าวลือนั่นหรือ”
“ใช่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโจรราคะหรือข่าวลือก่อนหน้านี้”
“นั่นสินะ แต่ข้าละสงสัยจริงๆ ผิวกายของนางส่งกลิ่นหอมจริงๆ หรือ”
“มีที่ไหนกัน อาจเพราะนางมีใบหน้างดงามไร้ที่ติ ดังนั้นผู้คนอาจพูดไปเรื่อย”
“เจ้าเคยพบนางหรืออย่างไรจึงกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำ”
“เคยพบสิ ข้าพบนางตอนที่นางไปส่งของว่างให้นายท่านหลันที่ร้านเครื่องกระเบื้อง เทพธิดาบุปผาไหนเลยจะงดงามเท่านาง”
“ไม่แน่นะชื่อของนางก็บ่งบอกแล้ว ผิวกายของนางอาจจะหอมกรุ่นราวกับดอกเยี่ยเซียงจริงๆ ก็เป็นได้”
“สองปีก่อนที่ข่าวลือออกมาก็มีคนไปพิสูจน์แล้วไม่ใช่หรือ ได้ยินมาว่าเพราะรอบเรือนของนางปลูกดอกเยี่ยเซียง ดังนั้นแม่นมคนนั้นจึงกุข่าวเพื่อทำลายชื่อเสียงของนาง”
“นั่นสินะ คนธรรมดาที่ไหนจะมีกลิ่นหอมของดอกไม้ หากไม่คงเป็นภูตผีวิญาณเสียละมากกว่า”
“นั่นสิๆ”
คนกลุ่มนี้ก็ยังคงพูดคุยถึงโฉมสะคราญแซ่หลันที่มีนามว่าเยี่ยเซียง กระทั่งกลุ่มถัดไปก็ยังคงเอ่ยถึงเรื่องนี้ เซวี่ยอวี้ถอนหายใจออกมาด้วยความรำคาญ เขากระโดดลงมาจากกำแพงสูง
กระทั่งพบเข้ากับบุรุษที่เขาเคยพบเมื่อเช้า ในยามที่เข้าไปขอเปลี่ยนตำรากลับหลิวเย่ากวง
“คารวะจอมยุทธ์เซวี่ย” หลันเฟิ่งคารวะเขาอย่างนอบน้อม
“คุณชายหลันเกรงใจไปแล้ว” เขาพยักหน้ารับ ก่อนสังเกตเห็นใบหน้ากลัดกลุ้มของอีกฝ่าย เสียงพูดคุยและข่าวลือคงเข้าหูอีกฝ่ายแล้วกระมัง หาไม่จะแสดงท่าทีเช่นนี้ออกมาอย่างชัดเจนหรือ
ก่อนเกิดเรื่องคุณชายตระกูลฟู่ส่งแม่สื่อเข้าไปเจรจาสู่ขอหลันเยี่ยเซียง ทั้งยังพลั้งปากพูดเรื่องโจรราคะออกมา หมายให้ตระกูลหลันยกหญิงสาวให้แต่งออกไปเพื่อแก้ปัญหา กระทั่งทำให้หลันเฟิ่งโกรธจัดจนไล่แม่สื่อทั้งสองออกมาอย่างไม่ไว้หน้าเซวี่ยอวี้ได้ยินหลิวเย่ากวงเอ่ยถึง ในยามที่อีกฝ่ายพาหลันเฟิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าทั้งหมดนี้กลับเป็นแผนการของคุณชายตระกูลฟู่ผู้นี้ทั้งสิ้น“น่าสนุกยิ่ง”มองดูหญิงสาวที่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ เซวี่ยอวี้พลันแย้มยิ้ม “มาดูกันว่าเขายังมีแผนการใดอีก เจ้าก็เป็นเด็กดีนอนหลับให้สบายรอข้าจัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อย”ภายในห้องที่มีแสงเพียงริบหรี่ หลันเยี่ยเซียงค่อยๆ ขยับตัว นางลืมตาขึ้นพร้อมกับกะพริบตามองเพดานห้องซึ่งที่ไม่คุ้นตา ร่างเล็กลุกพรวดขึ้นเมื่อเห็นแผ่นหลังของบุรุษซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลความทรงจำสุดท้ายที่นางนึกออกก็คือถูกคนชุดดำลักพาตัวมา และสถานที่แห่งนี้นางก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใดมองออกไปด้านนอกเป็นเวลาค่ำมืด บ่งบอกว่าเวลาได้ล่วงเลยมานานหลายชั่วยาม ป่านนี้พี่ชายและคนในตระกูลหลันคงล่วงรู้แล้วว่านางถูกลักพาตัวมา ไม่รู้พวกเขาจะร้อนใจเพียงใดมองดูป
กว่าชั่วยามที่ไล่ตามมาในที่สุดบุรุษในชุดสีดำก็หยุดลงที่ชายป่านอกเมือง กระท่อมหยาบๆ หลังหนึ่งปรากฏให้เห็น นี่ออกจะดูไม่เหมือนข่าวลือที่ว่าโจรราคะก่อเหตุเพียงลำพังเลยแม้แต่น้อยเซวี่ยอวี้มองเห็นคนเหล่านั้นช่วยกันอุ้มถุงกระสอบใบใหญ่วางลง กระทั่งเร่งแกะปากถุงออกด้วยมือไม้สั่นเทา เขาก้าวเข้าไปช้าๆ อย่างไร้สุ้มเสียง และทันได้มองเห็นใบหน้างดงามที่หมดสติโผล่ออกมา“เป็นนางแน่นอน”“ใช่ๆ ข้าเคยเห็นนาง นี่คือคุณหนูหลันเยี่ยเซียงไม่ผิดตัวแน่”“เช่นนั้นรอช้าอยู่ทำไม ยังไม่รีบแจ้งข่าวให้คุณชายฟู่อีก งานนี้พวกเรารวยแน่ ค่าจ้างงามถึงเพียงนี้ไม่มีอีกแล้ว”ทั้งสี่คนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน กระทั่งหนึ่งในนั้นเดินออกมาก่อนกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบออกไป โดยไม่สังเกตเห็นเซวี่ยอวี่ที่หลบอยู่ด้านนอกเลยแม้แต่น้อย“เสียดายยิ่งนัก มิสู้พวกเราเชยชมนางสักครา ก่อนส่งต่อให้คุณชายฟู่เล่า จะอย่างไรก็จะโยนความผิดให้โจรราคะอยู่แล้ว”คนที่ยืนอยู่ใกล้โฉมสะคราญเอ่ยขึ้นอย่างแสนเสียดาย ทั้งที่ดวงตาไม่ละไปจากใบหน้างดงามของหญิงสาวซึ่งยังคงหมดสติ“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ของมีตำหนิจะมีราคาได้อย่างไร หากคุณชายฟู่รู้เรื่องเข้า ค่าจ้างงดง
ทันทีที่หลันเฟิ่งก้าวออกไปจากห้อง หลันเยี่ยเซียงที่ดูเหมือนกำลังพูดคุยกับหลิวเย่ากวงอย่างออกรส บัดนี้กลับหันไปมองยังประตูทางเข้าเช่นกันกับหลิวเย่ากวงที่สังเกตเห็นในทันที“รู้กระมังว่าเขาจงใจ”หลันเยี่ยเซียงหันมามองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนยิ้มออกมาอย่างจนใจ “พี่ใหญ่หวังดีต่อข้ารู้ดี แต่อย่างไรข้าก็ต้องขออภัยท่านด้วยที่ทำให้ท่านเดือดร้อน”“เดือดร้อนหรือ” หลิวเย่ากวงหัวเราะออกมา “ความจริงเมื่อวานตอนที่เขาบอกว่าจะพาเจ้ามา ข้าก็เดาได้หลายส่วนแล้ว เขาสนิทสนมกับข้ามานาน การได้เห็นเขาไว้วางใจข้าถึงเพียงนี้ ไม่นับว่าเป็นเรื่องเสียหาย ตรงกันข้ามข้ากลับเห็นใจในสิ่งที่เจ้าและตระกูลหลันกำลังเผชิญ”หลันเยี่ยเซียงนิ่งฟังอีกฝ่ายพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ นางรู้ว่าในสายตาของหลิวเย่ากวงนั้น เขาหาได้มองนางเช่นบุรุษหลายคนมอง แม้จะมีท่าทีชื่นชมในตัวนาง แต่ในแววตาคู่นั้นกลับแตกต่างไปจากผู้อื่น นางมองออกว่าชายหนุ่มมีเพียงความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเท่านั้น“ขอบคุณท่านยิ่งนัก”“ในสายตาข้าความงดงามภายนอกของเจ้า ยังไม่น่าชื่นชมเท่ากับความเข้าใจในสถานการณ์ตอนนี้ เจ้าไม่เพียงไม่โทษว่าพี่ชายจงใจมัดมือชก แต่กลับยอมมาที่นี่โด
“ได้สิ ศิษย์พี่กวงเองก็เคยอนุญาตแล้ว”หลายวันก่อนหลิวเย่ากวงเคยพูดทีเล่นทีจริงว่าเขาอาจอยากพาน้องสาวไปเค่อหลี่ เพียงแต่เขาต้องนั่งอ่านตำราต่างๆ ในห้องรับรองด้านนอก แทนการเข้าไปในหอตำราเช่นทุกครั้งมองดูใบหน้าตื่นเต้นที่จะได้เข้าไปในเค่อหลี่ของหลันเยี่ยเซียง หลันเฟิ่งพลันยิ้มออกมาบางๆ เขาไม่เสียใจสักนิดที่ระบายโทสะวันนี้ น้องสาวของเขาคนนี้หัวอ่อนว่านอนสอนง่าย นางไม่เพียงแต่มีใบหน้างดงามผุดผาด แต่จิตใจของนางเองก็สะอาดบริสุทธิ์ด้วยเขาและบิดาปกป้องนางมาโดยตลอด หวังเป็นอย่างยิ่งให้นางพบกับความสุขสบายไร้กังวล เขาไหนเลยจะคาดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้หลันเซียวมองรถม้าที่วิ่งออกไปช้าๆ ใบหน้าของเขาผ่อนคลายลงไปมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่อาจหักใจเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ สุ่ยเซียนเดินเข้ามายืนเคียงข้างผู้เป็นสามี“ท่านพี่ ท่านว่าเรื่องนี้จะได้ผลหรือ เซียงเอ๋อร์ต้องรู้แน่นอนว่าพวกท่านคิดจะทำอะไร”“ลองดูก็ไม่เสียหาย คุณชายหลิวเป็นคนดี ลูกเฟิ่งเองก็เห็นว่าเป็นเขาย่อมดีกว่าคุณชายตระกูลมั่งคั่งในเมืองอี๋หยางที่ดีแต่เสเพลไปวันๆ”หลันเซียวถอนหายใจออกมา เขาเคยพบหลิวเย่ากวงผู้นี้มาก่อน ในใจชื่นชมช
“หากข้าโดนโจรราคะผู้นั้นพาตัวไป ตระกูลหลันต้องเสื่อมเสีย ไม่เพียงแต่จะเป็นปัญหาต่อพี่ใหญ่ในภายภาคหน้า แต่กับชุนเอ๋อร์เองหลังปักปิ่นนางอาจจะไม่ได้คู่หมายที่ดี”หลันเยี่ยเซียงก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย นางมองตรงไปยังภูเขาสูงที่ล้อมรอบอารามสงบใจ หญิงสาวพลันรู้สึกเศร้าใจ“ทั้งหมดที่ข้ามี ใบหน้านี้ ผิวกายอันหอมกรุ่นนี้ ล้วนเป็นคำสาปทั้งสิ้น หาไม่เหตุใดข้าจึงเป็นต้นเหตุแห่งความกังวลให้ผู้อื่นถึงเพียงนี้”หญิงสาวหลับตาพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แม้ท้องฟ้าจะสดใสไร้ซึ่งเมฆหมอก หากแต่ชีวิตของนางในยามนี้เหตุใดจึงมืดมนยิ่งนัก“เซียงเอ๋อร์” สุ่ยเซียนเดินมาจากเบื้องหลัง ทำให้ทั้งสาวใช้และผู้เป็นนายรีบปรับอารมณ์ ทั้งสองหันกลับไปก่อนส่งยิ้มพร้อมส่งเสียงสดใส“แม่รอง เราจะกลับกันแล้วหรือเจ้าคะ”“คุณชายใหญ่มิใช่รับปากจะพาเจ้าสองพี่น้องไปเที่ยวหรอกหรือ มาเร็วเข้า”“เจ้าค่ะ” หลันเยี่ยเซียงยิ้มกว้างก่อนเดินตามสุ่ยเซียนออกไปความเงียบเข้าครอบคลุมทันทีที่กลุ่มคนจากตระกูลหลันจากไป ร่างสูงของเซวี่ยอวี้กระโดดลงมาจากต้นอู่ถง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยในยามที่มองตามขบวนรถม้า ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวลงเขาไปเมื่อครู่เขานอนอยู
รุ่งเช้าวันถัดมาหลันเยี่ยเซียงและหลันอิ๋งชุนก็ให้รู้สึกประหลาดใจยิ่ง หลันเฟิ่งไม่เพียงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามสบาย แต่เขายังไม่มีทีท่าว่าจะเดินทางไปยังเค่อหลี่เช่นทุกครั้งเช่นกันกับหลันเซียวและสุ่ยเซียนที่เดินออกมายังห้องโถงของคฤหาสน์“พี่ใหญ่วันนี้ท่านไปไปเค่อหลี่หรือเจ้าคะ”หลันอิ๋งชุนวิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นพี่ชายอย่างออดอ้อน ซึ่งเขาเองก็ยกมือขึ้นลูบซาลาเปาสองก้อนเหนือศีรษะของเด็กสาว“วันนี้พี่ใหญ่ปรึกษากันกับท่านพ่อและแม่รอง พี่ใหญ่จะพาทุกคนไปไหว้พระที่อารามสงบใจนอกเมือง จะได้พาเจ้ากับพี่รองออกไปเที่ยวด้วยดีหรือไม่”“จริงหรือเจ้าคะ!”หลันเยี่ยเซียงสบตากับบิดาและพี่ชาย ดวงตาของนางทอประกายระยิบระยับ นานมากแล้วที่นางไม่ได้ออกไปเที่ยวนอกเมืองเช่นนี้ ดังนั้นแน่นอนนางจึงตื่นเต้นไม่แพ้หลันอิ๋งชุนที่วิ่งไปรอบๆ ด้วยความยินดีสุ่ยเซียนเองก็มองออก ดังนั้นจึงเดินข้ามาจับมือของหญิงสาวจากนั้นก็ยิ้มปลอบประโลม “หลังมื้อเช้าพวกเจ้าสองคนก็รีบไปเตรียมตัวเถิด แม่รองจะให้คนรีบไปเตรียมรถม้า”“เจ้าค่ะ”การเดินทางไปยังอารามบนเขานอกเมืองอี๋หยางเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของบุตรสาวทั้งสองคน ท







