เข้าสู่ระบบทว่าก่อนอวัสดาจะทันได้ตั้งตัวเอวบางก็ถูกลากขึ้นไปนั่งบนตักกว้างฉับไว“วันนี้เรายังไม่ได้ทักทายกันเลยนะ”“ไม่เอานะคีแกร์น เดี๋ยวลูกมาเห็น”อวัสดารีบยกมือยันบ่ากว้างเอาไว้ทั้งสองข้าง และเบี่ยงหน้าหลบปลายจมูกโด่งๆ กับปากร้อนๆ ที่ก้มลงมาหาเป็นพัลวัน“แค่ทักทายเมีย ไม่ได้จัดฟลูออฟชั่น ผมว่าเจ้าสองแสบนั่นเห็นจนชินแล้วละ”หากเขาฟังเธอที่ไหนกัน พาปากร้อนจัดกับปลายจมูกโด่งๆ ฟัดแก้มของเธอทั้งสองข้างจนหนำใจ ตบท้ายด้วยจูบปากอิ่มมาเสียเต็มรัก ที่อวัสดาได้แต่ค้อนปะหลับปะเหลือกให้อย่างทำอะไรไม่ได้ ยามอยู่ด้วยกันสองคนพ่อคุณขยันนัวเนียมาก เหมือนเมื่อครั้งสมัยตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวอย่างไรอย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยนไม่สิ ตอนนี้เธอกับเขาก็ยังไม่แก่สักหน่อย เธอกำลังย่างยี่สิบหกเรียกว่าสาวเต็มวัยน่าจะถูกกว่า ส่วนสามีก็เพิ่งสามสิบสองกำลังหนุ่มฉกรรจ์เลยต่างหาก แค่มีลูกกันไวไปนิดหนึ่งเอง แต่แบบนี้ก็ดีแล้วมีลูกโตทันใช้ และคงจะมีแค่สองคนเท่านี้แหละ เพราะสามีไม่ยอมท่าเดียว แถมยังแอบไปทำหมันเองเสร็จสรรพไม่บอกไม่กล่าวเธอสักคำ ทำเสร็จแล้วถึงค่อยมาบอกทีหลัง ซึ่งอวัสดาก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เธอออกจะขำซะด้วยซ้ำ เนื่องจากความจร
แอสตันมาร์ตินคันหรูวิ่งเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์วิลเลียมเบอร์ลิซในตอนบ่ายสามโมงกว่าๆ ทำให้อวัสดาต้องวางแคตตาล็อกตกแต่งบ้านที่กำลังเลือกเฟอร์นิเจอร์เพื่อนำไปเสนอให้ลูกค้าในมือลงบนโต๊ะ แล้วลุกจากโซฟาเดินไปยังหน้าบ้านด้วยความสงสัย เนื่องจากตอนนี้ไม่ใช่เวลาเลิกงาน แต่ทำไมสามีกลับบ้านเร็วกว่าปกติทว่าพอเดินพ้นออกไปจากประตูบ้านปุ๊บเธอก็ต้องเบิกตาโตอย่างตกใจ เมื่อเห็นสภาพของลูกชายฝาแฝดที่วิ่งตามกันลงมาจากรถของผู้เป็นบิดา ชุดนักเรียนเตรียมอนุบาลเปื้อนโคลนมอมแมมไปทั้งตัว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือ ใบหน้าเล็กๆ นั้นบวมช้ำมีทั้งรอยเขียวรอยแดงอยู่หลายแห่ง แขนขาก็มีรอยคล้ายถูกแมวข่วนก็ไม่ปานอยู่หลายที่“หม่ามี้!”สองเสียงร้องเรียกดังสอดประสานพร้อมกับพุ่งตัวมากอดขาของมารดาเอาไว้คนละข้าง“ตายแล้ว! นี่มันเกิดอะไรขึ้น คิงส์ตัน คินเตอร์ ทำไมแผลเต็มตัวเลยลูก”อวัสดารีบนั่งคุกเข่าลงกับพื้น แล้วลูบเนื้อลูบตัวพลางจับใบหน้าลูกชายทั้งสองหันซ้ายหันขวาสำรวจบาดแผลอย่างจริงๆ จังๆ ดีที่ไม่มีแผลเลือดตกยางออกให้เห็น แต่เธอก็สงสัยอยู่เป็นกำลังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลูกๆ ถึงได้มีสภาพเหมือนไปฟัดกับแมวมาเช่นนี้ครั้นจะถา
“มัมครับ ผมไม่ไหว เลือดเยอะมาก หนูดาจะไม่เป็นไรใช่ไหมครับมัม”ชายหนุ่มเอ่ยกับคนเป็นมารดาเสียงสั่น สองแขนก็โอบกอดร่างมารดาเอาไว้แน่นเหมือนคนขวัญเสีย“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร...หนูดาแข็งแรงมาก ใจเย็นๆ ไปนั่งพักก่อนไปลูกไป”มาดามซาร่าดึงลูกชายพาไปนั่งตรงโซฟาชุดใหญ่ที่อยู่บริเวณหน้าห้องคลอด ซึ่งขณะนี้มีทั้งครอบครัววิลเลียมเบอร์ลิซ ทั้งครอบครัวกิตติพงษ์ไพศาล และทางฝั่งกาญจน์นันท์นั่งกันอยู่หน้าสลอนครบหมดทุกคน เพื่อมาช่วยลุ้นหลานชายฝาแฝดที่กำลังจะออกมาลืมตาดูโลก ทว่าท่าทางของผู้ชายตัวโตๆ ที่กำลังนั่งหน้าเผือดซีดกอดร่างมารดาแจ ทำเอาทุกคนที่ได้เห็นถึงกับคลี่ยิ้มขำ“นี่ละหนาผู้ชาย ต่อให้เก่งกาจมาเจ็ดย่านน้ำ ไม่พ้นมาสยบตอนเมียคลอดลูกทุกรายนั่นแหละ”คุณหญิงอารีดาที่นั่งข้างๆ คุณนายวิลเลียมเบอร์ลิซเปรยขึ้นมายิ้มๆ อย่างทั้งขำทั้งเอ็นดูลูกเขยอยู่เป็นกำลัง คิดว่าคงจะสุดๆ แล้วละถึงได้แสดงท่าทางอ่อนแอเช่นนี้ออกมา ปกติจะมั่นใจในตัวเองเหลือล้น แข็งแกร่ง ดุดัน ที่ปราบลูกสาวสุดแสบของนางเสียราบคาบมาแล้ว หากที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรักเมียทูนหัวทูนเกล้านั่นแหละ นางจึงอดปลื้มปริ่มยินดีอยู่ลึกๆ ที่พ่อลูกเขยรักลูก
ถึงแม้สามีจะปรายตาขุ่นมาให้เธอก็ไม่แคร์ อวัสดาจิ้มผลไม้รสชาติจี๊ดจ๊าดเหล่านั้นใส่ปากไปเรื่อยๆ สลับกับเอาไปป้อนให้คนกำลังขับรถบ้าง เพราะรู้ว่าเขาชอบ ตั้งแต่เธอท้องคีแกร์นจะชอบกินอาหารแปลกๆ อย่างเช่นผลไม้รสเปรี้ยวพวกนี้ซึ่งปกติเขาไม่ค่อยนิยมสักเท่าไร แต่ช่วงนี้กลับกินได้กินดียิ่งกว่าคนท้องอย่างเธอเสียอีกวันดีคืนดีก็ชวนเธอออกไปหาอาหารรสชาติแซ่บๆ ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ คอหมูย่าง ก๊วยเตี๋ยวต้มยำ เกาเหลาเลือดหมู อาหารรสชาติจัดจ้านที่ขึ้นชื่อว่าเมนูเด็ดเขาจะพาเธอไปตะเวนลิ้มรสเสียแทบจะทั่วกรุงเทพเลยก็ว่าได้ เป็นอวัสดาเองเสียอีกที่ไม่ค่อยจะแพ้ท้องอะไรเลย เธอกินอาหารได้ปกติ ไม่ได้นึกอยากกินเมนูอะไรเป็นพิเศษ อย่างมากก็ผลไม้รสเปรี้ยวๆ พวกนี้แค่นั้น เรียกได้ว่าสามีฟาดเรียบแทนให้หมด“สี่เดือนแล้วนะ ทำไมพุงไม่เห็นจะใหญ่ขึ้นเลย ลูกผมอยู่ในนั้นตั้งสองคนนะ กินข้าวบ้างหรือเปล่าคุณนะ”ชั่วครู่สามีถึงถามขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือมาลูบหน้าท้องที่นูนออกมานิดๆ ของเธอแผ่วเบา“ก็กินปกตินั้นแหละ คุณหมอก็บอกอยู่ว่าท้องสาวจะไม่ค่อยใหญ่มากนัก สักหกเจ็ดเดือนโน่นแหละถึงจะนูนขึ้นมาเห็นชัด คุณไม่ต้องกังวลหรอกน่า ผลตรวจล่าสุดก
หากอวัสดาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น พยายามคุยเฉพาะเรื่องงานมาโดยตลอด และเวลานี้ถ้าเป็นไปได้ เธอก็ไม่อยากมาพบเขานักหรอก พอดีว่าวันนี้ที่บริษัทไม่มีใครว่างสักคน ประกอบกับร้านแห่งนี้มันเป็นทางผ่าน เธอก็เลยกะจะแวะเอาแปลนแบบมาให้แล้วก็จะไปธุระต่อ“พอดีวันนี้หนูดารีบ คงอยู่คุยกับคุณต้นได้ไม่นาน ต้องขอโทษด้วยนะคะ”“ว้า...น่าเสียดายจังเลยนะครับ ผมก็อุตส่าห์หิ้วท้องรอ กะว่าเย็นนี้จะได้ทานข้าวกับคุณหนูดาสักมื้อ”ชายหนุ่มหน้าตาคมขำทำหน้าผิดหวังอย่างแรง อวัสดาก็ทำเป็นไม่สนใจพาวกเข้าเรื่องงานต่อไป“วันนี้ไม่สะดวกจริงๆ ค่ะ มีอะไรคุณต้นติดต่อไปที่บริษัทได้ทุกเมื่อเลยนะคะ ถ้าหนูดาไม่ว่าง ฝากเรื่องเอาไว้กับพนักงานที่บริษัทได้เลย”“ไม่เป็นไร เอาไว้วันหลังก็ได้ครับ ผมรอคุณหนูดาได้เสมอ”ทว่าพ่อหม้ายหนุ่มไม่ได้สนใจเรื่องงานที่เธอพูดสักนิด ยังคงปักใจอยู่กับเรื่องที่จะกินข้าวกับเธอลูกเดียว หากอวัสดายังไม่ทันจะได้ว่าอย่างไร ก็มีคนโผล่มาช่วยแถลงไขให้แทน และเสียงดังฟังชัด ค่อนไปทางเย็นเยียบเข้าไส้ซะด้วยซ้ำ“ผมว่าคุณอย่ารอเลยจะดีกว่า ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนๆ เธอก็คงไม่ว่างมากินข้าวกับคุณหรอก เพราะเธอต้องกินข้าวกับสาม
คุณหญิงอารีดากำลังจะได้เป็นทั้งคุณยายและคุณย่า เนื่องจากอวัชรวินหลังจากที่แต่งงานหลังน้องสาวได้หนึ่งเดือน ลูกสะใภ้ก็กำลังจะมีหลานให้เช่นกัน เพราะคู่นั้นอยู่กินกันก่อนแต่งงานมาตั้งนานแล้ว และคุณหญิงอารีดาก็รู้อยู่แก่ใจ แค่ไม่ได้พูดออกมาก็เท่านั้นเอง หลังจากนั้นคุณหญิงก็รับหน้าที่ไปส่งคุณหมอ ปล่อยให้ลูกสาวกับลูกเขยได้อยู่กันตามลำพังพอคล้อยหลังคุณแม่ยายกับคุณหมอ คีแกร์นก็กระโดดเข้าไปกอดร่างของภรรยาสาวที่ยังนั่งอึ้งอยู่บนเตียง“หนูดา! เรากำลังจะมีเจ้าแสบน้อยแล้วนะทูนหัว ผมดีใจ ดีใจที่สุดเลย เรากำลังจะมีลูกแล้วนะคนดี”คนจะได้เป็นคุณพ่อพร่ำใส่ใบหูเล็ก และไล่จูบแก้มนุ่ม ขมับบาง ศีรษะเล็ก แล้ววนเวียนอยู่แบบนั้นอย่างคนตื่นเต้นดีใจไม่เก็บอาการ ขณะที่สองแขนก็รัดร่างภรรยาเอาไว้เสียแนบแน่น จนอวัสดาต้องประท้วงอู้อี้ออกมาจากแผงอกกว้าง“เบาๆ คีแกร์น! หนูดาหายใจไม่ออก”ชายหนุ่มถึงคลายอ้อมแขน เปลี่ยนมาประคองแก้มนุ่มสุกปลั่งเอาไว้ทั้งสองข้างแทน ปากก็ยิ้มกว้างหุบแทบไม่ลง แล้วถึงเอ่ยถามออกมาน้ำเสียงลนๆ“ดีใจไหมคนดี เราจะมีเจ้าแสบน้อยกันแล้วนะ”คนถามไม่คิดที่จะรอคำตอบ ก้มลงจูบกลีบปากอิ่มมาเต็มรัก จนอวัสดา







