เข้าสู่ระบบพัชสิกาเดินฟึดฟัดกลับมาที่โต๊ะอาหาร อีกทั้งใบหน้าอันสดสวยก็บึ้งตึงมาแต่ไกล ภาคินเห็นเช่นนั้นก็อดที่จะถามเธอไม่ได้ “คุณพัชเป็นอะไรเหรอครับ หน้าบึ้งมาแต่ไกลเชียว”
“เปล่าค่ะ แค่ไปเจอคนนิสัยเสียเฉยๆ” เธอบอกตามความจริงก่อนจัดการสิ่งของรอบๆตัวราวกับว่ากำลังจะกลับแล้วยังงั้น
“ ใครเหรอครับ คุณพัชรู้จักเขาหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ พัชแค่ทำไอศกรีมเลอะเสื้อเขา จากนั้นเขาก็โวยวายใส่พัชชุดใหญ่เลย”
“แย่จัง” ภาคินแสดงสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย “แล้วคุณพัชไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ”
“ไม่ค่ะ ด่ามาด่ากลับแค่นั้นเลย” เธอบอกอย่างมั่นใจ เพราะต่อไปคงไม่ได้เจอกันอีกแล้วแหละ
ขอฟ้าดินจงเห็นใจเธอด้วยเถิด
“ครับ แค่เห็นคุณพัชสู้คนผมก็สบายใจแล้ว” ภาคินบอกอย่างหวาดหวั่น เขาไม่เคยเห็นเธอสู้ใครเลย คนคนนั้นคือคนแรกเลยมั้ง
*************************************************
ณ บ้านบริพัฒน์สาธร
คิมหันต์เดินเข้ามาโอบกอดสุวรรณรัตน์ผู้ที่มีศักดิ์เป็นถึงมารดาจากทางด้านหลัง ด้วยความเหนื่อยล้าจากงาน ได้กลับมากอดแม่ที่บ้านก็คงมีกำลังใจขึ้นอีกเยอะ
“มีอะไรล่ะเรา”
“อยากกอดเฉยๆครับ” เขาหลับตาซบที่ไหล่แม่ สุวรรณรัตน์เห็นเป็นเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้มด้วยความเอ็นดู
“โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำตัวเหมือนเด็กไปได้” นอกจากจะขี้แยแล้วยังขี้อ้อนอีกต่างหาก
“ผมทำงานมาเหนื่อยๆ ผมก็อยากกอดเอากำลังใจจากแม่นิ่ครับ” คิมหันต์ทำเสียงออดอ้อนพร้อมเปลี่ยนมานอนหนุนตัก
“อ้าวเหรอ” สุวรรณรัตน์หัวเราะในลำคอและมองว่าคงเป็นแค่การแสดง
“จะขออะไรแม่”
“ โถ่!! แม่เห็นผมเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” เขาดันตัวลุกขึ้นนั่งมองหน้าแม่แล้วส่งยิ้มหวาน
คิมหันต์อาจจะมีมุมโหดและดุร้ายเป็นส่วนมาก แต่จะมีแค่กับแม่เท่านั้นที่เขาจะอ่อนโยนด้วย
“โอเค ทำเป็นเชื่อก็ได้” สุวรรณรัตน์หัวเราะออกมาอีกครั้งก่อนจะตั้งคำถามต่อมา “วันนี้ไปเจออะไรมาล่ะ เล่าให้แม่ฟังสิ”
คิมหันต์ได้แต่ถอนหายใจก่อนจะยอมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง
“เรื่องงานไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ดันไปเจอเด็กนิสัยแย่คนหนึ่งแถวๆทางไปประชุมกับลูกค้า”
“แย่ยังไงล่ะลูก” สุวรรณรัตน์นึกสนใจในเรื่องนี้ แต่ถ้าคิมหันต์พูดไปก็จะเข้าเนื้อตัวเองอีก เพราะผู้หญิงคนนั้นพยายามรับผิดชอบในสิ่งที่ทำกับเขา มีแต่เขาเองที่ทำนิสัยไม่ดีโต้กลับ แต่เขาเป็นคนเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้และไม่มีใครกล้ามาต่อล้อต่อเถียงด้วย เขาจึงไม่ชอบในตัวเธอและยังตัดสินว่าเธอนิสัยไม่ดีอีก
ตอนนี้ก็เช่นกัน
แม่เขาเกิดความสงสัยในสิ่งที่เขาพล่ามออกมา เขาก็คงต้องเลี่ยงเรื่องนี้ออกไปก่อน เพราะรู้ดีว่าแม่เขาไม่ใช่คนที่จะเข้าข้างลูกอย่างเดียว ถ้าเขาผิดหรือพูดไม่เข้าหูก็ต้องโดนสวนกลับเหมือนๆกับเธอคนนั้นนั่นแหละ
“เปล่าครับ รู้แค่ว่าเป็นคนที่ชอบทำให้ผมหัวเสียได้ง่ายๆ” เขาบอกแค่นั้นก่อนจะลุกแล้วคว้าเสื้อสูทสีดำมาวางไว้ที่แขนพับ สุวรรณรัตน์ยังเห็นหน้าลูกไม่ทันไร ลูกก็จะออกไปอีกแล้ว เธอจึงไม่รอช้าที่เอ่ยปากทัก
“เอ๊า แล้วนี่จะไปไหน?”
“กลับคอนโดครับ”
“ไม่อยู่ทานข้าวกับแม่ก่อนเหรอลูก” สุวรรณรัตน์วิงวอนอย่างเสียดาย ที่ผ่านมาน้อยครั้งมากที่คิมหันต์จะมานอนอยู่ที่บ้านตนเอง เหตุเพราะลูกกับพ่อไม่ค่อยถูกกัน จนถึงขั้นไม่ยอมหันหน้ามาคุยกันดีๆ
“ผมมีงานที่จะต้องสะสางต่อ ไว้วันหน้านะครับ”
“เห้อ เรานี่น้า” สุวรรณรัตน์ส่ายหน้าเบาๆก่อนจะยอมลูกชายอีกตามเคย
ขณะที่คิมหันต์กำลังจะเดินออกจากบ้านเขาก็ได้สวนทางกับ ‘กฤษ’ ผู้เป็นพ่ออย่างพอดิบพอดี คิมหันต์สบตาพ่อด้วยแววตานิ่งเฉยก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ถามไถ่เลยสักคำ
กฤษหันไปมองตามแผ่นหลังลูกชายพร้อมถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาสบเข้ากับสายตาภรรยา
“นี่แหละข้อเสียของการทำงานจนไม่ลืมหูลืมตา ไม่มีเวลาแม้แต่จะทำความสนิทสนมกับลูก” สุวรรณรัตน์ส่ายหน้ายิ้มๆ คิมหันต์อคติกับพ่อเพราะพ่อเอาแต่ทำงานและยังเลิกงานดึกเป็นประจำ จนไม่ได้มีเวลาให้ลูกและเพราะเป็นแบบนั้นนั่นแหละจึงทำให้ลูกไม่ได้สนิทด้วย ส่งผลให้ลูกเข้าใจไปต่างๆนานาว่าพ่อของเขาอาจจะหนีแม่ไปเต๊าะสาวกับเพื่อนนักธุรกิจ
ถึงจะเป็นอย่างนั้นสุวรรณรัตน์ก็ยังเข้าใจสามีเสมอ มีเพียงลูกชายที่ไม่เข้าใจอะไรเอาสะเลย
“ช่างมัน” เขาไม่อยากใส่ใจ เชื่อว่าสักวันมันจะเข้าใจสิ่งที่เขาทำเอง
คิมหันต์เป็นหนุ่มไฟแรงอายุเพียงยี่สิบแปดปีและยังคึกคะนองคิดอะไรตามอำเภอใจเหมือนตอนยังเป็นวัยรุ่น ไว้มีเมียมีลูกนู่นแหละมันถึงจะเข้าใจว่าพ่อกำลังทำอะไรอยู่ในแต่ละวัน
“เอ่อนี่คุณ”
“หึ”
“เดือนหน้าเด็กที่ผมเคยเล่าให้ฟังเขาจะเรียนจบแล้วนะ ผมว่าจะทาบทามมาให้เป็นเลขาเจ้าคิมมัน” เด็กคนนั้นไม่ได้เป็นญาติกับครอบครัวเขาแต่ก็เคยช่วยเหลือเขาเมื่อครั้งเกิดอุบัติเหตุ บุญคุณในการบริจาคเลือดให้เขาในตอนที่โรงพยาบาลมีเลือดไม่เพียงพอ ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจมาตลอด เขาจึงไม่รอช้าที่จะรับเธอเข้ามาทำงานที่บริษัทและให้อยู่ในตำแหน่งดีๆสมกับความดีของเธอ
“พัชสิกานั่นเหรอคะคุณ”
“ใช่และผมก็จะไปแสดงความยินดีด้วย” เขาปลดกระดุมแขนเสื้อก่อนจะหันมาชวนภรรยา “แล้วคุณจะไปด้วยไหม”
“ไม่หรอกค่ะคุณ ฉันยังไม่อยากเดินทาง ไว้มาเริ่มงานค่อยไปเจอแล้วกัน” เขาพยักหน้าเบาๆก่อนจะเดินแยกกับภรรยาขึ้นไปบนบ้าน
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน “หมูกระทะเราไม่ได้กินนานแล้วนะคิมหันต์ ไปกับพวกเขาสักวันดีไหม” คิมหันต์ขมวดคิ้วมองเพราะหมูกระทะที่ว่าเคยไปกินแค่ในห้างเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าร้านลุงหนุ่ยอะไรนั่นจะเป็นแบบที่เขาและแม่ไปหรือเปล่า“ร้านอยู่ไหนครับ”*****************************************คิมหันต์และแม่ถูกพามาที่ร้านหมูกระทะลุงหนุ่ยที่เคยมาทานเป็นประจำ บริเวณร้านจะถูกประดับไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ มีที่นั่งด้านในและด้านนอก ซึ่งด้านในร้านไม่ได้เป็นห้องแอร์อย่างที่คิมหันต์เข้าใจแถมยังใช้พัดลมในการเปิดให้ลูกค้าใช้อีกต่างหาก คิมหันต์และสุวรรณรัตน์เลยเลือกมานั่งที่ด้านนอกกะว่าจะให้ลมพัดสักหน่อย แต่ก็ทำได้แค่ ‘ฝันไปเถอะ’เขาหน้ามุ่ยขยับเสื้อด้านหน้าขึ้นลงให้พอคลายร้อน พัชสิกาที่ถูกสุวรรณรัตน์สั่งให้มานั่งข้างๆรีบหยิบพัดลมเล็กแบบพกพามาเปิ
หญิงสาวยืดตัวพลางเอี้ยวตัวไปมาอย่างเพลินๆ จากนั้นก็หยุดมาดื่มน้ำให้พอลดความกระหาย เพราะตอนนี้ท้องฟ้าก็เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้วการออกกำลังกายจึงพอแค่นี้ก่อนทว่าไม่นานสายตาเธอก็พลันไปเห็นภาคินวิ่งออกกำลังกายอยู่บริเวณสนามหญ้าผ่านหน้าผ่านตาไปพอดีบ้าจริง! ทำไมช่วงนี้เธอเจอเขาบ่อยจัง“คุณภาคินคะ” เปรมสิริตะโกนเรียกชื่อเขาซึ่งเขาก็หันมาตามเสียงนั้นเลย หญิงสาวยกมือขึ้นโบกไปมาเหมือนเป็นการเรียกให้เขามาหาเธอที่ตรงนี้“ปกติมาออกกำลังกายตรงนี้อยู่แล้วหรือเปล่า” ภาคินมาถึงก็ถามทันที“พึ่งมาวันนี้วันแรกค่ะ” เธอยิ้มเนือยๆ “แล้วคุณภาคินมาออกทุกวันเลยไหมคะ” “ผมนานๆทีถึงจะมา” เปรมสิริพยักหน้ายิ้มๆ “มาวิ่งวันแรกก็ไม่ชินเหมือนกันนะคะ ไม่มีเพื่อนวิ่งด้วย” เธอมองเขาเหมือนกำลังจะพูดอะไรต่อ ภาคินจึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยปากถาม“คุณนิลกำลังอยากจะบอกอะไรผมหรือเปล่าครับ”เขาเลิกคิ้วมอง“กำลังคิดอยู่ค่ะว่าถ้าจะชวนคุณภาคินมาวิ่งด้วยกัน คุณภาคินจะสะดวกหรือเปล่า” เปรมสิริมุดหน้าลงเหมือนเขินเขาแต่ไม่รู้ตัว ภาคินเห็นท่าทางแบบนั้นก็ขำออกมาเบาๆ“เรื่องแค่นี้เองครับ เวลาผมเหลือๆ อยู่กับคุณนิลจนถึงสามทุ่มยังได้เลย” “งั้นเรา
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เพราะฉันมีงานใหม่จะมอบหมายเธอ”“อะไรคะ”“ต่อไปนี้เธอจะต้อง ‘ไปกลับ’ กับฉัน ช่วงเที่ยงก็ไปทานข้าวด้วยกัน ส่วนตอนกลางคืน....”“ไม่เอานะคะ” เธอรีบพูดแทรกแต่ดูเหมือนว่าเขาจะเอาให้ได้“อย่าขัดใจฉันสิ ไม่เห็นแก่เงินที่ฉันจะให้หรือไง” พัชสิกาถึงกับชะงักพลันครุ่นคิด โรคมะเร็งที่ป้าเธอกำลังเผชิญอยู่ยังไม่หายดีเกรงว่าจะมีค่าใช้จ่ายตามมาเรื่อยๆ ต่อให้จะถูกมองว่าหิวเงินเธอก็จะยอมทำตามที่เขาต้องการ“ค่ะ”“ว่านอนสอนง่ายแบบนี้ก็ดีหน่อยจะได้เลี้ยงนานๆ” คิมหันต์ฝังจมูกเข้าที่แก้มเธออีกครั้ง พัชสิกาเม้มปากกล้ำกลืนด้วยความชอกช้ำใจ เธอเจ็บที่ไม่สามารถรักเขาได้ เธอเจ็บที่เขาเห็นว่าเธอเป็นแค่เด็กเลี้ยงของเขาดูเป็นคนไม่มีค่าอะไรด้วยซ้ำ*************************************************** “จะว่าไป เราไม่คิดจะแวะไปหายัยพัชบ้างเลยเหรอ” เปรมสิริถามคิวมิกส์ในระหว่างเดินเล่นอยู่ในห้างด้วยกัน“ก็แกไม่ชวนนี่”“แกจะรอให้ฉันชวนอย่างเดียวเลยหรือไง” เธอพูดพลางดูดไอศกรีมโคนไปด้วย “ไม่ขนาดนั้นหรอก บริษัทมันอยู่ใกล้เราสะที่ไหนล่ะ” คิวมิกส์หน้าบึ้งบูดก่อนจะนึกไปถึงเรื่องของเจ้านายคนนั้น “จะว่าไปเจ้
“วันนี้ไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเหรอคะ” บ้านเขาอยู่ไกลจากเธอหลายสิบโล กว่าจะไปส่งเธอเสร็จก็น่าจะสายมากแล้ว “ไม่เป็นปัญหาหรอกครับ ผมเข้าสายเท่าไหร่ก็ได้” “งั้นก็ได้ค่ะ” เธอยิ้มเจื่อนๆก่อนจะกระชับสายกระเป๋าสะพายแล้วเดินนำเขาไป ทว่า....“พัชสิกา!” เสียงทุ้มเกรี้ยวกราดดังออกมาจากทางด้านหลังคนทั้งสองทำให้ต้องหมุนตัวกลับไปมองพร้อมกันปรากฎว่าเป็น ‘คิมหันต์’ นั่นเองเธอล่ะเหนื่อยใจจริงๆ ไม่คิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเขาแต่เช้าและเมื่อมาเห็นเธออยู่กับภาคินแบบนี้ก็คงหาเรื่องมาต่อว่าเธออีกแน่ๆ“เธอไม่ได้บอกแฟนเธอหรือไง ว่าเธอจะต้องติดรถไปกับฉัน ‘ทุกวัน’” ยิ่งเห็นหน้าชายคนนั้นเขาก็ยิ่งมีอารมณ์เดือดดาล เหม็นขี้หน้าฉิบหายพัชสิกาขมวดคิ้วมอง เขาไม่ได้มาบอกเธอไว้นี่ จังหวะนั้นภาคินก็เริ่มมีอารมณ์ขุ่นเคืองที่มากล่าวหาว่าพัชสิกาเป็นแฟนเขาอย่างหน้าตาเฉยเขาชอบพัชสิกาก็จริง แต่เขาก็ไม่เคยเสนอตัวอยากจะเป็นแฟนปากเปล่าแบบนี้ “รบกวนให้เกียรติเธอด้วยครับ”“เกียรติ...แฟนคุณมีเกียรติตรงไหนบ้าง?” พัชสิกาได้ฟังก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงกลางใจ แต่จะทำไงได้ เธอขายตัว ‘ให้เขา’ ไปแล้ว“คุณภาคินคะ ไว้วันหลังนะคะพัชต้องไปกับเจ้าน
“ถอดแล้วจับมันสิ” เขากระซิบบอกเบาๆก่อนจะจูบเธอต่อ หญิงสาวค่อยๆเลื่อนมือลงต่ำมาสัมผัสส่วนล่างตั้งชันในเนื้อผ้า รสสวาทที่เขาได้มอบให้ทำให้เธออดใจไม่ไหวจึงค่อยๆรูดซิปกางเกงออก จากนั้นก็เลื่อนเข้าไปกอบกุมมันบีบเล่นไปมาอย่างชอบใจ “อื้ม ลงไปชิมมันดูสิคนดี”ไม่พูดเปล่า คิมหันต์ยังจับศีรษะเธอให้ลงไปจ่อบริเวณนั้น พัชสิกาไม่ได้ฝืนใจแต่กลับยอมด้วยความเต็มใจ เมื่อปากของเธองับตรงส่วนนั้นเขาก็เปล่งเสียงครางออกมาเงยหน้าขึ้นรับรสสวาทด้วยความชอบใจ“ดูดมันสิคะคนดี” พัชสิกาจากที่ดูดอยู่แล้วได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ดูดหนักขึ้นกว่าเดิม “อ๊า เก่งจังเลย เดี๋ยวฉันจะเพิ่มค่าเลี้ยงดูให้อีกเยอะๆเลย”พัชสิการู้ว่าเธอทำให้เขาพึงพอใจ ความรู้สึกเริ่มมาเหนือเหตุผลทั้งปวง จึงทำให้เธอดูดส่วนนั้นราวกับว่ามันเป็นน้ำหวาน กระทั่งคิมหันต์ต้องขอให้เธอพอ “มันจะเสร็จแล้ว พอก่อนได้ไหมคนดี”พัชสิกาชอบใจและไม่คิดที่จะพอง่ายๆ ยิ่งเขามีอาการเสียวซ่านใกล้ถึงฝั่งฝันเธอก็ยิ่งบำเรอความต้องการให้เขามากเป็นเท่าตัว“อ๊า อ๊า ไม่ไหวแล้ว จะเสร็จแล้ว อีกนิดเดียว” คิมหันต์เงยหน้าเม้มปาก อีกทั้งใบหน้าเบี้ยวเบ้ไปด้วยความเสียวเพราะจุดสูงสุดกำลังก่อต
“อ้าวไอ้คิม ทำไมวันนี้ได้มานอนที่บ้านล่ะ” พัชสิกาหรี่ตามองเขาขณะยืนอยู่ด้านหลังกฤษ เธอเตรียมใจมาแล้วว่ายังไงก็ต้องเจอเขาอยู่ดี แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาชอบไปนอนที่คอนโดเป็นส่วนมากก็ตาม“ผมแค่เปลี่ยนบรรยากาศ” ไม่รู้อะไรดลใจให้เขามานอนที่บ้านและมาเจอพัชสิกาที่นี่ แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะเขารู้สึกเหมือนมีอะไรมากมายที่อยากจะคุยกับเธอ“เหรอ วันนี้ฉันไปรับหนูพัชมาทานข้าวด้วยเพราะแม่เขาอยากเจอ ทานเสร็จเดี๋ยวจะไปส่ง” กฤษพูดพลางหันไปทางพัชสิกา “หรือจะนอนอยู่ที่นี่สักคืนแล้วพรุ่งนี้ไปทำงานพร้อมพี่เขา”“กลับดีกว่าค่ะ พัชไม่ได้เตรียมชุดทำงานมาเผื่อ” เธอไม่อยากนอนร่วมชายคากับเขาต่างหากล่ะ“เดี๋ยวผมไปส่งเองครับ”“นอนก็ได้ค่ะ”“ถ้าจะนอน ก็ต้องนอนห้องเดียวกับฉัน” เขาเลิกคิ้วมองส่งยิ้มกวนประสาท เกลียดจริงๆเลย“จริงๆนะครับคุณพ่อ ตอนนี้ก็มืดมากแล้วอีกอย่างคุณพ่อไม่ได้แจ้งซ่อนกลิ่นกับป้าไพรล่วงหน้าด้วย ปุ๊บปั๊บแบบนี้แม่บ้านก็เหนื่อยเป็นนะครับ” ซ่อนกลิ่นที่เดินผ่านกะจะเข้าครัวพลันสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมรู้สึกแปลกใจที่วันนี้คิมหันต์นึกเห็นใจเธอ ปกติดึกกว่านี้ก็ยังปลุกมาสั่งงาน อย่างเอาแต่ใจ“กลับก็ได้ค่ะ” ใครเขาอย







